preload
s  h  o  w  s  h  o  w
Nov 13

เด็กตัวเล็กๆอย่างไกด์พงษ์ศักดิ์ พูดถึงเรื่องนี้อย่างมีอารมณ์ ไม่ว่าเขาจะได้ยินได้ฟังมาจากผู้ใหญ่อีกทีก็ตาม แต่สะท้อนให้เห็นว่า สะพานไม้ หรือ สะพานมอญ มีคุณค่า มีความความหมายยิ่งต่อชาวบ้าน  เราผู้มาเยือนไม่รู้ที่มาที่ไปอาจมองความสวยงามของสะพานเป็นที่ตั้ง แค่เดินไป โพสต์ท่า ถ่ายรูปกันไป หลังข้ามไปถึงอีกฝั่งก็ลืมเลือนหาย แต่คนที่นี่ทุกลมหายใจของเขาคือ สะพาน

 

สะพานมอญ คือ ลมหายใจของชาวบ้านที่นี่

สะพานมอญ คือ ลมหายใจของชาวบ้านที่นี่

ตอนที่ 2

 

                     เช้าวันรุ่งขึ้น

 

                    เปิดประตูห้องออกมา เห็นเด็กชายพงษ์ศักดิ์ไกด์หนุ่มน้อยในชุดเสื้อยืด นุ่งโสร่ง แขวนบัตรยุวไกด์อย่างเป็นทางการ ยืนยิ้มแป้นรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อถามถึง แกะนอน หรือ พ้งผัด น้องชายของเขา เขาว่า นายพรานนักล่าจั๊กจั่น ยังนอนนับแกะฝันหวานอยู่เลย

 

                 อากาศปลายฝนต้นหนาว ยามเช้าหมอกลงจัด บรรยากาศน่าขดตัวคุดคู้อยู่ในผ้าห่ม ไม่แปลกใจที่แกะนอนจะยังไม่ตื่น ผมที่ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตี 5 ยังละล้าละลังว่า จะตื่นดีหรือไม่

 

                ตามโปรแกรมที่พงษ์ศักดิ์กำหนด สิ่งแรกที่เมื่อมาถึงสังขละบุรี ต้องตื่นเช้า อย่างน้อย 6 โมงเช้าล้อรถควรจะหมุนเพื่อไปทำบุญตักบาตรที่หมู่บ้านมอญ** ดูวิถีชีวิตของชาวมอญที่สะพานมอญ**กันก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมกับกินอาหารเช้าแบบมอญที่นั่นเลย

 

              ไม่ว่าจะอยากนอนต่อแค่ไหน แต่เมื่อมาถึงแหล่งที่เที่ยว หลักการประการหนึ่งของผมถือเป็นสถานการณ์บีบบังคับว่า ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าทุกวินาที ที่พักเราอยู่ฝั่งมอญอยู่แล้ว แค่เลี้ยวรถออกจากรีสอร์ตก็สามารถตรงดิ่งไปหมู่บ้านมอญใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที ระหว่างทางที่นั่งรถ ไกด์พงษ์ศักดิ์ดูเงียบขรึม ไม่ทราบตื่นเต้น หรือ ยังงัวเงีย

 

              พอถึงหมู่บ้านมอญ ผู้คนคึกคึกจอแจ รถราจอดเต็มตรอกซอกซอยในหมู่บ้าน ผมคิดในใจ ลองลักษณะนี้ แทนที่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญ ไม่แคล้วต้องสัมผัสชีวิตชาวกรุงในสังขละกันล่ะ

 

               ดีที่เรามี ไกด์พงษ์ศักดิ์ ลูกหลานชาวมอญ พอลงจากรถ เขาถูกขอร้องจากเราให้สาธิตวิธีนุ่งโสร่ง ที่เป็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ นุ่งอย่างไรให้เหนียวแน่นมั่นใจอะไรทำนองนั้น

 

