septimus' blog

ไม่ยอมจบ

 

 

Photobucket

 

 

 

ณ.ที่ใด มีรัก ย่อมมีทุกข์

 

 

ที่ไร้สุข ก็เพราะรัก มักผันผวน

 

 

อารมณ์รัก ชักนำให้ ใจเรรวน

 

 

จิตปั่นป่วน เพราะมีรัก จักทุกข์ทวี

 

 

 

 

ลำนำกลอนเศร้าแสนหวานนี้คงเป็นไอด่อลที่จดจำกันได้แม่นยำว่ามีปรากฏในวรรณกรรมแปลชิ้นเอกของไทย…กามนิต วาสิฏฐี

 

 

 

 

แต่ส่วนที่จะจดจำเป็นความเกี่ยวเนื่องกับวรรณกรรมเรื่องนี้นั้น คงแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน

 

 

 

 

สำหรับเรา…ภาพของอาจารย์วิชาภาษาไทย(วัยกำลังเกษียนในปีสองปีนั้น)กำลังยืนสอนสั่งเรื่องนี้แก่พวกเราทั้งชั้นให้ซาบซึ้งกับบทประพันธ์และความหมายของเรื่องราวอย่างตั้งอกตั้งใจ…ปรากฏชัดในหัวสมอง

 

 

 

 

ทว่าเป็นที่น่าเสียดาย ตรงที่เราจดจำอะไรดีๆจากเรื่องราวชายหญิงคู่นี้ไม่ได้มากไปกว่า…เป็นเรื่องรักไม่สมหวัง และ ฝ่ายชายได้สิ้นชีวิตลงในตอนจบเพราะโดนวัวคลั่งวิ่งเข้าขวิด

 

 

 

 

กับอีกนิดคือจำได้ว่ายังมีต่อในภาคสวรรค์ และอาจารย์ก็บอกว่าสนุกสนานน่าติดตาม แต่ไม่มีในหลักสูตร

 

 

 

 

เรายังนึกโต้(ใครก็ไม่รู้)อยู่ในใจเลยว่า…จะให้เรียนทั้งทีทำไมไม่ให้เรียนจนจบเรื่องนะ แล้วในชีวิตนี้เราจะรู้เรื่องตอนจบไหมล่ะนี่

 

 

 

 

ที่เรานึกคิดอย่างนั้นเพราะรู้สึกมืดแปดด้านทีเดียวว่าจะไปหาหนังสืออ่านได้จากที่ไหนกัน

 

 

 

 

ส่วนเรื่องที่จะให้สอบถามอาจารย์นั้นลืมไปได้เลยเพราะ…

 

 

 

.

กลัวอาจารย์จะเข้าใจผิดว่าเราสนใจเรื่องรักใคร่หนุ่มสาวไปซะอีก

 

 

 

 

ทั้งๆที่เราสนใจ(ส่วนที่เป็นสีน้ำเงิน)…

 

 

 

 

ลานอโศก โศกเศร้า ช่างเหงาเงียบ

 

 

อโนดาษ ราบเรียบ เปรียบแผ่นหิน

 

 

คงคาสวรรค์ สายน้ำ แผ่วไหลริน

 

 

ปาริชาติ หอมกลิ่น จรุงแรง

 

 

 

 

สุขาวดี ไกลโพ้น โน้นห้วงหาว

 

 

ประกายดาว วาววับ ระยับแสง

 

 

ปทุมบาน ดอกสลับ สีขาวแดง

 

 

เหมือนแต้มแต่ง จักรวาล ความเป็นไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หวนรำลึก นึกถึงเรื่อง นิทานเก่า

 

 

อิงหลักธรรม นำมาเล่า แถลงไข

 

 

กามนิต วาสิฏฐี มีความนัย

 

 

เป็นคติ สอนใจ ให้ใคร่ครวญ

 

 

 

 

ณ.ที่ใด มีรัก ย่อมมีทุกข์

 

 

ที่ไร้สุข ก็เพราะรัก มักผันผวน

 

 

อารมณ์รัก ชักนำให้ ใจเรรวน

 

 

จิตปั่นป่วน เพราะมีรัก จักทุกข์ทวี

 

 

 

 

 

ทางช้างเผือก ทอดยาว ราวสายธรรม

 

 

เป็นลำนำ กามนิต วาสิฏฐี

 

 

สู่ฟากฝั่ง โพ้นฟ้า สุขาวดี

 

 

ที่ซึ่งมี ความสุข สงบเย็น

 

 

ที่ซึ่งเป็น ทางสู่พระ นฤพาน

 

