septimus' blog

เพียงแค่เห็นการเตรียมทัพก็ชนะแล้ว

 

 

พักตราเหมือนเดือนฉายในวันเพ็ญ

 

งามเด่นกลางห้วงเวหาหาว

 

เพียงได้ยลชุ่มชื่นเป็นครั้งคราว

 

ได้แต่ปองได้แต่เฝ้าอยู่ห่างไกล

 

 

 

 

ร่างกายเรารู้สึกค่อยยังชั่วกับอากาศเย็นเฉียบยามเช้าตรู่ืัที่มีหมอกเหมยลงจัด

 

 

เมื่อได้จัดการข้าวต้มปลาNile Perchหอมฉุยหนักเครื่อง ๑ ชามไม่ใหญ่ ตบท้ายด้วยกาแฟรสเข้มอีก ๑ แก้ว

 

 

พร้อมกัน นวนิยายแนวก่อนเสียกรุงที่นำกลับมาอ่านใหม่อีกครั้งก็จบลงไปอีกหนึ่งบท

 

 

ในบทมีการเล่าถึงลักษณะกลศึก!

.

อันเป็นตอนหนึ่งในตำราพิชัยสงคราม ที่นัยว่านักรบต้องท่องทบทวนอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาใดที่ว่างเพื่อให้จดจำได้

 

(แต่เราว่าน่าจะเพื่อป้องกันไม่ให้จิตฟุ้งไปประมาณกลอนที่โปรยอยู่ข้างบนนี้)

 

 

มิใช่เก็บไว้ท่องเฉพาะหลังสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนอย่างเดียว

 

 

และเพราะในหนังสือได้เกริ่นไว้เป็นออร์เดิร์ฟเพียงสองบท

 

 

ตามประสาเราก็ใคร่ทราบว่าลักษณะกลศึกทั้ง ๒๑ บทนั้นมีเนื้อความเต็มๆว่าอย่างไรบ้าง

 

 

แล้วก็ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มี แป๊บเดียวเราก็ได้ทราบมาอย่างนี้

 

 

 

 

ตำราพิชัยสงคราม ๒๑ กลยุทธ์ไทย



 

๑. กลฤทธี

กลศึกอันหนึ่ง ชื่อว่าฤทธีนั้น…..ซั้นทะนงองค์อาจ ผกผาดกล่าวเริงแรง

สำแดงแก่ข้าแกล้วหาร ชวนทำการสอนสาตร…..อาจเอาบ้านเอาเมือง ชำนาญเนืองณรงค์

ยงใจผู้ใจคน อาษาเจ้าตนทุกค่ำเช้า…..จงหมั่นเฝ้าอย่าคลา ภักตราชื่นเทียมจันทร์

ทำโดยธรรม์จงภักดิ์ บันเทิงศักดิจงสูง…..จูงพระยศยิ่งหล้า กลศึกนี้ชื่อว่า ฤทธีฯ

 

 

เป็นการฝึกให้เชี่ยวชาญการศึก ให้พร้อมที่จะรบได้ตลอดเวลา การที่จะชนะศึกได้ต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี มีการฝึกฝนฝีมืออย่างสม่ำเสมอ กับมีระเบียบวินัย นับเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ทุกกองทัพต้องมี และนอกจากนี้การที่กองทัพจะเกรียงไกรได้นั้นจะต้องมีแม่ทัพที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับลูกน้อง เอาใจใส่ร่วมเป็นร่วมตายกับลูกน้อง การเผด็จศึกจึงจะสัมฤทธิ์ผลที่มุ่งหวัง

 

 

๒. กลสีหจักร

กลหนึ่งชื่อว่าสีหจักร ให้บริรักษพวกพล…..ดูกำลังตนกำลังท่าน คิดคเนการแม่นหมาย

ยกย้ายพลเดียรดาษ พาษไคลคลี่กรรกง…..ต้อรพลลงเป็นทิศ สถิตรช้างม้าอย่าไหว

ตั้งพระพลาไชยจงสรรพ จงตั้งทับโดยสาตร…..ฝังนพบาทตรีโกณ ให้ฟังโหรอันแม่น

แกว่นรู้หลักหมีคลาด ให้ผู้องอาจทะลวงฟัน…..ให้ศึกผันแพ้พ่าย ย้ายพลใหญ่ให้ไหว

ไสพลศึกให้หนี กลศึกอันนี้ชื่อว่า สีหจักรฯ

 

 

เป็นการสอนให้ดูกำลังตนกำลังข้าศึก ซึ่งก็คือ รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

 

 

๓. กลลักษณ์ซ่อนเงื่อน

กลหนึ่งลักษณส้อนเงื่อน เตือนกำหนดกฎหมายตรา…..แยกปีกกาอยู่สรรพ นับทหารผู้แกล้ว

แล้วกำหนดจงคง แต่งให้ยงยั่งเย้า…..ลากศึกเข้าในกล แต่งคนแต่งช้างม้า

เรียงหน้าหลังโจเจ รบโยเยแล้วหนี…..ศึกติดตีตามติด สมความคิดพาดฆ้องไชย

ยกพลในสองข้าง ยกช้างม้ากระทบ…..ยอหลังรบสองข้าง จึ่งบ่ายช้างอันหนี

คระวีอาวุทธโห่ร้อง สำทับก้องสำคัญ…..ยืนยันรบทั้งสี่ คลี่พลออกโดยสั่ง

สัตรูตั้งพังฉิบหาย อุบายศึกนี้…..ชื่อว่าลักษณซ่อนเงื่อนฯ

 

 

เป็นการแต่งทัพหลอกล่อให้ข้าศึกหลงกลตามตีแล้วทำเป็นพ่ายให้ข้าศึกได้ใจตามตีต่อ เข้าสู่ killing field ที่มีทัพหนุนซุ่มคอยโอบล้อมโจมตีอยู่

 

 

 

๔. กลเถื่อนกำบัง

กลหนึ่งชื่อว่าเถื่อนกำบัง รั้งรบพลตนน้อย…..ชัดคนคล้อยแฝงป่า แต่งพลหล้าแล่นวง

ทั้งกงนอกกงใน ไว้ช้างม้าให้แฝง…..แทงให้ร้องทรหึง มี่อึงฆ้องกลองไชย

ไว้ให้เสียงสำทับ ปืนไฟกับธนู…..น่าไม้กรูกันมา ดาบถะลวงฟันดาหน้า

ประดังช้างม้าเรี่ยชายไพร ลูกหาบในป่าโห่…..เกราะเสโลห์นี่นั่น ให้ศึกงันร่าถอย

ครั้นศึกคล้อยเหนผู้ห้าว กลเสือคราวครึมป่า…..แล้วออกล่าเเล่นฉาว ทำสำหาวซ่อนเล็บ

เกบแต่เตียนกินรก ลอบฉวยฉกเอาจงเนือง…..ให้ศึกเคืองใจหมอง คลองยุบนดังนี้

ชื่อว่าเถื่อนกำบังฯ

 

 

ใช้เมื่อฝ่ายเรามีกำลังน้อยกว่าแต่ทำเป็นว่ามีกำลังมากกว่า เพื่อหลอกให้ศัตรูไม่กล้าโจมตี เพราะเกรงว่าจะมีกำลังซ่อนอยู่

 

๕. กลพังภูผา

กลนี้ชื่อพังภูผา แม้ศึกมาปะทะ…..อย่าเพ่อระเริงแรง สำแดงดุจเหนน้อย

ชักคล้อยแฝงป่าเข้า ศึกเหนเราดูถูก…..ผูกช้างม้าออกไล่ ยอพลใหญ่กระทบ

ผิรบเข้าบอไหว ให้ช้างม้าโรมรุม…..กลุ้มกันหักอย่าคลา อย่าช้าเร่งรุมตี

ศึกแล่นหนีตามต่อย ให้ยับย่อยพรายพรัด…..ตัดเอาหัวโห่เล่น เต้นเริงรำสำแดงหาร

ให้ศึกคร้านคร้ามกลัว ระรั้วระเสิดสัง…..กลศึกอันนี้ ชื่อว่าพังภูผาฯ

 

 

เป็นการหลอกให้ข้าศึกตายใจว่าเรามีทัพน้อยอ่อนด้อย เพื่อให้ข้าศึกตั้งตนประมาทเข้าตี แล้วในที่สุดก็หมูอยู่ในอวย(กลยุทธ์นี้จะตรงกันข้ามกับกลเถื่อนกำบัง)

 

๖. กลม้ากินสวน

กลหนึ่งชื่อว่าม้ากินสวน ให้หาผู้ควนหารห้าว…..ลาดเอาเย่าเอาเรือน บ้านถิ่นเถื่อนอยู่ใกล้

จับกุมได้เอามา นานาเลศเทศกาล…..ปันพนักงานจงขาด ปรนไปลาดเนืองเนือง

ให้ศึกเคืองใจแค้น แม้นจะอยู่บมีสุข…..บุกขับกับทุกเดือน เตือนใจตื่นไปมา

กลขับปลาให้ห้อม ด้อมดักสักสุ่มเอา…..ให้ศึกเหงาใจถอย ค่อยเก็บนอกเข้ามา

ให้ระอาใจอ่อน ผ่อนผู้คนให้หนี…..กลอนกล่าวกลศึกนี้ ชื่อว่าม้ากินสวนฯ

 

 

เป็นลักษณะค่อยๆตอดเล็มกินพื้นที่ทีละนิดค่อยเป็นค่อยไปจนสุดท้ายก็ได้พื้นที่ทั้งหมด

 

 

 

๗. กลพวนเรือโยง

กลศึกอันหนึ่ง ชื่อว่าพวนเรือโยง…..ประดุจผะโองปืนตาล ทำจงหวานแช่มชื่น

ผูกเปนมิตรไมตรี สิ่งใดดียกให้…..ละไลต่ออย่าเสีย แต่งลูกเมียให้สนิจ

ติดต่อตั้งยังกล ยุบลช้างเถื่อนตามทั้งโขลง…..โยงเบ็ดราวคร่าวเหยื่อกาม ค่อยลากก้ามเอามา

ด้วยปัญญาพิสดาร กลการศึกอันนี้…..ชื่อว่าพวนเรือโยงฯ

 

 

ใช้เมื่อข้าศึกมีฝีมือเก่งกล้าเอาชนะไม่ได้ง่ายๆ จึงเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรเสียเลย นอกจากไม่ต้องรบให้เหนื่อยแล้วยังได้กำลังอันเก่งกล้านั้นเป็นพวกอีกต่างหาก ทำได้โดยการยกทรัพย์สมบัติอันมีราคาประมาณค่ามิได้ให้ หรือ จัดการเกี่ยวดองเป็นเครือญาติจะด้วยการยกลูกสาวหรือเมียรักให้ก็ว่ากันไป

 

๘. กลโพงน้ำบ่อ

กลหนึ่งชื่อว่าโพงน้ำบ่อ คิดติดต่อข้าศึก…..ฝ่ายเขานึกดูแคลน ใครรุกแดนรุกด้าว

เลียบเลียมกล่าวข่มเหง ชระเลงดูหมิ่นเรา…..โอนเอนเอาอย่าขวาง ข้างเราทำดุจน้อย

ค่อยเจรจาพาที ลับคดีชอบไว้…..อ่อนคือใครตามใจ น้ำไหลลู่หลั่งหลาม

พูดงามก้านกิ่งใบ อัทยาไศรถ่อมถด…..อดคำกล่าวท่าวเอา ครั้นว่าเขาดูหมิ่น

ผินฟังพลดูแคลน แดนพังพลดูถูก…..ประดุจลูกหลายตน ครั้นสปสกลไซ้

จึ่งยกได้เขาคืน เราลุกยืนผูกเอา…..ได้เขาทำสง่าเงย เตยหน้าตาโอ่โถง

ดุจหนึ่งโพงได้น้ำ คำคิดติดต่อ…..ชื่อว่าโพงน้ำบ่อฯ

 

 

ใช้เมื่อฝ่ายข้าศึกมีกำลังเก่งกล้า ต้องโอนอ่อนผ่อนตามไปก่อน จนกว่าถึงวาระที่ประมาทเลิกระแวงแคลงใจแล้วจึงค่อยหาจังหวะลงมือ

 

๙. กลล่อช้างป่า

กลหนึ่งชื่อว่าฬ่อช้างป่า ผี้ศึกมาคะคึก…..ศึกครั้นหนีครั้นไล่ บค่อยไต่ค่อยตาม

ลามปามแล่นไล่มา ให้แทงหาขุมขวาก…..พากยที่เหวที่ตม แต่งให้ล้มหลุมขุม

ซุ่มซ่อนตนสองปราด แต่งให้ลาดเบื้องน่า…..คอยอยู่ท่าที่ดี ถ้าไพรีเหนได้

ศึกเหนใคร่ใจคด ค่อยถอยถดฝ่ายเรา…..ฝ่ายเขาขามบไล่ ฝ่ายเราไปล่รี้พล

ไว้เปนกลหลายถาน ปันการตามน่าหลัง…..ระวังยอหลายแห่ง สบที่แต่งเนืองเนือง

พลเขาเปลืองด้วยกล ยุบลฬ่อช้างเถื่อน…..แล้วแต่งเตือนน่าหลัง ทั้งไปน่าก็บได้

ถอยหลังไปก็บรอด ทอดตนตายกลางช่อง…..คลองยุบลดังนี้ ชื่อว่าฬ่อช้างป่าฯ

 

 

เป็นการหลอกล่อให้ข้าศึกหลงกลมาติดกับ วางหลุมพรางล่อหลอกเป็นระยะๆ จนสุดท้ายทัพข้าศึกก็ถูกทำลายย่อยยับไป การหลอกล่อจะใช้อะไรก็ขึ้นอยู่กับแม่ทัพของฝ่ายศัตรู ถ้าโลภก็ทิ้งของมีค่า ทิ้งสเบียงให้ตามไปเก็บไม่หยุด ถ้าแม่ทัพมีปัญญาก็สามารถล่อลวงด้วยกลศึกนี้ให้ข้าศึกหลงเข้าใจผิดได้

