septimus' blog

การปฏิบัติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

Photobucket

 

 

ฑีฆายุโก โหตุ มหาราชา

 

 

น้อมประนตบาทบงสุ์องค์ขวัญเจ้า                ขอน้อมเกล้าในองค์พระทรงศรี

 

พระยิ่งใหญ่เกริกไกรทั่วธานี                                สถิตที่กลางดวงใจไทยทุกคน

 

 

ขอพระองค์บรมจอมบดินทร์                      นครินทร์มไหศวรรย์โกศล

 

ห้าธันวาเจริญชันษาองค์ภูมิพลฯ                           เหล่าปวงชนขอถวายพระพรชัย                 

 

 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

 

ข้าพระพุทธเจ้าseptimus

 

 

.

เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ พสกนิกรของพระองค์เป็นจำนวนไม่น้อยที่แอบหวาดหวั่นไม่แน่ใจในพระองค์ในอันที่จะทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนาซึ่งถือเป็นจิตวิญญานของชาติไทยจนถึงกับมีอุปมาอุปไมยกันว่าถ้าหากชาติคือ เรือนกาย” พระพุทธศาสนาก็คือ”เรือนใจ” เลยทีเดียว

 

                                 

 

เหตุผลที่บรรดาพสกนิกรของพระองค์ในสมัยนั้นพากันวิตกก็น่าคิดเสียจริงๆ

 

 

ด้วยพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุเพิ่งย่างเข้า ๑๙ พรรษาเท่านั้นเอง(รัฐธรรมนูญสมัยนั้นยังไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงบรรลุนิติภาวะเมื่อพระชนมายุ ๑๘ พรรษา) ประกอบกับตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ก็เสด็จประทับอยู่แต่ในดินแดนของชาวต่างชาติ ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรมประเพณีวิถีชีวิต ที่นับว่าต่างกับสังคมไทยอย่างสุดขั้ว!  

 

 

พวกเขาจึงคิดว่าคงเป็นการยากที่จะหวังให้คนหนุ่มรุ่นใหม่” ที่เติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมอย่างนั้นจักสามารถดำรงความเป็นไทยและความเป็นชาวพุทธเยี่ยงบรรพบุรุษเอาไว้ได้

 

 

แต่แล้วนับจากบัดนั้นจนถึงบัดนี้ หากมองผ่านพระราชกรณียกิจนานัปการของพระองค์โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาก็จะเห็นได้ชัดเป็นอย่างดีว่าพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะเอกพระองค์หนึ่งทีเดียว ด้วยพระองค์ทรงขวนขวายศึกษาธรรมะทั้งจากหนังสือ ตำรับตำรา เทปบรรยายธรรม ตลอดจนทรงสนทนาธรรมกับพระนักปฏิบัติ พระสุปันโน ฯลฯ อยู่เนืองๆ

 

 

 

ยิ่งไปกว่านั้นพระองค์ยังทรงเอาพระทัยใส่ในการทำสมาธิภาวนาเป็นพระราชนุกิจประจำวันโดยไม่ว่างเว้นแม้ว่าวันนั้นจะทรงเหน็ดเหนื่อยจากพระราชกิจที่มากล้น แม้ว่าวันเวลาจะล่วงเลยดึกดื่นกว่าครึ่งคืน พระองค์ก็ยังทรงปลีกเวลาปฏิบัติสมาธิภาวนาจนได้ นับเป็นที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก

 

 

 

Photobucket

 

 

ตัวอย่างการปฏิบัติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่บอกเล่าโดยพระกรรมฐานบางองค์

 

 

  

 

ที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา 

 

วันที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ 

 

หลวงปู่ภูพาน หรือ พระอาจารย์เจนยุทธนา จิรยุทโธ

 

ได้ตอบคำถามเรื่องการปฏิบัติธรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตอนหนึ่งว่า…

 

 

(ถาม)  

 

อยากเรียนถามว่าพระราชจริยาวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระคุณเจ้ารู้สึกประทับใจมีอะไรบ้าง

 

 

 

(ตอบ) 

 

ที่ประทับใจมากตรงที่พระองค์ท่านประพฤติปฏิบัติทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างสม่ำเสมอ ฆราวาสผู้มีชีวิตครองเรือนมักจะพูดว่าไม่ค่อยมีเวลา ติดภารกิจการงาน ทีนี้เมื่ออาตมาได้เห็นการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีงานจะต้องทำ มีโครงการจะต้องทำ และติดตามผลงาน พระองค์ท่านก็ทรงแบ่งงาน แบ่งโครงการ และแบ่งเวลาบางส่วนปฏิบัติในทางศาสนา พระองค์จะทรงแบ่งเวลาปฏิบัติธรรมหลังจากที่เสด็จกลับจากไปเยี่ยมไปดูงานที่กำหนดไว้เสร็จสิ้นในวันหนึ่งๆแล้ว

 

 

ก่อนที่จะทรงงานทุกครั้ง พระองค์จะเสด็จเข้าห้องพระ สวดมนต์ไหว้พระ แล้วก็ทำสมาธิจิตให้สงบระยะหนึ่งก่อนแล้วจึงทรงงาน พระองค์เคยมีพระราชดำรัสครั้งหนึ่งว่าการที่พระองค์ทรงทำเช่นนั้นรู้สึกว่างานได้ผลดี เมื่อมีสมาธิในการทำงาน งานที่ทำก็รู้สึกทำได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อย ได้คุณภาพดี จิตใจก็ปลอดโปร่งแจ่มใส

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์เช่นนี้ตลอดมา เมื่อได้เห็นยังคิดว่าคนธรรมดาไม่เกิน ๓-๔วันต้องล้มแน่ แต่ที่พระองค์ท่านทรงทำได้เพราะทรงปฏิบัติธรรมประกอบด้วย การปฏิบัติทางจิตนั้นขอให้มีความตั้งใจจริง ใจจดใจจ่อจริง ใช้หลักธรรมในการปฏิบัติงานnบริหารงานทุกอย่าง ไม่ใช้อารมณ์ในการทำงาน เรียกว่าใช้ปัญญาทำงานคือพิจารณาแล้ว กล้าตัดสินใจแล้ว แน่ใจแล้ว งานก็เรียบร้อยลุล่วงด้วยดี

 

 

(ถาม) 

 

พระราชจริยาวัตรที่ประทับใจเป็นพิเศษคืออะไร

 

 

 

(ตอบ) 

 

พระราชจริยาวัตรพิเศษอย่างหนึ่งซึ่งคนทั่วไปทำได้ยากคือในวันอุโบสถนั้นพระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด

 

 

 

Photobucket

 

 

 

ที่หน้า 95-97 

 

หนังสือ เรื่องจริงอิงนิทาน(พิเศษ) 

 

โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระมหาวีระ ถาวโร)

 

 

 

ต่อไปนี้พ่อจะขอปรารภเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นบุคคลตัวอย่างที่มีความสามารถทั้งในด้านการปฏิบัติในเรื่องส่วนพระองค์ และในด้านปฏิบัติกับปวงชนชาวไทยทั้งหมดรวมทั้งปฏิบัติกับชาวต่างประเทศด้วย แม้แต่กระทั่งกับศัตรูพระองค์ก็ทรงเห็นว่าเป็นมิตร ไม่เคยคิดที่จะเป็นศัตรูกับใคร สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดนั่นก็คือพระองค์ทรงช่วยประชาชน ทรงช่วยชาวโลกด้วย และก็ทรงช่วยพระองค์เองได้ดีที่สุดในด้านของธรรมะ”

 

 

 

ก่อนที่จะพูดถึงธรรมะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติได้ ก็จะขอย้อนไปถึงจริยาวัตรของพระองค์ พระราชจริยาวัตรของพระองค์นี่เราจะรู้ไม่ได้เลยว่า ทรงทำอะไรบ้าง วันทั้งวัน พระองค์ไม่มีเวลาว่าง บางวันมีพระราชภารกิจตั้งแต่เช้าจรดเย็น เวลาเย็นก็ต้องมานั่งปฏิบัติงาน รแขกกลางคืนอีก กว่าจะทรงเซ็นหนังสือได้ก็ต้องใช้เวลา ๒๔ นาฬิกาผ่านไป เมื่อทรงเซ็นหนังสือแล้ว หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงเจริญพระกรรมฐาน วันที่พ่อเข้าไปพบกับพระองค์ พระองค์ตรัสว่าเวลานี้การฟังเทปรู้สึกว่า ฟังไม่ค่อยจบ นอนฟัง ฟังไป ฟังไป รู้สึกว่าหนักเข้า ความไม่ได้ยินในเทปรู้สึกว่า เคลิ้มหลับ แต่ว่าพอเทปดังแกร๊ก รู้สึกตัวตื่นขึ้น แล้วก็พลิกฟังใหม่อีกหน้าหนึ่ง คราวนี้ก็หลับไปเลย พระองค์ทรงติพระองค์เองว่า รู้สึกว่าไม่ดี

 

 

 

แต่พ่อกลับทูลพระองค์ไปว่า นั่นเป็นความดี เพราะว่าถ้าหลับในระหว่างการฟังธรรม ชื่อว่าจิตฝังอยู่ในธรรมตลอดเวลา และการฟังค่อย ๆ เคลิ้มไปทีละน้อย ๆ พอเทปหมดหน้า รู้สึกเสียงดังแกร๊ก ก็แสดงว่านั่นไม่ได้หลับ แต่ทว่าจิตฟังธรรมเป็นฌานสมาบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟังไม่ได้ยินเสียงเลยนั่นเป็นฌาน ๔ ความจริงเรื่องนี้ดีมาก”

 

 

 

การปฏิบัติธรรมะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระองค์ทรงปรารภให้พ่อฟังดูเหมือนว่าพระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ไม่มีเวลาว่าง เวลาใดถ้ามีโอกาสว่างนิดหนึ่ง ก็ใช้เวลาฟังเทปบ้าง วินิจฉัยธรรมะบ้าง และในบางขณะที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปรอบ ๆ พระราชฐานที่พัก พระองค์จะถือเวลา ว่าจะเดินสักกี่ชั่วโมง ถ้าเดิน ๑ ชั่วโมง เอาเทปสะพายไปด้วย แล้วก็ฟัง ๒ หน้า ถ้าเดิน ๒ ชั่วโมง ก็ฟัง ๔ หน้าเทป อย่างนี้รู้สึกว่าพอดี จริยาวัตรส่วนนี้ ขอบรรดาลูกรักควรจะฝึกฝนใจให้มาก พยายามปฏิบัติตามพระองค์ให้มาก เวลาบูชาพระ พระองค์ก็ทรงสมาธิ ทำสมาธิ และวิปัสสนาญาณในระยะนั้น

 

 

 

เวลาที่เสด็จบรรทมก็ทรงฟังเทป เป็นอันว่าพระองค์จะไม่ยอมให้เวลาที่ว่างอยู่เสียเปล่าไปในด้านของความดี จะพยายามหาทางบีบบังคับอารมณ์จิตให้อยู่ในขอบเขตของความดี คือฟังเสียงธรรมะ ขณะใดที่จิตสนใจในธรรม พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า ขณะนั้นจิตย่อมว่างจากกิเลส ลูกต้องมีความขยันหมั่นเพียร มีความสนใจให้มาก เรียกกันว่าเป็นการปฏิบัติแบบเบาๆ

 

 

อีกประการหนึ่งการเจริญพระกรรมฐานของพระองค์อันดับแรก คงจะตั้งพระทัยมุ่งสมาธิเป็นฌานสมาบัติบทใดบทหนึ่ง และการที่พ่อไปพบกับพระองค์ตอนนั้นพระองค์ตรัสว่า การทำสมาธิเวลานี้ ไม่มุ่งหวังจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ ปล่อยไปตามสบาย จะถึงไหนก็ใช้ได้ เป็นที่พอใจ จริยาแบบนี้ลูกรักเป็นจริยาที่ดีที่สุด เพราะพ่อเองก็เคยตกอยู่ในความหวั่นไหวมามากแล้ว ทำให้ยุ่งยากใจ เพราะการบังคับจิตต้องการจะให้ได้ฌานชั้นนั้น ได้ฌานชั้นนี้

 

 

 

แต่ในที่สุดแทนที่มันจะดี มันก็กลับเลว สู้การปล่อยอารมณ์ใจสบายไม่ได้ การทรงสมาธิหรือพิจารณากรรมฐานในด้านสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ถ้าจิตเราปล่อยไปตามสบาย มันจะถึงฌานไหนก็ช่าง เมื่อถึงไหนพอใจแค่นั้น อย่างนี้ถูก อารมณ์ฌานและวิปัสสนาญานที่เข้าถึงใจ จะมีการทรงตัวและในที่สุดก็จะสามารถตัดกิเลสสมุจเฉทปหาน คือตัดกิเลสได้อย่างเด็ดขาดกิเลสไม่กำเริบ เรียกว่ามีอารมณ์จิตเข้าถึงพระนิพพานได้แน่นอน”

