septimus' blog

สะท้านใจ

 

Photobucket

 

 

ตอนที่อ่านเรื่องแปลเกี่ยวกับสองสามีภรรยาคู่นี้แล้วเราถึงกับนิ่งไปครู่ใหญ่

 

 

ราวกับไว้อาลัยให้แก่พวกเขาก็ไม่ปาน

 

 

คำว่า Love คำว่า Luv ที่พร่ำพูดกันเกลื่อนนั้น…ยังไม่คู่ควรกับกรณีอย่างนี้

 

 

เยื่อใยที่ผูกพันเขาไว้กับเธอนั้นช่างเหนียวแน่น ช่างน่าแอพพริชิเอท

 

 

ความสะท้านใจและความสงสารที่มีต่อพวกเขา ทำให้เราต้องภาวนา…ให้พวกเขาทั้งคู่มีสุขภาพแข็งแรงโดยเฉพาะผู้เป็นสามี

 

 

และส่วนผู้เป็นภรรยา…เราขอให้เธอได้รู้สึกตัวและแสดงว่ายังจดจำเขาได้บ้างในบางเสี้ยวยาม

 

 

.

มันเป็นตอนเช้าเวลาประมาณ 08.30 น. ที่วุ่นวายเอาการเมื่อสุภาพบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งในวัย 80 กว่า

มารับบริการแพทย์ตัดไหมจากแผลที่หัวแม่มือ

 

 

และบอกว่าขอให้รีบหน่อยเพราะมีนัดตอน 09.00 น.



 

เมื่อผมตรวจร่างกายตามปกติเสร็จผมก็ขอให้นั่งรอโดยผมรู้ว่าอย่างไรเสียก็ไม่หนีหนึ่งชั่วโมง กว่าที่จะถึงคิว



 

ผมเห็นสุภาพบุรุษท่านนี้ดูนาฬิกาหลายครั้งอย่างกระสับกระส่าย

 

 

ผมว่างอยู่พอดีจึงเข้าไปดูแผลให้ เมื่อตรวจดูก็เห็นเป็นปกติ ผมจึงเดินไปหารือกับหมอคนหนึ่งที่ให้บริการอยู่ เอายาและวัสดุมาทำแผลให้



 

ขณะที่ตัดไหมอยู่ผมก็ถามว่า มีนัดกับหมออีกคนหรือจึงดูรีบร้อน



 

สุภาพบุรุษท่านนี้ตอบว่าไม่หรอก

 

 

แต่จำเป็นต้องรีบไปเนิร์ซซิ่งโฮมเพื่อกินอาหารเช้ากับภรรยา

 

 

ผมก็ถามถึงสุขภาพของภรรยา

 

 

ก็ตอบว่าภรรยาอยู่ที่นั่นมานานพอควรแล้ว และเธอเป็นโรค Alzheimer’s



 

ขณะที่คุยกันผมก็ลองถามดูว่า เธอจะรู้สึกกังวลเป็นทุกข์ไหมถ้าไปสายสักหน่อย

 

 

สุภาพบุรุษท่านนี้ก็ตอบว่า เธอไม่รู้หรอกว่าผมเป็นใคร เธอจำผมไม่ได้มา 5 ปีแล้ว

 

 

ผมรู้สึกแปลกใจจึงถามว่า ‘แล้วคุณก็ยังไปทุกเช้าถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าคุณเป็นใครก็ตาม’



 

สุภาพบุรุษสูงอายุยิ้มและตบเบาๆบนมือผมและพูดว่า…

 

 

‘ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร’



 

ผมต้องกลั้นน้ำตา ขณะที่เดินจากไป ขนบนแขนผมลุกชันและคิดว่า…

 

 

‘นั่นคือความรักอย่างที่ผมต้องการที่สุดในชีวิต’



 

ความรักที่แท้จริงไม่ใช่เรื่องของกายภาพหรือโรแมนติก

 

 

ความรักที่แท้จริงคือการยอมรับทุกสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้เป็นมาตลอด รวมทั้งที่จะเป็น และที่จะไม่เป็นด้วย



 

คนที่มีความสุขที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง

 

 

เขาเพียงทำสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดีที่สุด



 

ผมขอบอกว่า …

 

 

‘ชีวิตไม่ใช่เรื่องของการทำอย่างไรให้รอดจากพายุฝน แต่เป็นเรื่องของการจะ

เล่นน้ำฝนอย่างไร’ (Life is not about how to survive the storm, but how to dance in the rain)

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา –  Fw: ถึงเธอไม่รู้จักผม แต่ผมยังรู้ว่าเธอเป็นใคร?‏

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    ใช่จ้าน้องเจี๊ยบจัง…หากสุขเป็น ก็จะเป็นสุข…พี่ชอบประโยคนี้จังค่ะ

    ^___*

  2. septimus says:

    พี่athenazขา ขอขอบคุณที่เอื้อเฟื้อเนื้อเพลงด้วยค่ะ(ชวนให้ร้องคาราโอเกะ คิกคิก)

    :))

  3. septimus says:

    You’re absolutely right ค่ะพี่athenazขา

    *__^

  4. septimus says:

    เอา เอา สู้ก็สู้ ยังไงวันนี้ก็วันศุกร์แล้วนิหนูมัทนิ ฮ่ะๆๆ………………………….

  5. initmate says:

    ” คนที่มีความสุขที่สุดไม่จำเป็นว่าจะต้องมีสิ่งดีที่สุดของทุกสิ่ง “

    ชอบคำนี้จังค่ะ

    หากสุขเป็น ก็จะเป็นสุข นะคะ ^^

  6. athenaz says:

    white roses

    “น้ำอมฤติของชีวิต คือ รักแท้เพียงประการเดียว..”

    คุณพี่ เขียนดีๆหน่อยค่ะ เดี๋ยวเพี้ยน

  7. athenaz says:

    21_Wet from Sprinkler

    เมื่อลมพัด ใบไม้สะบัด โบกมือเรียกใคร
    เธอรู้บ้างไหม ฉันวานใบไม้ โบกมือเรียกเธอ
    เปรียบเป็นลิ้น ใบไม้ก็ดิ้น ว่ารักเสมอ
    ทุกใบบอกเธอ แทนลิ้นฉัน ทุกวันเรื่อยไป

    ลมที่เป่า ใบไม้แกว่ง นั้นมิใช่ เพียงแรงของลม
    มีลมหายใจ ของฉันผสม ฝากลมเอาไว้
    แม้เธอ หายใจ สูดลมเข้าไป ในทรวงเมื่อไหร่
    เธอโปรดจำไว้ เธอสูดลมรัก ฉันเข้าแล้วเอย

    ลมที่เป่า ใบไม้แกว่ง นั้นมิใช่ เพียงแรงของลม
    มีลมหายใจ ของฉันผสม ฝากลมเอาไว้
    แม้เธอ หายใจ สูดลมเข้าไป ในทรวงเมื่อไหร่
    เธอโปรดจำไว้ เธอสูดลมรัก.. ฉันเข้าแล้วเอย…

  8. athenaz says:

    เมื่อเวลาพาเรามาสู่จุดหนึ่งของชีวิต
    นำอมฤติของชีวิต คือ รักแท้เพียงประการเดียว..

    only the “one” and the “one” !

  9. tomorrow02 says:

    เอาความรักมาส่งค่า เหนื่อย เหนื่อย ฮ่า ฮ่า สู้ศู้

  10. septimus says:

    Photobucket

  11. septimus says:

    Photobucket

  12. septimus says:

    สารสกัดจากพุดจีบแก้อัลไซเมอร์

    สนใจ ติดตามอ่านได้ที่นี่ค่ะ….

    http://rac.oop.cmu.ac.th/researchnews/pdffiles/renews_0058.pdf

  13. septimus says:

    Brain damage: Work a lot, risk a lot

    [แปลจาก mXNews Wednesday September 30, 2009]

    มีรายงานใน American Journal of Epidemiology ว่าการทำงานหนักไม่ยอมหยุดพักเลย นอกจากจะทำให้สุขภาพทรุดโทรมแล้วยังจะก่อผลร้ายทำลายสมองเมื่อเวลาผ่านไปในระยะยาวอีกด้วย