              หลังจากสาธิตพอให้วาบหวาม พ่อหนุ่มน้อยก็เริ่มทำหน้าที่ของเขา เดินนำเราไปหาจุดที่ดีที่สุดที่จะปักหลักยืนรอขบวนพระ นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างการมีไกด์ และ ไม่มี ยิ่งเป็นเจ้าถิ่นเขาย่อมรู้ทุกอณูของพื้นแผ่นดินหมู่บ้านเขา หากเป็นเรามาเองคงหมุนรถเคว้งคว้างอยู่ในหมู่บ้าน ไม่แน่กว่าจะได้ทำเล พระท่านคงรับบาตรกลับวัดไปหมดแล้ว

 

              ใกล้ๆทำเลจุดที่ยืนอยู่ พอดีเป็นร้านกาแฟประจำหมู่บ้าน ผมเห็นเวลายังห่างจากขบวนพระจะมาถึงจึงชักชวนสมาชิกมุดเข้าไปนั่งลงสั่งกาแฟโอวัลติน เครื่องดื่มร้อนกับปาท่องโก๋ตัวยาวสไตล์พม่ารองท้องไปพลางดูภาพอันคึกคักของผู้คนในหมู่บ้านมอญไปพลาง

 

            ในร้านกาแฟเหมือนกับสภากาแฟตามต่างจังหวัด ผู้คนทักทาย บ้างรู้จัก บ้างไม่รู้จักแต่พยายามทำความรู้จักกันด้วยการพูดคุย คุยไปจิบกาแฟกันไปด้วยสีหน้าท่าทางยิ้มแย้ม สายใยสื่อสัมพันธ์ล้วนตรงข้ามกับภาพสังคมก้มหน้าในร้านกาแฟกรุงเทพฯ

 

               ผู้ชายคนหนึ่ง และ เพื่อนของเขานั่งอยู่ใกล้ผม เขาหันมาคุย บอกว่า เป็นคนท้องที่เมืองกาญจน์เพิ่งเดินทางมาถึง ขับรถออกจากบ้านตั้งแต่ตอนดึก กะเวลามาให้ถึงที่นี่เช้า อยากจะทำบุญตักบาตร จากนั้นก็จะเดินทางกลับบ้านเลย

 

              กาแฟดำรสชาติขมเข้ากันปาท่องโก๋ อุ่นท้องไม่พอ ยังอิ่มใจที่ได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ มันเหมือนเราอยู่ในโลกที่ย้อนเวลากลับไปสมัยเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัด ผู้คนใสซื่อ ทำอะไรด้วยใจที่มุ่งมั่นเสมอ

 

              ผม และ ครอบครัวก็มุ่งมั่นมาที่นี่ แต่เราไม่ได้เตรียมของอะไรเพื่อทำบุญตักบาตร ทว่า ไม่ใช่ปัญหา ที่นี่มีของใสบาตรสำเร็จรูปขาย เราไม่ต้องเตรียมของอะไรมา คิดจะหาดอกไม้ถวายพระก็จะมีเด็กผู้หญิงชาวมอญหน้าตาหน้ารักหลายคนมานำเสนอ ข้าวสุก ข้าวสวย อาหารสด อาหารแห้ง มีสาวชาวบ้านจัดเตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวเป็นชุดๆละ 99 บาท ขึ้นอยู่กับเราจะต้องการตักบาตรด้วยอะไร

 

              ตอนหลังจากที่ตักบาตรเสร็จ พงษ์ศักดิ์แอบมากระซิบผม “ลุงครับ ผมว่า ราคาของตักบาตรมันแพงไปนะ ไม่เห็นมีอะไรเลย แต่ว่าเราไม่ต้องคิดมากนะครับ ไม่คิดมากก็จะได้บุญเยอะ”

 