 

 

 

 

๑๐. กลฟ้างำดิน

กลศึกอันหนึ่ง ชื่อว่าฟ้างำดิน…..หมั่นสำเนียกพลพฤนทรามตย์ ให้ใจอาจใจหาญ

ชำนาญช้างม้ากล้าณรงค์ หมั้นคงชี้ฉับเฉียว…..เหลือบเหลียวน่าซ้ายขวา ไปมาผับฉับไว

ใช้สอยยอดยวดยง จงชำนาญแล่นแอ่นไว…..ปืนไฟน่าไม้พิศม์ สนิทธนูดาบดั้งแพน

แสนเสโลหโตมร กรไว้พุ่งเชี่ยวชาญ…..ชำนาญศิลป์ทั้งปวง ถลวงฟันรันรุม

ชุมพลสิบพลร้อย อย่าให้คล้อยคลายกัน…..ทั่วพลพันพลหมื่น หื่นพลแสนพลล้าน

จรเดียวดาลเด็ดมา แปรงาช้างบ่ายตาม…..ฟังความตามบังคับ กับเสบียงเรียงถุง

ประดุงไพร่พลช้างม้า กลศึกอันนี้ว่า…..ชื่อฟ้างำดินฯ

 

 

เป็นการเคลื่อนทัพให้พร้อมเพรียงกัน โดยแม่ทัพสามารถบังคับบัญชากองทัพเสมือนบังคับนิ้วมือตนเองถึงแม้จะมีกองทัพขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตามก็หาเป็นอุปสรรคไม่ ซึ่งการที่จะสามารถบังคับบัญชากองทหารนับหมื่นนับแสนให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน ทำงานสอดประสานกันอย่างกลมกลืนนั้นทำได้ยาก ทุกหน่วยต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิฉะนั้นแม้มีกำลังนับล้านก็มิอาจแสดงอิทธิฤทธิ์ความสามารถได้ สุดท้ายก็ต้องถึงแก่กาลพ่ายแพ้

 

๑๑. กลอินทร์พิมาน

กลหนึ่งชื่อว่า อินทพิมาน…..ให้อาจารยผู้รู้ เทพยาครูฝังนพบาท

แต่งสีหนาทข่มนาม ตามโบราณผู้แม่น…..อันชาญแกวนเหนประโยชน์ บรรเทาโทษโดยสาตร

ยุรยาตรโดยอรรถ ให้ประหยัดซึ่งโทษ…..อย่าขึ้งโกรธอหังกา มนตราคมสิทธิ์ศักดิ์

พำนักน์ในโบราณ บูรพาจารยพิไชย…..โอบเอาใจพลหมู่ ให้ดูสกุณนิมิตร

พิศโดยญาณุประเทศ พิเศศราชภักดี…..ศรีสุริยศักดิ์มหิมา แก่ผู้อาษานรนารถ

เทพาสาธุการ โดยตำนานดั่งนี้…..ชื่อว่าอินทพิมานฯ

 

 

เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้ฝ่ายเรา คือการใช้จิตวิทยาเพื่อปลุกระดมให้หึกเหิม ไม่กลัวศึก การปลุกเสกของวิเศษ คาถาอาคมมนตราที่มีในสมัยก่อนหรือแม้กระทั่งปัจจุบัน กองทัพที่มีขวัญกำลังใจดี ย่อมเอาชนะศึกได้ไม่ยาก ของไทยเราที่เคยมีมาและฮิตไม่เลิกก็เ่ช่นพิธีตัดไม้ข่มนาม คือทำพิธีตัดต้นไม้ที่มีนามพ้องกับศัตรู อย่างเช่นสมัยรัชกาลที่6 เมื่อทรงนำไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทรงกระทำพิธีตัดไม้ข่มนาม ฟันต้น ฝรั่งก่อนจะส่งทหารไปร่วมรบในยุโรป

 

 

๑๒. กลผลาญศัตรู

กลหนึ่งชื่อว่าผลานศัตรู ข้าศึกดูองอาจ…..บพลาดราษฎรกระทำ นำพลพยัคฆะปะเมือง

พลนองเนืองแสนเต้า แจกเล่าเข้าเชาเรา…..เอาอาวุธจงมาก ลากปืนพิศม์พาดไว้

ขึ้นน่าไม้ธนู กรูปืนไฟจุกช่อง…..สองจงแม่นอย่าคลา ชักสารพาบันทุก

อย่าอุกลุกคอยฟัง อย่าประนังตนเด็ด…..เล็ดเล็งดูที่หมั้น กันที่พลจงคง

คนหนึ่งจงอย่าฉุก ปลุกใจคนให้หื่น…..ให้ชื่นในสงคราม ฟังความสั่งสำคัญ

ฆ้องกลองพรรณแตรสังข์ ประนังโรมรันรุม…..เอาจุมพลดาศึก พิฦกคะเปนนาย

ครั้นถูกกระจายพ่ายพัง พลเสริดสั่งฤาอยู่…..บ่เปนหมู่เปนการ โดยสารโสลกดั่งนี้

ชื่อว่า ผลานศัตรูฯ

 

 

เป็นการปลุกใจกองทัพให้หึกเหิมพร้อมจะตะลุยฟาดฟันอริราชศัตรู การที่ทัพจะหึกเหิมกล้าหาญไม่กลัวตายได้นั้น ต้องมีผู้นำทัพที่กล้าบุกตะลุย การศึกจึงจะชนะได้

 

 

 

๑๓. กลชูพิษแสลง

กลหนึ่งว่าชูพิศม์แสลง ข้าศึกแรงเรืองฤทธิ์…..คิดไฝ่ไภยเอาเรา เคยเขามากมาก

ภากย์ที่แคบที่คับ สลับรี้พลช้างม้า…..เคยคลาปล้นรุกราม ผลานฬ่อลวงบ้านเมือง

เนืองเนืองมาเพื่อนตน ให้ใส่กลปราไศรย…..ฝากของไปฝากรักษ์ ลักลอบให้เงินทอง

รังวันปองขุนใหญ่ หัวเมืองไพร่ข้าศึก…..ให้ตฤกจงลับแล้ง แข่งอุบายเลห์คิด

ไปมาสนิทเปนกล ให้เขาฉงนสนเท่ห์…..เพราะเปนเล่ห์ภายใน บไว้ใจแก่กัน

ผันใจออกกินแหนง แยงให้ผิดด้วยกัน…..ชูพิศม์ผรรแปรพิศม์ ให้ผิดกันเองโจกเจก

บเป็นเอกใจเดียว บเปนเกี่ยวเปนการ…..เพราะพิศม์ผลานศัตรู กลศึกอันนี้

ชื่อว่าชูพิศม์แสลงฯ

 

 

เป็นการยุให้รำตำให้รั่ว ทำให้มิตรไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันอันนำมาซึ่งการรวมตัวกันไม่ติด เสร็จแล้วจึงเข้ายึดครองหรือทำลาย ตัวอย่างผลของกลยุทธ์นี้ที่สร้างความอลหม่านไม่หยุดจนถึงทุกวันนี้ก็เช่น คู่ของอินเดียกับปากีสถาน ปัญหาในตะวันออกกลาง คาบสมุทรเกาหลีก็ด้วย โดยใครก็พอทราบๆกันอยู่

 

 



๑๔. กลแข็งให้อ่อน

กลหนึ่งแขงให้อ่อน ผ่อนเมื่อศัตรูยก…..ให้ดูบกดูน้ำ ซ้ำดูเข้ายาพิศม์

พินิตพิศม์จงแหลก ตัดไม้แบกเบื่อเมา…..เอาไปทอดในน้ำ ทัพซ้ำหนามขวาก

แต่งจงมากท่าทาง วางจาวห้าวแหลมเล่ห์…..บ่อดานทางเข่าที่ขัน กันหลายแห่งที่คับ

แต่งสนับไว้จ่อไฟ ไล่เผาคลอกป่าแขม…..แนมขวากแนมห่วงน้ำค่าม ตามเผาป่าแทบทัพ

ยับไม้เผาเปนถ่าน หว่านไฟไว้รายเรียง…..รอเผาเสบียงจงสิ้น อย่าให้กินเปนอาหาร

แต่งคนชาญหลอกทัพ ให้เสียหับเสียหาย…..ทำลายคาบเนืองเนือง เปลืองเสบียงเปล่าเฉาแรง

กลเชื้อแขงให้อ่อนฯ

 

 

เป็นการทำให้ศัตรูอ่อนแรงลงโดยการล่อหลอกวางเล่ห์กล ทำขวากหนามบ้าง เผาทำลายค่ายเสบียงบ้าง เพื่อให้ข้าศึกอ่อนแรงจนไม่มีกำลังใจในการทำศึกกับเรา

 

๑๕. กลยอนภูเขา

กลหนึ่งยอยภูเขา ข้าศึกเนาประชิ…..ให้ริดูช่องชอบ ที่จะขอบจะขัง

แต่งระวังยักย้าย ฝ่ายพลเขาเอาเสบียง…..เรียงงานในเมืองเรา เอาใจไพร่ใจพล

คนอยู่ประจำการ พนักงานใครใครรบ…..แต่งบรรจบพลแล่น ให้ทำแกว่นชวนกัน

แต่งถลวงฟันบุกทัพ คอยฟังศัปทสำคัญ…..หาที่ยันที่อ้าง เอาม้าช้างเป็นดิน

ปืนคูหักค่ายเข้า รบรุกเร้ารุมแทง…..อย่าคลายแคลงพรายพรัด ตัดให้ม้วยด้วยกัน

ให้สำคัญจงแม่น แล่นช้างม้าวางขวาก…..เขาตามยากเอาเรา เท่าทิศที่ตนหมาย

ฆ่าให้ตายกลากลาด ต้องบาดเจ็บป่วยการ…..ศัตรูดาลระทด ขดด้วยเสียงปืนไฟ

ในเมืองเร่งโห่ร้อง ให้มี่ก้องนิรนาท…..มีปี่พาทย์เสียงสรวญใน ชมชื่นใจขับรำ

ซ้ำทนงองอาจ ปืนไฟพาดประนัง

 

 

เป็นการแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่ามีสายสืบของข้าศึกปะปนอยู่ในกองทัพเรา หากเรากลับซ้อนกลใช้สายสืบนั้นส่งข่าวผิดๆ เป็นการยอน หรือ ย้อนรอย ข้าศึกนั่นเอง

 

 

 

๑๖. กลเย้าให้ผอม

กลหนึ่งเย้าให้ผอมนั้น บั้นเมื่อให้เธอลีลา…..พาธาอธิราช ให้พินาศศัตรู

หมั่นตรวจดูกำลัง ช้างม้าทั้งรี้พล…..ปรนกันเปลี่ยนไปลาด ผาดจู่เอาแต่ได้

หนังสือไว้หมายหมก ว่าจะยกพลหลวง…..ลวงใส่กลเป็นเขตร ดูในเทศการ

ให้ป่วยงานทำนา แสงตรวจตราพลแกล้ว…..แล้วคลายพลเราเสีย เยียกลเมฆมืดฝน

ฝนไป่ตกตรนกอางขนาง ให้แผ้วถางแส้งทำ…..คคึกคำแรงรณ ครั้นหลงกลกลยกเล่า

ลากพลเข้าเนืองเนือง แยงให้เปลืองไปมา…..ดุจกลกาลักไข่ จะไล่ก็ไล่มิทัน

วันคืนปีป่วยการ ข้าศึกต้านยืนอยาก…..ให้ข้าวยากหมากแพง สิ่งเปนแรงให้แรงถอย

ร่อยรอนไข้ใจหิว ตีนมือปลิวพลัดพราย…..ไพร่หนีนายนายเปลี่ยว บเป็นเรี่ยวเปนแรง

ใครใครแขงมิได้ ใครใครไม่มีลาภ…..ถ้ารูปงามเสาวภาพย์ก็จะเศร้า กลอุบายนี้เล่า

ชื่อว่าเย้าให้ผอมฯ

 

 

เป็นการนำกำลังทหารหน่วยย่อยๆเข้าตีรบกวนตามแนวชายแดน ทำให้ข้าศึกต้องเตรียมทัพเข้าสกัดไม่มีเวลาหยุดพักเพราะไม่รู้กำลังพลเรา ทำให้ขวัญและกำลังใจข้าศึกอ่อนด้อยลง ต้องเกณท์ทหารจัดทัพทั้งปีไม่มีเวลาทำไร่ไถนาตระเตรียมเสบียง เมื่อขวัญและกำลังข้าศึกอ่อนล้าเต็มที่แล้ว จึงค่อยเคลื่อนทัพใหญ่เข้าเผด็จศึก

 

๑๗. กลจอมปราสาท

กลหนึ่งชื่อจอมปราสาท องอาจมุ่งมาทดู…..คูหอคอยเวียงวัง ตั้งไชยภุมจงผับ

รู้ตั้งทัพพระพลาไชย อย่าได้ไหวได้หวั่น…..หมั่นดูฉบับธรรมเนียม เตรียมปูนปันเป็นกอง

น่าหลังสองตราบข้าง รอบไว้ช้างม้ารถ…..ห้วยธารคชโยธา ให้รักษาจงรอบ

ทุกคันขอบนอกใน อย่าได้ไหวปั่นป่วน…..อย่าได้ด่วนคอยฟัง คอยดูหลังดูน่า

จัดช้างม้ารี้พล ปรนกันกินกันนอน…..อย่ายอหย่อนอุส่าห์ ให้หมั่นว่าหมั่นตรวจตรา

ทังกระลากระแลงแกง อย่าได้แฝงนายไพร่…..ไภยรักษาจงมาก อย่าให้ยากใจพล

อย่าทำกลดุจเสือ บกเรือจงชำนาญ…..ชาญทั้งที่โดยกระบวน คิดควรรู้จงผับ

นับหน้าดูผู้อาษา หาคนดีเป็นเพื่อน…..อย่าเลื่อนถ้อยให้เสียคำ ทำอันใดทำโดยสาตร์

ตามฉบับราชโบราณ กระทำการให้รอมชอม…..กลศึกนี้ชื่อว่าจอมปราสาทฯ

 