    อ้างถึงข้อสรุปของ The Finnish Institute of Occupational Health… ผู้ที่ทำงานในแต่ละอาทิตย์รวมเป็นเวลาเกินกว่า ๕๕ ชั่วโมง ประสิทธิภาพต่อไปนี้จะตกอยู่ในขั้นวิกฤติ(ลดฮวบลง)…ความเป็นเหตุเป็นผล การจดจำศัพท์แสง และที่สำคัญ อาจจะทำให้บุคคลนั้นมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะตกเป็นเหยื่อของโรคอัลไซเมอร์

  14. septimus says:

    Good morning ค่ะคุณศศิ

    น่าสงสารพวกเขานะคะ

    :))

  15. septimus says:

  16. sazzie says:

    ซึ้งจริงๆ ล่ะค่ะคุณ sep’

    Glitter Graphics – GlitterLive.com

  17. septimus says:

    จ้าสู้จ้า แต่กินข้าวกินปลาบ้างเด้ออี่นางน้อยเอ้ย ฮ่ะๆๆ………………

  18. septimus says:

    พี่เลดี้ว่าใครจะเจ็บปวดทรมานใจมากกว่ากันคะ ข้าเจ้าว่าสามีค่ะ

    :))

  19. septimus says:

    คุณตีศิลาคงน้ำตาร่วงเลยสินะคะ สงสารท่านจังค่ะ โรคร้ายชนิดนี้เลือดเย็นเหลือเกินนะคะ

    Take care ค่ะ

    :))

  20. น้องสาว says:

    คิดถึงเสมอค่า สู้สู้ ;-))

  21. lady007 says:

    พี่เลดี้ ก็ได้รับ fw email ฉบับนี้ เป็นภาษาอังกฤษ

    ภรรยาไม่รู้ แต่ตัวสามีรู้ว่าตนได้ทำให้คนรัก ก็เป็นสุขแล้วนะคะ

  22. teesila says:

    สวัสดีค่ะคุณ sept

    ขอบคุณค่ะสำหรับบทความดี ๆ
    ให้ข้อคิด สะกิดและสะท้อนสะท้านใจ

    เศร้ามากค่ะ เมื่อต้องอยู่กับคนที่เป็นโรคนี้
    เห็นการเปลี่ยนแปลง…เห็นแม่ที่ยกมือไหว้ขอบคุณลูก เมื่อทานข้าวด้วยกัน…แม่ไม่รู้ว่าเราเป็นใคร…ค่ะ แต่เรารู้ว่าแม่คือแม่ที่เรารักและเทอดทูนที่สุด

  23. septimus says:

    ชาร้อนยับยั้งอัลไซเมอร์

    ที่มา : คอลัมน์ Living Beware นิตยสาร ใกล้หมอ
    ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 11
    รวบรวมข้อมูลโดย: งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด

    ข่าวดีสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ทุกท่าน ที่ต่อไปไม่ต้องทานยาเยอะๆ อีกต่อไปแล้ว
    เพราะแค่คุณดื่มชาวันละแก้ว ก็สามารถยับยั้งการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
    ดร. เอ็ด โอเคลโล่ แห่งศูนย์วิจัยสมุนไพร มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ทางตะวันออก
    เฉียงเหนือของประเทศอังกฤษ ได้รายงานผลการวิจัยว่า การที่คุณดื่มชาเขียว
    หรือชาดำวันละ 1 ถ้วยทุกวัน สามารถยับยั้งการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะ
    ในชาเขียว และชาดำ มีสารที่ช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาของเอ็นไซม์ที่ก่อให้เกิด
    โรคอัลไซเมอร์ นอกจากนี้การดื่มชาเขียวยังสามารถป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเบต้า-
    ซีเครเทส (Beta-secretase) ที่เป็นขั้นตอนในการผลิตตะกอนโปรตีนในสมอง
    อันเป็นสาเหตุของการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ แต่คุณจะต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อย
    1 อาทิตย์ถึงจะเห็นผลดี แต่หากคุณดื่มชาดำเพียงแค่ 1 วันคุณก็สามารถเห็นผล
    ได้เร็วกว่าการดื่มชาเขียวหลายเท่า
    ถึงแม้ว่าแพทย์จะไม่สามารถรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายได้ แต่จากการวิจัยเรื่อง
    การดื่มชา ก็สามารถยับยั้งและลดภาวะเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ ราคาถูก
    ผลข้างเคียงก็ไม่เกิด “ดื่มชาย่อมดีกว่าการรับประทานยานะคะ”