             ผมยิ้ม พยักหน้าเห็นด้วยกับเขา พงษ์ศักดิ์พูดไม่มากแต่พูดแต่ละทีน่าคิด การทำบุญขอให้สบายใจก็ได้บุญแล้ว พ่อผมเคยสอนไว้ ประสาอะไรที่นี่เริ่มเป็นการค้า การค้าที่ต้องมีการแข่งขันกัน พงษ์ศักดิ์ ยังบอกอีกว่า เขาถูกเจ้าประจำต่อว่า ทำไมพวกเราไม่อุดหนุนเขา ในฐานะไกด์เลือกคนนั้นไม่เลือกคนนี้เขาก็ลำบากใจ

 

             การทำบุญตักบาตรเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาพาเราเดินไหลตามคนไปทางสะพานไม้อันมีชื่อเสียงเพื่อหาอาหารเช้ารับประทาน ใกล้กับสะพานมีร้านอาหารแบบมอญแท้ๆอยู่สองข้างถนน ร้านแรกคนแน่นไม่มีเก้าอี้นั่ง เราจึงไปร้านที่สองซึ่งคุ้นเคยกับไกด์เราเป็นอย่างดี

 

           ระหว่างที่เดินผมถามภาษามอญวันละคำกับพงษ์ศักดิ์ ผมสนใจคำว่า สวัสดี ในภาษามอญเขาทักทายกันอย่างไร พงษ์ศักดิ์ตอบสนองทันที พูดเร็วรวบคำ ผมฟังไม่ชัด ให้เขาค่อยๆพูด พูดช้าๆอีกครั้ง จนใจที่ฟังอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง ขณะที่ท้อแท้เลียนคำตามไม่ได้ พลันนั้น เหลือบเห็นเสื้อยืดที่แขวนขายสกรีนคำว่า “มะเงยระอาว” คล้ายๆกับที่เขาออกเสียงให้ฟัง ผมจึงคาดเดาว่า มะเงยระอาว ต้องแปลว่า สวัสดี อย่างไม่ต้องสงสัย

 

             ตื่นเช้าทำบุญถึงสะพานมอญ หลังจากรับประทาน “โจ๊กร้อนๆมอญแท้ๆ” ไปคนละชาม นับว่า สัมผัสวันที่สองของสังขละบุรีได้เริ่มต้น มะเงยระอาว อย่างเป็นทางการแล้ว

 

             อุ่นท้องเสร็จ พงษ์ศักดิ์ยังไม่พาเราชมสะพาน เขาเลือกจัดให้เราล่องเรือเพื่อไปชมเมืองบาดาลก่อน

 

             ที่ท่าเรือ บนสะพานลูกบวบ สะพานชั่วคราวที่ใช้มาหลังจากสะพานไม้พังไปเมื่อปีก่อน เรือรับจ้างรอนักท่องเที่ยวจำนวนหลายลำ ลำแล้วลำเล่าแล่นไปทางทิศตะวันตก และ แล่นสวนกลับมารับผู้โดยสารเที่ยวใหม่

 

            เมื่อเรือแล่นไปบนผิวน้ำ ความเย็นชื่นก็พัดมาปะทะหน้า วิวทิวทัศน์ตลอดทางเวิ้งน้ำตัดกับภูเขาให้ความรู้สึกกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

 

            พอมาถึงบริเวณที่แผ่นน้ำคล้ายขยายเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ พงษ์ศักดิ์ให้ข้อมูล ว่า ตรงนี้นี่เองที่เรียกว่า “สามประสบ” คือ บริเวณเนินที่มีแม่น้ำสามสายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำบิคลี่ ซองกาเลีย และ รันตี ไหลมาบรรจบรวมกันกลายเป็นต้นธารของแม่น้ำแควน้อย

 

            แล่นไปอีกสักพัก ซากปรักของสิ่งปลูกสร้าง หอระฆัง โบสถ์ ของอดีตวัดวังก์วิเวการามเดิมที่เรียกว่าเมืองบาดาลที่โผล่พ้นน้ำก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า

 

           วัดวังก์วิเวการามเดิมนี้สร้างขึ้นในปี พ.. 2498 ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ** จุดที่ตั้งของวัดนี้อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ พอดี