 

เป็นการสอนให้รู้จักการจัดทัพ การวางค่ายกล ให้รู้ว่าภูมิประเทศแบบใดควรตั้งทัพอย่างไรจึงจะได้ชัยชนะ นอกจากนี้ยังสอนให้รู้จักเลือกคนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หรือเลือกแม่ทัพให้เหมาะสมกับสภาพศึกสงครามนั้นๆ ซึ่งถ้าเลือกผิดแล้วจะชนะได้อย่างไร คงไม่แคล้วติดกระดุมเม็ดแรกผิดสักเท่าไหร่

 

๑๘. กลราชปัญญา

กลหนึ่งชื่อว่าราชปัญญา พร้อมเสนาทั้งสองข้าง…..ช้างม้ารถเสมอกัน หานักธรรม์ผู้ฉลาด

อาจใส่กลไปปลอม ด้อมดูที่ดูทาง…..วางต้นหนคนใช้ ไว้กังวลแก่เขา

เอาสิ่นให้หฤหรรษ์ ให้คิดผันใจออก…..ทั้งภายนอกภายใน หวั่นไหวใจไปมา

แต่งโยธาหัดกัน หลายหมู่พรรค์หลายกอง…..จองนายหนึ่งไพร่สี่ ทวีนายหนึ่งไพร่หก

ยกนายหนึ่งไพร่เก้า เคล้านายห้าจองพล…..ซ้ายขวาคลน่าหลัง ทั้งอาวุธท่าทาง

ถอยพึงกางกันรบ ทบท่าวอย่าหนีกัน…..คอยยืนยันรบพลาง ไส่ยาวางเรียเด็ก

นายไพร่เล็ดลอดตาม ให้ฟังความสั่งสำคัญ…..ฆ้องกลองพรรณธงไชย กดให้ไล่ให้หนี

ลีลาลาดศึกเข้า ในพลเคล้าเปนกล…..สองกองพลซ้ายขวา ดูมรรคาชอบกล

เอาพลตั้งสองข้าง กองกลางง้างพลถอย…..ศึกตามลอยแล่นไล่ ครั้นศึกไปล่ออกข้าง

คอยดูช้างดูม้า ดูทวยคลารี้พล…..สบสกลโดยสำคัญ จึ่งกระทบกันเข้ารบ

สบสำเนียกเสียกสา อย่าให้คลาให้คลาด…..ผาดเอาคงเอาวัน หยิบเอาพลันจงได้

ไว้กำหนดนายกอง ช่องปองปูนจงสรับ…..นับอ่านเร่งตรวจตรา กลศึกอันนี้ชื่อว่า

กลราชปัญญาฯ

 

 

กลนี้ใช้เมื่อเห็นว่าทัพทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอกัน มีแม่ทัพที่มีความสามารถพอกัน นั่นคือ การใช้สายลับจารชน ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้ผู้ทรงศีลสูงวัยเนื่องจากเป็นที่เคารพยำเกรงของเหล่าขุนพลฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้เข้าไปยุแหย่ให้แตกแยกกัน หรือ นำสินบนไปปรนเปรอแล้วล้วงความลับ (คุ้นๆว่าเพิ่งเห็นกันวันสองวันนี้รึเปล่า)

 

 

 

๑๙. กลฟ้าสนั่นเสียง

กลชื่อฟ้าสนั่นเสียง เรียงพลพยุหกำหนด…..กดประกาศถึงตาย หมายให้รู้ถ้วนตน

ปรนปันงานณรงค์ ยวดยงกล่าวองอาจ…..ผาดกำหนดกดตรา ยามล่าอย่าลืมตน

ทำยุบลสีหนาท ดุจฟ้าฟาดแสงสาย…..สำแดงการรุกรัน ปล้นปลอมเอาชิงช่อง

ลวงเอาบุรีราชเสมา ตรารางวันเงินทอง…..ปองผ้าผ่อนแพรพรรณ์ ยศอนันต์ผายผูก

ไว้ชั่วลูกชั่วหลาน การช้างม้าพลหาญ…..ใช้ชำนาญการรบ สบได้แก้จงรอดราศฏร์

ดุจฟ้าฟาดเผาพลาญ แต่งทหารรั้งรายเรียง…..เสียงคะเครงคะคฤ้าน ทังพื้นป่าคะครัน

สนั่นฆ้องกลองไชย สรในสรัพแตรสังข์…..กระดึงดังฉานฉ่า ง่อนงาช้างรายเรียง

เสียงบันฦาคร้านครั่น กล่าวกลศึกนั้น…..ชื่อฟ้าสนั่นเสียงฯ

 

 

เป็นการใช้กำลังทางทหารบุกตะลุยรวดเร็วอย่างฉับพลัน ใช้ฆ้องกลองแตรสร้างเสียงข่มขวัญข้าศึก ทำให้ไม่มีกำลังใจที่จะต่อกรประดุจตกใจกลัวเสียงฟ้าร้อง

 

๒๐. กลเรียงหลักยืน

กลศึกชื่อเรียงหลักยืน ให้ชมชื่นรุกราน…..ผลาญให้ครอบทั่วพัน ผันเอาใจให้ชื่น

หื่นสร้างไร่สร้างนา หาปลาล่วงแดนต่าง…..โพนเลื่อนช้างล่วงแดนเขา เอาเปนพี่เปนน้อง

พร้องตั้งค่ายตั้งเวียง บ้านถิ่นเรียงรายหมั้น…..เร่งกระชั้นเข้าเรียงราย เกราะเอานายเอาไพร่

ไว่ใจไกยใจถึง ระวังพึงใจให้…..ใส่ไคล้เอาเปนเพื่อน ใครแขงกล่นเกลือนเสีย

ให้เมียผูกรัดรึง ให้เปนจึ่งม่ามสาย…..รายรอบเอาจงหมั้น จงเอาชั้นเปนกล

กลให้เขาลอบล้น ปล้นบ้านถิ่นเถื่อนไปมา…..ระวาเพศแทบเวียง กลศึกอันนี้ชื่อว่าเรียงหลักยืนฯ

 

 

เป็นการขยายอำนาจอย่างใจเย็น ค่อยๆรุกรานเข้าชิงพื้นที่ทีละนิด แล้วส่งคนเข้าไปสร้างความคุ้นเคย อาจเป็นอยู่อาศัยหรือแต่งงานด้วย สุดท้ายก็กลายเป็นพวกเราเสียเลย ตัวอย่างไม่ใกล้ไม่ไกลก็ที่ำกำลังสร้างความอึมครึมตามท้องที่แต่ละแห่งนี่เลย (เชอะ! เราต้องการประชา ทิป พาตาย)




 

๒๑. กลปืนพระราม

กลชื่อว่าปืนพระราม ว่าอย่ามีความโกรธขึ้ง…..ทรอึง ใจหนักฦก สำแดงศึกใหญ่มา

พาธาจงคอยฟัง ให้ระวังถอยแกล้ง…..แม่นอย่าแอ่วแวนไว้ ได้แล้วกลับคืนรอด

ริรอบปลอดมีไชย หวั่นไหวใจศัตรู…..ดูสนั่นใจเศร้า ให้พระยศเจ้ารุ่งเรือง

เลื่องฦาเดชหาญห้าว ทุกทั่วท้าวเกรงขาม…..ชื่อปืนพระรามสำเรทธิ์ ญี่สิบเบ็ดกลณรงค์

ด้วยประสงค์ดั่งนี้

 

 

เป็นการสอนให้รู้จักถอย เมื่อข้าศึกมีกำลังมากเกินกว่าที่จะเอาชนะได้ แต่การถอยลักษณะนี้มิใช่การพ่ายแพ้ เป็นแต่เพียงการถอนกำลังเพื่อให้มีโอกาสชนะในครั้งต่อไป ซึ่งต่างจากการยอมจำนนที่หมายถึงการแพ้แน่นอน การถอยเพื่อมิให้กองทัพบอบช้ำถือเป็นศาสตร์ขั้นสูงที่นักการทหารพึงศึกษาให้ถ้วนถี่ หลายครั้งที่เมื่อข้าศึกถอยแล้ว อีกฝ่ายตามตีด้วยความประมาท ก็จึงกลับเป็นเหตุให้ถูกตีโต้กลับจนกลายเป็นแพ้ในที่สุด

 

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ในตำราพิชัยสงครามก็ยังมีลักษณะอื่นๆอีกอันได้แก่…

 

ลักษณะช้างศึก ม้าศึก ทหาร รถศึก สวัสดิรักษา

 

ลักษณะบังเกิดศึก ดำเนินศึก ทำลายศึก แตกศึก พิธีศึก

 

ลักษณะการตั้งค่ายเช่น มหิงสาพยู่หะตั้งในที่ลุ่ม ครุฑพยู่หะตั้งในที่ชัน มังกรพยู่หะเมื่อข้ามน้ำ จักรพยู่หะ และ ปทุมพยู่หะซึ่งหมายถึงการตั้งทัพรูปดอกบัว

 

 

 

 

ก็ถึงว่าสิ หัวศึกในสมัยก่อนจึงมีความมั่นใจกันนักว่า…

 

 

เพียงแค่เห็นการเตรียมทัพของพะม่าก็ชนะแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://iseehistory.socita.com/index.php?%20%20lay=show&ac=article&Id=538711126&Ntype=1

 

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    เมื่อ “เสือแห่งกองทัพ” ขยับกรงเล็บ
    เปลว สีเงิน17 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    พี่น้อง-ประชาชนครับ ท่านจะทุกข์ จะหวาดกลัว จะท้อแท้-สิ้นหวัง ในภาวะคล้าย “บ้านแตก-สาแหรกขาด” นี้ก็ตามเถิด แต่ขอให้ “มีสติ” ในการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และขอให้มั่นใจว่า พวกเรา-คนไทยทุกคนจะต้องก้าวผ่าน “มิคสัญญี” ร้ายแรงในรอบ ๒๒๘ ปีแห่ง “กรุงรัตนโกสินทร์” นี้ร่วมกันไปได้แน่นอน

    ถึงแม้ ณ กาลนี้ ยอดปราสาทราชวัง และวัดพระแก้วมรกต “ศูนย์รวมใจ” ของไทยเรา จะหม่นเศร้าอยู่ในม่านหมอกแห่งควันดำที่คลุ้มคลุมเมืองไปบ้าง นั่นก็ขอให้เข้าใจเถิดว่า ก่อนฟ้าเปิด “สู่อนาคตใหม่” ที่สดใสของไทยเรา วิบากกรรมที่เราทุกคนร่วมสร้างกันไว้ ณ กาลนี้…เราทั้งหลาย ได้ชดใช้แล้ว!

    เราจะรับอนาคตใหม่ ก็ต้องจ่ายให้อดีดผ่านปัจจุบันนี้ไปบ้างเป็นธรรมดา อย่าเอาแต่โทษใคร อย่าทุกข์ทนหม่นเศร้ากันไปเลย

    นับจากนี้ กองทัพที่คล้ายนิทรามากว่า ๗ เดือน ค่อยๆ พลิกฟื้นคืนสติและมีพลังสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่แล้ว ยิ่งเลยผ่านวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ พฤษภาไป ผมจะบอกให้ ไม่ว่าสีไหน-หน้าไหน ถ้าใครยังทำเปรอะเลอะเทอะประเทศชาติ-สถาบัน ทหาร-คือกองทัพจะไม่ปล่อยไว้ และจะไม่มีใครจะต้านได้ด้วย

    ไม่ว่าแดง หรือดำ หรือเขียว หรือเหลือง หน้าไหนทั้งนั้น!

    ขอให้ท่านทั้งหลายมั่นใจ จากวันจันทร์นี้เป็นต้นไป โจรเมืองที่ตกเข้าไปอยู่ในบ้านของรัฐบาล และ ศอฉ.ซึ่งมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ

    แต่จบจลาจลคราวนี้แค่ “จบชั่วคราว” ไปปลายมิถุนา จนถึงปลายกรกฎา ผมคิดว่าทั้งรัฐบาล โดยนายกฯ อภิสิทธิ์ และทั้งทหารคือกองทัพทั้ง ๔ อาจมีการเสียสละบนความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันผ่าน “รูปแบบใหม่” ที่ดีกว่า หนีจากคำว่า “รัฐประหาร” เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าสู่มิติใหม่โดยไม่ต้องไปคว่ำพานรัฐธรรมนูญ

    รัฐธรรมนูญ ปรัชญา คือ มีเพื่อรับใช้สังคมชาติ ไม่ใช่เอาสังคมชาติไปรับใช้รัฐธรรมนูญ ตรงนี้-มันคืออะไร เอาไว้ผ่านมิคสัญญีไป ค่อยคุยกันตอนนั้นก็ยังไม่สาย!?

    จากดวงเมืองกับดาวจรปัจจุบัน ผมเพิ่งเห็นรัฐบาล-ทหาร ผ่าน ศอฉ.เดินแต้มได้สอดคล้องกับวิถีดาวใน ๒-๓ วันนี้เอง นั่นคือ ปากเป็นเอก-เลขเป็นโท-วิชาเป็นตรี ก็ขอชมว่า ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วที่ ศอฉ.จัดให้ แม่ทัพ-นายกอง ที่ปฏิบัติงานทั้งหลาย เวียนกันออกมาชี้แถลงข่าวสารผ่านจอโทรทัศน์ตามกาลอันควรต่อเนื่อง-ทุกวัน

    “สื่อสาร-การข่าวครองโลก” รัฐบาล-ทหาร ตีประเด็นตรงนี้เข้าใจ ทุกอย่างก็…สบายไม่ต้องใส่ห่วง!