 

 

 

 

 

 

แหล่งข้อมูล :  

 

หนังสือพระพุทธศาสนาในรัชสมัยสมเด็จพระนวมินทรมหาราชา” รวบรวมโดยท่านอาจารย์เสทื้อน ศุภโสภณ ในโครงการ “บันทึกสยาม”

 

หนังสือ เรื่องจริงอิงนิทาน(พิเศษ)โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระมหาวีระ ถาวโร)http://praruttanatri.com/v1/special/books/ruengjing_piset.pdf

 

 

ภาพ   : Fwd เมลล์, อินเตอร์เน็ต

 

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    การปฏิบัติธรรม ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ——————————————————————————–

    พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก ได้เล่าให้ฟังว่า เวลามีโอกาสเข้าเฝ้าละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงรับสั่งเรื่องสมาธิกับพวกท่านเสมอ และเวลามีโอกาสก็จะพระราชทานคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกครั้ง ซึ่งท่านก็ยังจำได้และนำวิธีฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาฝึกปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ

    พระราชจริยาวัตร ในการปฏิบัติ สมาธิภาวนา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังทรงให้ความสนใจศึกษาตลอดเวลา จะเห็นว่าเวลาเสด็จพระราชดำเนินไปไหนก็ตาม มักจะเสด็จเข้าไปในวัด ไปรับสั่งกับพระผู้ใหญ่เป็นเวลานาน ๆ อย่างเช่นกับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลางเพล ในสมัยที่ หลวงปู่ ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเรื่องที่ทรงศึกษาทั้งสิ้น

    การศึกษาสมาธิของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาอย่างละเอียดลออจริง ๆ เท่าที่ท่านจำได้ในสมัยโน้น พระผู้ใหญ่ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงศึกษา พระองค์จะทรงนิมนต์ให้เข้าไปในวัง ที่เรียกว่า ถวายกรรมฐาน นอกจากที่รู้ ๆ กันอยู่ ก็มีท่าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ) พระอาจารย์วัน อุตตโม หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น

    คำสอนคำถวายกรรมฐานของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระองค์จะทรงบันทึกเทปไว้ ถ้าคำเทศน์คำสอนใดที่ทรงเห็นว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ที่หัดใหม่ทั้งหลาย พระองค์ท่านมักจะพระราชทานมาให้ ซึ่งข้าราชการบริพารที่ใกล้ชิด มักจะได้รับพระราชทานเทปจากในหลวงเสมอ ท่านจำได้ว่า ที่ได้รับพระราชทานมา ก็มีของ สมเด็จพระสังฆราช ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นต้น และก็ในทำนองเดียวกัน เวลาพวก พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯไปไหนก็มักจะหิ้วเทปไปด้วย ได้พบพระอาจารย์องค์ไหนก็ตาม ต้องขอธรรมะจากท่าน เมื่อท่านสอนก็บันทึกเอาไว้ แล้วก็มาคัดกันดูว่า ม้วนไหน องค์ใดควรถวายพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯก็จัดถวาย พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯยังจำได้ในสมัยนั้น ท่านอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ยังไม่อาพาธ ครั้งหนึ่งพล.ต.อ.วสิษฐ์ฯ เดินทางกลับจากภูพานลงมาทางอุบลฯ ได้แวะไปกราบท่านพระอาจารย์ชาฯ แล้วก็ได้เทปท่านมา ยาวถึง 40–45 นาที เป็นคำเทศน์โดยตรงที่ท่านให้โดยตรงมา เมื่อได้เทปของ พระอาจารย์ชา มาแล้วได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัว ทรงฟังแล้วรับสั่งว่าเป็นเทปม้วนที่ดีที่สุดม้วนหนึ่ง เป็นต้น

    เรื่องราวดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างที่พอชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยและทรงศึกษา และปฏิบัติธรรมอยู่ตลอดเวลา

    พล.ต.อ.วสิษฐ์ เดชกุญชร ได้เล่าต่อไปว่า นอกจากเรื่องที่ทรงศึกษาแล้ว ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติที่ทรงนำสมาธิเข้ามามีส่วนในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพราะเท่าที่สังเกตเห็น พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯเล่าว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงศึกษาสมาธิอย่างเดียว แต่ได้ทรงนำ สมาธิมา ใช้ในพระราชกรณียกิจประจำวันด้วย ในเรื่องนี้จะสังเกตเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม ที่โดยปกติแล้วอย่างพวกเรา ๆ ท่าน ๆ ไม่น่าจะทำได้ แต่พระองค์ทรงทำได้ อย่างที่ต้องประทับในที่นั่งเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันถึง 2–3 ชั่วโมง จะทรงปฏิบัติได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือไม่ทรงมีอาการเหนื่อยหรือง่วงเลยแม้แต่น้อย

    ตลอดเวลาที่พลตำรวจเอกวสิษฐ์ เดชกุญชร รับใช้เบื้องยุคลบาทอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 11 ปี 11 เดือน ท่านเล่าว่าไม่เคยเห็นเลยว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินที่ใดแล้วจะทรงแสดงอาการเหนื่อยจนถึงขนาดนั่งหลับ ไม่มีแม้จะเป็นการทรงงานทั้งวันก็ตาม ดังเรื่องที่จำได้และจะเล่าให้ฟัง ดังต่อไปนี้

    คงจะทราบกันอยู่แล้วว่า เวลาเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อเยี่ยมเยือนประชาชน พระเจ้าอยู่หัวโปรดทรงขับรถยนต์ด้วยพระองค์เอง ท่านเคยได้ตามเสด็จทั้งในและนอกรถพระที่นั่งมาหลายครั้ง เป็นระยะทางทั้งไกลและใกล้ ถนนเรียบบ้าง ขรุขระบ้าง ลุ่มดอนบ้าง ตามสภาพภูมิประเทศ บางครั้งแม้เสด็จถึงที่หมายแล้วทรงจอดรถพระที่นั่ง และเสด็จฯ ลงไปประกอบพระราชกรณียกิจด้วยความตรากตรำพระวรกาย เช่น พระราชดำเนินเป็นระยะทางไกล และเป็นเวลาหลายชั่วโมง ขากลับนึกว่าจะทรงพักผ่อนพระวรกาย และให้นายสารถีทำหน้าที่ขับรถพระที่นั่งถวาย ก็เปล่ากลับทรงขับด้วยพระองค์เองอีกโดยไม่ทรงแสดงพระอาการเหนื่อยหรือง่วง เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จนั้น พอกลับขึ้นไปบนรถ ก็ต้องผลัดกันหลับไปในรถเพราะความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางไกล

    หลายปีมาแล้ว ตามเสด็จไปบ้านแม่สา ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ บ้านแม่สานั้น เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็รู้จักเพราะได้กลายเป็น “แม่สาแวลเล่ย์” มีถนนชั้นหนึ่ง เชื่อมกับโลกภายนอก และมีอาคารบ้านเรือน ตลอดจนรีสอร์ท หรือที่พักตากอากาศอันทันสมัยโผล่ขึ้นมามากมาย แต่แม่สาในสมัยที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จไปเมื่อ 20 ปี ก่อนโน้น เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา เวลาเสด็จๆ โดย เฮลิคอปเตอร์ ไปลงตรงที่เขาเตรียมไว้ แล้วทรงพระราชดำเนินเดินเท้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไหล่เขาลูกถัดไปอีก

    เมื่อก่อนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดการบริหารพระวรกายด้วยการวิ่ง ถ้าเป็นที่ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ก็ทรงวิ่งใน ศาลาดุสิดาลัย ครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เมื่อยังปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนักอยู่นั้น พลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชร เคยตามเสด็จฯ เป็นประจำ เวลาวิ่งสังเกตเห็นทุกครั้งที่ตามเสด็จฯ ว่าพระองค์ทรงก้าวยาวและพระองค์ปล่อยพระอัสสาสะและพระปัสสาสะ (หายใจเข้า–ออก) สม่ำเสมอ ในขณะที่พล.ต.อ.วสิษฐ์ฯตามเสด็จฯ ต้องซอยเท้าถี่ยิบ เพื่อให้ทันและหอบกันอย่างไม่อับอาย

    พระราชสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ท่านเชื่อว่าเป็นเหตุให้ประกอบพระราชกรณียกิจทุกครั้งสำเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อยสมพระราชประสงค์ และสมความต้องการของทุกฝ่าย แต่ที่ท่านเห็นว่าสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ เวลามีอุปสรรคขัดข้องในพระราชกรณียกิจไม่ว่าครั้งใด ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงหวั่นไหวหรือสะดุ้งสะเทือน ทรงดำรงพระสติมั่น และพระราชทานคำแนะนำให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีกำลังใจและสามารถปัดเป่าอุปสรรคข้อขัดข้องเหล่านั้นได้ดีที่สุด หรือถ้าหากเหลือวิสัยที่จะแก้ไขได้ ก็ไม่ทรงกริ้ว หรือทรงแสดงความไม่พอพระราชหฤทัย แต่กลับทรงแสดงให้ผู้อื่นเห็น และเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ทุกคนโล่งใจ และมีกำลังใจที่จะอุทิศกำลังกายและกำลังใจถวายต่อไปอีก

    การฝึกสมาธิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มิได้ทรงปฏิบัติแต่พระองค์เดียว หากยังทรงพระกรุณาพระราชทานคำแนะนำให้ผู้อื่นอย่างถ้วนหน้า ข้าราชสำนัก(รวมทั้งตัวพลตำรวจวสิษฐ์ เดชกุญชรด้วย) ได้รับพระราชทานทั้งหนังสือและเทปคำสอนของครูอาจารย์ที่ทรงเองแล้ว และทรงเห็นว่าแยบคายหรือาจมีประโยชน์อยู่เสมอ เมื่อทรงมีโอกาสก็ทรงพระกรุณาพระราชทานดำริเกี่ยวกับสมาธิให้ข้าราชบริพารฟังเป็นครั้งคราว ทำให้ข้าราชบริพาร นายทหารและนายตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เริ่มฝึกสมาธิตั้งแต่เข้าไปรับหน้าที่นายตำรวจประจำราชสำนัก และยังฝึกติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของพระมหากรุณาธิคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้พระราชฐานที่ประทับ กลายเป็นสำนักวิปัสสนากลาย ๆ การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ สมาธิ หรือ กรรมฐาน เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของข้าราชบริพารผู้ใฝ่ธรรม

    เวลาเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปประทับต่างจังหวัด งานอดิเรกอย่างหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ผู้ตามเสด็จฯ ทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารชอบทำก็คือ เสด็จไปตาม วัด หรือ สำนักสงฆ์ ต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความรู้เกี่ยวกับสมาธิจาก พระภิกษุสงฆ์ ในฝ่าย วิปัสสนาธุระ เมื่อการฝึกสมาธิได้กระทำโดยสม่ำเสมอเช่นนั้น ผลกระทบโดยตรงที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติก็คือ “มีสติมั่นคง” สามารถนำเอาสมาธิไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันและการงาน สามารถเผชิญกับอุปสรรคปัญหาข้อขัดข้อง ได้อย่างสุขุมเยือกเย็น ไม่ตีโพยตีพายหรือเสียสติ

    “พระราชสมาธิในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” จึงไม่เพียงแต่จะทำให้พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเท่านั้น แต่อานิสงส์ ทำให้มีผู้ตามเสด็จฯ และทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือธุรกิจอื่นใดสำเร็จลุล่วงไปอย่างเรียบร้อยเช่นเดียวกันด้วย

  2. septimus says:

    Photobucket

    เป็นบุญเหลือล้น
    เกิดเป็นคนไทย
    จิตกายเกิดใน
    แดนสยามธานี
    จึ่งได้ไกลทุกข์
    พบสุขเสรี
    ด้วยเดชพระบารมี
    องค์พระภูมิพล
    ใดราษฎร์เดือดร้อน
    จราจรจลาจล
    พระทรงเหตุผล
    แก้ไขแนวทาง
    น้ำท่วมฝนแล้ง
    ทุกแหล่งพบพาน
    พระเสด็จพระราชทาน
    กำลังใจชาวประชา
    ทวยราษฎร์นิรทุกข์
    เกษมสุขมิสร่างซา
    ด้วยพระเมตตา
    ไทยราษฎร์ทุกราย
    ศุภวารเฉลิมพระชนม์
    ชัยมงคลทูลถวาย
    แด่องค์พระฤาสาย
    มหาราชภูมิพล
    ใดพระประสงค์
    ขอทรงสฤษดิ์ผล
    สดชื่นยืนพระชนม์
    ร้อยพันหมื่นชันษา

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

    ข้าพระพุทธเจ้า septimus

  3. septimus says:

    ขอขอบพระคุณเหล่าซือมากค่ะ

    เหล่าซือสบายดีนะคะ เรื่องแปลเรื่องต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรน๊า คะ

    ^__^

  4. ana123 says:

    ขอน้อมอัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาสถิตไว้ ณ ที่นี้ค่ะ

    ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเพคะ

    ____/|\____

  5. septimus says:

    Photobucket

    ความคิดเห็นที่ 28

    ถึงท่านที่ถามหารประวัติปู่วาเด็ง ปูเต๊ะ หรือ เป๊าะเด็ง เป็นพระสหายแห่งสายบุรี แม้ในวัย 93 ปี แต่ความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณไม่เคยเสื่อมคลาย ย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 15-16 ปีที่แล้ว ขณะที่ “เป๊าะเด็ง” กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดูแลต้นทุเรียนและลองกองในสวน ช่วงเวลาใกล้ค่ำได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา หนึ่งในจำนวนนั้นได้กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แต่ตัวผู้เฒ่าเองกลับรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ผู้เฒ่าเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินมาทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคาร กั้นน้ำที่คลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ ต.แป้น อ.สายบุรี
    “วันนั้น เป๊าะ กำลังทำสวนอยู่กับภรรยา (นางสาลาเมาะ ปูเต๊ะ) บริเวณประตูน้ำบ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอเป็นป่าทึบ ก็มีคุณหญิงคนหนึ่งมาบอกว่า ในหลวง ต้องการพบตัวแต่ภรรยาไม่กล้าไปพบ จนกระทั่งเป๊าะเลี้ยงโคกลับมา ก็มีตำรวจมาตามเป็นครั้งที่สอง เป๊าะ ตกใจมากว่าตำรวจมาตามเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด จนกระทั่งสื่อสารกันเข้าใจว่า ในหลวง ต้องการมาสร้างฝายกั้นน้ำคลองน้ำจืด บ้านทุ่งเค็จ ต.แป้นอ.สายบุรี เพื่อช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำแก่ชาวบ้านในการทำการเกษตร เป๊าะ ถึงกล้าไปพบ แต่ตอนนั้น เป๊าะ ยังไม่ค่อยเชื่อว่าพระองค์จะเข้ามาอยู่ในป่าในเขาแบบนี้ จึงคิดว่าคนที่มาบอกโกหก ขนาดมาพบพระองค์แล้ว เป๊าะ ก็ยังไม่แน่ใจว่าเป็น ในหลวง จริงหรือเปล่า จึงแอบหยิบเงินใบละ 100 บาท กับใบละ 20 บาทขึ้นมาดู จึงแน่ใจว่าเป็นพระองค์เสด็จฯ มาจริง ๆ

    Photobucket

    ตอนแรกที่พบ ในหลวง เป๊าะ ก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ๆ เพราะตอนนั้นนุ่งโสร่งตัวเดียว เสื้อไม่ได้ใส่ด้วย แต่พอเข้าไปใกล้ ๆ ในหลวงก็ตรัสเป็นภาษามลายูว่า จะสร้างคลองชลประทานให้ หลังจากนั้น ในหลวง ท่านก็ทรงสอบถามเส้นทางการขุดคลองสายทุ่งเค็จว่ามีเขตติด ต่อที่ไหนบ้าง จึงได้เล่าให้ในหลวงทรงทราบว่าคลองเส้นนี้ทางเหนือจะติดเขตพื้นที่ อ.ศรีสาครจ.นราธิวาส ในหลวง ตรัสถามว่าหากออกไปทางทะเลจะมีเกาะกี่เกาะ เป๊าะ ก็ตอบพระองค์ไปว่ามี 4 เกาะ ในหลวง จึงทรงเอาแผนที่ที่นำติดตัวมาออกมาดูอีกครั้ง และตรัสชมว่า วาเด็งเป็นคนรู้พื้นที่จริง…เหมือนกับชาวบ้านอีกหลายพื้นที่ที่พระองค์ เคยเข้าไปช่วยเหลือมาแล้ว พระองค์ยังตรัสด้วยว่า “ไม่ว่าจะไปช่วยใครที่ไหนก็ต้องถามเจ้าของพื้นที่ก่อน…เพราะชาวบ้านจะรู้จริงกว่าคนอื่น”

    Photobucket

    วันรุ่งขึ้นข้าราชการที่มารับเสด็จก็ต้องตกตะลึงไปตาม ๆ กัน เมื่อพระองค์ทรงรับสั่งให้ เป๊าะ พายเรือให้พระองค์เพื่อทำการสำรวจคลองสายทุ่งเค็จ พระองค์มีพระราชดำรัสถาม พร้อมเปิดแผนที่เพื่อให้รู้ว่าจะสร้างแหล่งชลประทานอย่างไร ตอนพายเรืออยู่ ในหลวง ตรัสด้วยว่า “ให้วาเด็งทำตัวให้สบาย…มีอะไรที่ชาวบ้านเดือดร้อนก็ให้เล่ามาตามความจริง” เป๊าะ จึงบอก ในหลวง ว่าเมื่อถึงเวลาหน้าฝน น้ำจะท่วม ทำนาไม่ได้ เมื่อถึงหน้าแล้ง ก็ทำนาไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน พระองค์ก็ตรัสกับ เป๊าะ อย่างไม่ถือพระองค์และตรัสถามอีกว่า ชาวบ้านทำการเกษตรอะไรบ้าง เป๊าะ จึงตอบพระองค์ไปว่าชาวบ้านไม่เดือดร้อนอะไร ทุกคนทำการเกษตรตามวิถีชีวิตของคนชนบท คือ ปลูกพืชผักสวนครัว และทำสวนไว้กินกันทุกบ้าน

