septimus' blog

พระแสงดาบคาบค่าย

“ไปทางไหนวะคราวนี้”
ชาวบ้านร้านตลาดถามไถ่กันอึงอลเมื่อพระเจ้านันทบุเรงกรีธาทัพออกจากพระนครหงสาวดีแล้ว
 
“ไปทางแม่สอด เข้ากำแพงเพชรเลย เจ้าอุปราชอยู่ที่นั่นแล้ว”
 
“กรุงศรีอยุธยาคราวนี้แหลกแน่ เจ้าเหนือหัวเสด็จไปเองเลย คนตั้ง2-3แสน ข่าวว่าเป็นทัพกษัตริย์ถึง3ทัพ เจ้าเหนือหัวทัพหนึ่ง เจ้าอุปราชทัพหนึ่ง เจ้าตองอูทัพหนึ่ง เจ้าเชียงใหม่โดนอาญาที่แพ้คราวที่แล้ว ทำโทษให้ส่งลำเลียง…”
 
“เจ้านางเจ้าขา คราวนี้กรุงศรีอยุธยาคงไม่รอดเสียแล้วเจ้าประคุณทูนหัวของแว่นแก้ว” สามพระพี่เลี้ยงและเจ้าฟ้าหญิงเล็กเข้ามาล้อมฟังเรื่องราวต่างก็เป็นทุกข์เป็นร้อน
 
“น้าองค์ดำกับน้าองค์ขาวจะตายไหมคะ” เจ้าฟ้าหญิงเล็กทูลถามพระมารดา
 
“ไม่ เจ้าน้า2องค์เป็นคนดี เทวดารักษา”
 
พระพี่นางหวั่นพระทัยไปตามแรงข่าวนั้นทั้งๆที่อารักษ์ได้ลอบถวายรายงานมาก่อนแล้วว่าคราวนี้พระองค์ดำทรงวางกลวิธีรบใหม่
จะเป็นตำราของซุนวูแห่งประเทศจีนหรือไม่ อารักษ์ก็ไม่แน่ใจ



โดยเดิมนั้นเมื่อทราบข่าวศึกจะมาติดเมืองก็กวาดต้อนผู้คนรอบพระนครเข้ามาอยู่ในเมืองหมด
แต่คราวนี้ทรงส่งกองซุ่มออกไปรวบรวมกำลังกับชาวบ้านตั้งซุ่มอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อได้ทีเห็นข้าศึกน้อยหรือเผลอก็เข้าโจมตีตัดกำลังผู้คนทั้งเสบียงอาหารรวมทั้งจับข้าฟศึกมาเอาข่าวทัพใหญ่ได้ด้วย… 



อย่างที่สอง พอเข้าหน้าฝนก็ให้ผู้คนรีบทำนารีบเกี่ยวข้าวเข้ามาเก็บไว้ในพระนคร
มีกองอาสาออกไปช่วยป้องกันข้าศึกเข้ามารบกวน เมื่อมีข่าวทัพใหญ่กำลังจะมาก็รีบเกี่ยวข้าว ส่วนที่เอามาไม่ได้ก็ทำลายเสีย… 



การจัดทัพ
ทัพเรือมีทั้งเรือเร็วและเรือปืนใหญ่สำหรับไล่ยิงข้าศึกไม่ให้เข้ามาใกล้พระนคร  

ส่วนทัพบก โปรดใช้กองแล่นออกไปจู่โจมข้าศึกเวลาได้ที
รบเสร็จแล้วถอยห่าง ไม่ใช้วิธีตั้งค่ายประชิดกันอย่างแต่ก่อนแล้วยังมีกองสอดแนมคอยหาข่าวติดต่อกับพวกกองโจรที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามตำบลต่างๆโดยรอบพระนคร
ศึกจะมาทางใด มากน้อยเพียงใด พวกกองโจรจะรู้ก่อนเสมอ…
ส่วนการวางกำลังคนและปืนตามป้อมปราการต่างๆอย่างที่เคยทำมาก็จัดการให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
 