  24. septimus says:

    อินซูลิน แนวโน้มที่ดีต่อการรักษาโรคอัลไซเมอร์
    เขียนโดย อัญชลี เขียนเมื่อ 05 ก.พ. 2552 ตีพิมพ์เมื่อ 05 ก.พ. 2552

    เมื่อเร็วๆ นี้ BBC News รายงานว่าการใช้อินซูลินอาจจะช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้
    เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ นักวิจัยได้ทำการศึกษาถึงผลการทำงานของอินซูลินซึ่งเข้าไปช่วยป้องกันเซลล์สมองจากโปรตีน ADDLs (ADDLs เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในสมองผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์และเป็นต้นเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับสมอง) ผลการวิจัยพบว่าอินซูลินสามารถช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมองได้
    นักวิจัยเชื่อว่า แม้ว่าการศึกษาเรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาแนวทางวิธีการรักษาผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ในอนาคตต่อไป
    เพิ่มเติมโดยผู้เขียน ผลการวิจัยเรื่องนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าถูกต้องและยังไม่มีการระบุชัดถึงผลข้างเคียง ผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งได้รับการรักษาด้วยอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวานนั้น ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

  25. septimus says:

    คาดผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีกว่า 6 ล้านคน หมอแนะคุยเรื่องอดีตฟื้นความจำ

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 กันยายน 2552 16:21 น.

    หมอคาดผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทยกว่า 6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 10 แนะดูแลผู้สูงอายุป่วยสมองเสื่อมหมั่นใกล้ชิด เอาใจใส่ คุยเรื่องในอดีต มีกิจกรรมฟื้นความจำ ส่วนผู้สูงอายุที่ยังไม่มีอาการป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

    พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวถึงสถานการณ์ของสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ ว่า คาดการณ์ว่าจำนวนผู้สูงอายุในไทยจำนวน 6 ล้านคน ประมาณร้อยละ 10 จะป่วยด้วยโรคหรืออาการโรคสมองเสื่อม หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 500,000 – 600,000 คน ซึ่งลักษณะอาการในเริ่มแรกจะมีการลืมเรื่องราวในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งถึงขั้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การลืมกาต้มน้ำไว้ในเตา หรือลืมว่าอาบน้ำ หรือรับประทานอาหารแล้ว ซึ่งโรคนี้ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหายได้ตามปกติ ดังนั้น ญาติ คนใกล้ชิด คนในครอบครัวต้องมีความเข้าใจ รู้ว่าสัญญาณหรืออาการที่เกิดขึ้น เป็นอาการป่วยต้องเข้าใจ และยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น อย่าใช้อารมณ์ในการดูแลผู้ป่วย หรือรู้จักยอมรับสิ่งที่เป็น ยืดหยุ่น และยอมรับความสามารถที่หลงเหลือ

    พญ.สิรินทร กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยความรัก และเอาใจใส่ หากผู้ป่วยมีอาการไม่มาก ก็ควรฝึกทักษะเพื่อกระตุ้นสมองของผู้สูงอายุ เช่น การฝึกต่อภาพ บวกเลขง่ายๆ กรณีที่อ่านหนังสือควรให้อ่านหนังสือ และฝึกพับผ้า ร้อยลูกปัด เพื่อสร้างสมาธิ พูดคุยเรื่องในอดีต หรือสิ่งที่เคยปฏิบัติทำเพื่อฟื้นความทรงจำ อย่าคาดหวังให้ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคนี้ทำในสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เพราะไม่สามารถเรียกความทรงจำให้กลับมาได้ ส่วนผู้สูงอายุที่ยังไม่มีอาการก็สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

  26. septimus says:

    อัลไซเมอร์

    อัลไซเมอร์ถือเป็นโรคที่บั่นทอนทั้งทางร่างกายและจิตใจไม่ได้ทำลายเฉพาะผู้ป่วยแต่ทำลายคนใกล้ชิดของผู้ป่วยอย่างยากที่จะทน ลูกของคนไข้อัลไซเมอร์คนหนึ่งพูดถึงอัลไซเมอร์ว่าคือขโมยที่เข้ามาขโมยวิญญาณ ขโมยหัวใจของคนที่เรารักไป อัลไซเมอร์-โรคที่ไม่มีใครอยากเป็นและไม่อยากให้คนที่รักเป็น

    “นวลศรี อนันตกูล” เล่าถึงผู้เป็นพี่สาว “จรัสศรี อนันตกูล” ว่า พี่สาวเป็นคนเก่งเป็นคนสวยสมัยที่ยังสาวก็ยิ่งสวยและมีเสน่ห์ เรียนจบปริญญาโทแล้วเข้าทำงานรับราชการที่กรมพัฒนาที่ดินในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์วิจัยดิน ขับรถเก่ง เปรี้ยว และกล้าตัดสินใจ แต่แล้วก่อนที่จะเกษียณสัก 5-6 ปี จรัสศรีเริ่มมีอาการหลงลืมรถขับกลับบ้านชนยับเยินมาทีเดียวแต่เมื่อถามก็ตอบไม่ถูกว่าเกิดอะไรขึ้นหนักๆ เข้าก็ลืมวิธีขับรถ โดยขณะที่ขับรถไปด้วยกันนั้นเองก็ขับต่อไม่ถูก กรีดเสียงแหลมตะโกนด้วยความตกใจสุดขีดว่า “ฉันขับต่อไปไม่ได้ ไม่รู้วิธีขับรถ!”
    ทุกวันนี้ จรัสศรีเป็นคนป่วยโรคอัลไซเมอร์เกือบขั้นสุดท้ายแล้วนั่นคือไม่สามารถจดจำในสิ่งใดได้ ลืมทุกคนที่เคยรู้จัก ลืมวิธีการกินการเดิน การพูด ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างยากลำบากทั้งตัวผู้ป่วยเองและผู้ดูแลนวลศรีต้องอาบน้ำป้อนข้าว ดูแลทุกอย่าง ทั้งการขับถ่ายและเมื่อเห็นแววตาพี่สาวมองมายังตนแล้ว นวลศรีก็อดสะท้อนใจไม่ได้ เพราะแววตานั้นไร้ความหมายและความจดจำใดๆ นี่คือความน่ากลัวของอัลไซเมอร์ที่หากไม่อยากเป็นก็ต้องป้องกันตั้งแต่ยังไม่มีอาการ

    ทำอย่างไร สมองไม่เสื่อม พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน นายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมกล่าวว่าเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคจึงยังไม่มีวิธีป้องกันอย่างไรก็ตาม โรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคสมองเสื่อมในคนไทย สามารถป้องกันได้โดยการรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การเลิกบุหรี่และการงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด

    1.รับประทานอาหารที่ช่วยลดและชะลอความเสื่อมของเซลล์สมองและสารสื่อประสาทพบในธัญพืชต่างๆจมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง ข้าวกล้อง มันฝรั่ง กล้วย กะหล่ำปลี นมสดผักต่างๆ ช็อกโกแลต ขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง อาหารจำพวกแป้งน้ำตาล ของหวาน ผลไม้รสหวานจัดโดยพยายามทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ สำหรับโปรตีน เน้นเนื้อปลา บ่อยครั้งที่ผู้สูงอายุไม่เจริญอาหารเนื่องจากขาดความกระตือรือล้นที่จะรับประทาน หาสาเหตุให้พบและแก้ไข พึงสังวรว่าสารอาหารในแต่ละมื้อจำเป็นต่อสมองของท่าน

    2.หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม ของหมักดองและอาหารที่ใส่ผงชูรส หลีกเลี่ยงกาเฟอีนในเครื่องดื่มพวกชากาแฟหรือโคล่า เพราะอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้วิตามินแร่ธาตุที่สำคัญเช่น วิตามินบีรวมโปแตสเซียม สังกะสีถูกทำลาย สมองทำงานแย่