 

 

 

 

 

 

 

ใช่…เราสนใจความเป็นนิทาน เราสนใจธรรมปาฏิหาริย์และชื่นชอบคติที่สอดแทรกอยู่ในนิทาน เราสนใจต้นอโศก ลานอโศก ดอกบัวสวรรค์ ดอกปาริชาติ คงคาสวรรค์ ทางช้างเผือก แดนสุขาวดี ตลอดจนความเป็นไปแห่งจักรวาล(ก่อนที่จะรู้จักวิชาฟิสิกส์ วิชาดาราศาสตร์เชียวนะ แฮ่ม)

 

 

 

 

แล้วเราก็สนใจอยากติดตามให้รู้แน่ว่าตอนอวสานจริงๆนั้นพระเอกกับนางเอกจะได้พบกันอีกหรือไม่…

 

 

ถ้าได้พบกันอีก จะสมหวังเสียที หรือ จะชวดอีกตามเคย ไหม

 

 

 

 

ความสนใจทั้งหมดนี้ถูกเราจดจำไว้ในหัวสมองและบอกตัวเองว่าเข้ากรุงเทพฯเมื่อไหร่จะต้องหาหนังสือเรื่องนี้อ่านให้ได้ด้วยตัวเอง(ลูกฮึด…ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)

 

 

 

 

แต่จนแล้วจนรอด เรียนจนจบ จนทำงานได้ระยะหนึ่ง แล้วข้ามมหาสมุทรมาเล่าเรียนต่อ ข้ามกลับไปกลับมาอีกหลายรอบก็ไม่เคยหาหนังสือเรื่องนี้ได้เลย

 

 

 

 

ตราบจนกระทั่งคืนหนึ่งยามดึกสงัดแต่ยังไม่อยากเข้านอน ก็จึงเสิร์ชพบในอินเตอร์เน็ตนี่เอง

 

 

 

 

เป็นหนังสือเสียง ออร์แกนไนซ์โดยชมรมเพื่อนคุณธรรมที่http://www.dhammathai.org/sounds/kamanit.php

 

 

 

 

 

 

เราจึงฟังทุกตอนจนจบในคืนนั้น แล้วก็พบว่าเราจดจำรายละเอียดของเรื่องราวไม่ได้เลย(คือไม่น่าจะถึง ๑%)

 

 

 

 

แต่ยังพอรู้ว่าตอนที่ ๕ นี่แหละที่เราไม่ได้เรียน และทำให้เราต้องตามหาเงียบๆมาตั้งนาน

 

 

 

 

ที่น่าประหลาดใจ…เรารู้สึกว่าทั้งผู้แต่งและผู้แปลช่างอัจฉริยะกันเหลือเกิน(ซึ่งเราแน่ใจว่าตอนที่เรียนนั้น

 

 

เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้เลยแม้แต่น้อย)…ที่สามารถผูกเรื่องราวได้งดงามวิจิตรพิสดารเกินมนุษย์ในภาษามนุษย์อันจำกัด

 

 

 

 

 

 

ที่สุด

 

 

 

 

เรื่องราวของหนุ่มสาวคู่นี้ก็จบลงเสียที…ในแบบที่เราเองนึกไม่ถึง

 

 

 

 

 

 

แต่…

 

 

 

 

Photobucket

 

 

ยังมีอีกเรื่องราวหนึ่ง…

 

 

ที่ไม่ยอมจบลงไปด้วยง่ายๆ…

 

 

ที่ทำเอาเราต้องครุ่นคิดติดตาม…

 

 

ที่เป็นเหตุให้ต้องเวียนกลับไปฟังอีกหลายรอบตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมาและน่าจะดำเนินต่อไปอีกเรื่อยๆ

 

 

 

 

เรื่องราวนั้น…

 

 

เราคิดว่าต้องอาศัยสติปัญญาและบุญบารมีประกอบเข้าด้วยกัน

 

 

จึงจะเข้าใจได้ชัดแจ้งแทงตลอด…

 

 

กับแน่ใจว่าเข้าใจได้ถูกต้องแท้จริง…

 

 

ด้วยเป็นเรื่องราว…

 

 

ชีวิตหลังความตาย และ…

 

 

ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ 

 

 

ซึ่งถูกนำมาแสดงไว้ในแต่ละช่วงกับแต่ละตัวละครของนิทานนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

ภิกษุทั้งหลาย ท่านอย่าพึงคิดว่า เมื่อตถาคตล่วงไปแล้ว ท่านจะขาดซึ่งศาสดา

 

 

