septimus' blog

แม่โพสพ

 

เมื่อเช้าที่หน้าจอทีวี เห็นข่าวสั้นจุ๊ดวิ่งแว่บๆว่า มียาวิเศษสามารถช่วยให้คนกินมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี

 

 

ทำให้นึกถึงนิทานพื้นบ้านภาคใต้ที่เพิ่งจะมีโอกาสได้อ่านเป็นครั้งแรกเมื่อเร็วๆนี้

 

 

เป็นนิทานที่คนภาคเหนืออย่างเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เรื่องราวในนิทานนั้นก็มีว่า…

 

.

 

 

นานมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งที่คนเรายังไม่รู้จักกินข้าว คงกินกันแต่รากไม้หัวเผือกหัวมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหารนั้น ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งมีหญิงสาวชาวบ้านที่ไม่มีใครทราบปูมหลังคนหนึ่งอาศัยอยู่ ด้วยเหตุที่นางเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามแจ่มใส ยิ่งกว่านั้นนางยังใจดีมากด้วยความเมตตา พูดจาไพเราะเสนาะหูใครได้ฟังแล้วบังเกิดความชุ่มชื่นอิ่มอกอิ่มใจ นางรักษาศีล ๕ เป็นปกติวิสัยมิได้ขาด นางจึงเป็นที่รักที่กล่าวถึงของคนทั่วไปในหมู่บ้าน

 

 

วันหนึ่งขณะที่นางกำลังนั่งชมธรรมชาติฟังเสียงนกอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจอยู่ริมฝั่งแม่น้ำซึ่งปกคลุมร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยนั้น ก็มีนกตัวหนึ่งถ่ายมูลลงบนก้อนหินที่อยู่ตรงหน้านางพอดี

 

 

นางเห็นมูลนั้นก็คิดว่ามูลนกนี้ช่างละเอียดประณีตกว่ามูลคนมูลสัตว์ที่กินแต่รากไม้หัวเผือกหัวมันและผลไม้มากนัก ชะรอยนกเหล่านั้นจะต้องได้กินอาหารที่ดีกว่ารากไม้หัวเผือกหัวมันและผลไม้ต่างๆที่มนุษย์กินเป็นแน่แท้ หากนางและมนุษย์ทั้งหลายได้กินอาหารอย่างนั้นบ้างก็คงจะดี แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าอาหารวิเศษที่นกกินนั้นคืออะไรและมีอยู่ที่ไหน

 

 

คิดดังนั้นนางจึงตั้งสัตย์อธิษฐานโดยอาศัยคุณความดีที่นางเพียรสร้างสมมาชั่วชีวิตเป็นที่ตั้งว่า

 

 

สิ่งใดใจข้าคิด ………. อยู๋ในจิตหากมีจริง

 

ก็ขอให้พบสิ่ง ………. ที่ข้าตั้งความหวังเถิด

 

 

ทันทีที่สิ้นคำอธิษฐาน เทพยดาก็ดลบันดาลให้ปลาฉลาดตัวใหญ่โผล่หัวขึ้นมาเหนือน้ำ เอ่ยเชื้อเชิญด้วยคำไพเราะอ่อนหวานว่า

 

 

เชิญเถิดนิรมล ………. เชิญนั่งบนหลังของข้า

 

ข้าจะนำแม่พา ………. ข้ามคงคาไปฝั่งโน้น

 

 

นางได้ฟังคำเชิญนั้นก็ขึ้นนั่งบนหลังปลาตัวนั้นไปด้วยความยินดี ปลาฉลาดตัวนั้นพานางว่ายฝ่าคลื่นข้ามไปยังฝั่งตรงข้าม

 

 

เมื่อถึงฝั่ง นางก็ลงจากหลังปลาพร้อมกล่าวคำสำนึกในบุญคุณ จากนั้นก็เดินขึ้นฝั่งไป ไม่นานนักก็พบทุ่งข้าวสาลีกว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

 

นางไม่รู้ว่ามันเป็นพืชพรรณอันใด นางเห็นนกทุกชนิดที่เคยพบเห็นเสมอกำลังชุมนุมจิกกินเมล็ดพันธุ์พืชนั้นกันอย่างร่าเริง เสียงเพรียกร้องก้องดังเซ็งแซ่ระงมไปทั่วท้องทุ่ง ก็จึงคิดว่าเมล็ดพืชเมล็ดเล็กๆนี้เองที่นกกินเข้าไปแล้วถ่ายมูลออกมาละเอียดประณีต