    Photobucket

    จากนั้น ในหลวง คงจะทรงลองใจเป๊าะ จึงตรัสถามขอที่ดินเพื่อทำโครงการพระราชดำริ ด้วยความปลาบปลื้ม เป๊าะ จึงขอยกที่ดินถวายให้พระองค์ทันที ในหลวง จึงแย้มพระสรวล และมีพระราชดำรัสว่าให้ เป๊าะ เป็น “พระสหาย” ตั้งแต่บัดนั้น ในหลวง ตรัสเรื่องนี้ว่า “วาเด็งเป็นคนซื่อตรง…จึงขอแต่งตั้งให้วาเด็งเป็นเพื่อนของในหลวง” พร้อมทรงชวนให้ เป๊าะ และภรรยาเดินทางไปเที่ยวที่กรุงเทพฯ และเมื่อพระองค์เสด็จฯ มาสามจังหวัดก็เรียกให้เข้าเฝ้าที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ทุกครั้ง
    ต่อมา ในหลวง ทรงสงสารจึงมอบเงินให้ เป๊าะ ครั้งละหลายหมื่นบาท หากไม่ได้เสด็จฯ มาก็ทรงฝากเงินมากับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แทบทุกครั้ง ล่าสุด ในหลวง ตรัสว่าให้วาเด็งหยุดทำงานได้แล้ว เพราะแก่แล้ว อายุมากแล้ว ทรงเป็นห่วงสุขภาพของ เป๊าะ กลัวว่าทำงานหนักจะไม่สบาย” วาเด็ง ปูเต๊ะ เล่าถึงเหตุการณ์วันที่ได้รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่คาดฝัน จนกระทั่งได้กลายมาเป็น “พระสหาย” แห่งสายบุรี ในเวลาต่อมา

    เด็กยะลา (fairry สมาชิก)

    ขอขอบคุณคุณเด็กยะลามากค่ะ

    ^__^

  6. septimus says:

    Photobucket

    “ในหลวง”เสด็จฯออกมหาสมาคม วโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ธันวาคม 2552 12:18 น.

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงตรัสขอบใจ และขอให้ผู้มีหน้าที่สำคัญในสถาบันหลักของประเทศ และประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อบ้านเมืองของเรา

    Photobucket

    จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอบผู้ที่มาเข้าเฝ้าฯ ใจความว่า

    “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปราถนาดี มุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุข ความสวัสดีด้วยประการต่างๆ ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้ ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้ผิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น

    จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน หมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วทำตั้งจิต ตั้งใจ ให้เที่ยงตรงหนักแน่น ที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือ ชาติ บ้านเมือง อันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญ มั่นคง ยั่งยืนไป

    ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสิริสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลให้สัมฤทธิ์ผลขึ้นแก่ท่าน ทั่วหน้ากัน”

  7. septimus says:

    Photobucket

    “ในหลวง”เสด็จฯ ออกจาก รพ.ศิริราช ทรงประกอบพระราชพิธีเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

    โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 ธันวาคม 2552 12:36 น.

    Photobucket

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงพยาบาลศิริราช ไปยังพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงประกอบพระราชพิธีออกมหาสมาคม โดยมีพสกนิกรจำนวนมากเฝ้ารอรับเสด็จตลอดเส้นทาง

  8. septimus says:

    hahahaha…………..you, always funny sweet 11, hahahaha……………

  9. 11arrows says:

    วันก่อนโดนตัดหน้า 3 วิไงเล่า sept’
    ฮาฮาฮาฮาฮา…

    :)

  10. septimus says:

    ขอบคุณมากค่ะน้องเจี๊ยบที่เล่าให้ฟัง กะเดี๋ยวเย็นๆ(ดึกๆที่นี่ ฮ่า)พี่คงได้เห็นภาพบ้างนะคะ

    น้องเจี๊ยบก็เช่นกันนะคะ ขอให้มีความสุขกับวันพ่อและทุกๆวันค่ะ

    *__^

  11. initmate says:

    กำลังนั่งชมพระเจ้าอยู่หัวอยู่เลยค่ะพี่ … ถ่ายทอดสด

    ตอนนี้พระองค์เสด็จกลับมาที่ รพ.ศิริราช เรียบร้อยแล้ว

    ….

    มีความสุขกับวันพ่อ และ ทุก ๆ วันนะคะ พี่ Sept ^^

  12. septimus says:

    ขอบคุณคุณยูงทองมากๆด้วยเช่นกันค่ะ

    และสุขสันต์วันพ่อนะคะ

    ^__^

  13. septimus says:

    ขอบคุณมากค่ะคุณspecterที่เข้ามาร่วมถวายพระพรแด่พ่อหลวงของพวกเรา

    สุขสันต์วันพ่อค่ะ

    ^__^

  14. peacock says:

    ทรงพระเจริญ

  15. specter says:

    …จะขอตามรอยของพ่อ ด้วยใจรักและภักดี
    ของพระองค์ทรงพระเจริญ
    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

    ข้าพระพุทธเจ้า Specter

  16. septimus says:

    #15

    ครือว่าเป็นผู้ใดบังอาจกลั่นแกล้งท่านรึเจ้าคะ และกลั่นแกล้งยังไง เง็งๆๆเจ้าค่ะ

    ^^

  17. 11arrows says:

    เพราะว่ารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ นะ sept’

    :)

  18. septimus says:

    ข้าพเจ้าจำได้ท่านเต้าหยินเคยทูลเกล้าฯถวายพระนามแด่พระองค์ … เทพเจ้าเดินดิน

    (ขอบอกว่า เท่มากเลยนะท่านนะ)

    ^__^

  19. septimus says:

    ฮาฮาฮา… แต่รู้สึกจาเป็นข้าพเจ้าน๊าเจ้าคะที่ถูกกลั่นแกล้งแทน ฮาฮาฮา………..

  20. 11arrows says:

    อ่านจบแล้ว ข้าพเจ้านึกถึงพระบรมสาทิศลักษณ์ในหลวงขณะทรงผนวช ภาพหนึ่ง
    ดูว่าทรงสง่างดงามราวกับเทพเจ้า

    :)

  21. 11arrows says:

    นับว่าวันมงคลเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่ถูกกลั่นแกล้งแล้ว
    ฮาฮาฮา…

    :)

  22. 11arrows says:

    #14

    :)

  23. septimus says:

    ถูกต้องที่ซู๊ดเลยค่าคุณcumpreramคะ…เรารักในหลวง…

  24. septimus says:

    #7

    ขอบคุณพี่athenazมากค่ะที่เข้ามาร่วมร้อยกรองถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันค่ะ

    ^__^

  25. septimus says:

    ดิฉันเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นค่ะคุณกอไผ่คะ

    สุขสันต์วันพ่อนะคะ

    ^__^

  26. septimus says:

    ขอบคุณมากค่ะคุณkokosevenที่เข้ามาร่วมถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยกันค่ะ

    ^__^

  27. septimus says:

    #3

    พี่athenazคะ ลองอ่านตอนหนึ่งในบทที่๙ เรื่อง “พระเมตตา” เล่มที่๑ โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ(พระมหาวีระ ถาวโร)ข้างล่างนี้หน่อยนะคะ รู้สึกจะมีคำตอบค่อนข้างชัดเจนอยู่ด้วยค่ะ พี่ว่าไหมคะ ^^…