 

           เรือตรงเข้าเทียบท่าที่ด้านข้างโบสก์ เราเดินขึ้นจากเรือ อุดหนุนเด็กๆที่ขายดอกไม้ ธูป เทียน เข้าไปกราบสักการะภาพถ่ายของหลวงพ่ออุตตามะที่ตั้งในโบสถ์

 

            ท่ามกลางกลิ่นธูป ควันคละคลุ้ง คุกเข่าและก้มลงกราบขอพรหลวงพ่ออุตตมะ สงบจิตใจอยู่พักใหญ่ มองดูทั่วบริเวณอีกครั้งรู้สึกถึงพลังที่เข้มขลัง อดคิดถึงอดีตเมื่อครั้งที่วัดแห่งนี้ยังไม่ได้จมน้ำ แรงศรัทธา ความเสื่อมใสไม่รู้จะมากมายเพียงใดในโบถส์หลังนี้

 

            เมื่อเช้าก่อนที่ล้อจะหมุน ผมได้เจอกับเจ้าของรีสอร์ต แกเล่าว่า อยู่ที่สังขละบุรีตั้งแต่ปี 2520 เดิมสังขละบุรีตั้งอยู่ในบริเวณที่เราจะไปดูวันนี้ ในปี พ.. 2527 พอสร้างเขื่อน ตัวอำเภอก็จมอยู่ใต้น้ำ ผู้คนอพยพกระจัดกระจายไปตามพื้นที่ที่ราชการกำหนดให้ ตัวแกเองจึงได้มาจับจองพื้นที่ที่อยู่บนจุดที่สูงที่สุดของอำเภอใหม่ปลูกบ้าน กระทั่งได้สร้างเป็นรีสอร์ตบนพื้นที่ 11ไร่ให้ผมได้มาพักเมื่อปีกลาย

 

            ปี2527การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์ หรือ เขื่อนเขาแหลม เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเมื่อเก็บกักน้ำหลังเขื่อนแล้ว ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนท่วมตัวอำเภอเก่า ในพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ หมู่บ้านชาวมอญอีกกว่า 1,000 หลังคาเรือน รวมถึงวัดวังก์วิเวการามเดิม ทางการจึงได้อพยพชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ออกจากบริเวณที่น้ำท่วม และ ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขาด้านฝั่งตะวันตกของลำน้ำแควน้อยในปัจจุบัน

 

          ขากลับเมื่อมาถึงท่า ไกด์หนุ่มน้อยพาเราเดินบนสะพานลูกบวบไปยังฝั่งไทยแล้วย้อนชมสะพานมอญ**

 

            สะพานไม้ที่ทอดตัวยาวราว 900 เมตรข้ามแม่น้ำซองกาเลียเชื่อมระหว่างสองฝั่งฝากหมู่บ้านมอญและตัวอำเภอสังขละบุรีไปมาหาสู่กันมาช้านาน เมื่อปีที่แล้ว 2556น้ำป่าซัดสะพานเสียหาย หลังผ่านการซ่อมแซมยืดเยื้ออยู่หลายเดือน เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ทำพิธีฉลองไปก่อนที่ผมจะมาเยือนไม่นาน

 

            เล่ากันในหมู่ชาวบ้านว่า ความจริงการซ่อมแซมสะพานควรเสร็จนานแล้วถ้าไม่โกงกินเงินงบประมาณกัน โดยต่อมาผู้รับเหมาทิ้งงานไป จากนั้นได้กำลังทหารเข้ามาทำแทน และ สานต่อจนแล้วเสร็จ ไกด์พงษ์ศักดิ์ บอกกับพวกเราว่า ถ้าให้ชาวบ้านช่วยกันทำก็คงไม่เกิดปัญหา และ ไม่ได้ใช้งบมากมาย

 