 

 

เมื่อคิดเสร็จนางก็ลองเก็บเมล็ดข้าวสาลีมาแกะเปลือกทดลองกินบ้าง และทันทีที่เมล็ดข้าวแตะลิ้น นางก็รู้สึกถึงความหวานที่มีความอร่อยยิ่งกว่ากินรากไม้เผือกมันนัก

 

 

นางกินข้าวสาลีอยู่นานนับร้อยปี วันหนึ่งนางก็เกิดระลึกถึงชาวบ้านที่นางจากมา ด้วยความรักความเมตตา นางจึงอยากให้ชาวบ้านเหล่านั้นได้มีโอกาสลิ้มรสข้าวสาลีนี้บ้าง แต่นางจะกลับไปยังฝั่งโน้นได้อย่างไร นั่นคือปัญหา

 

 

และตามประสานิทาน นางก็จึงตั้งสัตย์อธิษฐานอีกครั้งว่า

 

 

สิ่งใดใจข้าหวัง ………. คือคืนหลังกลับบ้านไว

 

นำของสิ่งนี้ไป ………. ให้พี่น้องลองลิ้มรส

 

 

ด้วยคงเป็นบุญของมนุษย์แน่ๆที่จะได้มีข้าวสาลีกินเป็นอาหาร เทพยดาจจึงดลบันดาลให้ปลาฉลาดมารับนางอีกครั้ง

 

 

เชิญเถิดนิรมล ………. เชิญนั่งบนหลังของเรา

 

เราจะพาแม่เจ้า ………. ให้สมหวังกลับฝั่งเดิม

 

 

นางจึงได้กลับมาฝั่งเดิมพร้อมด้วยรวงข้าวสาลี ๗ รวงที่จะนำไปแจกจ่ายให้แก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายให้ได้บริโภคกัน

 

 

ขณะที่นางกำลังนั่งพักริมฝั่งแม่น้ำตรงตำแหน่งเดิมนั้น ก็มีชาวบ้านชื่อ ตาพุก เดินมาตักน้ำพอดี ตาพุกเมื่อเห็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตางดงามผิวพรรณเปล่งปลั่งผุดผ่องนั่งอยู่หากไม่รู้จักจึงทักถามออกไปว่า

 

 

ดูก่อนแม่น้องหญิง  ……….  รูปงามพริ้งเจ้าเป็นใคร

 

ผิวผ่องเป็นยองใย  ……….  มาจากไหนจงบอกตา

 

 

นางจึงเล่าให้ตาพุกฟังว่า

 

 

แต่ก่อนข้าอยู่นี่  ……….  เมื่อร้อยปีข้ามคงคา

 

คิดถึงจึงกลับมา  ……….  ข้าวสาลีฝากพี่น้อง

 

 

เมื่อเจรจาพาทีจนเป็นที่เข้าใจว่าเป็นมาอย่างไรพร้อมรับทราบว่าการกินข้าวสาลีทำให้ผิวพรรณผุดผ่องอายุยืนแล้ว ตาพุกก็กล่าวเชิญนางนั้นไปอยู่เสียที่บ้านตน

 

 

ขอเชิญแม่ขวัญข้าว ………. ไปสู่เหย้าเรือนข้าเถิด

 

ให้อยู่อย่างดีเลิศ ………. ทั้งเลี้ยงดูและรับใช้

 

 

ตาพุกสร้างบ้านให้นางอยู่ด้วยไม้หว้า ไม้กำชำ(ไม้มะหวด) ผูกด้วยหวาย มุงด้วยใบตอง จากนั้นนางก็ได้ขอให้ตาพุกป่าวร้องบอกคนในหมู่บ้านให้มารับเมล็ดพันธุ์ข้าวไปปลูก นางบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายว่า

 

 

อาหารรสวิเศษ ………. อยู่ไกลเขตข้ามนที

 

เรียกว่าข้าวสาลี ………. ปลูกเจ็ดปีค่อยกินกัน

 