    จากที่เคยทำให้เข้าใจว่า ทั้งโลกนี้มีแค่ ๒ คน คือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กับ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร โดดเดี่ยว-โด่เด่ หน้าจอมาเป็นแรมเดือน แต่บัดนี้ ประชาชนที่ว้าเหว่ และว้าวุ่น เหมือนลอยคอในทะเลหาที่เกาะไม่ได้ แต่เมื่อมีนายกฯ บ้าง มีแม่ทัพ-นายกอง เสนาธิการ สะพรึ่บทั้ง ๔ เหล่าทัพ “ดาราคับจอ” ออกมาเล่าแจ้งแถลงไข ให้เห็นหน้าวันละ ๒-๓ เวลา
    ตาที่ค้างของประชาชนค่อยหรี่หลับไปกับหมอน…นอนสบาย!

    มีประเด็นหนึ่งที่บางท่านอาจสงสัย และไม่แน่ใจ คือโลกทุกวันนี้คล้าย “รวมศูนย์” เรื่องในบ้านเราแท้ๆ ก็พยายามดึง “คนนอกบ้าน” ให้เข้ามาจุ้นจ้านเหมือนบ้านเมืองเสียเอกราช อย่างพวกกบฏแผ่นดินใกล้ตาย จตุพรก็แหกปากโวยวายให้ UN เข้ามาบ้าง จะไปฟ้องศาลโลกว่ารัฐบาลฆ่ากองโจรกบฏแผ่นดินอย่างพวกเขาบ้าง

    ผมจะบอกให้เข้าใจ “ไม่ต้องไปสน” เพราะการปราบกบฏของ ศอฉ.ขณะนี้ ชอบธรรม และถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายทุกอย่าง จะพูดว่า ได้รับความเห็นชอบจาก “ศาลสถิตยุติธรรม” แล้วก็ย่อมได้ ฉะนั้น ยูเอ็น หรือองค์กรไหน ไปไกลๆ เลย!

    คืออย่างนี้ครับ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.นั่นแหละให้ทนายไปร้องต่อศาลแพ่งขอคุ้มครองชั่วคราว และขอให้ศาลมีคำสั่งไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธสงคราม และห้ามไม่ให้มีการปิดกั้น หรือขัดขวาง ไม่ให้รถขนอาหารและน้ำดื่มเข้าไปบริเวณพื้นที่การชุมนุม บริเวณแยกราชประสงค์
    แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ คือศุกร์ที่ ๑๔ พ.ค.ตอน ๕ โมงเย็น ท่านศาลพิจารณาคำร้องแล้วก็มีคำสั่งออกมาดังนี้…..

    ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จำเลยที่ ๑-๒ ได้กำกับควบคุมสั่งการให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน มีประกาศศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน เรื่องห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ฉบับลงวันที่ ๑๓ พ.ค.๕๓

    และต่อมามีปฏิบัติการตามประกาศฉบับดังกล่าว เพื่อสกัดกั้นมิให้ประชาชนที่อยู่นอกพื้นที่การชุมนุมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เข้ามาสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมบริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น เป็นมาตรการหนึ่งในการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง ไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และไม่ส่งผลเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารที่จำเป็นต้องดำเนินการ
    แม้ปฏิบัติการดังกล่าวจะทำให้ผู้ชุมนุมได้รับความกระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ตามคำร้อง ก็อยู่ในมาตรการการรักษาความสงบเรียบร้อยประการหนึ่ง ซึ่ง เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ศาลจึงมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณา หรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารนั้นได้

    ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองมีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธสงครามต่อประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมนั้น เห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความจากนายคารม พลทะกลาง ทนายความโจทก์ว่า เหตุการณ์ใช้อาวุธต่อบุคคลที่ระบุในคำร้องไม่อาจยืนยันได้ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายใด ประกอบกับการที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการสลายการชุมนุมเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมืองโดยมีอาวุธติดตัว ซึ่ง หากมีความจำเป็นก็สามารถนำมาใช้ เพื่อระงับยับยั้งได้ตามสถานการณ์หรือเหตุการณ์เฉพาะหน้า หรือป้องกันตนเองได้ อันเป็นไปตามหลักสากล กรณียังไม่มีเหตุผลอันสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่โจทก์ขอมาใช้บังคับได้

    จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

    ครับ..ก็ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ในนาม ศอฉ.ทำอยู่ขณะนี้ เป็นไปตาม ๗ ขั้นตอนสากล “เบาไปหาหนัก” ถูกต้อง ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นอย่างที่พวกกบฏและพรรคการเมืองแก๊งกบฏพยายามแหกปากตะโกนบิดเบือนความจริงให้เห็นเป็นว่า “รัฐบาลฆ่าประชาชน”

    เราทั้งหลาย ในฐานะสุจริตชนพลเมือง ถ้าไม่ให้กำลังใจรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ในการทำหน้าที่ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์-ขัดขวางเลย เพราะสิ่งที่เขาทำก็เพื่อประโยชน์สุขของบ้านเมือง ถ้าเขาหวังสุขเฉพาะตัวของเขา เพียงอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไร อย่างนั้นเขาจะสุขกว่าออกมาเหนื่อย-หนัก แถมถูกด่าอีกตะหาก!

    เมื่อรัฐบาลและทหารรุก ดูจะรุกดุดันและต่อเนื่อง ก็ดูซี…ตัดท่อน้ำเลี้ยงชนิด “กระชากหน้ากาก” ให้เห็นหน้าเนื้อว่าใคร-เป็นใครจะแจ้งกันไปเลย ทั้งบริษัท-ห้างร้าน และบุคคลกว่าร้อยรายที่ถูกห้ามทำ “ธุรกรรมทางการเงิน” แบบนี้-พูดได้คำเดียวว่า…หน้าไหนยังซ่าต่อ ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ อยากลองของก็…เรียงหน้าเข้ามาเลย !!!

    ปฏิบัติการนี้ “เคลียร์-คัท” กว่า ๑๙ กันยา ๔๙ เป็นไหนๆ

  2. septimus says:

    แช่แข็งท่อน้ำเลี้ยง 106บัญชีห้ามทำธุรกรรม!/ซากศพ’ทรท.-แดง’เต็มพรึ่บ
    • ข่าวหน้า 1
    17 พฤษภาคม 2553 – 00:00
    ศอฉ.บี้ระบอบทักษิณ ตัดท่อน้ำเลี้ยงม็อบแดง สั่งอายัดบัญชีเครือข่ายแม้ว ห้ามทำธุรกรรมทางการเงินทั้ง 93 บุคคล และ 13 นิติบุคคล เรียกข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่าง 1 ก.ย.52-17 ก.ย.53 สั่งรายงานในวันที่ 20 พ.ค. เปิดรายชื่อบิ๊กทั้งนั้น “ครอบครัวชินวัตร” โดนเรียบ อดีต ส.ส.ไทยรักไทยเป็นบัญชีหางว่าว “ยุทธตู้เย็น-เสี่ยเพ้ง-สันติ-เจ๊หน่อย-พงศ์เทพ” พ่วงอดีตประธานวุฒิฯ “สุชิน”
    ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีมาตการใหม่เพื่อให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงยุติลง ด้วยการสั่งระงับธุรกรรมทางการเงินของนิติบุคคลและบุคคลที่มีการตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม
    นายถวิล เปลี่ยนสี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แถลงข่าวว่า ศอฉ.ได้มีคำสั่งห้ามไม่ให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ตามที่นายกฯ ได้ประกาศที่มีความร้ายแรงแล้วยังมีพฤติกรรมของการก่อการร้าย มีการใช้กำลังประทุษร้ายต่อชีวิตและร่างกายและทรัพย์สิน และมีเหตุอันเชื่อได้ว่า มีการกระทำที่รุนแรงมีผลกระทบต่อความมั่นคง
    เลขาธิการ สมช.บอกว่า อาศัยมาตรา 11 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบกับคำสั่งนายกฯ เรื่องการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบ จึงมีคำสั่งห้ามมิให้สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินธนาคารตามที่ได้มีการจัดตั้งขึ้น โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมายที่ว่าด้วยวินาศภัย
    และสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ นิติบุคคลที่อนุญาตให้ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ทำนิติกรรม สัญญา หรือดำเนินการใดๆ ทางการเงินทางธุรกิจ หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินกับบุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ มีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคล 106 รายการ 13 รายการเป็นรายชื่อนิติบุคคล ส่วนที่เหลือนั้นเป็นรายชื่อของบุคคล

    สำหรับนิติบุคคล เกือบทั้งหมดเป็นบริษัทในเครือข่ายของตระกูลชินวัตร เช่น บริษัท ประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด, บริษัท เอส ซี เค เอสเทค จำกัด, บริษัท เอสซี ออฟฟิศ ปาร์ค จำกัด, บริษัท เอสซี ออฟฟิศ พลาซ่า จำกัด เป็นต้น
    ส่วนบุคคลนั้นทั้งหมดคือคนในระบอบทักษิณ อาทิ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ดามาพงศ์ หรือ ณ ป้อมเพชร, นายพานทองแท้ ชินวัตร, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร, น.ส.พินทองทา ชินวัตร, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์, นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์, นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์, นางกาญจนาภา หงษ์เหิน, นายชูชาติ หาญสวัสดิ์
    นายการุณ โหสกุล, นายนพดล ปัทมะ, นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายสันติ พร้อมพัฒน์, นายประชา ประสพดี, นายไชยา สะสมทรัพย์, นายยงยุทธ ติยะไพรัช, นายสุทิน คลังแสง, นายพายัพ ชินวัตร, พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก, นายสุชน ชาลีเครือ และนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นต้น (รายละเอียดหน้า 4)
    สำหรับอดีต ส.ส.ไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ซึ่งไม่ได้เป็นแกนนำ นปช.พบว่าส่วนใหญ่ต่างเดินทางมาที่เวทีราชประสงค์และที่ผ่านฟ้าฯ อย่างต่อเนื่องหลายวัน โดยหลายคนมีพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่ในการเคลื่อนไหว ทั้งจัดหาตั้งเต็นท์เสื้อแดงจำนวนมากมาตั้งถาวรตลอดเส้นทางการชุมนุม ดูแลเรื่องการส่งอาหารมาให้ผู้ชุมนุม ออกค่าใช้จ่ายในการชุมนุม เช่น ค่าเวที ค่าน้ำมันในการขนคนเสื้อแดงมาร่วมชุมนุม ช่วยออกค่าใช้จ่ายในเรื่องเงินค่าจ้างให้กับการ์ด นปช.
    ซึ่งคนสำคัญๆ ที่น่าสนใจก็เช่น นายสาโรจน์ หงษ์ชูเวช ซึ่งรู้กันดีว่าได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้เป็นคนดูแลเรื่องเงินทองและค่าใช้จ่ายต่างๆ ของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งนายสาโรจน์ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย จนมาถึงพลังประชาชนและเพื่อไทย เสมือนกับคนถือเงินของคนในตระกูลชินวัตร โดยนายสาโรจน์ได้มาปรากฏตัวที่หลังเวทีเสื้อแดงเกือบทุกวัน ทว่าระยะหลังหายหน้าไป ส่วนใหญ่จะอยู่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เพราะเป็นผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย
    หรือ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ซึ่งก็เดินทางมาที่เวทีราชประสงค์ในช่วง 19.30 น.หลังทราบข่าวถูก ศอฉ.สั่งระงับการทำนิติกรรมทางการเงินด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ส่วนนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา ก็เดินทางมาที่หลังเวทีหลายครั้ง แต่ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย ส่วนนายสงคราม เลิศกิจไพโรจน์ อดีต รมช.พาณิชย์ ก็เป็นเจ้าของห้างอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล
    อย่างไรก็ตาม หลายคนก็พบว่าระยะหลังไม่ได้มีข่าวว่าติดต่อหรือให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด อาทิ นายพันธ์เลิศ ใบหยก เจ้าของห้างใบหยกสอง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมครั้งนี้ ซึ่งระยะหลังไปเป็นนายทุนให้พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือนางพิมพา จันทร์ประสงค์ อดีต ส.ส.นนทบุรี ก็เปิดตัวชัดเจนว่าจะลงสมัคร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย อีกทั้งปัจจุบันก็มีลูกชายเป็น ส.ส.นนทบุรี พรรคภูมิใจไทย อยู่ด้วย
    ขณะที่กลุ่มเพื่อนร่วมเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูก ศอฉ.มีคำสั่งครั้งนี้ ที่น่าสนใจ คือ พล.ท.มนัส เปาริก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 ปัจจุบันเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึง พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต ส่วนนายประชัญ หรือ ฌอน บุญประคอง คือผู้ทำหน้าที่เป็นคนแปลการแถลงข่าวของแกนนำ นปช.ทุกครั้งเป็นภาษาอังกฤษให้กับสื่อต่างชาติ
    ขณะที่บริษัทต่างๆ ที่ถูกคำสั่งดังกล่าวพบว่าล้วนเป็นบริษัทนิติบุคคลในเครือชินวัตร-ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นอยู่ ที่เคยถูก คตส.อายัดทรัพย์ในคดียึดทรัพย์เกือบทั้งสิ้น

  3. septimus says:

    ข้าเจ้าเองก็เหมือนกันค่ะพี่ สงสารบรรพบุรษผู้เสียสละทุกท่านนะคะ

    ^-^

  4. septimus says:

    “สงครามข่าวสาร” กับ “ปฏิบัติการสลายม็อบ”
    เปลว สีเงิน15 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    ก็เป็นกำลังใจให้ “ทหาร-ตำรวจ” ในปฏิบัติการนำกรุงเทพฯ “คืนเมืองไทย” จากพวกกบฏแดงนะครับ ๑๒ ชั่วโมง “ภาคกลางวัน” กับ ๑๒ ชั่วโมง “ภาคกลางคืน” ที่ผ่านมาเมื่อวาน (๑๔ พ.ค.๕๓) มีผลเป็นอย่างไร คืบหน้าเป็นบวก หรือถอยหลังลบ ตื่นขึ้นมาเช้าวันนี้ท่านก็คงทราบแล้ว ส่วนปฏิบัติการนี้จะจบแบบ “งามพร้อม” เมื่อไหร่ ผมว่า-ฝ่ายผู้รับผิดชอบคือ ศอฉ. โดยนายกฯ อภิสิทธิ์-ผบ.ทบ.อนุพงษ์ และทหาร-ตำรวจทุกท่าน ท่านปรารถนายิ่งกว่าเราอีกครับ!
    สิ่งที่ผมอยากจะบอกยามนี้คือ ทุกคนอย่า “สติแตก” และอย่าหวั่นวิตก จนตีโพย-ตีพาย ใครพูดอะไร ว่าอะไร ก็เป็นไม้เลื้อยตามไปหมด โดยไม่เหลือสติปัญญาเพื่อการใคร่ครวญเหตุการณ์ต่างๆ ไว้กับตัวเอง
    เพราะอะไร?
    เพราะยุคนี้เป็นยุค “สื่อสารครองโลก” ถ้าเราพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดด้วยสติจริงๆ จะเห็นว่าการกระทบกระทั่งระหว่างทหาร-ตำรวจ กับหน่วยกำลังของกบฏแดงไม่ได้ทำกันแบบโกรธแค้น เหมือนศัตรูในสงครามที่ต้องห้ำหั่น เข่นฆ่าอีกฝ่ายให้ตายคาไม้-คามือ อาจพูดได้ว่า
    ตีกัน “ฉันพี่น้อง” ก็ย่อมได้!
    ทหาร-ตำรวจก็ดาหน้า ดันๆ ไปเป้าหมาย “เคลียร์พื้นที่” เห็นไม่ไหวก็ใช้กระสุนยางยิงขับไล่ ฝ่ายหน่วยกำลังผู้ชุมนุมก็ทำแบบ “เอ็งมาข้ามุด-เอ็งหยุดข้าแหย่” ใช้หนังสติ๊กยิงบ้าง พลุ-ตะไลบ้าง เอายางรถมาจุดไฟเผาบ้าง ขับมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนกวนโอ๊ยบ้าง เผลอๆ ก็ล่อ “ของจริง” ซักเปรี้ยง-สองเปรี้ยง
    ที่เป็นระเบิด เป็นเอ็ม ๗๙ นั้น…แดงเทียมเค้าทำน่ะ แดงฮาร์ดคอร์ “เปล่าทำ”!?
    นี่คือสิ่งที่เกิดบริเวณ แยกศาลาแดง แยกถนนวิทยุ ราชปรารภ ใต้สะพานลอยไทย-เบลเยียม หน้าสนามมวยลุมพินี บ่อนไก่ แยกสารสิน สวนลุมพินี และหน้าโรงพักลุมพินี เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นรอบนอกที่ “ทหาร-ตำรวจ” ค่อยๆ เคลียร์พื้นที่รุกคืบเข้าไป แต่ยังไม่ถึง และยังไม่ได้ทำอะไรกับ “ไข่แดง” คือวงชุมนุมใหญ่ที่ยึดราชประสงค์ไว้
    นั่นก็คือ “พวกฮาร์ดคอร์” อย่างจตุพร-ณัฐวุฒิ-เหวง-แรมโบ้-อริสมันต์ และอีกหลายๆ คนนั้น ยังรอดปลอดภัย นอนหายใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ปากแข็ง-ตูดนิ่ม-ขาอ่อน โดยยึดชาวบ้านเป็น “เกราะกำบัง” ให้ตัวเองได้อยู่ แต่จะได้อยู่ และอยู่ได้ ถึงวันไหน-ชั่วโมงไหนนั้น ในสภาพการณ์เช่นนี้
    คงไม่ต้องฟันธงกระมัง?!
    แต่อย่างว่าแหละ “ตีกันฉันพี่น้อง” ยังมีเวลาให้ทุกนาทีสำหรับ “การเจรจา” ในทางสันติกับฝ่ายรัฐบาล จนกว่านาทีที่ทหาร-ตำรวจ “เขาเคลียร์ไปถึงตัว” นั่นแหละ ถ้าเขาจับกุม หรือพลิกผันเป็นอย่างอื่นไปแล้ว สถานภาพในการเจรจามันก็เปลี่ยน
    หัวหน้าใหญ่ “วีระ มุสิกพงศ์” เขาก็ฉากหลบไปแล้ว คุณวีระเขาอายุมากแล้ว รู้เช่นเห็นชาติ “ต่างคน-ต่างหลอก” กับทักษิณมาพอแล้ว ฉะนั้น ปล่อยแกไปยามบั้นปลายเถอะ แต่น่าเสียดายอย่างจตุพร อย่างณัฐวุฒิ ยังหนุ่มยังแน่น ยังสดใหม่ในสินค้าตลาดการเมือง
    ที่ “ขายตัว” ให้ทักษิณได้มาขนาดนี้ก็ “ที่สุดของชีวิต” แล้ว แล้วยังจะต้อง “ขายชีวิต” ไปด้วยทำไม ผมเสียดายปาก ที่ยังสามารถตวัดวาทะหลอกชาวบ้าน หลอกพวกเศรษฐีจ้างผีโม่แป้งเข้าสภาได้อีกมากมาย เพราะสังคมไทย ใครก็รู้ ยังโง่-ยังง่าย ให้คนมีลิ้นหลอกกินได้สบายๆ อีกนาน!
    ฉะนั้น คุยกันได้ และยังพอมีเวลา ก็คุยกับรัฐบาลเขาซะ อย่าให้ผู้ชุมนุมพลอยเดือดร้อนไปด้วยเลย เลิก-ปล่อยเขากลับบ้านไปทำไร่-ทำนากันเถอะ วันพระไม่มีหนเดียว จำไม่ได้หรือ เลิกชุมนุมวันนี้ ก็ไปซ่องสุม รวมตัวชุมนุมกันใหม่ในเดือนหน้า เดือนโน้นก็ยังได้
    เกมมันยังไม่จบหรอก แต่มันจะจบสำหรับ “คนโง่” ที่หลับหู-หลับตารบ โดยไม่รู้จักประเมินสถานการณ์!
    ขณะนี้สังคมไทย และสังคมโลกเข้าใจ ชุมนุมสันติบ้าอะไร บุกเข้าไปยึดโรงพยาบาล การต่อสู้ทางการเมืองนั้น ถ้า “ประชาชนไม่เอา” มันก็จบแล้ว จบ “แบบโจร” ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้จบแบบแพ้ในสนามรบศรัทธาประชาชน นั่นเท่ากับตาย
    หรือจตุพร-ณัฐวุฒิจะยอม “ตายทั้งเป็น”?
    มาถึงขณะนี้ ทหาร-ตำรวจ เขาต้องลุยถึงรัง “ไข่แดง” กลางแยกราชประสงค์แน่ ก็ตะโกนฟ้องดินฟ้าอากาศไปเถอะว่ารัฐบาลใช้กำลัง ไม่มีใครเขาสนใจเชื่อ-สนใจฟังหรอก เพราะพฤติกรรมโจรก่อการร้าย พฤติกรรมเด็กเลี้ยงแกะ เขา “รู้เช่น-เห็นชาติ” กันทั้งโลกไปแล้วว่า…
    แบบนี้ปล่อยเอาไว้ไม่ได้!
    ฉะนั้น ผมจึงอยากให้พวกเราชาวประชาสังคม “มีราก-มีสติ” ในการมองปัญหา และรับรู้เหตุการณ์ ควรเข้าใจ-เห็นใจ-ให้กำลังใจรัฐบาล ทหาร-ตำรวจเขา อย่าเอามัน เอาแต่ใจ ต้องอยู่กับเหตุผลที่เป็นจริงในสถานการณ์และปัญหาที่เป็นจริงให้มาก อย่าอยู่กับอารมณ์พอใจ-ไม่พอใจ หรือฟังนักวิชาการ นักนั้น-นักนี้ พูดอย่างนั้น อย่างนี้ ก็เป็น “สวะลอยน้ำ” ตามขึ้น-ตามลงไปเรื่อย
    ต้องยอมรับว่า สังคมยุ่งเหยิงทุกวันนี้ จาก ส.ส.ส่วนหนึ่งในระบบรัฐสภาแล้ว อีกส่วนก็มาจากพวก “นักวิชาการ” ประเภท “ถังสังฆทาน” ล้นเต็ม ตั้งแต่กระดาษเช็ดตูดถึงยาสระหัว เป็นสินค้าใหม่ แต่ไร้คุณภาพบ้าง หมดอายุบ้าง ครึ่งค่อนชีวิต บางคนทั้งชีวิตเรียนแต่ตำราเข้ามานั่งพ่นตามหน้าจอ แต่ไม่เคยทำอะไรที่เรียกว่า “เผชิญปัญหา” แล้วแก้สำเร็จจนสร้างเป็นตำราให้คนอื่นเขาได้เรียนตามเลย!
    ฉะนั้น นักวิชาการพวกนี้ พูดได้ทุกมุม-ทุกทรรศนะ รัฐบาลไม่ทำอะไร เขาก็กางตำรามาพูดได้ว่าเป็น “รัฐบาลล้มเหลว” ครั้นรัฐบาลทำอะไร เขาก็พูดได้อีกว่า “รัฐบาลทำรุนแรง”
    ครั้นถามว่า “แล้วมีวิธีการอะไรแนะนำเพื่อแก้ปัญหา?”
    ปัญญาถังสังฆทานก็กำปั้นทุบจักรวาลตรงกันว่า “ประนีประนอม” คุยกันหาทางออก!
    โอ้โห…เป็นเลิศอะไรปานนั้น มิน่า…เด็กจบมหาวิทยาลัยออกมาเดี๋ยวนี้ บางทีน่าส่งเรียนต่อที่ “โรงเรียนปัญญาวุฒิกร”!

    แต่ที่ถูกยิงหัวเมื่อคืนวันที่ ๑๓ พฤษภา นั่นต้องบอกว่า “ถึงรู้-ก็มิสู้กรรมเวรจัดสรร” บังเอิญนักข่าวต่างชาติมาสัมภาษณ์ เสธ.แดงเลยต้องยืนให้สัมภาษณ์ และก็กรรมจัดสรรจริงๆ ช่างกล้องก็ถ่ายภาพ พอดีเป็นช่วงค่ำจึงต้องส่องสปอตไลต์ไปที่เสธ.แดง
    ลงตัวเหมือนจับยัด ยืนนิ่งให้สัมภาษณ์ ไฟส่องให้เห็นตัวจะจะ….เปรี้ยงเดียว
    ต้องยอมรับว่า มือระดับ “โคตรปรมาจารย์” จริงๆ ในผลงาน “ดับเสธ.แดง” ครั้งนี้!!!
    ทักษิณ-ศูนย์กลาง จิ๋วรับงาน วีระรับงาน ตู่รับงาน ณัฐวุฒิรับงาน เหวงรับงาน กี้รับงาน แรมโบ้รับงาน ขวัญชัยรับงาน หัวคะแนน-แกนนำใหญ่ๆ ในแต่ละจังหวัดรับงาน โดยเฉพาะอีสาน-เหนือ และเสธ.แดงก็เป็นอีกสายหนึ่งที่รับงานจากศูนย์กลางจักรวาล คือทักษิณ แล้วมารวมปฏิบัติการ “ล้มสถาบัน-เปลี่ยนระบอบ” ประเทศ
    แต่งานยังไม่สำเร็จ เงินก็จ่ายแล้ว รับกันไปแล้ว วีระถอนตัว จิ๋วถอนตัว เสธ.แดงที่เป็นดาวโคจรวงนอกขยับเข้าวงใน ท่ามกลางดาววงในไม่มีใครยอมขยับขยายเปิดพื้นที่ให้เสธ.แดงแผ่บารมี ไม่ว่าณัฐวุฒิ จตุพร อริสมันต์ แรมโบ้ เหวง ซึ่งล้วนมี “มือดี” เป็นการ์ดโดยไม่ต้องพึ่งบริการบริวารเสธ.แดงอยู่แล้ว
    ซ้ำ หนักๆ เข้า เสธ.แดงกลายเป็นคน “อยู่เหนือการควบคุม” จากใครทั้งนั้น นั่นคือ “มนุษย์อันตราย”!
    จึงน่าจะเป็นโจทย์ร่วมในรายการ “หักเหลี่ยมโหด-โกรธร่วมแดง” ที่ยากจะตัดประเด็นออกไปได้ ส่วนนายใหญ่จะรู้เห็นด้วยหรือไม่นั้น คงไม่มีใครตอบได้ แต่ที่ตอบได้แน่ๆ คือ
    รัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ไม่เกี่ยวในรายการนี้แน่นอน!
    ฉะนั้น ตัดประเด็นไปได้เลย อย่าไปสงสัย อย่าไปเชื่อใครที่ป้ายสีว่า ฝ่ายปฏิบัติการ “ตำรวจ-ทหาร” เก็บเสธ.แดง!!!
    ท่านที่ชอบเสพข่าวต่างประเทศ อย่าไปบ้าตามทรรศนะฝรั่งที่มองเหตุการณ์ในบ้านเราแล้วสะท้อนออกไปด้วยสายตา “ไม่เข้าใจ-เข้าไม่ถึง” ในปัญหาลักษณะสังคมไทย เขาว่าของเราแรง แต่ของเขา อย่างที่ทุบม็อบเผาเมืองในฝรั่งเศส สไนเปอร์-ยิงหัวประธานาธิบดีในสหรัฐ กลับเป็นปฏิบัติการของชนอารยชาติ?
    โลกทุกวันนี้ เป็น “สื่อสารครองโลก” ฉะนั้น ทั้งประชาสังคมไทย ทั้งรัฐบาล และทั้งทหาร-ตำรวจต้องเข้าใจ รับอาวุธ “โลกสื่อสาร” ด้วยการให้ข้อมูลทันการณ์-ทันจริงด้วย