ท่านพึงคิดว่า พระธรรมอันตถาคตแสดงดีแล้ว จักเป็นศาสดาของท่านสืบไป

 

 

ท่านอย่าพึงยึดเอาสิ่งภายนอกอื่นเป็นที่พึ่ง

 

 

จงแน่วแน่ถือพระธรรมเป็นที่พึ่ง

 

 

จงเป็นแสงสว่างแห่งตน

 

 

จงให้ตนเองเป็นที่พึ่ง

 

 

 

 

[พระพุทธเึจ้าตรัสปลอบบรรดาภิกษุสาวกก่อนเสด็จปรินิพพานที่ป่าสาละ]

 

 

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

۞۞۞۞

 

 

 

 

 

 

ประวัติผู้เขียนผู้แปล

 

 

 

 

 

 

คาร์ล อดอล์ฟ เจลลิรูป (Karl Adolph Gjelleru)

..๒๔๐๐ ..๒๔๖๒

คาร์ล อดอล์ฟ เจลลิรูป เป็นกวีและนักเขียนนวนิยายชาวเดนมาร์ก เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ..๒๔๐๐ ที่เมืองโรฮอลท์ มณฑลซีแลนด์ เมื่อเขาได้เขียนหนังสือออกโฆษณาในตอนแรกๆบ่งชัดว่า มีอัตลักษณะเฉพาะตนไปในทางสุนิยม (optimism) อย่างรุนแรง ทั้งนี้เพราะได้รับอิทธิพลมาจากจิออร์ก์ บรางดส์ (Georg Brandes) นักเขียนและนักวิจารณ์วรรณคดีชาวเดนมาร์ก เมื่อได้เดินทางท่องเที่ยวไปเป็นเวลานาน ทางยุโรปใต้และตะวันออก ทำให้มีความรู้มากขึ้น ต่อมาได้เขียนบทละครและนวนิยาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีความรอบรู้อย่างลึกซึ้งในปัญหาชีวิตทางจิตใจและจริยศาสตร์ ในระยะหลังๆได้นำเรื่องเกี่ยวกับศาสนาทางตะวันออก มาเป็นเค้าโครงเรื่องในการเขียน โดยใช้ประเทศอินเดียเป็นสถานที่ในเรื่อง หนังสือชุดนี้มีอยู่หลายเล่มด้วยกัน หนังสือกามนิตก็รวมอยู่ในชุดนี้ชื่อ Der Pilger Kamanita หนังสือที่เจลลิรูปเขียนในระยะหลัง ได้เขียนเป็นภาษาเยอรมันเสียโดยมาก เจลลิรูปได้ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่คลอทเช ใกล้ๆเมืองเดรสเดน เมื่อ พ..๒๔๓๕ และได้ถึงแก่กรรมที่นั่นใน พ..๒๔๖๒ ได้รับรางวัลโนเบลทางวรรณคดี เมื่อ พ..๒๔๖๐

(จาก Encyclopaedia Britannica, Vol. 10, London. 1956)

เสฐียรโกเศศ

..๒๔๓๑ ..๒๕๑๒

เสฐียรโกเศศ เป็นนามปากกาของศาสตราจารย์พระยาอนุมานราชธน อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นผู้คงแก่เรียน และนักเขียนที่มีชื่อเสียงยิ่งคนหนึ่งของประเทศไทย ชึ่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในวงการนักศึกษาทั้งไทยและต่างประเทศ ท่านมิได้เป็นเฉพาะแต่นักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา นักนิรุกติศาสตร์หรือนักโบราณคดีเท่านั้น แต่ท่านสนใจใคร่รู้สอบสวนสืบเสาะแสวงหาความรู้แทบทุกอย่าง เป็นนักเขียนที่มีความคิดเห็นในเรื่องวรรณคดีหนักไปในทาง Romanticism เมื่อเข้าคู่กัน นาคะประทีป ซึ่งเป็นนักเขียนหนักไปในทาง Classicism จึงทำให้วรรณกรรมที่ผ่านท่านทั้งสองผลิตออกมาสมบูรณ์ถึงขนาดท่านได้เขียนหนังสือไว้มากมาย ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้ว

เสฐียรโกเศศได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญๆมาเป็นเวลานาน เช่นเคยเป็นผู้ช่วยอธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรมศิลปากร รักษาการในตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถาน ประธานคณะกรรมการชำระปทานุกรม ประธานคณะบรรณาธิการทำสารานุกรม ประธานกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ท่านยังเคยเป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชานิรุกติศาสตร์ วรรณคดีเปรียบเทียบ และประเพณีไทย ในจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นอาจารย์ผู้บรรยายวิชาศาสนาเปรียบเทียบ และนิรุกติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เสฐียรโกเศศ เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ..๒๔๓๑ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ..๒๕๑๒