 

ชาวบ้านจึงนำเมล็ดพันธุ์ข้าวนั้นไปปลูก ปลูกแล้วปลูกอีกเป็นเวลา ๗ ปีตามคำของนาง ข้าวสาลีก็ขยายพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก จึงชวนกันเก็บข้าวสาลีจำนวนหนึ่งมาให้นางทำขวัญ

 

 

เมื่อเสร็จพิธีทำขวัญข้าวแล้ว นางก็แนะให้ทุกคนลองแกะเปลือกข้าวแล้วชิมดู ปรากฏว่าเป็นที่ยินดีปรีดากันถ้วนหน้าด้วยรสชาติที่หวานมันเอร็ดอร่อยยิ่งกว่ารากไม้เผือกมันที่กินเป็นประจำมากมาย ก็จึงพากันปลูกข้าวสาลีสืบต่อมา

 

 

แล้วพากันเรียกนางผู้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีมาให้ปลูกว่า แม่โพสพ

 

 

แม่โพสพอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน คอยดูแลชาวบ้านให้เป็นคนดี ขยันทำมาหากิน ผลผลิตจากการปลูกข้าวสาลีก็อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านก็มีความสุขและนับถือแม่โพสพตลอดมา

 

 

แต่แล้วผีปอบก็เข้าสิง เอ้ย ชาวบ้านได้เริ่มประพฤติชั่ว มีความโมโหฉุนเฉียว เกียจคร้าน ยามข้าวตกหล่นเรี่ยราดนอกจากไม่เก็บแล้วยังเหยียบย่ำเสียอีก ในท้องนาเล่า เมื่อข้าวสาลีที่ปลูกมีปัญหาสุกไม่ทันเก็บกินก็กล่าวคำหยาบดุด่าว่ากล่าวแม่โพสพ ความนับถือแม่โพสพเริ่มเสื่อมลงเป็นลำดับ

 

 

แม่โพสพน้อยใจจึงหนีไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์ นั่นก็ยิ่งทำให้ชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นด้วยขาดบารมีของแม่โพสพคุ้มครอง

 

 

หนักเข้าผู้คนก็จึงเริ่มสำนึกผิดจนตกลงกันว่าจะออกตามหาแม่โพสพที่ป่าหิมพานต์ แต่ติดที่ระยะทางนั้นทั้งไกลและทุรกันดาร ภัยอันตรายต่างๆก็มากมี สรุปว่ายากนักที่ใครจะดั้นด้นไปถึงได้ง่ายๆ คนทั้งหลายก็เลยป่าวประกาศหาหน่วยกล้าตาย เอ้ย อาสาสมัคร

 

 

แล้วฮีโร่ก็มา หากเป็นปลาฉลาดนั่นเอง

 

 

ปลาฉลาดออกเดินทาง ว่ายขึ้นไปทางต้นแม่น้ำ ครั้นเข้าเขตป่าหิมพานต์ สายน้ำนั้นก็ไหลเชี่ยวแรงขึ้นเรื่อยๆ มีโขดหินเป็นอุปสรรค ตอนหนึ่งถึงกับต้องผ่านซอกหินที่คอยกระทบกันอยู่จนเป็นผลให้ตัวปลาแบนเหมือนใบไม้เลยทีเดียว หากที่สุดปลาฉลาดก็ได้พบแม่โพสพจนได้

 

 

ปลาฉลาดอ้อนวอนแม่โพสพให้กลับหมู่บ้าน เล่าเรื่องราวความเดือดร้อนและสำนึกผิดของชาวบ้านให้ฟัง ยังผลให้แม่โพสพใจอ่อนยินยอมกลับมาพบชาวบ้านอีกครั้ง

 

 

ฝ่ายชาวบ้านก็พากันกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี เคารพเชื่อฟังคำสอนของแม่โพสพ การปลูกข้าวสาลีของชาวบ้านจึงได้ผลดีและความสุขก็กลับมาสู่ทุกคนในหมู่บ้านอีกครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ : คุณสนิท บุญฤทธิ์ เจ้าของผลงานหนังสือนิทานพื้นบ้านภาคใต้

 

No Comments

  1. septimus says:

    ‘แม่โจ้โพล’ พบเกษตรกรไทยยังสำคัญต่อประเทศ
    โดยต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาการเกษตร เพราะภูมิประเทศเหมาะสม แต่ขาดการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ…

    วันพืชมงคล ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2553 ถือเป็นการเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกข้าวและพืชไร่อันเป็นธัญญาหารหลักในการดำรงชีวิตของชาวไทย เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร และร่วมมือกันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่อาชีพเกษตรกร ดังนั้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร แม่โจ้โพล จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความสำคัญของภาคการเกษตรไทย โดยสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 642 ราย(ภาคเหนือ 54.4% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13.7% ภาคกลาง 14.4% ภาคใต้ 17.5%) สรุปผลได้ดังนี้

    เมื่อถามว่าปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลเน้นให้การพัฒนาด้านใดมากที่สุด ก. ภาคการเกษตร 42.1% เพราะประชากรส่วนใหญ่ในประเทศประกอบอาชีพการเกษตรและสร้างรายได้ ข. ภาคอุตสาหกรรม 37.7% เพราะภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพการผลิตจนสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกและยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ให้กับแรงงานในประเทศ ค. ภาคบริการ 20.2% เพราะประเทศไทยมีความได้เปรียบทางภูมิประเทศ/ทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและเหมาะสมกับการท่องเที่ยว
    เมื่อถามว่าประเทศไทยควรให้ความสำคัญในการพัฒนาด้านใดมากที่สุด ก. ภาคการเกษตร 79.8% เพราะมีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรและยังมีผลผลิตที่มีความหลากหลาย แต่ขาดการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ ข. ภาคอุตสาหกรรม 11.3% เพราะมีการแข่งขันสูงทางด้านคุณภาพการผลิต/สินค้าการแข่งขันด้าน แรงงานที่มีราคาต่ำ ค. ภาคบริการ 8.9% เพราะปัญหาการเมืองของไทยที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

    เมื่อถามว่ารัฐบาลควรมีนโยบายเพื่อให้การสนับสนุนและให้การช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทยให้ดีขึ้นในด้านใด ก. ด้านการขยายตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น 27.3% ข. ด้านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ 20.8% ค. ด้านการลดต้นทุนปัจจัยการผลิตให้มีราคาถูกลง 19.4% ง. ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ 18.2% จ. ด้านการสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ 11.0 % และ ฉ.ไม่แสดงความคิดเห็น 3.3 %

    เมื่อถามว่าปัญหาสถานการณ์ด้านการเมืองในขณะนี้จะส่งผลต่อนโยบายทางด้านการพัฒนาภาคการเกษตรไทย หรือไม่ ก. ส่งผล 89.0 % เพราะคิดว่ารัฐให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาทางการเมืองมากกว่าปัญหาด้านอื่นๆ และใช้งบประมาณในการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมือง ข. ไม่ส่งผล 11.0 % เนื่องจากนโยบายต่างๆ ด้านการเกษตรยังคงมีเหมือนเดิม เพราะประชาชนจำเป็นต้อง ประกอบอาชีพการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา

    เมื่อถามว่าปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีความเป็นผู้นำในการผลิตสินค้าการเกษตรอยู่หรือไม่ ก. เห็นว่ายังคงเป็นผู้นำอยู่ 59.8% เพราะไทยยังเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญในตลาดโลก ข.เห็นว่าไม่เป็นแล้ว 40.2 % เพราะประเทศคู่แข่งมีการพัฒนาคุณภาพการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากกว่าไทย และขาดการช่วยเหลืออย่างจริงจังจากภาครัฐ

  2. chonsurin says:

    คุณเซ็ปฯ

    ขอบคุณมากๆ นะ สำหรับคำอวยพรที่นำไปมอบให้ที่บ้านชนฯ

    ..

    เรื่องตำนานแม่โพสพนี่ มีหลายตำนานเหมือนกันเนาะ
    ชนสุรินทร์เคยได้ยินมาอีกตำนานหนึ่งนะ
    คล้ายๆ กัน แต่ว่า รายนั้น เป็นเรื่องราวความน้อยใจของแม่โพสพกับแม่หม้ายคนหนึ่ง
    ทำให้ฤาษีตาไฟ ต้องเดือดร้อนไปขอร้องแม่โพสพให้มนุษย์ มนุษย์จึงได้มีข้าวกินเหมือนทุกวันนี้

    ..

    ขอบคุณที่สรรหามาแบ่งปันก้นนะ ดีจังเลย

    คุณเซ็ปฯ สบายดีนะ

    ชนสุรินทร์ไม่ค่อยสบายกายนัก เพราะอากาศที่อบอ้าวตลอดเดือน
    แต่จิตใจปลอดโปร่งดีพอใช้ ไม่ถึงกับมากนัก

    สุขสันต์วันหยุดนะ

  3. initmate says:

    ด้านข้าง ๆ มีหัวข้อของเพื่อน ๆ พี่ด้วย ดีัจังเลยค่ะ

    เปิดไปอ่านง่ายเลยเนอะ :)

    ….

    รายการคุณพระช่วย หากอยู่บ้านจะชอบดูมาก ๆ เลยค่ะ

    ดูทีไร รู้สึกกระตุ้นเลือดความเป็นไทยได้ดีเนอะคะ

    :)

  4. septimus says:

    อ้าว ท่านcumpreramปลงตกซะแหล่ว ฮ่ะๆๆๆ…….

    ท่านสามารถกินข้าวบูดได้ นับถือ นับถือค่า

    ^,^

  5. septimus says:

    เพลงนี้น้องๆร้องบรรเลงได้ไพเราะมากนะคะพี่คะ

    *__^

  6. septimus says:

    คุณพี่ขา ไปอยู่ไหนเสียที่ไหน ข่าวคืบหน้าในเฟสบุ๊คของคุณศศิมากมายจริงๆ ยิ่งอ่านยิ่งขวัญแขวนค่ะพี่ เข้ามาเร็วๆนะคะ

    ^^

  7. cumpreram says:

    …สวัสดีจ้า…
    ตอนเป็นหนุ่มฉกรรจ์..ท่านว่า…อะไรไม่แน่จริงเหมือนยิงปืน..
    …เมื่อล่วงเข้าสู่วัยผู้ใหญ่..กลับกลายเป็นว่า..อะไรไม่แน่จริง..เหมือนกินข้าว…
    …เมื่อเข้าสู่วัยชรา…จึงได้บอกว่า…เฮ้อ…เวรกรรม…
    …สมัยผมเด็กเล็ก..ผมถูกพ่อตีหลายครั้ง..เนื่องจากกินข้าวเหลือ…ปัจจุบันผมไม่เคยทิ้งข้าว..บางครั้งข้าวบูดผมยังกิน…โอ้..อะไรจะขนาดนั้น..ขอบคุณแม่โพสพ..ที่ทำให้ผมเติบใหญ่มาจนปัจจุบัน..แต่ตอนนี้..ผมต้องงดแป้ง..เพราะ..ผ๊มเป็นโรคเบาหวานซะแหล่ว..

  8. athenaz says:

    เพลงรากไทยไพเราะจังค่ะ ^^

    ขอบคุณน้องสาว เดี๋ยวเว้าต่อเจ้า

  9. athenaz says:

    คุณพี่ขา ไปอยู่ไหนมา
    มาฟังเรื่องเล่าว่า
    ปรัมปราแม่โพสพ..

    Give me miniutes to read ka, luv..

    ขอบคุณกุ้ง แม่สื่อพาความรักไปให้เด็กแทนพี่ไว้ตรงนี้ค่ะคนดี :) )

  10. septimus says:

    “พ่อผาย สร้อยสระกลาง” ชีวิตไม่ธรรมดาก่อนมาเป็นปราชญ์เศรษฐกิจพอเพียง
    เขียนโดย วิมล กิจวานิชขจร
    จันทร์, 15 มีนาคม 2010

    เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการส่งเสริมปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เชิดชู “พ่อผาย สร้อยสระกลาง” เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2553 โดยจะได้รับพระราชทานโล่ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และเงินทุนเกียรติยศอีก 50,000 บาท ในวาระโอกาสนี้ จึงขอนำพาไปรู้จักปราชญ์ชาวบ้านแห่งภาคอีสานท่านนี้
    รู้จัก “พ่อผาย สร้อยสระกลาง” ปราชญ์อีสาน-ปราชญ์แผ่นดิน

    “พ่อผาย สร้อยสระกลาง” แห่งบ้านสระคูณ ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันมีวัย 80 ปี เป็นแบบอย่างการทำเกษตรกรรมผสมผสาน ที่นำเอาประสบการณ์อันยาวนานมาขยายแนวคิดจากผืนไร่นาสู่หมู่บ้าน จากหมู่บ้านสู่องค์กรชุมชนต่างๆ สู่การรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายขยายผลในวงกว้าง

    ด้วยการเริ่มต้นของพ่อผาย บ้านสระคูณเกือบทุกครอบครัวทำเกษตรผสมผสาน ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกผลไม้ ปลูกผัก ทำนาข้าว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ในที่นา ทำให้ชาวบ้านลดค่าใช้จ่าย และมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ยังจุดประกายให้เกิดเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในนาม “กลุ่มอีโต้น้อย” ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกหลายหมู่บ้าน เพื่อขยายแนวคิดและรูปธรรมการพึ่งตนเองด้วยเกษตรผสมผสาน มีการระดมทุนช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่ม รวมถึงการฟื้นฟูประเพณีต่างๆของชุมชน

    ทุกวันนี้บ้านของ “พ่อผาย” เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงพัฒนาชุมชน พ่อผายยังร่วมเป็นแกนนำวางหลักสูตรวิทยากรกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง หรือ วปอ.ภาคประชาชน ซึ่งมีเนื้อหาและองค์ความรู้ให้ศึกษาหลายอย่าง เช่น 1.การทำเกษตรผสมผสาน ขุดสระ เลี้ยงปลา ทำนา ปลูกพืชผักสวนครัวและผลไม้ 2.การจัดทำบุญประทายข้าวเปลือกสู่การเป็นธนาคารข้าว 3.การฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมชุมชน 4.กลุ่มหม่อนไหม 5.การรักษาพื้นบ้าน นวดแผนโบราณ 6.การเพาะพันธุ์ปลา 7.กองทุนข้าว 8.กองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน 9.กลุ่มผู้เลี้ยงปลา

    ชีวิตที่ไม่ธรรมดาก่อนจะมาเป็นปราชญ์ชาวบ้าน

    “แม่ไปไฮ่หมกไข่มาหา แม่ไปนาหมกไข่ปลามาป้อน แม่เลี้ยงหม่อนอยู่ป่าสวนหม่อน”

    เป็นเพลงกล่อมลูกๆของแม่ ที่พ่อผายยังจำได้ขึ้นใจและมีผลต่อการใช้ชีวิตกระทั่งปัจจุบัน

    เพราะครอบครัวยากจน เด็กชายผายจึงมีโอกาสได้เรียนแค่ชั้น ป. 4 ก็ต้องออกมาเป็นลูกจ้างเลี้ยงวัว ต่อมาไม่นานพ่อแม่ก็เสียชีวิตลง ด้วยอายุเพียง 15 ปีจึงมีภาระต้องดูแลน้องอีก 3 คน ด้วยผืนนามรดก 10 ไร่

    เมื่ออายุ 17 มีโอกาสบวชเรียนและสอบได้นักธรรมโท แล้วสึกออกมาแต่งงานกับแม่ลา และได้เป็นผู้ใหญ่บ้านสระคูณ ด้วยคะแนนศรัทธาท่วมท้นจากชาวบ้าน พ่อผายนำเพลงกล่อมเด็กที่จำขึ้นใจของแม่เป็นแนวคิดแนวทางแก้ปัญหาปากท้องคนชนบท เพราะเกือบทุกครัวเรือนล้วนทอผ้า พ่อผายจึงใช้ที่ดินสาธารณะของชุมชน 400 ไร่พาชาวบ้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และยังตั้งกองทุนสวัสดิการบ้านสระคูณ

    จุดเปลี่ยนทางความคิดอีกครั้งเกิดขึ้นในปี 2525 ภัยแล้งจัดทำให้เกิดปัญหาปากท้องในพื้นที่ พ่อผายเกิดความคิดว่าต้องช่วยตัวเองก่อนแล้วจึงกลับมาช่วยชาวบ้าน จึงกู้เงิน ธกส.ไปซื้อที่แล้วถางป่าปลูกข้าวโพดต่างอำเภอ ปีแรกได้ราคาดีแต่ผลผลิตไม่ดี ปีที่สองผลผลิตมากแต่ราคาต่ำเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง

    ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนบทเรียนว่า ความโลภอยากรวยสร้างหนี้ ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังทำลายครอบครัว สังคม เพราะการละถิ่นฐาน พ่อผายนั่งสมาธิเพื่อหาทางออก จนคิดได้ว่าต้องกลับมาตั้งหลักบ้านเกิด

    จงเป็นชาวนาที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีและมีความสุข

    ด้วยภาพฝันที่ผู้คนรักใคร่สามัคคี ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ พ่อผายตั้งมั่นว่า “จะไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะเอางานและความสุขเป็นตัวตั้ง” จึงขายที่บางส่วนใช้หนี้ ธกส.จนหมด และเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน

    “เราเป็นชาวนา จะไปเป็นนายอำเภอ ไปเป็นหมอย่อมฝืนธรรมชาติ น่าจะเป็นชาวนาที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรี และที่สำคัญมีความสุข”

    ความสุขที่ว่าของพ่อผายคือ มีหลักประกันชีวิตครบถ้วน มีสุขภาพกายและใจแข็งแรง มีครอบครัวอบอุ่น มีชุมชนเข้มแข็ง มีสิ่งแวดล้อมดี มีอิสรภาพ มีความภาคภูมิใจและเข้าถึงธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเอง

    พ่อผายใช้เวลา 8 เดือน ใช้จอบขุดดินปั้นสระด้วยมือเพียงลำพัง ด้วยภาพฝันที่จะมีต้นไม้หลายชนิดรายรอบสระ โดยไม่ฟังคำทัดทานของเมียที่เห็นว่าที่ดินมีน้อยน่าจะเอาไว้ทำนา แกยังดั้นด้นไปเรียนวิชาเลี้ยงปลาที่ขอนแก่นกลับมาพร้อมลูกปลา 1,000 ตัว และแล้วเมื่อผลผลิตเป็นปลาตัวโตๆพ่อผายก็สามารถขยายแนวร่วมในครอบครัวได้ จากครอบครัวก็กลายเป็นทั้งชุมชนบ้านสระคูณที่ขุดบ่อเลี้ยงปลาทำเกษตรผสมผสาน

    จากโรงเรียนชุมชนอีสาน สู่ วปอ.ภาคประชาชน

    ด้วยความคิดอยากช่วยเหลือชาวบ้านให้นำพาชีวิตพ้นวิกฤติ พ่อผาย ร่วมมือกับ พ่อคำเดื่อง ภาษี และครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ ตั้ง “โรงเรียนชุมชนอีสาน” ขยายแนวคิดและรูปธรรมการพึ่งพิงตนเองของเกษตรกร ต่อมาเกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสาน ทำภารกิจร่วมนำแนวทางดังกล่าวไปช่วยแก้วิกฤติชาติ มีการสร้างหลักสูตร “วิทยากรกระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเอง” หรือ วปอ.ภาคประชาชน โดยการมีส่วนร่วมของบรรดาผู้นำชาวบ้าน และนักพัฒนาที่สนใจ จัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างปัญญา ศึกษาดูงานพื้นที่ต้นแบบ โดยตั้งเป้าหมาย 1 ล้านครอบครัวพึ่งตนเองด้วยเศรษฐกิจพอเพียง

    พ่อผายสรุปความสุขตามแนวทางและรูปธรรมนี้ คือ 1.เศรษฐกิจดีขึ้น จากรายจ่ายที่ลดลงรายได้เพิ่มขึ้น เหลือกินเหลือแจกเหลือขาย 2.สิ่งแวดล้อมดีขึ้น จากดินดีน้ำดี มีไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ผักผลไม้ปลอดสารพิษ 3.สุขภาพดีขึ้น กินได้นอนหลับไม่มีหนี้ มีสมุนไพรเป็นอาหารและยา 4.ปัญญาดีขึ้น จากการเรียนรู้พึ่งตนเองและพึ่งพิงกัน 5.สังคมดีขึ้น มีเพื่อนกว่า 200 หมู่บ้านใน 7 จังหวัดที่ชวนกันคิดดีทำดีเพื่อสังคม

    และนี่คือบทสรุปของคำว่า “ชาวนาที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีความสุข” คือปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียงประจำปี 2553 “พ่อผาย สร้อยสระกลาง”

    นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดเผยว่า นอกจากปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีคุณสมบัติคือ เป็นเกษตรกรที่มีภูมิปัญญา เป็นต้นแบบการสร้างสรรค์และพัฒนารูปธรรมเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งเผยแพร่ขยายผลเกิดประโยชน์ในวงกว้าง กระทรวงฯยังจะพิจารณาคัดเลือกปราชญ์เกษตรของแผ่นดินในสาขาอื่นๆต่อไป

    ได้แก่ ปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย โดยกำหนดคุณสมบัติว่า ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรให้เป็นที่ประจักษ์ รวมทั้งนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ ผลงานเผยแพร่ขยายผลงานจนเกิดประโยชน์ต่อวงการอย่างโดดเด่นในระดับประเทศ
    ปราชญ์เกษตรดีเด่น ต้องมีคุณสมบัติคือ เป็นเกษตรที่มีภูมิปัญญา สร้างสรรค์พัฒนาผลงาน นวัตกรรม และเทคโนโลยีการเกษตรในสาขาพืช สัตว์ ประมง รวมทั้งนำไปเผยแพร่ขยายผล
    ปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ต้องเป็นผู้นำชุมชนและเครือข่ายที่มีผลงานสร้างสรรค์พัฒนาสังคมการเกษตร ทั้งระดับสังคมและเครือข่าย และเผยแพร่จนเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรไทย

  11. septimus says:

    hahahahaha……….คุณพี่เอที นอกจากสวยแล้วยังใจบุญอีกด้วย

    ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ

    และขอขอบคุณคุณกุ้งด้วยค่ะ ที่แวะมาเยี่ยมพร้อมกับบอกกล่าวเรื่องราวที่แสนสุขใจ

    *__^

  12. septimus says:

    ดีใจมากค่ะที่นิทานเรื่องนี้ทำให้คุณnokhaseeมีความสุข

    ว่าแต่คุณnokhaseeชอบรับข้าวชนิดไหนคะ ข้าเจ้าชอบข้าวเหนียวขะหนาดค่ะ

    *__^

  13. septimus says:

    สวัสดีค่ะน้องเลิฟ

    พี่นึกว่าน้องกำลังอยู่ในช่วงฮันนิมูน เอ้ย หยุดพักผ่อนหย่อนใจเสียอีกค่ะ นี่พี่ก็เพิ่งตอบเม้นท์ของน้องเลิฟกับพี่เอทีที่ลิงค์ข้างบนมาค่ะ(#36) ถ้าน้องว่างก็ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ ยาวเชียวค่ะ ไม่ทราบจะถูกใจไหม^^

    ขอบคุณมากๆค่ะที่แวะมาและยอกันอีกแล้ว ฮ่ะๆๆๆ

    OKay see you soon ka,

    take good care ka luv,

    xxx

    *__^

  14. Tanya x says:

    Morning ka P Luv,

    Still away from home,but miss u just a short hello ka. I like ur blog and song.

    Talk again soon ka and take care xx

  15. nokhasee says:

    ดีจังค่ะอ่านแล้วสุขใจ

  16. pkkk2714 says:

    แม่โพสพในรูป

    มาจากการบริจากทานของ

    พี่อะเธนาส์

  17. pkkk2714 says:

    Photobucket

  18. septimus says:

    ขอบคุณที่ยอค่ะท่านปู๋norm

    คืนนี้ท่านปู่ไม่เข้าเฟสบุ๊คเหรอเจ้าคะ
    ข้าเจ้าเพิ่งออกมา หมู่เฮากำลังม่วนอ่กม่วนใจ๋กั๋นขะหนาดเลยเจ๊าท่านปู่

    ^__^

  19. normally says:

    ชอบทานข้าว…

    เรื่องดีเพลงไพเราะ

    ผู้เขียนย่อมน่ารักอย่างยิ่งนัก

  20. septimus says:

    [ขอขอบคุณรายการคุณพระช่วย]

Leave a Reply