  5. athenaz says:

    พี่อ่านแล้วน้ำตรปริ่มเมื่อเห็นตัวอักษรในบทกลอนค่ะน้องรัก สะเทือนใจไม่น้อย
    แต่รักชาติเกินกว่าจะวัดได้

    จากแผ่นดินรวมธาตุเป็นคนไทย
    จากคนไทยมลายเป็นดินสิ้น
    ฝากไว้กับพื้นแผ่นดิน
    ภาคหน้าจักเกิดแผ่นดินที่เป็นไทย

  6. septimus says:

    ขอโทษด้วยนะคะพี่เอที น้องเลิฟ
    เพิ่งจะเห็นเม้นท์วันนี้เองค่ะ มัวแต่เพลินที่อดิเลดมากไปหน่อยค่า แหะ แหะ^^

    พี่ขา น้องเลิฟขา เห็นพี่พูดว่าbreave hearts ข้าเจ้าเพิ่งอ่านเรื่องราววีรกรรมของชาวบ้านบางระจันจบเอง ความสะเทือนใจกับวาระสุดท้ายของท่านผู้กล้าทุกท่านยังไม่เหือดหายไปไหนเลยค่ะ ขออนุญาตนำมาเล่าต่อให้พี่กับน้องเลิฟฟังดีกว่านะคะ เป็นช่วงไม่กี่วันสุดท้ายของเดือนที่๕แห่งการต่อสู้อันทรหดอดทนค่ะ…

    ค่ายบางระจันตั้งค่ายต้องตามพิชัยยุทธสงคราม มีทั้งค่ายใหญ่ค่ายน้อยอันชักปีกกาไว้ บัดนี้จำนวนคนที่ล้มหายตายจาก ทำให้การรักษาค่ายน้อยยากขึ้น พะม่าเองก็หวั่นว่าการจะเข้าตีตรงค่ายใหญ่ เผื่อทางค่ายปีกกาซุ่มพลตีโอบก็จักเสียที การทำลายค่ายน้อยย่อมถูกต้อง

    คนทั้งค่ายแบ่งเป็น๒พวก คนแก่และเด็กกับผู้หญิงบางส่วนย่ำเดินผสมแกลบกันต่อไป ขณะพวกผู้ชายขุดโลงศพจากท้ายวัดขึ้นมา หยาดเหงื่อปนหยาดน้ำตา แต่ละครัวขุดคนอันเป็นที่รักของตน

    โลงศพเก่าและใหม่เรียงเป็นแถว ล้วนญาติสนิทมิตรสหาย น้ำตาแทบมิมีเหลือกันอีกแล้ว พวกผู้ใหญ่ช่วยกันโยงสายสิญจ์เพื่อให้ท่านอาจารย์ธรรมโชติบังสุกุล จากนั้นโลงถูกมัดหัวท้าย สอดคานไม้ไผ่หามไปยังค่ายน้อยเงียบๆ กองฟอนตั้งเป็นแนวยาว กึ่งกลางค่ายคือกองฟอนสูงสำหรับผู้มากวัย พวกผู้หญิงทำได้แค่เก็บดอกบัววางบนหลังโลง เท่านั้นเองสำหรับผู้ใช้ชีวิตและร่างกายรักษาแผ่นดินตน

    กองกำลังที่เหลือถูกแบ่งเป็นสอง เพราะรู้ว่าพะม่าต้องการทำลายค่ายน้อยก่อน จึงทิ้งคนไว้รักษาค่ายใหญ่เท่าที่จำเป็น จากนั้นคือรอ…ที่ค่ายน้อยร่วมกับศพผู้กล้าเหล่านั้น ดวงหน้าทุกดวงหน้าละม้ายหน้ากาก ไม่มีรอยหวั่นหวาด จะมีแต่ประกายคั่งแค้น กองฟอนที่ใช้ไม้พาดกันไว้เตรียมสุมเพลิงที่เสมือนสุมขอนในหัวใจคนถ้วนหน้า ไม้ยาวทำคบรอจุดเพลิง ญาติสนิทรมิตรสหายผู้ใดรอใส่ไฟเอา ทุกคนเตรียมบั่นคอศัตรูนับแต่ดาบแรก

    ปืนใหญ่ระดมสองปีกกาดังคาด หากรอ รอให้ตกกลางค่ายก่อนไอ้พะม้าจะได้ไม่ไหวทัน… ระยะปืนใหญ่ใกล้เข้ามา จากตกหน้าค่ายเป็นในค่าย คบในมือผู้ถือรออยู่ถูกจ่อเข้ากับขอนไม้สุมเพลิงแล้วจ่อเข้ากับกองฟอนของร่างที่ตนรัก ถือว่านั่นคือไฟฤกษ์ สัณญาณรบ!

    ท่ามกลางเพลิงลุกท่วมกองฟอน ลามเลียแดงฉาน เสียงพะม่าโห่ฮึก ประตูค่ายถูกเปิดออกโดยพี่น้องบางระจัน พะม่าหลงกลพรูตามกันเข้ามา เสร็จแล้วก็เสียขบวนจังงัง ต่างถูกฟันตวัดดาบแล้วดาบเล่า

    แสงเพลิงโรจน์เรืองราวปิติร่วม ราวอำลาอาลัย

    เพลิงยังพวยพุ่งท่ามกลางการล้มร่างศัตรู แล้วก็ต้องพากันถอยห่างไปสมทบกันหน้าค่ายใหญ่ด้วยความร้อน ซากทั้งหมดจะเป็นภัสธุลี

    จากแผ่นดินรวมธาตุเป็นคนไทย
    จากคนไทยมลายเป็นดินสิ้น
    ฝากไว้กับพื้นแผ่นดิน
    ภาคหน้าจักเกิดแผ่นดินที่เป็นไทย

    ค่ายน้อยชักปีกการาบเรียบลงด้วยพระเพลิง

    ณ ค่ายใหญ่ไม่มีเวลาพัก พากันย่ำดินที่จะพอกหุ่นหล่อปืนใหญ่ เตรียมรบถวายหัว! สุดท้ายก็ได้ปืนที่หล่อไม่เสร็จ เอ้ย ใช้การไม่ได้

    ***การรบใหญ่ครั้งสุดท้ายที่ค่ายใหญ่***

    กลวิธีก็แบบเดียวกับค่ายเล็ก ผู้คนที่เหลือจ่อคบจากเพลิงที่กำลังเผาผลาญร่างบุคคลอันเป็นที่รัก แล้วแยกย้าย ทุกคนรู้ว่าควรทำสิ่งสุดท้ายอย่างไร ประตูค่ายถูกกระทุ้งหนักมิช้าก็พัง พม่า มอญโห่ฮึกเข้ามา

    รอบค่ายเพลิงโหมฮือ พวกถลำเข้ามาถูกล้อมด้วยกองเพลิง ซ้ำด้วยคนซุ่มซ่อนโผนฆ่า คนที่ละ ล้วนวิ่งวนต้อนให้พม่ารวมในกองไฟ คนที่ไม่ไยดีว่าตนต้องตกตายในกองอัคนีด้วยกัน ไฟโหมฮือ เสียงดาบกระทบกันมิได้ทำให้หวั่นเกรง กลิ่นคาวเลือดมิได้ทำให้ยั่น ฆ่าฤาถูกฆ่าก็อย่างเดียวกัน คนรบเคียงบ่าเคียงไหล่ บางคราหันหลังชนกันเพื่อปิดช่องว่างส่วนหลังรู้แต่เพียงว่า ฆ่า ฆ่า และฆ่า…ท้ายสุด…

    ค่ายบางระจันก็พินาศ! ! !

    พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์พระอธิบายประกอบ…

    “ครั้งถึง ณ วันจันทร์แรมสองค่ำ เดือนแปด ปีจอ อัฐศก พม่าก็ยกเข้าตีค่ายใหญ่บางระจันแตก ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก ที่จับเป็นไปได้นั้นก็มาก บรรดาครอบครัวชายหญิงเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งเหลือตายอยู่นั้นให้กวาดเอาไปสิ้น แล้วก็เลิกทัพกลับไปยังค่ายพม่า

    ตั้งแต่รบกันมา๕เดือนจนเสียค่ายนั้น ไทยตายประมาณพันเศษ พม่าตายประมาณสามพันเศษ และพระอาจารย์ธรรมโชตินั้นที่ว่าตายอยู่ในค่ายก็มี ที่ว่าหายสูญไปก็มี ความหาลงเป็นแน่ไม่…”

    [ขอขอบคุณ คุณทมยันตี ผู้ค้นคว้าเรียบเรียงเหตุการณ์ผ่านจินตนาการเป็นบทประพันธ์เลืองชื่อ “อตีตา”]

  7. septimus says:

    อะไรจะเกิด…ก็ต้องเกิด!!!
    ท่านขุนน้อย14 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับชิ้นนี้…ก็ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นยังไงกันต่อไป หลังจากที่ศูนย์อำนวยการอยู่เฉยๆ ท่านได้ออกมาประกาศว่า นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ค.เป็นต้นไป ท่านจะเริ่ม ขยับแข้ง ขยับขา ขึ้นมาบ้างแล้ว การปิดล้อม กดดัน ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ตลอดไปจนการอธิบายแผนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการจัดการกับม็อบเอาไว้ซะละเอียดยิบ ท้ายที่สุด…มันจะนำความสงบเรียบร้อยมาสู่บ้านเมืองได้จริงๆ หรือไม่? หรือจะบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง อย่างที่ใครต่อใคร เคยวิตกกันมาก่อนหน้านี้…
    ————————————
    แต่ก็นั่นแหละ…เมื่อมาถึงจุดนี้ มันคงหลีกเลี่ยงลำบาก เพราะอะไรต่อมิอะไร มันเลยขีดจำกัดกันมานานแล้ว ถ้าหากศูนย์อำนวยการอยู่เฉยๆ ท่านยังพยายามเฉยๆ ต่อไป กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนที่ไม่คิดจะ มีฝัก มีฝ่าย ก็อาจจะผุดขึ้นมาจัดการกำลังกองกำลังไม่ทราบฝ่าย จนต้องกลายเป็นสงครามกลางเมืองแท้ๆ ไปจนได้ ด้วยเหตุนี้…การสร้างแรงกดดันเพื่อขอพื้นที่คืน การสลายฝูงชน หรือ จะใช้คำเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ มันจึงกลายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงต่อไปได้ แม้นว่าจะมีความพยายามหลีกเลี่ยงกันในชนิด เอวบิด เอวคด เอวงอ ไปตามๆ กัน…
    —————————————-
    อย่างไรก็ตาม…การจัดการกับม็อบที่ออกจะประหลาด พิกล กว่าม็อบโดยทั่วไปเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคราวนี้ คงต้องอาศัยความประณีต ละเอียดอ่อน เอาจริงๆ เพราะเป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดว่า สิ่งที่ผู้อยู่เบื้องหลังม็อบต้องการจะให้เป็นไป ก็คือสถานการณ์อย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอีกไม่นานนับจากนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ…ม็อบคราวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดการปะทะขั้นแตกหัก กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะ การเคลื่อนไหวตาม ยุทธศาสตร์ยวนส้นตีน จึงได้รับการดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าทาง เข้าแผนยุทธศาสตร์ ดังกล่าวด้วยวิธีใดๆ ก็แล้วแต่ แต่สุดท้าย…ก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไปอีกแล้ว…
    ——————————————
    ด้วยเหตุนี้…การปฏิบัติการด้วยกำลังใดๆ คงต้องวาดฉากสถานการณ์ในแต่ละขั้นเอาไว้ให้ละเอียดยิบ เพียงแต่สิ่งที่วาดๆ เอาไว้ อย่ามัวแต่เอามาแถลงซะจนฝ่ายตรงข้าม รู้ใส้ รู้พุง ว่ามีอยู่กี่ขด ต่อกี่ขด จนสามารถท่องจำคำพูด ว่าด้วยขั้นตอนปฏิบัติการ หรือแผนการปฏิบัติของโฆษก ศอฉ. ได้แทบทุกวรรค ทุกประโยค นอกจากนั้น คงต้องพึงระลึกเอาไว้ด้วยว่า…ถ้าหากถึงขั้นที่จะต้อง ปะทะ แตกหัก ขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่มันจะกลายเป็นการรบระหว่าง จปร. กับ จปร. ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับฝูงชน หรือ การจัดการกับมวลชนธรรมดาๆ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ…
    ———————————————-
    ยิ่งไปกว่านั้น…ไม่ว่าแผนปฏิบัติการต่างๆ จะละเอียด รอบคอบ มากน้อยขนาดไหน หัวใจสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสีย การเผชิญหน้า และการนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาสู่บ้านเมืองได้จริงๆ ยังต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ ในการใช้กลไกปฏิบัติการในแต่ละกลไก ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากภายใต้สภาพความเป็นจริงเท่าที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า…กลไกการปฏิบัติการแต่ละชนิด มันได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแตงโม และมะเขือเทศ จนทุกสิ่งทุกอย่างเละเทะกลายเป็นจานผลไม้รวม หรือไม่ได้เป็นไปตามเป้า ตามจุดมุ่งหมายที่เคยได้วางเอาไว้คราวแล้ว คราวเล่า…
    ——————————————–
    สรุปง่ายๆ ก็คือ…เมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ การแก้การเมืองด้วยการเมือง ได้มาถึงจุดสิ้นสุด ที่ไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว มีแต่จะต้องใช้กำลัง หรือ ใช้การทหารเข้าไปสร้างข้อยุติ ไม่เช่นนั้น…อะไรต่อมิอะไร มันจะเลยจุด ลุกลาม บานปลายไปสู่เสถียรภาพ ความมั่นคงของชาติบ้านเมือง ในชนิดไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ง่ายๆ แม้ว่าฝ่ายการเมือง หรือ รัฐบาล พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเดินมาถึง ณ จุดๆ นี้ จนถูก รุมเหยียบ รุมกระทืบ รุมทึ้ง ระดับไม่ว่าชีวิตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ตลอดไปจนชีวิตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แทบจะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีไปตลอดชีวิต แต่สุดท้าย…สถานการณ์มันก็ยังไหลเข้ามาสู่จุดๆ นี้จนได้…
    ——————————————-
    การดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่…นับจากนี้เป็นต้นไป จึงต้องอาศัยสติ สมาธิ ความละเอียด รอบคอบ อย่างสูงสุด รวมไปถึงความร่วมแรง ร่วมใจ และความมีประสิทธิภาพ ของกองกำลังแต่ละชนิด ในอันที่จะยุติสถานการณ์ความปั่นป่วน วุ่นวาย ที่ยืดเยื้อ คาราคาซัง มาจนประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในความพังพินาศ ฉิบหาย และกำลังกลายเป็นผู้พ่ายแพ้รายแรก จนแม้กระทั่งรายสุดท้าย ตราบใดที่ยังไม่มีการเร่งกู้กลับคืนมาซะแต่เนิ่นๆ…
    ———————————————-
    สำหรับบรรดาประชาชนทั้งหลาย…ที่จะมีส่วนในการให้ความร่วมมือ เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ กลับคืนมาสู่ความสงบได้อย่างถาวร ยั่งยืน อันดับแรก…คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเลิกทำตัวเป็น นางสนม ยุคกรุงแตก ที่ดันกลับชาติมาเกิดในยุคนี้ อย่างน้อยก็ควร ทำใจ และ ทำความเข้าใจ เอาไว้ให้ชัดเจนว่า…เอาเข้าจริงๆ แล้ว เราไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับมวลชน หรือ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเป็นปกติ แต่เรากำลังเผชิญหน้ากับการก่อการร้าย หรือ ขบวนการก่อการร้าย ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ให้เป็นไปเช่นเดิม…อันเป็นสิ่งที่ คนไทยแท้ๆ มิอาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้…ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม มันล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือเป็นเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้…สิ่งนี้จึงเป็นไป…นั่นเอง…