“เป็นห่วงองค์ดำกับองค์ขาวจริงๆ คราวนี้ผู้คนข้าศึกก็ทุ่มไปดังแผ่นดินจะทลาย สององค์จะออกหน้าไล่ฆ่าฟันทีละคนสองคน กี่ปีจึงจะหมด มิหมดแรงไปเสียก่อนหรือพี่จ๋า” พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีบ่นกับพระพี่เลี้ยงด้วยยังอดเป็นห่วงพระอนุชาไม่ได้
 
“เราพากันสวดมนต์ถวายพระพรขอเทพาอารักษ์ช่วยให้พ้นภัยดีกว่ามานั่งกอดเข่าเป็นทุกข์ถึงพระองค์ท่าน”
คุณน้อยชาวเมืองเพชรบุรีที่มักถูกข้าศึกยกไปรังแกอยู่เสมอเพราะมีข่าวว่าเพชรบุรีนั้นมั่งคั่ง เวลาถูกข้าศึกก่อกวน ชาวเมืองที่เป็นชายก็ยกพวกกันออกสู้ศึก
พวกผู้หญิงก็คอยส่งเสบียงอาหารแล้วก็สวดมนต์ภาวนาร่วมใจกัน เมืองเพชรบุรีก็รอดพ้นเงื้อมมือข้าศึกได้เสมอ คุณน้อยจึงติดนิสัยชอบสวดมนต์เวลาลำบาก
ขณะเดียวกันที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีและพระพี่เลี้ยงรวมทั้งเจ้าฟ้าหญิงเล็กนั่งสวดมนต์ภาวนาส่งกระแสจิตอยู่ทางเมืองหงสาวดีนั้น พระอนุชาทั้งสองก็โลดแล่นเล่นงานข้าศึกอย่างแสนสาหัสสากรรจ์
 
เวลานั้นเป็นเดือนยี่ ข้าวยังเกี่ยวไม่เสร็จ จึงโปรดให้สมุหกลาโหมเจ้าพระยากำแพงเพชรซึ่งว่าการทหารฝ่ายเหนือทั้งหมดคุมทัพไปป้องกันให้คนเกี่ยวข้าวให้เสร็จ
ทัพอุปราชยกมาตีกองทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรแตกหนีเข้าพระนคร
 
สมเด็จพระนเรศวรเดือดราวกับไฟเผา ตั้งแต่ออกรบมา คำว่า ”แพ้” ยังไม่เคยพบสักครั้งเดียว 
“มันเป็นถึงสมุหพระกลาโหม ว่าการทหารฝ่ายเมืองเหนือทั้งหมด แพ้มาจะเอามันไว้ทำไม”
 
“ใช่แล้วเจ้าพี่ ทหารทั้งหลายก็จะพากันครั่นคร้ามกลัวอ้ายพม่าอีก เราทำการจนทหารมีขวัญมา เหน็ดเหนื่อยหนักหนามาทำให้เสียการ เราไปเองแล้วจึงมาจัดการกับไอ้เจ้าพระยาหน้าขี้ขลาดคนนี้”
 
ปรึกษาแล้วสองพระอนุชาก็เสด็จลงเรือลำเดียวกัน เสด็จเข้าจู่โจมข้าศึกในท้องทุ่ง รบกันจนค่ำ ข้าศึกถอยไปจากค่ายเจ้าพระยากำแพงเพชร
พระองค์ขาวถูกกระสุนปืนฉลองพระองค์ขาดแต่ไม่ต้องพระองค์
 
ได้ค่ายคืนมา เสด็จกลับเข้าพระนคร ให้เอาเจ้าพระยากำแพงเพชรไปประหารชีวิตทันที…
 
พวกที่ครั่นคร้ามการสงครามทั้งหลายก็มิกล้าจะถอยแก่ข้าศึกง่ายๆ จึงยอมสู้ตาย ถ้าไม่สู้กลับมาก็ต้องตาย สู้ตายในสนามรบดีกว่า ลูกเมียอยู่ข้างหลังก็ทรงเลี้ยงดูตลอดมิได้ทอดทิ้ง หากตายด้วยพระอาญาก็พลอยพาให้คนอื่นๆต้องลำบากไปด้วย ทหารสยามไทยจึงเข้มแข็งกว่าสมัยเดิม
 