           เด็กตัวเล็กๆอย่างไกด์พงษ์ศักดิ์ พูดถึงเรื่องนี้อย่างมีอารมณ์ ไม่ว่าเขาจะได้ยินได้ฟังมาจากผู้ใหญ่อีกทีก็ตาม แต่สะท้อนให้เห็นว่า สะพานไม้ หรือ สะพานมอญ มีคุณค่า มีความความหมายยิ่งต่อชาวบ้าน

 

           เราผู้มาเยือนไม่รู้ที่มาที่ไปอาจมองความสวยงามของสะพานเป็นที่ตั้ง แค่เดินไป โพสต์ท่า ถ่ายรูปกันไป หลังข้ามไปถึงอีกฝั่งก็ลืมเลือนหาย แต่คนที่นี่ทุกลมหายใจของเขาคือ สะพาน

 

           พ้นจากสะพานข้ามมาถึงหมู่บ้านมอญอีกครั้ง ไกด์พงษ์ศักดิ์ วางแผนให้เราไปที่วัดวังก์วิเวการาม** ซึ่งย้ายจากริมน้ำสามประสบมาตั้งที่ใหม่ เพื่อไหว้พระ สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชมความงามของเจดีย์พุทธคยาสีเหลืองทองอร่ามซึ่งจำลองตามแบบของอินเดียขนานแท้

 

           เมื่อมาถึงวัด สิ่งแรกที่สะดุดตาของทุกคน คือ สิงห์คู่ นั่งตระหง่านอยู่บนทางขึ้นเจดีย์ ศิลปะรูปปั้นแบบนี้มีให้เห็นตามแบบฉบับวัดมอญ และ พม่า ขณะที่เจดีย์พุทธคยางามสง่าสมคำร่ำลือ ผมสังเกตเห็นคนที่มาส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่า ประวัติความเป็นมาอย่างไร เพราะ เมื่อพวกเขาเห็นไกด์เด็กน้อยของผมก็ดึงตัวไปสอบถาม ติดสินบนด้วยแบงก์สีเขียว เพื่อต้องการทราบข้อมูล อาจเพราะ พงษ์ศักดิ์ อธิบายได้ บางรายถึงกลับคิดซื้อตัวไกด์ของผมไปนำทางให้เลย แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง

 

           “ผมบอกเขาว่า ผมมากับลุงแล้ว” พงษ์ศักดิ์ บอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจในความเป็นไกด์คิวทองของเขา

 

            ถัดจากวัดวังก์วิเวการาม ไกด์พงษ์ศักดิ์ พาเรามุ่งหน้าไปแหล่งเที่ยวอีกแห่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากตัวอำเภอสังขละบุรี คือ ด่านเจดีย์สามองค์

 

            สุดชายแดนตะวันตก พรมแดนระหว่างไทยกับพม่า นับด่านตรวจคนเข้าเมืองแห่งนี้มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ชัยภูมิของด่านเจดีย์สามองค์ตั้งอยู่ช่องเขาตะนาวศรี ตามประวัติศาสตร์ไทยพม่าเส้นทางนี้ใช้เป็นทางสัญจรของกองทัพทั้งพม่าและไทยที่ยกทัพผ่านไปอีกประเทศ รวมทั้งสมัยสงครามโลก ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างทางรถไฟสายมรณะ ผ่านทางด้านนี้เช่นกัน น่าเสียดายที่ร่องรอยเพียงหนึ่งเดียวคือ ทางรถไฟถูกปล่อยให้หญ้าขึ้นคลุมไม่สามารถมองเห็น

 

            “เจดีย์สามองค์ที่พวกลุงเห็นไม่ใช่ของที่เป็นแบบนี้แต่แรกนะครับ อันนี้เป็นแบบจำลองที่ก่อสร้างครอบซากปรักหักพังเดิม” ไกด์เด็กน้อย บอกกับคณะ ประเด็นนี้ผมว่า คนรู้น้อยกว่าน้อย เช่นเดียวกับความสำคัญด้านศาสนา ที่เชื่อกันว่า เป็นจุดที่พระสงฆ์ชาวอินเดียซึ่งเดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 หรือ สมัยอยุธยา