    “ทีนี้ เรามาคุยกันถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คืออาตมาได้ถวายพระพรว่าต่อประเทศชาติของเราจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ขึ้น พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า กระผมมีความเหน็ดเหนื่อยมาก ตั้งแต่เกิดมานี่มันเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ แล้วคนที่เขามีความรู้ (ทางหมอดู) พระองค์ไม่ได้ลงท้ายคำว่า “หมอดู” พระองค์ทรงทิ้งไว้แค่คำว่า “คนที่มีความรู้” เท่านั้น อาตมาขอต่อให้ว่า “ทางหมอดู” เขากล่าวว่าพระองค์จะไม่มีวันหายจากความเหน็ดเหนื่อยแต่ไม่ลงท้าย แม้แต่….. แต่ไม่ลงท้ายว่า “จนถึงตาย” พระองค์ไม่ทรงลงท้ายแบบนั้น อาตมาก็ทราบว่าพระองค์อยากจะตรัสว่า เขาดู เขาพยากรณ์กันว่ากระผมนี่น่ะ จะต้องเหนื่อยยันตาย จะหาความสุขกายสุขใจไม่ได้ อาตมาก็เลยถวายพระพรพระองค์ว่า ในเมื่อพระองค์เหนื่อย อาตมาก็เหนื่อยเหมือนกัน ชายแดนต่าง ๆ อาตมาก็ไป พระองค์เสด็จ อาตมาก็ไป แต่ว่าอาตมามีทุนน้อยนี่ ไปทีมาทีต้องมาทำสตางค์ให้หนี้เขา……..

    …..ที่นี้ ที่พระองค์ทรงตรัสว่าพระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย อาตมาเคยเล่าแล้วว่า ได้ถวายพระพรตอบไปว่า ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย แล้วทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงเปี่ยมไปด้วยทศพิธราชธรรม มีพระเมตตากรุณาแก่พสกนิกรมาก พระองค์ปฏิบัติแบบนั้นเป็นการสมควรอย่างยิ่ง

    แต่ทว่าข้อนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง อาตมาคิดว่าพูดไปมันก็ไม่จบ ในเมื่อพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรปฏิบัติเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงหายเหนื่อยได้อย่างไร พระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์จะมีอาการหายเหน็ดเหนื่อยได้ ก็ต่อเมื่อมีประชากรชาวไทยหรือคนทั้งหลายที่อยู่ในเขตปกครอง หรือเนื่องถึงกัน บุคคลประเภทนั้นเขามีความสุขสมหวังตามที่ตั้งพระทัยไว้ ตอนนั้นแหละจะหายเหนื่อย พอในกาลต่อไปบ้านเมืองมีความสุขนั้น บรรดาประชากรมีความสุขขึ้น พระองค์จะเสด็จไปเยี่ยมเยียนเขาก็มีความสบายกว่านี้มาก ความเหน็ดเหนื่อยก็จะลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเขาสบายกันขึ้น

    พระองค์ก็มีพระราชดำรัสตอบว่า ถึงอย่างนั้นก็ดีขอรับ ร่างกายมันแก่ลง (เอาอีกแล้ว) ร่างกายนี่มันแก่ลงมากไป ถึงแม้ว่าเวลานั้นจะไม่ต้องทำอะไร ไปเยี่ยมเขามันก็เหนื่อยเหมือนกัน

    นี่เห็นพระปรีชาสามารถความเฉลียวฉลาดของพระองค์ไหม บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้าทรงเป็นนักเทศน์ละอาตมาแย่เหมือนกัน อย่างนี้ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระและเป็นนักเทศน์ มาเทศน์ร่วมกัน อาตมายอมยกธงขาว ถ้าจะเอาแพ้เอาชนะกัน (อาตมา) แพ้แน่ พระราชปฏิภาณไหวพริบเฉลียวฉลาดเกินกว่าที่คิดไว้มาก อาตมาเลยหาทางออก ออกแบบนักเทศน์เลยอีตานี้ออกยังไงล่ะบรรดาพุทธบริษัท ออกแบบนี้ซี คือถวายพระพรว่าเวลานี้พระองค์เสด็จไปเยี่ยมประชากร พสกนิกรของพระองค์ เวลานี้น่ะ พสกนิกรของพระองค์มีความทุกข์ยากลำบากมาก มีแต่ความเหนื่อยหน่ายมีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มีความยาก มีความลำบากไม่พอจะกินกัน การที่พระองค์เสด็จไปในเวลานี้นั้น ก็มีอุปมาคล้ายกับว่า พระองค์ทรงไปโค่นต้นไม้ ขุดตอปรับพื้นที่ ทำเหมืองฝาย ทำคันนา ช่วยเขาทำไร่ไถนา ความเหน็ดเหนื่อยมันมาก แล้วก็ต่อไปในเมื่อบรรดาประชากรทั้งหลายเขาหมดจากความเหนื่อยยาก หมดจากความทุกข์ หมดจากความยากจน ทุกคนมีพอกินพอใช้ มีความสุขสบาย แล้วพระองค์เวลาที่เสด็จไปก็เสด็จไปแค่แสดงความดีใจกับเขาเท่านั้น แสดงความชุ่มชื่นพระทัยไม่ต้องไปขุดตอ ไม่ต้องไปโค่นต้นไม้ ไม่ต้องไปทำเหมืองฝาย ทำคันนาปรับพื้นที่ ถ้าแม้ว่าพระวรกายของพระองค์นี้จะแก่เฒ่าไปก็ตาม ก็ขึ้นชื่อว่าความเหน็ดเหนื่อยทางพระวรกายน้อยลงไปเหมือนกันไม่เหนื่อย ส่วนพระทัยนั้นก็มีแต่ความสุข

    ตอนนี้พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ แต่ความจริงพระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ตลอดเวลา บางครั้งรู้สึกว่าคล้าย ๆ จะทรงพระสรวลน้อย ๆ แต่พระองค์ทรงแสดงพระราชจริยาวัตรเป็นกษัตริย์ที่ดีจริง ๆ ทนุถนอมพระราชจริยาไว้ได้เป็นอย่างดี…..