นาคะประทีป

..๒๔๓๒ ..๒๔๘๘

นาคะประทีป เป็นนามปากกาของ พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) เปรียญ ๗ ประโยค นาคะประทีปเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไป ในวงการหนังสือของเมืองไทย เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาอักษรศาสตร์ไทย บาลี และสันสกฤต เป็นนักเขียนหนักไปในทาง Classicism พิถีพิถันการใช้ถ้อยคำสำนวน โดยเฉพาะในการแปลเรื่องกามนิต เสฐียรโกเศศได้เขียนไว้ว่า หนังสือกามนิตสำเร็จเป็นภาษาไทยได้อย่างงดงาม เป็นเพราะพระสารประเสริฐเลือกหาคำมาใช้ได้เหมาะๆ เป็นอย่างที่ในภาษาอังกฤษว่า คำเหมาะอยู่ในที่เหมาะนาคะประทีปสนใจเป็นพิเศษในการคิดศัพท์และแปลศัพท์ เช่น งานทำพจนานุกรม ได้แต่งหนังสือไว้มากเรื่อง โดยมากมักจะแต่งร่วมกับ เสฐียรโกเศศ จนนามปากกา เสฐียรโกเศศและนาคะประทีป เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่านามปากกาแฝด

นาคะประทีป เคยรับราชการเป็นอนุศาสนาจารย์ทหารบก เป็นผู้ช่วยแผนกอภิธานในกรมตำรา กระทรวงศึกษา ธิการ เป็นปลัดกรมพระอาลักษณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งสุดท้ายเป็นหัวหน้ากองศาสนศึกษา กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากนี้เคยเป็นอาจารย์วิชาภาษาบาลีในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการชำระปทานุกรม แห่งราชบัณฑิตยสถาน

นาคะประทีป เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ..๒๔๓๒ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พ..๒๔๘๘

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ –

 

 

แหล่งข้อมูล : ชมรมเพื่อนคุณธรรม และ http://www.dhammathai.org/sounds/dhammasound.php

 

 

ภาพ           : อินเตอร์เน็ต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

No Comments

  1. tomorrow02 says:

    …ใจจริงก็อยากทำอย่างที่พี่สาวบอกค่ะ แต่ไม่อยากทำให้ท่านต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้แล้วอีกอย่าง ไม่มีใครอยู่บ้านด้วยค่ะ ปล่อยทิ้งเอาไว้นานๆไม่ดี …ปล.อยากนอนกอดเธอทุกวัน ;-))

  2. septimus says:

    ด้วยความยินดีค่ะคุณteesila

    ^____^

  3. septimus says:

    หนูมัทน่าจะขอร้องคุณแม่ให้อยู่ด้วยนานๆนะคะ

    ^___*

  4. septimus says:

    สวัสดีค่ะคุณเอ๋natayaa

    ท่านทั้งสองช่างอัจฉริยะจริงๆนะคะคุณเอ๋คะ

    :))

  5. septimus says:

    สวัสดีค่ะคุณcumpreram

    …ถ้าอย่างนั้นเราระบายลงบนกระดาษเนื้อดีก็น่าจะพอนะคะ

    ^___^

  6. teesila says:

    ขอบคุณค่ะคุณseptimus ที่นำความรู้มาแบ่งปัน

  7. tomorrow02 says:

    …คิดถึงมากค่ะ คิดถึงแม่มาก เหงาๆอย่างไงไม่รู้ ทั้งที่มีคนมากมาย มีเพื่อนมากมาย แต่ลึกๆในใจ ยังหนาวเหน็บค่ะพี่สาว

  8. natayaa says:

    ขอบคุณ คุณเซบ เช่นกัน กับลิงก์ที่ให้มาค่ะ

    นามปากกา ของ เสฐียรโกเศศ และ นาคะประทีบ ช่างขลังทุกครั้งที่นึกถึง ชอบสองนามนี้ค่ะ

  9. cumpreram says:

    …สวัสดีครับคุณseptimus…
    รูปแรกนั้นสวยจังครับ…หากเอามาสักลงบนกลางหลังคงสวยดี..ลงสีให้สวย ๆ ..ไทย ๆ ดีครับ..แต่ผมคงไม่เอาด้วย…เจ็บบบบบบ..ง่ะ..