ต้องขอบใจพม่าที่เอาองค์ท่านไปเป็นเชลยเสียหลายปีจนเติบใหญ่ในหงสาวดี
ได้รับการฝึก ได้เห็นการปกครองด้วยอาญาอันเข้มงวดกวดขัน
ทัพพม่าถึงยกมาแสนไกลก็ยังเอาชนะแก่กรุงศรีอยุธยาที่นั่งกินนอนกินสบายอยู่ในเมือง
แต่ ไม่มีกำลังใจที่จะต่อสู้กับคนที่เขามาไกลเป็นร้อยโยชน์
 
 
 

 

 
วีรกรรมอันได้รับการกล่าวขวัญถึงนานมาแม้นเวลาผ่านไปเป็นร้อยๆปีก็ไม่มีวันลืมคือ
ในการสงครามคราวนี้สมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จเข้าไปปล้นค่ายพระเจ้าหงสาวดี
 
พระองค์เสด็จลงจากหลังม้า
คาบพระแสงดาบปีนรั้วระเนียงจะหักเอาค่ายนำหน้าบรรดาทหาร
 
ทรงถูกพม่าแทงตกลงมาแต่ไม่เป็นไร
 
หักค่ายหลวงคราวนั้นไม่สำเร็จ ต้องถอยกลับ แต่วีรกรรมนั้นได้ระบือไปไกลและไม่มีใครลืมลง “พระแสงดาบคาบค่าย” อันศักดิ์สิทธิ์
“ดูดู๋ เจ้าองค์ดำทำองค์อย่างกะพลทหาร อย่างนี้เขาเรียกว่า เอาพิมเสนมาแลกเกลือ เจ้าพ่อจะรู้ไหมนี่ว่าลูกชายทำอย่างนี้”
พระเจ้ากรุงหงสาวดีตรัส


“คงไม่ทราบดอกพระเจ้าค่ะ ถ้าทราบ ใครจะปล่อยให้ลูกทำอย่างนี้ได้”
เสนาบดีผู้ใหญ่พม่าทูล


“ลูกเขาไม่ต้องคอยให้พ่อใช้ แต่ลูกเรา…” เจ้านันทบุเรงตรัสอีก พร้อมกับทรงมองไปรอบๆพลับพลาที่ประทับก็เห็นทหารคนเก่งที่เคยใช้ให้มาตั้งกองทำนาที่กำแพงเพชร เคยกำกับทัพพระเจ้าลูกเธอเมืองเชียงใหม่ จึงตรัสสั่งว่า
“เจ้า ทำไวลักมู คุมทหารเพิ่มเติมไปช่วยรักษาค่ายกองหน้า ถ้าเจ้าองค์ดำมาอีก ถึงจะเสียทหารสักเท่าใดก็จงยอม จับเอาองค์ดำมาให้จงได้”



กองสอดแนมของทำไวลักมูทราบว่าพระองค์ดำจะเสด็จไปปล้นค่ายหลวงอีกเพื่อแก้มือ
ทำไวลักมูก็เจนศึกคนหนึ่งเหมือนกัน จึงจัดกองล่อให้ติดตามมาจนเข้าที่ล้อมสำเร็จ คราวนี้ทำไวลักมูคงจะได้บำเหน็จโขทีเดียวเท่ากับตัดศึกเมืองสยามไทยได้สำเร็จ ทำไวลักมูขับม้าเข้ามาจะจับในขณะที่พระองค์ดำติดอยู่ในที่ล้อมของพม่าแล้ว แต่…
สมเด็จพระนเรศวรทรงแทงทำไวลักมูด้วยพระแสงทวนตายคาหลังม้า

พม่ากันเอาศพออกไปแล้วแต่ยังล้อมไว้ ทหารสยามไทยน้อยตัวแต่ก็สู้
สู้กันกว่าชั่วโมง ล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครถอยให้แก่กัน
หากใครจับได้องค์ดำไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ใครคนนั้นคงจะมีความดีความชอบได้กินเมืองสักเมืองหนึ่งเป็นแน่