    3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยผู้สูงอายุสามารถออกกำลังเบาๆ เช่นทำโยคะหรือไทเก๊กที่เหมาะสมกับสุขภาพกาย ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินพิกัด

    4.การควบคุมอาหารทำควบคู่กับการลดความเครียด ส่วนบุหรี่และแอลกอฮอล์งดเด็ดขาด

    5.อย่าลืมดูแลตัวเองด้านจิตสังคมด้วย รวมทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมฟื้นฟูความจำจัดกิจกรรมสำหรับตัวเองให้ใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอ เช่นคิดเลขเมื่อไปจ่ายตลาด บวกเลขทะเบียนรถ นับเลขถอยหลังจาก 500-1 เป็นต้นนอกจากนี้ การเข้ากิจกรรมสังคมในทุกเรื่อง เช่น ร้องเพลง เล่นเกม เต้นรำ ฯลฯมีส่วนสำคัญต่อการป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ทั้งสิ้น

    แบบทดสอบสมรรถภาพความจำต่อไปนี้ แปลจากบทความใน British Medical Association โดย ชาญกัญญา ตันติลีปิกร (วท.ม.จิตวิทยาคลินิก) สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล และ พญ.โสภา เกริกไกรกุล หน่วยประสาทวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพและวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นแบบทดสอบเบื้องต้นเท่านั้น แม้จะตอบว่า “ใช่” ทุกข้อก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอาการของอัลไซเมอร์ทุกกรณีไป เนื่องจากการวินิจฉัยโรคจะมีปัจจัยเรื่องความถี่ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย ถ้าติ๊กถูกทุกข้อ ก็อาจถึงเวลาต้องไปพบแพทย์เพื่อให้วินิจฉัยเกี่ยวกับระดับความถี่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

    1. หาของใช้ในบ้านไม่พบ
    2. จำสถานที่ที่เคยไปบ่อยๆ ไม่ได้
    3. ต้องกลับไปทบทวนงานที่แม้จะตั้งใจทำซ้ำถึง 2 ครั้ง
    4. ลืมของที่ตั้งใจว่าจะนำเอาออกไปนอกบ้านด้วย
    5. ลืมเรื่องที่ได้รับฟังมาเมื่อวานนี้หรือเมื่อ 2-3 วันก่อน
    6. ลืมเพื่อนสนิทหรือญาติสนิทหรือบุคคลที่คบหากันบ่อยๆ
    7. ไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องในหนังสือพิมพ์หรือวารสารที่อ่าน
    8. ลืมบอกข้อความที่คนอื่นวานให้มาบอกอีกคนหนึ่ง
    9. ลืมข้อมูลส่วนตัวของตนเอง เช่น วันเกิด ที่อยู่
    10. สับสนในรายละเอียดของเรื่องที่ได้รับฟังมา
    11. ลืมที่ที่เคยวางสิ่งของนั้นเป็นประจำหรือมองหาสิ่งของนั้นในที่ที่ไม่น่าจะวางไว้
    12. ขณะเดินทางหรือเดินเล่นอยู่ในที่เคยไปบ่อยๆ มักเกิดเหตุการณ์หลงทิศหรือหลงทาง
    13. ทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างซ้ำ เพราะมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เช่น เวลาปรุงอาหาร
    ใส่น้ำตาลมากเกินไป หรือเดินไปหวีผมซ้ำ หลังจากเพิ่งหวีเสร็จ
    14. เล่าเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง หลังจากเพิ่งได้เล่าเสร็จ