 

             คนที่มาด่านเจดีย์สามองค์ เท่าที่ผมสังเกตุ มาด้วยวัตถุประสงค์สองอย่าง หนึ่งเพื่อสัมผัสกับพรมแดน ที่แค่มองไปก็เห็นอีกประเทศหนึ่งแล้ว กับ สองจับจ่ายซื้อของ เครื่องประดับ รวมทั้ง กล้วยไม้สวยๆในราคาที่ไม่แพงนัก การมาเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยตรงอาจจะมีไม่มาก ทั้งๆที่สถานที่แห่งนี้มีเรื่องราวและร่องรอยให้ได้ศึกษาอยู่ไม่น้อย

 

           พอเดินกันพอสมควรต้องกลับเข้าเมืองสังขละเพื่อไปทานอาหารเที่ยง เราก็ช่วยกันลำเลียงกล้วยไม้จำนวนหนึ่งไม่มากไม่น้อย ประมาณไปสร้างนิทรรศการป่าไม้เมืองร้อนที่บ้านได้มุมหนึ่งขึ้นรถ

 

            ระหว่างที่หิ้วกล้วยไม้พะรุงพะรัง ผมเอ่ยถามไกด์ “พงษ์ศักดิ์ เราซื้อกล้วยไม้ไปเยอะๆอย่างนี้จะมีปัญหากับด่านที่ตั้งอยู่เยอะแยะตอนขามามั้ย”

 

            ไกด์เด็กน้อยไม่ตอบทันที คล้ายๆว่า ไม่เข้าใจว่าจะมีปัญหาอะไร

 

           “ถ้าเจอด่านเรียกตรวจจะทำยังไง กล้วยไม้พวกนี้เป็นของหายากนะ” ผมอธิบายเพิ่ม

 

           “อ๋อ ไม่ยากครับลุง” พงษ์ศักดิ์พูดอย่างหนักแน่น

 

          “ตอบไปเลยว่า ถ้ามันหายาก มันคงไม่ได้มาอยู่ที่ร้านแล้วสิ นี่มันอยู่ที่ร้านมีคนเอามาขายเยอะแยะ ก็แปลว่ามันเป็นกล้วยไม้หาง่าย ”

 

       เขาพูดหน้าตาย คำพูดเข้าทำนอง พูดน้อยต่อยหนัก ช่างร้ายกาจจริง ไกด์วัย 13 ขวบรายนี้

 

       ผมนี่ “มะเงยระอาว” เบย.

 

                                                                                                                                                        (โปรดติดตามตอนต่อไป)

 

 

**หมู่บ้านมอญ

ชาวมอญ หรือ รามัญ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศนับตั้งแต่ภาคเหนือของไทย ท้องถิ่นภาคกลาง และ ตลอดแนวตะเข็บชายแดนภาคตะวันตก ทั้งที่เป็นมอญเก่าคือกลุ่มที่เคลื่อนเข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และ มอญใหม่คือกลุ่มที่เข้ามาสมัยรัตนโกสินทร์

หมู่บ้านมอญ หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า หมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง หมู่ที่ 2 บ้านวังกะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านที่มีชนชาวมอญอาศัยอยู่กว่า 1000 ครอบครัว ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำซองกาเลียตรงข้ามที่ว่าการอำภอสังขละบุรี ซึ่งอยู่บนฝั่งตะวันออก (ที่มา : http://www.tobethai.org )

 

**สะพานมอญ

สะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย มีความยาว 850 เมตร และ เป็นสะพานไม้ที่ยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในประเทศพม่า เป็นสะพานที่ข้ามแม่น้ำซองกาเลียที่ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี

สะพานนี้สร้างขึ้นโดยดำริของหลวงพ่ออุตตมะเจ้าอาวาสวัดวังก์วิเวการามในปีพ.. 2529จนถึงพ.. 2530โดยใช้แรงงานของชาวมอญเป็นสะพานไม้ที่ใช้สัญจรไปมาของชาวมอญและชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณนี้(ที่มา : วิกิพิเดีย )

 

**วัดวังก์วิเวการาม

วังวังก์ วิเวการาม หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านอพยพชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญได้ร่วมกันสร้างขึ้น ในปี พ.. 2496 ที่บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรีใกล้กับชายแดนไทยพม่าห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 220 กิโลเมตร

ในระยะแรกมีเพียงกุฏิ และ ศาลา มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่าวัดหลวงพ่ออุตตมะตั้งอยู่บนเนินสูงในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ ในปี พ.. 2505 ได้รับอนุญาตจากกรมการศาสนาให้ใช้ชื่อว่า วัดวังก์วิเวการามซึ่งตั้งตามชื่ออำเภอเดิม คืออำเภอวังกะสังขละบุรี ซึ่งต่อมาถูกยุบเป็นกิ่งอำเภอ ก่อนที่จะยกฐานะเป็น อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีในปี พ.. 2508

วัดวังก์วิเวการาม ก่อสร้างด้วยศิลปะแบบพม่า มีพระพุทธรูปหินอ่อน และ งาช้างแมมมอธ มีเจดีย์พุทธคยาจำลอง สร้างจำลองแบบจาก เจดีย์พุทธคยา ประเทศอินเดีย โดยเริ่มก่อสร้าง พ.. 2518 แล้วเสร็จเมื่อ พ.. 2529

(ที่มา : วิกิพิเดีย )

 

**หลวงพ่ออุตตมะ

หลวงพ่ออุตตมะ หรือ พระราชอุดมมงคล เดิมชื่อ เอหม่อง เกิดเมื่อ พ.. 2453ที่หมู่บ้านโมกกะเนียง ตำบลเกลาสะ อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ประเทศพม่า เป็นบุตรคนโตในครอบครัวเชื้อสายมอญ จำนวน 12 คน ของนายโง และ นางทองสุก หลังเรียนหนังสือจบจากพม่าเมื่ออายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเกลาสะ ได้ศึกษาภาษาบาลี และ พระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมโท อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเกลาสะ ได้รับฉายาว่า อุตตมรัมโภ แปลว่า ผู้มีความพากเพียรอันสูงสุด โดยได้ตั้งเจตจำนงที่จะบวชไม่สึกจนตลอดชีวิต

เมื่อ พ.. 2475 อุตตมรัมโภภิกขุสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก จากสำนักเรียนวัดปราสาททอง อำเภอเย จังหวัดมะละแหม่ง ต่อมา พ.. 2484 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ในประเทศพม่า ที่สำนักเรียนวัดสุขการี อำเภอสะเทิม จังหวัดสะเทิม อุตตมรัมโภภิกขุจึงได้เดินทางไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานที่วัดตองจอย และ วัดป่าเลไลยก์ จนมีความรู้ความสามารถในเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนวิชาไสยศาสตร์และพุทธคมเป็นอย่างดี และ ชอบออกเดินธุดงค์ไปตามที่ต่างๆในประเทศพม่า

อุตตมรัมโภภิกขุเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกทางจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.. 2486โดยเดินธุดงค์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดสวนดอก ก่อนจะออกธุดงค์ไป แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงราย น่าน กาญจนบุรี

เนื่องจากเหตุการณ์บ้านเมืองในประเทศพม่าขณะนั้น อุตตมรัมโภภิกขุจึงเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยอีกครั้งทางหมู่บ้านอีต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเกาะ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีคนมาแจ้งข่าวว่า ที่สังขละบุรีมีชาวมอญจากบ้านเดิมของท่าน อพยพเข้าเมืองไทย และต้องการนิมนต์ท่านไปเยี่ยม ท่านได้พบกับชาวมอญที่อพยพมาจากโมกกะเนียง เจ้าคะเล และมะละแหม่ง และพาชาวมอญเหล่านี้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านวังกะล่าง ถือเป็นจุดกำเนิดของชุมชนชาวมอญในสังขละบุรี

ในปี พ.. 2499 หลวงพ่ออุตตมะ ร่วมกับชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญ ได้พร้อมใจกันสร้างศาลาวัดขึ้น มีฐานะเป็นสำนักสงฆ์ แต่ชาวบ้านโดยทั่วไปเรียกว่า วัดหลวงพ่ออุตตมะ

หลวงพ่ออุตตมะ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูอุดมสิทธาจารย์ เมื่อ พ.. 2512 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ที่พระอุดมสังวรเถร เมื่อ พ.. 2524 และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระราชอุดมมงคล เมื่อ พ.. 2534

หลวงพ่ออุตตมะ เข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.. 2547 ด้วยโรคไต โรคหัวใจ โรคปอด สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ท่านไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถลืมตาเองได้เป็นเวลากว่า 1 ปี จนกระทั่งเกิดอาการติดเชื้ออย่างรุนแรง และมรณภาพจากการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากภาวะปอดอักเสบ เมื่อเวลา 7.22 . ของวันที่ 18 ตุลาคม พ.. 2549 อายุรวม 97 ปี

 

 

อากาศยามเช้าบนเขามองจากที่พัก

อากาศยามเช้าบนเขามองจากที่พัก

 

บรรยากาศทำบุญตักบาตรในหมู่บ้าน

บรรยากาศทำบุญตักบาตรในหมู่บ้าน

 

กาแฟโบราณกับปาท่องโก๋ เข้ากัน

กาแฟโบราณกับปาท่องโก๋ เข้ากัน

 

บรรยากาศหน้าสะพานตอนเช้า

บรรยากาศหน้าสะพานตอนเช้า

 

ไกด์หนุ่มน้อยนั่งรอคิวพาชมเมืองบาดาล

ไกด์หนุ่มน้อยนั่งรอคิวพาชมเมืองบาดาล

 

สะพานลูกบวบ ทำขึ้นชั่วคราวเมื่อคราวสะพานไม้ใช้การไม่ได้

สะพานลูกบวบ ทำขึ้นชั่วคราวเมื่อคราวสะพานไม้ใช้การไม่ได้

 

เจดีย์พุทธคยา มองจากเรือ ที่ตั้งวัดวังก์วิเวการามปัจจุบัน

เจดีย์พุทธคยา มองจากเรือ ที่ตั้งวัดวังก์วิเวการามปัจจุบัน

 

หอระฆังกลางน้ำ จุดสามประสบ อดีตวัดวังก์วิเวการามเดิม

หอระฆังกลางน้ำ จุดสามประสบ อดีตวัดวังก์วิเวการามเดิม

 

โบสถ์กลางน้ำความงามที่หาดูยาก

โบสถ์กลางน้ำความงามที่หาดูยาก

 

ในโบสถ์กลางน้ำ เข้าไปกราบสักการะหลวงพ่ออุตตมะ

ในโบสถ์กลางน้ำ เข้าไปกราบสักการะหลวงพ่ออุตตมะ

 

บนฝั่งอำเภอสังขละมองไปที่แม่น้ำ ก่อนข้ามสะพานมอญ

บนฝั่งอำเภอสังขละมองไปที่แม่น้ำ ก่อนข้ามสะพานมอญ

 

สะพานมอญยามสายที่คนซาแล้ว

สะพานมอญยามสายที่คนซาแล้ว

 

มองจากด้านข้างเมื่ออยู่ฝั่งมอญ

มองจากด้านข้างเมื่ออยู่ฝั่งมอญ

 

บ่งบอกถึงสรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงสะพานมอญ

บ่งบอกถึงสรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงสะพานมอญ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Comments are closed.