    ……การที่กล่าวว่าพระองค์มีพระราชจริยาวัตรเช่นพระโพธิสัตว์ดูกันก็แล้วกัน เพราะว่าพระโพธิสัตว์น่ะ จะมีความสุขใจต่อเมื่อประชากรมีความสุข เรื่องความทุกข์ความเหนื่อยยากของตนน่ะ คนที่เคยเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วจะรู้ ไม่มีความห่วงตัวเองเลย ตนของตนจะมีความทุกข์ ความเหนื่อยยากปานใด ไม่เคยปรารภ นั่งคิด นอนคิดอยู่อย่างเดียวว่า เมื่อไรประชาชนทั้งหลายในจุดที่เรามีส่วนอยู่ด้วยจะมีความสุข หรือว่าประชากรทั้งโลก เมื่อไรเขาจะมีความสามัคคีกัน เมื่อไรเขาจะมีความสุขสันต์หรรษา……บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย กำลังใจของพระโพธิสัตว์เป็นอย่างนี้ อาตมาเปรียบเทียบให้ฟัง อาตมาเคยปรารถนาพุทธภูมิ ยังไง ๆ เวลานี้ถึงจะลาแล้ว ไอ้สันดานเดิมมันยังอยู่ จึงได้รู้ลีลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงมีลีลาคล้ายหน่อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์”

  28. cumpreram says:

    …เรารักในหลวง…

  29. athenaz says:

    ดอกไม้นักพรตพงไพรส่งให้น้อง
    จิตตระกรองปิติในวันใหม่
    ลดพัดพา ๕ ธันวา อย่าผ่านไป
    ธรรมที่ใจเทิดไท้องค์ราชัน..

    Photobucket

  30. korpai says:

    น่าทึ่งมากเลยค่ะ
    ท่านเป็นสุดยอดของการทำสมาธิภาวนาอยู่แล้วใช่มั้ยคะ

  31. kokoseven says:

    ขอร่วมถวายพระพรชัยกับบล็อกคุณsept.ด้วยครับ

    ขอพระองค์ทรงมีพระราชจริยาวัตรที่สูงสง่าเช่นนี้ตลอดไป

    ขอทรงมีพระวรกายพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ยิ่งๆขึ้นไป

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

    ข้าพระพุทธเจ้า koko mblogger

  32. septimus says:

    รัฐส่งความสุขยิ่งใหญ่ให้กับคนไทยในวันเฉลิมฯ ชวนจุดเทียนชัยออนไลน์ถวายพระพร

    “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ชมการแสดงแสงสีเสียง พร้อมเปิดเว็บไซต์พิเศษจุดเทียนชัยออนไลน์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ…

    ความสุขของคนไทยจะกลับมาเปี่ยมล้นอีกครั้งในเดือนแห่งการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับ 14 กระทรวง กรุงเทพมหานคร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ รวมพลังเนรมิตถนนราชดำเนินกลางให้เป็นถนนแห่งความสุขของคนไทย ด้วย 9 กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 82 พรรษา 5 ธันวาคม 2552 ภายใต้แนวคิด “ความสุขของคนไทยใต้แสงพระบารมี” ระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม

    ประกอบด้วยกิจกรรมแสงสีเสียง ณ เวทีกลางป้อม มหากาฬ ในวันที่ 3 ธ.ค. โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี หลังจากนั้นในช่วงค่ำของทุกวัน จะมีการแสดงแสงสีเสียงที่งดงามน่าตื่นตาตื่นใจ อาทิ การแสดงแสงเลเซอร์มัลติวิชั่น ชุด “แสงพระบารมี ผสานไทย สมานฉันท์” ณ เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การแสดงดนตรี “แสงพระบารมีคีตศิลป์ เสนาะนิรันดร์” จากศิลปินคุณภาพหลากหลายแนวเพลง ณ เวทีดนตรีสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาล นอกจากนี้ บนถนนราชดำเนินยังมีการแสดงขบวนรถประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ “แสงพระบารมี ทอมหัศจรรย์ อันยิ่งใหญ่” รวม 28 ขบวน จากแยกผ่านฟ้าลีลาศไปจนถึงสี่แยกคอกวัว รวมถึงการแสดงน้ำพุประกอบแสงไฟและเพลงพระราชนิพนธ์ ชุด “แสงพระบารมี เปล่งประกาย เรืองสายใย” บริเวณเกาะกลาง ถนนราชดำเนิน การจุดเทียนชัยถวายพระพร บริเวณเวทีกลางป้อมมหากาฬ และปิดท้ายด้วย พิธี “มอบใจภักดิ์แด่พระผู้เป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ” ซึ่งเป็นการรวบรวมหัวใจกระดาษ ที่ประชาชนร่วมกันเขียนข้อความถวายพระพรหรือปณิธานในการทำความดีต่างๆ

    ด้านบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเว็บไซต์พิเศษชวนคนไทย ทั่วโลกร่วมกิจกรรมครั้งประวัติศาสตร์ “จุดแสงทองส่องทั่วหล้า” จุดเทียนชัยออนไลน์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยประชาชนและผู้สนใจสามารถร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 9 ธ.ค. ทางเว็บไซต์ http://www.candlefortheking.com เทียนแต่ละเล่มที่ถูกจุดและทุกคำถวายพระพรจะถูกรวบรวมไว้ ซึ่งสามารถเรียกดูเทียนของตัวเองหรือคนรู้จักได้ รวมทั้งส่งต่อให้กับคนอื่นผ่านทางอีเมล์และชุมชนออนไลน์ต่างๆได้ด้วย ทั้งนี้ กสท จะนำคำถวายพระพรทั้งหมดทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อสิ้นสุดโครงการ.

  33. athenaz says:

    พระบารมีธรรมอัยยิ่งใหญ่แห่งองค์พระมหาบพิตเจ้า
    จะหาใดเหมือนเทียบได้พระมหาบารมีแห่งพระองค์
    ไม่มีอีกแล้ว

    ที่จะปิติใดยิ่งไปกว่าได้เกิดใต้ร่มพระบารมี พระมหากษัตรฺย์แห่งมหาบพิตร ผู้ทรงศีล

    ธรรมใด บารมีใดไม่มีอีกแล้ว หากท่านไม่ได้เกิดในแผ่นดินสยาม
    พระองค์ทรงตระหนักรู้ทุกสิ่ง

    หากแม้นพระองค์มิได้ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ครองทศพิศราชธรรม และปกครองไพร่ฟ้าจวบวันนี้ จักมีประเทศไทยให้เราได้เหยียบ ณ วันนี้หรือไม่
    ข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่ ?

  34. septimus says:

  35. septimus says:

    ขอร่วมตั้งจิตอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกและสรวงสวรรค์ได้โปรดประทานพรแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของชาวเรา ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานนับหมื่นปีและทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงด้วยเทอญ

    ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม
    ข้าพระพุทธเจ้า septimus

Leave a Reply