แต่บุญยังมี เทวดาอารักษ์ปกป้องสยามประเทศ กองทหารราบตามไปทัน จึงแก้เอาออกจากที่ล้อมได้สำเร็จ ได้กลับคืนสู่พระนครศรีอยุธยา พระบิดาและพระชนนี
พระทัยแทบวาย
เจ้ากรุงหงสาวดีเสด็จมาทำศึกนานถึง 5 เดือน ไม่มีหนทางที่จะเอาชนะได้เลยจนถึงเดือน 6 เข้าหน้าฝน กองทัพน้ำจากบนฟ้าและจากเมืองเหนือก็จะพากันกรีธามากันแล้ว ทรงปรึกษาแม่ทัพนายกองทั้งหลาย สรุปก็ยกทัพกลับ แล้งหน้าจะมาใหม่
แต่สมเด็จพระนเรศวรไม่ปล่อยโอกาสทองให้ผ่านไปง่ายๆ ทรงตามตีทั้งทัพบกและทัพเรือ ตีขึ้นไปจนถึงค่ายหลวงที่ป่าโมก
กระทั่งพระสังกะทัตเพื่อนร่วมทำศึกเมืองรุมเมืองคังกับพระองค์เมื่อครั้งกระโน้น ได้คุมทัพตองอูมาเป็นกองหลัง มาตั้งรับเอาไว้ให้กองอื่นๆเดินทัพไปได้สำเร็จ
ทัพหงสาวดีจึงไม่ต้องแตกพ่ายอย่างหมดรูปไม่เป็นขบวน
ตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครงในปีพ.ศ.2127 จนกระทั่งบัดนี้เป็นเวลา 3 ปีที่พระองค์ไม่เคยว่างจากศึกสงครามกับพม่าเลย
และเมื่อทัพพม่าพ่ายแพ้ไป พระพี่นางสุพรรณกัลยาณีก็จะต้องทรงถูกทรมานทรกรรมจากกษัตริย์ซาดิสต์ในฐานที่เป็นใจให้พระอนุชามาแข็งข้อต่อต้านหงสาวดี


และคราวนี้ก็เช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงกับชีวิต
เมื่อชีวิตยังมีอยู่ คนเราก็อยากที่จะหวัง
พระนางทรงหวังว่าจะได้กลับไปอยุธยาอีกครั้ง




============
“หลวงปู่เจ้าคะ
สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถนี่ท่านเก่ง จะเป็นพ่อขุนรามคำแหงมาเกิดใหม่ได้ไหมคะ
แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง แต่ตอนนี้พี่คงจะกลับมาเป็นน้อง”
 
“ช่างคิดนี่
ธรรมดาพระมหากษัตริย์ท่านก็สืบสันตติวงศ์กันมา
ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงกังวลรักบ้านเมือง สิ้นพระชนม์ไปแล้วก็ทรงกลับมาอีก
มาช่วยบ้านเมืองยามทุกข์เข็ญให้รอดพ้น ดวงพระวิญญานทั้งหลายของพระองค์เหล่านี้แหละคือพระสยามเทวาธิราช…”
 
“เช่นพระมหินทราธิราชหรือคะ”
 
“ใช่
พระมหินทร์ท่านทรงแค้นพระทัยที่แพ้พม่า
เพราะพระองค์ท่านอ่อนแอไม่เอาไหนจนพม่าเอาตัวไปเป็นเชลย ซ้ำยังถูกทรมาน
ประหารเอาทั้งพระญาติพระวงศ์ เหลือแต่เด็กๆอย่างพระองค์ดำพระองค์ขาวและพระพี่นาง 
เมื่อถึงคราวที่บ้านเมืองจะล่มจมอีกครั้ง
ท่านจึงมาเกิดเป็นพระเจ้าตากได้มาแก้แค้นแก้เมืองคืนให้ไทยสำเร็จ”
 
“หลวงปู่ก็ต้องมาช่วยท่าน
เพราะแกล้งท่านไว้มาก ต้องมาให้ท่านใช้เสียให้เข็ดใช่ไหมเจ้าคะ”
 
“ใช่
เวรกรรมนั้นมันมีจริงนะ เจ้าอย่าประมาทเที่ยวว่าคนโน้นคนนี้ จะโดนเขาว่าให้มั่ง”












[จาก undefined หน้า243-252]

Note: อารักษ์คืออดีตชาติของหลวงปู่โง่น โสรโย

 

 
 
ขอบคุณ
คุณกาญจนา นาคนันทน์
ภาพจากอินเตอร์เน็ต

Comments are closed.