    จากวันนั้นถึงวันนี้ 100 ปี อัลไซเมอร์” คนไข้อัลไซเมอร์วันนี้ตัวเลขล่าสุดอยู่ระหว่าง 27-28 ล้านคนทั่วโลก และจะเพิ่มจำนวนเป็น 43 ล้านคนในปี 2563 และเพิ่มเป็น 82 ล้านคนภายในปี 2583 จะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของผู้ป่วยสูงมาก หรือเพิ่มขึ้นปีละกว่า 1 ล้านคน ส่วนสถานการณ์โรคในไทยก็น่าวิตกไม่แพ้กันโดยปี 2548 ไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ 1.94 แสนคนและในปี 2549 ตัวเลขขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2-3 แสนคนโดยประมาณการผู้ป่วยในไทยคาดว่าจะทะลุหลักล้านภายใน 30 ปีข้างหน้า” พญ.สิรินทรกล่าว
    ถ้าไม่อยากเป็น 1 ในล้านคนของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ก็ต้องพยายามทำตัวให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยง ศึกษาข้อมูลและเริ่มต้นปฏิบัติอย่างจริงจัง โรคร้ายนี้ไม่เข้าใครออกใคร เคยเก่งเคยฉลาดเป็นดอกเตอร์ แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมายว่าเก่งขนาดไหนก็เป็นอัลไซเมอร์ได้เหมือนกัน แต่ก็ไม่ต้องวิตกหรือกลัวมากเกินเหตุ ที่ขี้หลงขี้ลืมถี่ขึ้นพักหลังๆ นี้อาจเป็นเพียงความเสื่อมธรรมดาหากกังวลก็ไปพบแพทย์ (ตั้งใจว่าจะไปพบแพทย์ก็ต้องไปนะ อย่าลืมเสียล่ะ!)

  27. septimus says:

    โรคอัลไซเมอร์ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1906 โดยนายแพทย์ Alois Alzheimer ชาวเยอรมัน อัลไซเมอร์เกิดจากการตายของเซลล์ประสาทที่ไม่มีการสร้างเซลล์ใหม่มาทดแทน จึงทำให้เซลล์สมองค่อยๆ เสื่อมลง จนมีผลกระทบต่อการรับรู้ต่างๆ

    จากผลการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปี จะพบผู้ที่ทีอาการสมองเสื่อมคิดเป็น 1% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าทุกๆ 5 ปี นั่นคือยิ่งอายุมากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจึงค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย โรคนี้สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป

    อาการทั่วไปของผู้เป็นโรคอัลไซเมอร์ ได้แก่ ความบกพร่องทางความจำ ความคิดและการใช้เหตุผล เช่น หลงลืมสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ นึกคำหรือประโยคที่พูดไม่ออก สับสนเรื่องเวลาและสถานที่ จำบุคคลที่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยไม่ได้ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว และสุดท้ายมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านได้อย่างเหมาะสม ทั้งๆ ที่เคยใช้เป็นประจำ ไม่สามารถไปสถานที่ที่คุ้นเคย เป็นต้น

    ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของโรคที่แน่ชัด มีเพียงปัจจัยที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งนอกจากขึ้นอยู่กับอายุ ก็ยังมีประเด็นของพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม

    • ปัจจัยทางพันธุกรรม เป็นสิ่งที่พิสูจน์และมั่นใจไม่ได้ 100% แต่มีรายงานและผลวิจัยต่างๆ ว่า หากคนใกล้ชิดในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์ โอกาสที่คุณจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ก็มีมากกว่า คนที่ไม่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคนี้ อีกทั้งมีครอบครัวน้อยรายมาก ที่ระบุว่าสมาชิกในครอบครัวรุ่นก่อนๆ เป็นอัลไซเมอร์และถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมโดยตรงสู่รุ่นต่อมาด้วยสาเหตุที่ยีนเกิดกลายพันธุ์ ซึ่งอาจทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ตั้งแต่อายุยังไม่มาก นอกจากนี้สำหรับคนที่เป็นดาวน์ซินโดรม อายุประมาณ 40-50 ปี ก็มักจะเป็นโรคอัลไซเมอร์เช่นกัน ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์หาก…
    – คุณปู่ คุณย่า คุณตาหรือคุณยาย เป็นอัลไซเมอร์เพียงคนเดียว
    – คุณพ่อคุณแม่ เป็นอัลไซเมอร์เมื่ออายุ 65 ปี
    – คุณพ่อคุณแม่เคยเป็นโรคเมื่ออายุ 65 ปี และตอนนี้อายุตนเองเลย 65 ปีแล้ว

    • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม หลายปีที่ผ่านมาเกิดความสงสัยและเชื่อว่า อลูมิเนียมอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันอีกต่อไป แต่คนที่ศีรษะเคยได้รับบาดเจ็บหรือโดนกระแทกอย่างแรง มีโอกาสสูงที่จะมีภาวะสมองเสื่อม ยกตัวอย่างเช่น นักชกมวย ที่โดนต่อยบริเวณศีรษะบ่อยและต่อเนื่องเป็นเวลานาน นอกจากนี้คนที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์หนัก ความดันโลหิตสูง เป็นโรคเบาหวานและโคเลสเตอรอลสูง ก็มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์สูงเช่นกัน

    ขั้นตอนในการรักษา

    พญ.สิรินทร ฉันทศิริกาญจน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ อายุรศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีกล่าวว่า การวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์นั้นต้องดูจากประวัติการหลงลืมและความผิดปกติอื่นๆ หากมีลักษณะอาการเด่นชัดก็จะทำการวินิจฉัยขั้นต่อไป หากไม่จะติดตามดูอาการระยะหนึ่ง พร้อมกับตรวจด้วยการเอกซเรย์พิเศษเพื่อดูการใช้ออกซิเจนและการใช้พลังงานของสมอง หลังจากการตรวจสามารถให้ยาเพื่อช่วยชะลอการสูญเสียความจำของผู้ป่วยให้ช้าลง สามารถดูแลตนเองและทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ ได้นานขึ้น ทั้งนี้ไม่สามารถรักษาให้กลับมาจำได้ดีเท่าเดิม

    ดังนั้นหากสงสัยว่าคนในครอบครัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการเช่นนี้ ควรรีบนำมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ ทดสอบสมรรถภาพของสมอง เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป และที่สำคัญไม่ควรพึ่งยาหม้อ ยาสมุนไพร หรือเกจิอาจารย์ต่างๆ มิฉะนั้นจากเดิมที่อาการไม่รุนแรง จะกลายเป็นมากขึ้น ก่อให้เกิดความทุกข์ต่อตัวผู้ป่วยและคนดูแล

    วิธีลดปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์

    แม้ว่าโรคอัลไซเมอร์จะรักษาไม่หาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีแนวทางป้องกัน ซึ่งมีรายงานจากต่างประเทศอ้างว่า การออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยผู้ทำการวิจัยและทดลองคือ ดอกเตอร์ อีริค บี ลาร์สัน ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพในซีแอตเติล ดอกเตอร์อีริคได้ทำการทดลองตั้งแต่ปีค.ศ. 1994 ถึง ค.ศ. 2003 โดยการเลือกชายหญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปจำนวน 1,740 คน ซึ่งมีรูปร่าง สภาวะทางจิตใจและการดำเนินชีวิตหลากหลาย แต่ทุกคนไม่มีอาการของโรคหรือได้รับการรักษา ณ ขณะนั้น

    ทุกๆ 2 ปี ทางดอกเตอร์อีริคและคณะจะสัมภาษณ์กลุ่มผู้สูงอายุนี้ทีละคน เพื่อประเมินกิจกรรมที่ปฏิบัติต่อสัปดาห์ เช่น การเดิน การยืน การออกแรงกำสิ่งของ การทรงตัว ความจำ สมาธิ การสูบบุหรี่ การดื่มและการรับประทานอาหาร และจากการศึกษาตลอดพบว่า ผู้สูงอายุที่ออกกำลังกายเป็นประจำตั้งแต่เริ่มการทดลอง ด้วยการเดิน 15 นาทีต่อ 1 วัน สัปดาห์ละ 3 ครั้ง สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ถึง 32% เมื่อเทียบกับคนที่ออกกำลังกายน้อยกว่านั้น

    สุดท้ายดอกเตอร์อีริคกล่าวเพิ่มเติมจากผลการทดลองนี้ว่า น่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้คนอื่นๆ หันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์แล้ว ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเผาผลาญออกซิเจนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย ชะลอความแก่ชราได้หากเปรียบเทียบกับคนที่ไม่ชอบออกกำลังกาย

Leave a Reply