  8. septimus says:

    อะไรจะเกิด…ก็ต้องเกิด!!!
    ท่านขุนน้อย14 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    ขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับชิ้นนี้…ก็ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นยังไงกันต่อไป หลังจากที่ศูนย์อำนวยการอยู่เฉยๆ ท่านได้ออกมาประกาศว่า นับตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันพฤหัสบดีที่ 13 พ.ค.เป็นต้นไป ท่านจะเริ่ม ขยับแข้ง ขยับขา ขึ้นมาบ้างแล้ว การปิดล้อม กดดัน ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ตลอดไปจนการอธิบายแผนยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการจัดการกับม็อบเอาไว้ซะละเอียดยิบ ท้ายที่สุด…มันจะนำความสงบเรียบร้อยมาสู่บ้านเมืองได้จริงๆ หรือไม่? หรือจะบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง อย่างที่ใครต่อใคร เคยวิตกกันมาก่อนหน้านี้…
    ————————————
    แต่ก็นั่นแหละ…เมื่อมาถึงจุดนี้ มันคงหลีกเลี่ยงลำบาก เพราะอะไรต่อมิอะไร มันเลยขีดจำกัดกันมานานแล้ว ถ้าหากศูนย์อำนวยการอยู่เฉยๆ ท่านยังพยายามเฉยๆ ต่อไป กองกำลังติดอาวุธของกลุ่มคนที่ไม่คิดจะ มีฝัก มีฝ่าย ก็อาจจะผุดขึ้นมาจัดการกำลังกองกำลังไม่ทราบฝ่าย จนต้องกลายเป็นสงครามกลางเมืองแท้ๆ ไปจนได้ ด้วยเหตุนี้…การสร้างแรงกดดันเพื่อขอพื้นที่คืน การสลายฝูงชน หรือ จะใช้คำเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ มันจึงกลายเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงต่อไปได้ แม้นว่าจะมีความพยายามหลีกเลี่ยงกันในชนิด เอวบิด เอวคด เอวงอ ไปตามๆ กัน…
    —————————————-
    อย่างไรก็ตาม…การจัดการกับม็อบที่ออกจะประหลาด พิกล กว่าม็อบโดยทั่วไปเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยคราวนี้ คงต้องอาศัยความประณีต ละเอียดอ่อน เอาจริงๆ เพราะเป็นที่รับทราบกันมาโดยตลอดว่า สิ่งที่ผู้อยู่เบื้องหลังม็อบต้องการจะให้เป็นไป ก็คือสถานการณ์อย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอีกไม่นานนับจากนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ…ม็อบคราวนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดการปะทะขั้นแตกหัก กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะ การเคลื่อนไหวตาม ยุทธศาสตร์ยวนส้นตีน จึงได้รับการดำเนินอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เข้าทาง เข้าแผนยุทธศาสตร์ ดังกล่าวด้วยวิธีใดๆ ก็แล้วแต่ แต่สุดท้าย…ก็คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่อไปอีกแล้ว…
    ——————————————
    ด้วยเหตุนี้…การปฏิบัติการด้วยกำลังใดๆ คงต้องวาดฉากสถานการณ์ในแต่ละขั้นเอาไว้ให้ละเอียดยิบ เพียงแต่สิ่งที่วาดๆ เอาไว้ อย่ามัวแต่เอามาแถลงซะจนฝ่ายตรงข้าม รู้ใส้ รู้พุง ว่ามีอยู่กี่ขด ต่อกี่ขด จนสามารถท่องจำคำพูด ว่าด้วยขั้นตอนปฏิบัติการ หรือแผนการปฏิบัติของโฆษก ศอฉ. ได้แทบทุกวรรค ทุกประโยค นอกจากนั้น คงต้องพึงระลึกเอาไว้ด้วยว่า…ถ้าหากถึงขั้นที่จะต้อง ปะทะ แตกหัก ขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่มันจะกลายเป็นการรบระหว่าง จปร. กับ จปร. ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับฝูงชน หรือ การจัดการกับมวลชนธรรมดาๆ ย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูงเอามากๆ…
    ———————————————-
    ยิ่งไปกว่านั้น…ไม่ว่าแผนปฏิบัติการต่างๆ จะละเอียด รอบคอบ มากน้อยขนาดไหน หัวใจสำคัญที่สุดในการลดความสูญเสีย การเผชิญหน้า และการนำความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาสู่บ้านเมืองได้จริงๆ ยังต้องขึ้นอยู่กับขีดความสามารถ ในการใช้กลไกปฏิบัติการในแต่ละกลไก ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากภายใต้สภาพความเป็นจริงเท่าที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่า…กลไกการปฏิบัติการแต่ละชนิด มันได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นแตงโม และมะเขือเทศ จนทุกสิ่งทุกอย่างเละเทะกลายเป็นจานผลไม้รวม หรือไม่ได้เป็นไปตามเป้า ตามจุดมุ่งหมายที่เคยได้วางเอาไว้คราวแล้ว คราวเล่า…
    ——————————————–
    สรุปง่ายๆ ก็คือ…เมื่อมาถึง ณ ขณะนี้ การแก้การเมืองด้วยการเมือง ได้มาถึงจุดสิ้นสุด ที่ไม่อาจไปต่อได้อีกแล้ว มีแต่จะต้องใช้กำลัง หรือ ใช้การทหารเข้าไปสร้างข้อยุติ ไม่เช่นนั้น…อะไรต่อมิอะไร มันจะเลยจุด ลุกลาม บานปลายไปสู่เสถียรภาพ ความมั่นคงของชาติบ้านเมือง ในชนิดไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ง่ายๆ แม้ว่าฝ่ายการเมือง หรือ รัฐบาล พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเดินมาถึง ณ จุดๆ นี้ จนถูก รุมเหยียบ รุมกระทืบ รุมทึ้ง ระดับไม่ว่าชีวิตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ตลอดไปจนชีวิตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แทบจะไปไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีไปตลอดชีวิต แต่สุดท้าย…สถานการณ์มันก็ยังไหลเข้ามาสู่จุดๆ นี้จนได้…
    ——————————————-
    การดำเนินการใดๆ ก็แล้วแต่…นับจากนี้เป็นต้นไป จึงต้องอาศัยสติ สมาธิ ความละเอียด รอบคอบ อย่างสูงสุด รวมไปถึงความร่วมแรง ร่วมใจ และความมีประสิทธิภาพ ของกองกำลังแต่ละชนิด ในอันที่จะยุติสถานการณ์ความปั่นป่วน วุ่นวาย ที่ยืดเยื้อ คาราคาซัง มาจนประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในความพังพินาศ ฉิบหาย และกำลังกลายเป็นผู้พ่ายแพ้รายแรก จนแม้กระทั่งรายสุดท้าย ตราบใดที่ยังไม่มีการเร่งกู้กลับคืนมาซะแต่เนิ่นๆ…
    ———————————————-
    สำหรับบรรดาประชาชนทั้งหลาย…ที่จะมีส่วนในการให้ความร่วมมือ เพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ กลับคืนมาสู่ความสงบได้อย่างถาวร ยั่งยืน อันดับแรก…คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเลิกทำตัวเป็น นางสนม ยุคกรุงแตก ที่ดันกลับชาติมาเกิดในยุคนี้ อย่างน้อยก็ควร ทำใจ และ ทำความเข้าใจ เอาไว้ให้ชัดเจนว่า…เอาเข้าจริงๆ แล้ว เราไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับมวลชน หรือ ประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเป็นปกติ แต่เรากำลังเผชิญหน้ากับการก่อการร้าย หรือ ขบวนการก่อการร้าย ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ให้เป็นไปเช่นเดิม…อันเป็นสิ่งที่ คนไทยแท้ๆ มิอาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้…ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ตาม มันล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือเป็นเพราะสิ่งนี้-สิ่งนี้…สิ่งนี้จึงเป็นไป…นั่นเอง…

  9. septimus says:

    บนทางที่เลือกของ “เสธ.แดง”
    เปลว สีเงิน14 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    แล้วใครล่ะ…จะแปลกปลอมเข้าถึงตัวเสธ.แดง อันเป็น “ไข่แดง” ที่ล้อมรอบอยู่ด้วยไข่ขาวคือการ์ดของเขาขนาดนั้น?
    ฉะนั้น ใครก็อย่าเพิ่งคาดเดากันไปเปะปะเลยครับ รอการตรวจสถานที่เกิดเหตุ และการสืบสวน-สอบสวนของเจ้าหน้าที่ก่อน คิดว่าไม่น่ายาก เพราะเป็นช่วงหัวค่ำ มีคนเห็นเหตุการณ์เยอะแยะ ต้องมีซักคนหรอกน่า ที่พอจะให้เค้าเงื่อนเกี่ยวกับ “มือสังหาร” คนนั้นได้!
    เหตุเกิดทุ่มกว่า แต่จน ๓ ทุ่ม ได้ข่าวว่าบรรดาแกนนำฮาร์ดคอร์ทั้งหลายไม่มีใครขึ้นเวที หลบไปจับกลุ่มปราศรัยกันเองอยู่หลังเวทีคร่ำเครียดจนเกือบ ๔ ทุ่มถึง “แต่งหน้าข่าว” เรื่องเสธ.แดงถูกยิงไปบอกผู้ชุมนุม
    “กลับใจคือฝากฝั่ง” ยังทันนะ…มิตรทั้งหลาย-สหายทั้งหลาย ตั้งสติให้ดี อย่าให้ ความโกรธ-ความกลัว-ความอาฆาต และมิจฉาทิฐิ เป็นตัวนำสติเลย
    มนุษย์ทุกคนหลงผิด-คิดพลาดกันได้ ไม่แปลก แต่การกลับใจ-ได้สติ อย่างนี้สิประเสริฐ ถ้าเช้าวันนี้ยังอยู่-ยังยึดเวทีราชประสงค์เป็นคอกคูประตูค่ายอยู่ ด้วยความปรารถนาดีจากผม ถ้ารักพี่น้องชาวบ้านที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าเวทีมากกว่า “รักตัวเอง” จริง ก็บอกเขาว่า
    “สลายการชุมนุม” แยกย้ายกลับบ้านกันไปเถอะ!
    ส่วนพวกท่าน บรรดาแกนนำทั้งหลาย ถ้ากองทัพเขาเอาจริงอย่างนี้ อย่าไปสู้เลยครับ ยังมีเวลาตามที่ผมบอก รีบไปเจรจาตกลงกับ ศอฉ.เขาเสีย พวกท่านต้องเสียสละให้บรรดาชาวบ้านที่เขาเสียสละเพื่อพวกท่านมา ๒ เดือนเต็มได้เห็นบ้าง
    คนทั่วไป รวมทั้งผู้ชุมนุมที่เป็นไข่ขาวให้พวกท่าน ส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันง่ายๆ ว่า ถ้าตำรวจ-ทหารใช้กำลังสลายม็อบ ก็จะมีชาวบ้านบาดเจ็บล้มตาย ดังนั้น ศอฉ.ต้องไม่กล้าบุก ไม่กล้ารุนแรงแน่นอน เพราะขืนทำ จะถูกสังคมทั้งในและนอกประเทศประณาม
    นั่นคือความเข้าใจตามจินตนาการระดับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่อง “ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี” ตามการทัพ ซึ่งทหารและตำรวจเขามีหลักสูตรศึกษา-ฝึกฝนด้านการสลายม็อบโดยเฉพาะอยู่แล้ว
    พูดง่ายๆ คือ ทหาร-ตำรวจ โดย ศอฉ.เขามีกลยุทธ์-กลวิธีสสลายม็อบ โดยไม่ต้องย่ำไปบนหัวผู้ร่วมชุมนุมให้บุบสลาย ขออย่างเดียว ถ้าตำรวจ-ทหารเอาจริง พวกเรา-ชาวบ้าน ทีทหารไม่ลุย ก็ด่าเขา พอเขาจะลุย…ก็ด่าเขาอีกนั้น ตั้งสติกันเสียบ้างเถอะ ให้มั่นใจด้วยเข้าใจว่า ถ้าตำรวจ-ทหารเขาจะลุยจริงๆ นั้น
    เขามีวิธี “ถึงเป้าหมาย” โดยไม่ระคายเคืองชาวบ้านอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง!
    ตอนนี้รัฐบาลและ ศอฉ.ควรรีบประกาศให้ชาวบ้านที่มาชุมนุมได้ทราบว่าอะไร-เป็นอะไร มีโจรก่อการร้าย มีมือที่สาม เข้ามาแทรกแซงการชุมนุมด้วยบริสุทธิ์ใจของชาวบ้านแล้ว ดักยิงเสธ.แดง หวังปลุกปั่นให้เข้าใจว่า “ตำรวจ-ทหาร” ทำ ฉะนั้น ชาวบ้านอย่าหลงเป็นเครื่องมือให้ “ผู้ประสงค์ร้าย” อยู่เลย
    ใครจะกลับบ้าน-ก็กลับ มีรถรับส่งบริการพร้อม!
    ผมจะบอกให้ท่านสังเกต คราวนี้ทหารเอาจริง ดูจากประกาศ ศอฉ.ตอนใกล้ ๓ ทุ่มเมื่อคืน จะเห็นว่า “เป็นครั้งแรก” นับแต่มีประกาศจาก ศอฉ.ออกมา คนลงชื่อท้ายประกาศนั้นชื่อ…..
    “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.!
    เอาล่ะ…มีอีเมล์ถึงผมฉบับ ผมคิดว่าน่าสนใจ จะเป็นเรื่องอะไรนั้นอยากให้อ่าน โดยเฉพาะท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรต้องอ่าน เพราะเขาสื่อความถึงท่านโดยตรง ดังนี้
    เรียน คุณเปลว สีเงิน ที่เคารพ
    ขออนุญาตส่งบทความความเห็นทางวิชาการของจิตแพทย์ท่านหนึ่ง ซึ่งอยากจะมีส่วนช่วยให้ข้อคิดกับรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้ทำการศึกษาจิตวิทยาม็อบให้มากกว่านี้ แต่ไม่อาจจะออกนามได้ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีความปลอดภัยต่อบุคลากรของโรงพยาบาล
    หากคุณเปลวเห็นว่าเป็นประโยชน์ และอยากจะพูดคุยกับจิตแพทย์ท่านนี้เพิ่มเติม ดิฉันยินดีประสานงานให้ค่ะ เพราะจิตแพทย์เล่าว่าปกติแล้วในต่างประเทศ การตัดสินใจเรื่องยากๆ เหล่านี้ นักจิตวิทยาจะเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ แต่ประเทศไทยเรายังไม่เห็นประโยชน์ตรงนี้
    ขอแสดงความนับถือ
    พ.ศ.
    รัฐบาลหลงทางไม่เข้าใจจิตวิทยาม็อบ
    จิตแพทย์ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ให้ความเห็นเชิงวิชาการว่า รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาม็อบมากกว่านี้ เห็นชัดแล้วว่าม็อบเป็นสิ่งที่ปรองดองไม่ได้ รัฐบาลไม่ควรยอมทำตามข้อเรียกร้องของม็อบ เพราะม็อบคือกลุ่มคนที่ไม่ยอมรับกติกาสังคม หรือกฎหมาย ใช้การรังแกข่มเหง และความรุนแรงกดดันเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ของผู้ที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ยิ่งผู้อยู่เบื้องหลังมีอำนาจหรือเงินทองเท่าไร ม็อบก็จะยิ่งรุนแรงขึ้นตามกัน
    การพยายามแยกคนบริสุทธิ์ออกจากม็อบของรัฐบาลนั้น เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะตามจิตวิทยาม็อบแล้ว คนที่อยู่กับม็อบนั้นไม่มีความบริสุทธิ์เหลือแล้ว เพราะได้ละทิ้ง ยอมสละตัวตน มโนธรรม คุณธรรมทั้งหมด แล้วรับจิตวิญญาณของม็อบหรือฝูงชนแทนตัวเอง ตนเองพร้อมที่จะกระทำการใดๆ ก็ได้ตามคำสั่งจ่าฝูง จะมองตัวเองว่ามีอำนาจทำอะไรก็ได้ และรู้สึกว่าตัวเองนิรนาม ไม่รู้ใครเป็นใคร ไม่ต้องรับผิดชอบ จนเกิดอาการบ้าอำนาจ
    คนธรรมดาที่อยู่ในฝูงม็อบนั้น เมื่อไรถ้าได้สติจะตกใจในสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป เช่น การไปปิดโรงพยาบาลที่เป็นที่พึ่งของคนเจ็บป่วย ความจริงแล้วกลุ่มม็อบกำลังเริ่มได้สติ เริ่มสำนึกผิดบ้าง ก็เกือบจะสลายตัวแล้วหลังเรื่องโรงพยาบาลจุฬาฯ และต้องเผชิญหน้ากับพลังความดีของชาวจุฬาฯ
    แต่การที่รัฐบาลกลับไปอ่อนข้อยอมปรองดองกับม็อบ เป็นการแสดงความอ่อนแอ ยิ่งไปเพิ่มพลังให้กลุ่มม็อบให้กลับฮึกเหิม กลับไปหลงตนเองอีก โดยหลอกตนเองว่าดีและถูกต้อง รัฐบาลเองยังต้องยอมรับ ม็อบจึงกลับเรียกร้องมากขึ้น เรื่องการปรองดองใดๆ จะสำเร็จก็ต่อเมื่อกลุ่มม็อบพอใจผลประโยชน์ที่ได้เท่านั้น เห็นได้ว่า เมื่อรัฐบาลยอมอ่อนข้อ ยอมปรองดอง ม็อบก็มีข้ออ้างต่างๆ นานา ว่าบรรยากาศไม่ดี ไม่เจรจาแล้ว เป็นต้น การตัดสินใจของรัฐบาลที่เกิดขึ้นนี้กลับเป็นเชื้อเพลิงเติมให้ม็อบยิ่งแข็งกร้าวขึ้นอีก
    เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรศึกษาเรื่องจิตวิทยาม็อบมากกว่านี้ ก่อนที่จะพาประเทศไทยเสียหายมากกว่านี้
    ครับ…ช่วงนี้คงไม่มีอะไรจะคุยมากนัก นอกจากขอพรพระให้อภิบาล “เสธ.แดง” รอดปลอดภัย ขอพรให้บรรดาแกนนำ “กลับใจ-ได้สติ” และอยากบอกกับท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ว่า งานปรองดองก็ดี งานแก้ปัญหา “ม็อบคาเมือง” ก็ดี ท่านพยายามถึงที่สุดแล้ว ผมให้กำลังใจ อย่าวอกแวก อย่าไขว้เขว “ผู้ตาม” ทั้งโลกมีกว่า ๖,๐๐๐ ล้านคน แต่คนก้าวสู่ระดับ “ผู้นำชาติ” ได้นั้น มีแค่พัน-แค่หมื่นเท่านั้นเอง
    คน..มันอยู่ที่ใจ…..
    แต่คนที่ “ใจถึง” เท่านั้นจึงจะเป็น “นายคน”!

  10. septimus says:

    ศอฉ.รุกหนัก สั่งตัดน้ำ-ไฟ-มือถือ-จราจร พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอีก15จว.
    โดย ไทยรัฐออนไลน์
    13 พฤษภาคม 2553, 22:00 น.

    ศอฉ.รุกกดดันผู้ชุมนุม สั่งตัด “น้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-จราจร-บีทีเอส-เอ็มอาร์ที” ห้ามเข้า-ออกพื้นที่บริเวณโดยรอบการชุมนุมแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่ม 15 จังหวัด…

    เมื่อเวลา 20.50 น. 13 พ.ค. ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ออกแถลงการณ์ ประกาศเตือนประชาชนให้ออกจากพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ เนื่องจากศอฉ.จะดำเนินมาตรการกดดันผู้ชุมนุมตั้งแต่แยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี จนกระทั่งแยกมิตรสัมพันธ์ ทางทิศใต้ถนนวิทยุ ไปจนกระทั่งถนนพระรามสี่ สามย่าน ทางเหนือ แยกพญาไท จนกระทั่งแยกราชเทวี จะปิดการจราจรและไม่ปิดแยกจราจร บริเวณแยกพระรามสี่ ส่วนถนน 2 เส้นที่จะปิดเพิ่มเติมคือ ถนนแยกปทุมวัน จนถึงแยกเจริญผล ถนนราชปรารถ จนถึงแยกมักกะสัน ให้ออกจากพื้นที่

    นอกจากนี้ ศอฉ.ยังประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพิ่มอีก 15 จังหวัด ประกอบด้วย
    -ภาคกลาง ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา
    -ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรีสะเกษ
    -ภาคเหนือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปาง นครสวรรค์

    ทั้งนี้ ได้สั่งให้กรมเจ้าท่าสั่งห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมทางเรือ โดยสะพานหัวช้างถึงท่าเรือมิตรสัมพันธ์ ขอให้ประชาชนงดให้บีทีเอสสถานทีราชดำริ, สยาม, ชิดลม และเพลินจิต และงดใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีสีลม และสวนลุมพินี ให้กรุงเทพมหานครงดบริการสาธารณูปโภคต่างๆ ในบริเวณดังกล่าว ให้การไฟฟ้านครหลวงงดจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ 1.ชั้นล่างอาคารจอดรถห้างเซ็นทรัลเวิลด์ 2.โรงแรมแกรนด์ไฮเอทเอราวัณ 3.โรงแรมอัมรินทร์พล่าซ่า 4.ลานพระบรมนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 และพื้นที่ใกล้เคียง 5.แยกเพลินจิตถึงแยกราชประสงค์ 6. ไฟส่องสว่างตามถนนแยกราชดำริถึงประตูน้ำ 7.ไฟส่องสว่างตามถนนแยกพระราม 1 ตั้งแต่ราชประสงค์ถึงประตูน้ำ 8.ไฟส่องสว่างโดยรอบพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ ให้การประปานครหลวงงดบริการในพื้นที่แยกราชประสงค์, พระราม 1 และอังรีดูนังต์

    นอกจากนี้ ยังได้ประสานไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้ระงับสัญญาณเป็นระยะเวลา 6 ชั่วโมง ในวันที่ 13 พ.ค. เวลา 18.00-24.00 น. ให้พื้นที่แยกราชประสงค์, เพลินจิต, วิทยุ, พระรามที่ 1, พญาไท,ราชดำริ, พระรามที่ 4 และสีลม

    ทั้งนี้จะมีการประเมินหลังจาก 3 ชั่วโมงไปแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบ

  11. septimus says:

    ขอให้ทุกอย่างยุติลงด้วยดี
    บทบรรณาธิการ14 พฤษภาคม 2553 – 00:00

    ยากที่จะตอบได้ว่าสุดท้ายสถานการณ์การเมืองจากนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากมีท่าทีของฝ่ายศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตลอดทั้งวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553 ที่ประกาศว่าจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดจากเบาไปหาหนักในการขอคืนพื้นที่จากคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ หรือที่เรียกกันเข้าใจง่ายๆ ว่า การสลายการชุมนุม
    เช่น การส่งรถหุ้มเกราะของทหารเข้าปิดล้อมพื้นที่เข้าออกบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ก็มีข่าวว่าเป็นรถสายพานลำเลียงพลรวมจำนวน 52 คัน แบ่งเป็นจากหน่วยกองพันทหารม้าที่ 1 (ม.พัน 1) จำนวน 20 คัน กองพันทหารม้าที่ 3 (ม.พัน 3) จำนวน 20 คัน และ กองร้อยปืน ค. กรมทหารพันทหารม้าที่ 1 อีก 12 คัน ซึ่งสาเหตุที่กองทัพใช้รถประเภทนี้ เพราะเห็นว่าสามารถป้องกันจรวดอาร์พีจี และเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ได้ หากว่ามีมือที่สามหรือถูกตอบโต้จากฝ่ายคนเสื้อแดง

    นอกจากนี้ ยังจะมีการใช้มาตรการจำกัดการเข้าออกบริเวณพื้นที่การชุมนุมโดยมีเป้าหมายคือ ต้องการไม่ให้มีคนเข้าร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ และพยายามให้คนออกจากพื้นที่การชุมนุมให้มากและเร็วที่สุด รวมถึงการประกาศว่าจะให้กองกำลังทหารสามารถใช้อาวุธจริงได้หากมีความจำเป็นเพื่อควบคุมสถานการณ์ ซึ่งหลังคำประกาศดังกล่าวของ ศอฉ. ได้ทำให้สถานการณ์การชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ตึงเครียดขึ้นอย่างมากจนเห็นได้ชัด

    อาทิ ท่าทีของแกนนำ นปช. ที่ขึ้นเวทีปราศัยปลุกเร้าและเชิญชวนให้ประชาชนคนเสื้อแดงจากทั่วประเทศรีบออกจากบ้านเพื่อมาร่วมชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์ให้เร็วที่สุด โดยมีการย้ำว่ารัฐบาลกำลังจะเข้าสลายการชุมนุมแล้ว จึงต้องการให้คนเสื้อแดงออกมารวมกันเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารเข้าสลายการชุมนุม นอกจากนี้ บริษัทที่ทำการรถไฟลอยฟ้าก็ได้ประกาศจะไม่หยุดจอดในสี่สถานีบริเวณใกล้จุดชุมนุม เช่น สยาม ราชดำริ

    ขณะที่ฝ่ายประชาชนโดยเฉพาะที่ทำงานในบริเวณใกล้เคียงกับจุดชุมนุม เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร โรงแรม บริษัทห้างร้าน ได้พากันรีบปิดทำการเร็วกว่าปกติหลายชั่วโมง และมีการสั่งกำชับให้รีบเดินทางกลับบ้านโดยเร็วที่สุด เพราะเกรงจะได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะคว