พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

November27

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

.

พระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5)


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบรมราชสมภพเมื่อ วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ [1] และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า [2]

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร” ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว” [2]

เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราช รวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา

พระมเหสี พระราชินี เจ้าจอม พระราชโอรส และ พระราชธิดา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมเหสี และ เจ้าจอม รวมทั้งหมด 92 พระองค์ โดย 36 พระองค์มีพระราชโอรส-ธิดา อีก 56 พระองค์ไม่มี และพระองค์ทรงมีพระราชโอรส-ธิดา รวมทั้งสิ้น 77 พระองค์

พระราชกรณียกิจที่สำคัญ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติการในศาสนาได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ได้มีมีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา ลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433 นอกจากนี้ได้มีงานพระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ

การเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส

ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ 123,050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6 เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม 2410

ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ 321,000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2431 ฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นัดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้อหา คือ

ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก

ให้ยกดินแดนบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่างๆ ในแม่น้ำด้วย

ให้ถอนทัพไทยจากฝั่งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25 กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้ไทยทำตาม

   ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436- พ.ศ. 2447)

   ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447


   วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึงเกาะกูด

รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ 66,555 ตารางกิโลเมตร

และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไซยะบูลี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450

การเสียดินแดนให้อังกฤษ

เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451 ( นับอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้ 40 ปี

พระราชปณิธาน

พระราชบิดาของฉัน ได้ทรงสละเวลาเป็นส่วนใหญ่ ในการศึกษาและคุ้มครองศาสนาของชาติ ส่วนฉันได้ขึ้นครองราชย์ในขณะอายุยังน้อย จึงไม่มีเวลาที่จะเป็นนักศึกษาอย่างพ่อ ฉันเองมีความสนใจในการศึกษาหนังสือหลักธรรมต่างๆ สนใจที่จะคุ้มครองศาสนาของเรา และต้องการให้มหาชนทั่วไปมีความเข้าใจถูกต้อง

ดูเหมือนว่า ถ้าชาวยุโรปเชื่อในคำสอนของคณะมิชชันนารีว่า ศาสนาของเราโง่งมงาย และชั่วทราม คนทั้งหลายก็จะต้องถือว่าพวกเราเป็นคนโง่งมงายและชั่วทรามไปด้วย ฉันจึงรู้สึกขอบคุณบรรดาบุคคล เช่น ท่านเป็นตัวอย่าง ที่สอนชาวยุโรปให้ความคารวะแก่ศาสนาของเรา


พระราชนิพนธ์

ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง

1 ไกลบ้าน

2 เงาะป่า

3 นิทราชาคริต

4 อาบูหะซัน

5 พระราชพิธีสิบสองเดือน

6 กาพย์เห่เรือ

7 คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา

8 ตำรากับข้าวฝรั่ง

9 พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี

10 โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบรมนามาภิไธย สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชวรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

ครองราชย์ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410

ระยะครองราชย์ 42 ปี

รัชกาลก่อนหน้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลถัดไป พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วัดประจำรัชกาล วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม

ข้อมูลส่วนพระองค์

พระราชสมภพ 20 กันยายน พ.ศ. 2396

วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู

สวรรคต 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชมารดา สมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์

พระมเหสี สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระราชโอรส/ธิดา 77 พระองค์




(ที่มา: วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี )

 

พระราชประวัติรัชกาลที่ ๕ PDF พิมพ์ ส่งอีเมล์
เขียนโดย siri   

 

พระมหากษัตริย์ไทย

           

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบรมราชสมภพเมื่อ วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร” ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา [3] โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”

เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา [4]

 พระราชลัญจกรประจำพระองค์

 

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 5 พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 6.8 ซ.ม. โดยมีตรา พระเกี้ยว หรือ พระจุลมงกุฏ ซึ่งประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ชั้น มีฉัตรบริวารตั้งขนาบทั้ง 2 ข้าง ถัดออกไปจะมีพานแว่นฟ้า 2 ชั้น ทางด้านซ้ายวางสมุดตำรา และทางด้านขวาวางพระแว่นสุริยกานต์เพชร โดยพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นการเจริญรอยจำลองมาจากพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การสร้างพระลัญจกรประจำพระองค์นั้น จะใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ “จุฬาลงกรณ์” ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับศีรษะ หรือ จุลมงกุฎ ดังนั้น จึงเลือกใช้ พระเกี้ยว หรือ จุลมงกุฎ มาใช้เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์

 

พระราชประวัติ

 

 

 

            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ (ต่อมาภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการเปลี่ยนแปลงพระนามเจ้านายฝ่ายในให้ถูกต้องชัดเจนตามโบราณราชประเพณีนิยมยุคถัดมาเป็น สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ได้รับพระราชทานนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพมหามงกุฎ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร

พระองค์ทรงมีพระขนิษฐาและพระอนุชารวม 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ และ สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2404 สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ได้รับการสถาปนาให้ขึ้นทรงกรมเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ  และเมื่อ พ.ศ. 2409 พระองค์ทรงผนวชตามราชประเพณี ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ภายหลังจากการทรงผนวช พระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ เมื่อปี พ.ศ. 2410 โดยทรงกำกับราชการกรมมหาดเล็ก กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมทหารบกวังหน้า

 

พระราชประวัติ (ภาค 2)

              วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2410 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตภายหลังทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา โดยก่อนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสวรรคตนั้น ได้มีพระราชหัตถเลขาไว้ว่า “พระราชดำริทรงเห็นว่า เจ้านายซึ่งจะสืบพระราชวงศ์ต่อไปภายหน้า พระเจ้าน้องยาเธอก็ได้ พระเจ้าลูกยาเธอก็ได้ พระเจ้าหลานเธอก็ได้ ให้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ปรึกษากันจงพร้อม สุดแล้วแต่จะเห็นดีพร้อมกันเถิด ท่านผู้ใดมีปรีชาควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ให้เลือกดูตามสมควร” ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเสด็จสวรคต จึงได้มีการประชุมปรึกษาเรื่องการถวายสิริราชสมบัติแด่พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ ซึ่งในที่ประชุมนั้นประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และพระสงฆ์ โดยพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทเวศร์วัชรินทร์ ได้เสนอสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งที่ประชุมนั้นมีความเห็นพ้องเป็นเอกฉันท์ ดังนั้น พระองค์จึงได้รับการทูลเชิญให้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระราชบิดา  โดยในขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ดังนั้น จึงได้แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะทรงมีพระชนมพรรษครบ 20 พรรษา โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว”

พระราชประวัติ (ต่อ ภาค 3) 

 

 

เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา จึงทรงลาผนวชเป็นพระภิกษุ และได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษรัตนราชรวิวงศ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปดลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทร มหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 2.45 นาฬิกา รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษา

วัดประจำรัชกาลที่5

วัดประจำรัชกาลที่ 1 คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 2 คือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 3 คือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 4 คือ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 5 คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

     วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่  เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออกติดถนนเฟื่องนคร ด้านตะวันตก  ติดถนนอัษฎางค์ ด้านเหนือติดถนนราชบพิธ ด้านใต้ติดคลองวัดราชบพิธ

     ในปี พ.ศ.2412 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ (หม่อมเจ้าชายดิศ)  อธิบดีกรมช่างสิบหมู่และกรมหมื่นสรรพศาสตรศุภกิจ (พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างวัดและพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)  อธิบดีกรมช่างสิบหมู่เป็นแม่กองอำนวยการปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ.2443

     ศิลปกรรมของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชดำริให้นำหลักการสร้างวัดโบราณมาสร้าง โดยมีพระเจดีย์เป็นหลัก ล้อมด้วยพระระเบียง พระอุโบสถ พระวิหารและพระวิหารทิศโดยรอบ  มีกำแพงกั้นเขตพุทธาวาสกับสังฆาวาสและผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกให้กลมกลืนกันทั้งภายนอกพระอุโบสถ พระวิหาร และภายในพระอุโบสถ  พระวิหาร  อันเป็นงานช่างสิบหมู่ที่วิจิตรงดงามยิ่ง  อาทิ  พระอุโบสถภายนอกมีมุขเด็จด้านหน้า  หลังคาลด 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน เป็นรูปช้างเจ็ดเศียรเทิดพานรองรับพระเกี้ยวขนาบสองข้างด้วยฉัตร ราชสีห์และคชสีห์ประคอง หน้าบันมุขเด็จเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ประตูหน้าต่างมีซุ้มปูนปั้นลงรักปิดทองยอด

      มณฑป บานประตูหน้าต่างด้านในเป็นลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับมุกเป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง  ภายในพระอุโบสถประดับตกแต่งด้วยศิลปะตะวันตกผสมศิลปะไทย  มีลายเครือเถาสีทองที่เพดาน  ผนังระหว่างช่องหน้าต่างทำเป็นรูปอุณาโลมสลับอักษร จ   บานประตูและบานหน้าต่างด้านในเขียนลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ เหนือซุ้มประตูกลางเป็นลายปูนปั้นพระราชลัญจกร ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เรียกว่า  ตราแผ่นดิน

      พระประธานในพระอุโบสถคือ  พระพุทธอังคีรส  มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์  ปางสมาธิขัดสมาธิราบขนาดหน้าตัก 60 นิ้ว หล่อสำริด กะไหล่ทองคำที่ใต้ฐานบัลลังก์พระพุทธรูปนี้  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงบรรจุพระบรมอัฐิในรัชกาลที่ 2  รัชกาลที่ 3  รัชกาลที่ 4  และรัชกาลที่ 5 พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาลัยและสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูรไว้เพื่อสักการบูชา

      นอกจากนี้ยังมีศิลปกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่ง  คือมหาสีมา เป็นหลักศิลาจำหลักเป็นรูปธรรมจักรตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดทั้ง 8 ทิศ  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามที่หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างและมีมหาสีมา  ด้านตะวันตก  ติดกับกำแพงวัดมีสุสานหลวง 

       รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างอนุสาวรีย์สำหรับพระบรมราชเทวี   พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา  พระราชโอรส  พระราชธิดา ในพระองค์เป็นรูปพระเจดีย์  ปรางค์  วิหารแบบไทย  เช่น   พระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์  อนุสาวรีย์รังษีวัฒนา  เสาวภาประดิษฐาน สุขุมาลย์นฤมิตร  พระปราค์พระวิมาดาเธอ  กรมพระสุธาสินีนาฎ  และอนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ฯลฯ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นที่รักใคร่อย่างล้นเหลือของพสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ พระองค์จึงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ซึ่งมีความหมายว่า “พระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ รัฐบาลจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช”

ในวันปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จฯ ไปวางพวงมาลา ณ พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้า พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นประจำทุกปี

[แก้]กิจกรรม

ในวันนี้ของทุกปี นิสิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะใส่ชุดพิธีการเพื่อเข้าถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 5 โดยมีวงโยธวาทิต โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUDMB) เป็นผู้นำขบวน นอกจากนั้นยังมีวงโยธวาทิตของโรงเรียนอื่นๆ หน่วยราชการ พ่อค้า ประชาชน จากทั่วประเทศ จะนำพวงมาลา หรือพุ่มดอกไม้ไปถวายสักการะ พร้อมทั้ง ทำบุญตักบาตร เพื่ออุทิศเป็นพระราชกุศล นอกจากนี้ ยังมีการจัดสัมนาทางวิชาการเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 5 อีกด้วย

 รถไฟหลวงสายแรก  กรุงเทพฯ – นครราชสีมา เปิดใช้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (ณ ปีที่เขียนเรื่องนี้ ก็จะครบ 111 ปี) ขณะนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุ 43 พรรษา 7 เดือน 6 วัน

• รถไฟราษฎร์สายแรก  กรุงเทพฯ – ปากน้ำ สมุทรปราการ เปิดบริการเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 ระยะทางประมาณ 25 ก.ม.

• โทรเลขสายแรก  ระหว่างกรุงเทพฯ – สมุทรปราการ ความยาว 45 กม.

• โทรเลขสายที่ 2  ระหว่าง กรุงเทพฯ – บางปะอิน สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2426

• โรงพยาบาลศิริราช  เปิดวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 ขณะนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุ 34 พรรษา 7 เดือน 6 วัน

• วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างมี 7 วัด ดังนี้

1) วัดเทพศิรินทราวาส

2) วัดราชาธิวาส

3) วัดราชบพิธ

4) วัดเบญจมบพิตร

5) วัดนิเวศธรรมประวัติ

6) วัดอัษฎาคนิมิตร

7) วัดจุฑาทัศธรรมสภาราม

• วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ มี 8 วัด ดังนี้

1) วัดสระเกศ

2) วัดปฐมนิวาส

3) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

4) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

5) วัดมกุฏกษัตริยาราม

6) พระพุทธบาทสระบุรี

7) วัดสุวรรณคาราม

8) พระปฐมเจดีย์ (ทรงสร้างต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ)

• สถานศึกษาชั้นสูงทางศาสนาที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างมี 2 แห่งคือ

1) มหามกุฏราชวิทยาลัย

2) มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vcafe/89881

**เพิ่มเติมอีกที่ เหตุการณ์ตามลำดับในสมัยรัชกาลที่ 5**

พ.ศ. ๒๔๑๒

เริ่มสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำพระองค์

พ.ศ. ๒๔๑๖

เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาเป็นครั้งแรก

ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย

เสด็จประพาส อินเดีย (ปลายปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ต่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕)

พ.ศ. ๒๔๑๕

เริ่มปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่

เริ่มใช้เสื้อราชประแตน

พ.ศ. ๒๔๑๖

ทรงมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา

ทรงผนวช

โปรดเกล้าฯ ให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เวลาเข้าเฝ้า ในวันบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์

พ.ศ. ๒๔๑๗

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือ รัฐมนตรีสภาและองคมนตรีสภา

วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ ปีจอ ออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ลูกไท

กำเนิดโรงเรียนสตรีวังหลัง

ใช้เงินอัฐกระดาษ แทนเหรียญทองแดง

ตั้งพิพิธภัณฑสถาน

พ.ศ. ๒๔๑๘

สงครามปราบฮ่อ ครั้งแรก

เริ่มการโทรเลขครั้งแรกระหว่างกรุงเทพ – สมุทรปราการ

พ.ศ. ๒๔๒๔

สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี

พ.ศ. ๒๔๒๕

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

พ.ศ. ๒๔๒๖

ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มเปิดบริการไปรษณีย์ครั้งแรกในพระนคร

ตั้งกรมโทรเลข

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๒

พ.ศ. ๒๔๒๗

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรทั่วๆ ไป ตามวัดต่างๆ เริ่มแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม

พ.ศ. ๒๔๒๙

โปรดเกล้าฯ ให้เลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

ทรงประกาศตั้งตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ขึ้น และทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์แรก

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๓

ไทยสมัครเข้าเป็นภาคีสหภาพไปรษณีย์สากล

พ.ศ. ๒๔๓๐

ตั้งกรมยุทธนาธิการทหาร (กระทรวงกลาโหม)

ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๐

ตั้งกระทรวงธรรมการ

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๔

พ.ศ. ๒๔๓๑

ทรงเริ่มการทดลองจัดการปกครองส่วนกลางแผนใหม่

เริ่มดำเนินการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นครั้งแรก สำเร็จออกมา ๓๙ เล่ม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖

ใช้รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เป็นศักราชในราชการ

ตั้งกรมพยาบาล เปิดโรงพยาบาลศิริราช

ตราพระราชบัญญัติ เลิกวิธีพิจารณาโทษตามแบบจารีตนครบาล

เสียดินแดน แคว้นสิบสองจุไทให้ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๓๒

เริ่มใช้วันทางสุริยคติในราชการ

พ.ศ. ๒๔๓๓

เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน ให้กับประเทศอังกฤษ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจและทรัพยากร อันอุดมด้วยดินแดนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

พ.ศ. ๒๔๓๔

ตั้งกระทรวงยุติธรรม

ตั้งกรมรถไฟ และเริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ – นครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๓๕

โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕

ตั้งศาลโปริสภา (ศาลแขวง)

ส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาทหารในยุโรป รุ่นแรก

พ.ศ. ๒๔๓๖

ให้เอกชนเปิดเดินรถไฟสายปากน้ำ เมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖

ฉลองพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรก

ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย

ตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๓๗

ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสยามมกุฎราชกุมาร

เริ่มจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล

ตั้งโรงไฟฟ้า เริ่มกิจการรถราง ไฟฟ้าอย่างแท้จริงแม้จะได้เริ่มการใช้รถรางไฟฟ้าเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๙๓ (นับอย่างเก่าต้อง ร.ศ. ๑๑๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๕) โดยที่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๑๑

พ.ศ. ๒๔๓๗

โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงพิเศษไปจัดการศาลตามหัวเมือง

จัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรก

ตั้งโรงเรียนฝึกหัดวิชาแพทย์ และผดุงครรภ์

พ.ศ. ๒๔๓๙

โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นปรากฏรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 13 หน้า 269 ลงวันที่ 5 เมษายน 2439 (รศ. ๑๑๕)

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จเปิดโรงเรียนในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 ( รศ.๑๑๖ )

พ.ศ. ๒๔๔๐

เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ปีระกา

ตราข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมือง

ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย

เริ่มการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนในยุโรป ปีละ ๒ ทุน

พ.ศ. ๒๔๔๑

ตั้งกรมเสนาธิการทหารบก

รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมเดียวกัน

กำเนิดเหรียญ “สตางค์” รุ่นแรก โดยใช้ทองขาว (นิกเกิ้ล ราคา ๒๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ๕ สตางค์ และ ๒ ๑/๒ สตางค์ แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะใช้ยาก

พ.ศ. ๒๔๔๒

เริ่มจัดตั้งกองทหารตามหัวเมือง

เริ่มสร้างวัดเบญจมบพิตร

ได้พระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย

ทำสนธิสัญญากำหนดสิทธิจดทะเบียนคนในบังคับอังกฤษ

พ.ศ. ๒๔๔๔

ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่นครราชสีมา

เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ – นครราชสีมา เมื่อ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๓

หล่อพระพุทธชินราชจำลอง

บริษัทสยามไฟฟ้า ได้รับสัมปทานจำหน่ายไฟฟ้า เริ่มจุดโคมไฟตามถนนหลวง

เกิดกบฎเงี้ยวที่เมืองแพร่ ผีบุญที่อุบลราชธานี และ กบฎแขก ๗ หัวเมืองที่ปัตตานี เพื่อต่อต้านการปกครองแบบเทศาภิบาล

พ.ศ. ๒๔๔๕

ตั้งกรมธนบัตร เริ่มใช้ธนบัตรครั้งแรก

ตราพระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ. ๑๒๑

ตั้งสามัคยาจารย์สมาคม

ตั้งโอสถศาลา

ปราบกบฎเงี้ยวที่เมืองแพร่ ปราบผีบุญอุบลราชธานี และ กบฎแขก ๗ หัวเมืองปัตตานี สำเร็จ และได้มีการปลดเจ้าเมืองแพร่ เจ้าเมืองปัตตานี หนองจิก รามัน สายบุรี ยะลา ระแงะ ออกจากตำแหน่ง พร้อมส่งไปจองจำเจ้าเมืองปัตตานีในหลุมที่พิษณุโลก ภายหลังได้ปล่อยตัวออกไปตามแรงกดดันของอังกฤษ

พ.ศ. ๒๔๔๖

เปิดการเดินรถไฟหลวงสายใต้ ระหว่างกรุงเทพ-เพชรบุรี เมื่อ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๖

พ.ศ. ๒๔๔๗

เสียดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส ตรงหัวเมืองจำปาศักดิ์ (ตรงข้ามเมืองปากเซ) และ

หัวเมืองไชยบุรี – ปากลาย (ตรงข้ามหลวงพระบาง)

พ.ศ. ๒๔๔๘

เสด็จประพาสต้นครั้งแรก

ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๔๘

ตราพระราชบัญญัติทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔

ประกาศให้ลูกทาสเป็นไททั้งหมด ด้วยพระราชบัญญัติลักษณะทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๔ ให้เป็นวันที่ทาสหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย

ตั้งหอสมุดสำหรับพระนคร

ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ฉบับแรก

ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับเดนมาร์ก และอิตาลี

ทดลองจัดสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร

พ.ศ. ๒๔๔๙

เสด็จประพาสต้นครั้งหลัง

เปิดโรงเรียนนายเรือ ที่พระราชวังเดิม เมื่อ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๙

เสียมณฑลบูรพา (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ) ให้ฝรั่งเศส เมื่อ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เพื่อแลกกับจันทบุรีและด่านซ้ายคืนมา

พ.ศ. ๒๔๕๐

เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ปีมะแม เพื่อรักษาพระโรควักกะพิการ

จัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวครั้งแรก

เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา เมื่อ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐ (นับอย่างใหม่ต้อง พ.ศ. ๒๔๕๑)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพ.ศ. ๒๔๕๑

จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมืองทั่วไป

ประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗

เลิกใช้เงินพดด้วง

ตราพระราชบัญญัติทองคำ ร.ศ. ๑๒๗ ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแบบสากล โดยให้จ่ายเงินตราต่างประเทศทที่ใช้มาตรฐานทองคำแทนการ** ออกเหรียญ ๑๐ บาททองคำตราครุฑ

สร้างพระบรมรูปทรงม้า เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ๔๐ ปี วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก โดยจ้างช่างที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ทำ หล่อด้วยโลหะชนิดทองสัมฤทธิ์นำมา ติดกับทองสัมฤทธิ์เหมือนกันหนาประมาณ ๒๕ เซนติเมตร เป็นที่ม้ายืน โดยส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๕๑ และได้ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน อันเป็นแท่นรอง สูงประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๕ เมตร

พ.ศ. ๒๔๕๒

เลิกใช้เงินเฟื้อง ซีก เสี้ยวอัฐ โสฬส

เริ่มกิจการประปา

พ.ศ. ๒๔๕๓

มีการแสดงกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นครั้งแรก

เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๕ ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ เมื่อเวลา ๒ ยาม ๔๕ นาที (๐ นาฬิกา ๔๕ นาที) ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ด้วยพระโรควักกะพิการซึ่งแสดงอาการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๔๔๘ พระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา รวมครองราชสมบัติ ๔๒ ปี

พระราชวังดุสิต…อยู่ถัดจากสวนสัตว์เขาดิน มีพระที่นั่งและพระตำหนักรวมกัน 16 หลัง ที่ดังที่สุดก็คงเป็นพระที่นั่งวิมานเมฆ ตำหนักที่ ร.5 เคยประทับ อายุ 107 ปี พระตำหนักแห่งนี้ ร.5 ทรงประทับ 4 ปี ก่อนย้ายไปตำหนักอื่น (4 ปีหลังจากย้ายก็ทรงสวรรคต) กำกับการออกแบบโดย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ซึ่งเป็นผู้ออกแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ที่สวยงามด้วยเช่นกัน

การออกแบบและตบแต่งภายในพระที่นั่งฯ ช่างอ่อนหวาน โรแมนติก คลาสสิค และเลือกใช้สีได้อย่างมีชาติตระกูลสุดๆ (ไม่รู้จำมาจากต่างประเทศอีกทีหรือเปล่า)

มองในอีกแง่…ความหรูหราอลังการที่มีแต่ของนอกของ Import สะท้อนภาพสังคมและการเมืองบางอย่างอย่างชัดเจน พยายามพัฒนาประเทศให้ดูมีอารยธรรมทัดเทียมฝรั่ง เพื่อรักษาความมั่นคง ฯลฯ Modernization  แต่ของสะสมบางอย่างเห็นแล้วก็ทำให้รู้สึกหดหู่อยู่เป็นระยะๆ ของที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นไทยแท้ๆคงมีแค่ไม้สักทองที่ใช้สร้าง จึงได้ชื่อว่า เป็นตำหนักไม้สักทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก


ค่าเข้าชมพระราชวังดุสิต (ทุกตำหนักยกเว้นพระที่นั่งอนันตสมาคม) ปกติ 75 บาท ในพระที่นั่งวิมานเมฆจะมีไกด์พาเดินเป็นรอบๆ ห้ามเดินเองห้ามเอากล้องถ่ายรูปเข้าไปข้างใน มีตู้ล็อกเกอร์ให้ฝากของในทุกตำหนักและพระที่นั่ง แต่เฉพาะที่พระที่นั่งวิมานเมฆจะต้องจ่ายค่าล็อกเกอร์เพิ่ม 20 บาท(ตำหนักอื่นฟรี) แต่ถ้าทัวร์ภายในพระที่นั่งวิมานเมฆเสร็จแล้ว สามารถเดินไปหยิบกล้องจากล็อกเกอร์เข้ามาถ่ายภาพภายนอกพระที่นั่งฯ ได้ 

 

 

เป้าหมายที่สองที่คนมักจะกรูกันไปดู คือพระที่นั่งอนันตสมาคม สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย เพราะเป็นรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย  (ถ้าจะเข้าชมต้องจ่ายเพิ่ม 20 บาทต้ั้งแต่ตอนซื้อตั๋ว)  ห้ามถ่ายรูป แต่สามารถถ่ายจากนอกรั้วเข้าไปได้ พอพ้นรั้วไปแล้วห้ามเด็ดขาด พระที่นั่งอนันฯ ศิลปะเรอเนสซองส์ + นีโอคลาสสิค ฝีมือออกแบบโดยชาวอิตาลี  มาริโอ ตามานโญ (Mario Tamagno)

 

ควบคุมงานโดย เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม)

 

หน้าตาพระที่นั่งดูคล้ายๆ วิหารเซนต์ปีเตอร์ ที่โรม แต่ในเสกลที่เล็กกว่า 100 เท่าเห็นจะได้ จะว่าไปคือ..ไม่น่าเอามาเทียบกันเลยเพราะสร้างจากคนละวัตถุประสงค์ เรารู้สึกว่างานศิลปะใดใดที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศาสนามักจะยิ่งใหญ่อลังการแบบสุดๆ เสมอเพราะ…เป็นจินตนาการของมนุษย์ที่มีต่อความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า(ของแต่ละศาสนา)

พระที่นั่งอนันฯ เร่ิมสร้างปลายสมัยร.5 เสร็จสมัย ร.6 รวม 8 ปี ใช้ตังค์ 15 ล้านบาท(เมื่อ 100 ปีที่แล้ว)  สิ่งที่สวยงามภายในคือภาพวาดราชกรณียกิจสำคัญของบรรพกษัตริย์ราชวงศ์จักรี  เช่น ร.5 เลิกทาส ฯลฯ ภาพสีน้ำมันภายในช่างทรงพลังและชัดลึกดีจริง ๆ ฯลฯ

 

อีกตำหนักที่เราชอบคือ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต สวยแหววดีจัง 

 

 

 

 

ถ้าจะเข้าไปดูให้ครบ16 ตำหนักจริงๆ คงต้องมาแต่เช้า เพราะเยอะเหลือเกิน

โดยทั่วๆ ไปในตำหนักย่อยๆ จะเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมๆ เก็บกรุสมบัติเก่าๆ ถ้วยโถโอชาม ตะกร้า หม้อไห เครื่องเงิน-ทอง เครื่องประดับ นาฬิกาโบราณ ผ้าไหม เป็นต้น งานศิลปะเก่าๆ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ หลายๆ ชิ้นสวยเก๋ทีเดียว ถ้ามีคนจำไอเดียก๊อปมาขายรับรองขายดี!

รัชกาลที่ 5

 

 

 

                    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระพุทธเจ้าหลวง ทรงเป็นรัชกาลที่ 5 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระบรมราชสมภพเมื่อ วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ 1 ในสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ เสวยราชสมบัติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ. 2411) รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ ปีจอ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453) ด้วยโรคพระวักกะ รวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา

พระองค์ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร ให้ร่มเย็นเป็นสุข ทรงโปรดการเสด็จประพาสต้น เพื่อให้ได้ทรงทราบถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของราษฎร ทรงสนพระทัยในวิชาความรู้ และวิทยาการแขนงต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และนำมาใช้บริหารประเทศให้ เจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พระองค์จึงได้รับถวายพระราชสมัญญานามว่า สมเด็จพระปิยมหาราช และมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

การจัดเก็บภาษีอากรในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – พ.ศ. 2453)

          ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีพระราชปรารภว่า เงินภาษีอากรอันเป็นผลประโยชน์ของแผ่นดิน จัดเก็บกันไม่เป็นระเบียบกระจัดกระจายรั่วไหลไปมากมาย ในปี พ.ศ. 2416 จึงได้ตราพระราชบัญญัติสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ จุลศักราช 1235 และได้โปรดเกล้าตั้งสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์ขึ้น เพื่อเป็นสำนักงานกลางสำหรับเก็บเงินผลประโยชน์รายได้ภาษีอากรของแผ่นดินมารวมไว้ในที่แห่งเดียว มิให้แยกย้ายกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ดังที่เคยเป็นมาแต่ก่อน ให้หน่วยงานราชการทุกแห่ง นำส่งเงินผลประโยชน์เข้าสำหรับหอรัษฎากรพิพัฒน์เป็นรายได้แผ่นดิน ให้มีพนักงานบัญชีกลางสำหรับรวบรวมบัญชีผลประโยชน์แผ่นดิน และตรวจตราการเก็บภาษี

อากรของหน่วยงานต่างๆให้เป็นไปอย่างรัดกุม ไม่รั่วไหลดังแต่ก่อน ซึ่งนับเป็นต้นกำเนิดของกระทรวงการคลังในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2418ได้โปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติกรมพระคลังมหาสมบัติ จุลศักราช 1237 ตั้งกรมพระคลังมหาสมบัติ แยกงานการคลังออกจากงานการต่างประเทศ ซึ่งเวลานั้นรวมกันอยู่เป็นราชการในกรมท่า และต่อมาในปี พ.ศ. 2433 ได้ยกฐานะกรมพระคลังมหาสมบัติ เป็นกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ตามพระธรรมนูญ หน้าที่ราชการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติรัตนโกสินทร์ศก 109



          ในด้านการจัดเก็บภาษี ได้โปรดให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเก็บภาษีอากรเสียใหม่ จากระบบเจ้าภาษีนายอากร มาเป็นทางราชการเป็นผู้เก็บเอง โดยในช่วงแรกได้ทดลองให้เทศาภิบาลบางแห่งจัดเก็บภาษีอากรเอง ปรากฏว่าได้ผลดี สามารถจัดเก็บภาษีอากร ได้เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงโปรดให้เลิกวิธีการเรียกประมูลรับเหมาผูกขาดเก็บภาษีอากรจากราษฎรโดยสิ้นเชิง และให้เทศาภิบาลเก็บเองเหมือนกันหมดทุกมณฑล

          ในด้านรายจ่าย พระองค์ได้ทรงวางพิกัดอัตราเงินเดือนให้แก่ข้าราชการตามตำแหน่งเป็นที่แน่นอนแทนเงินเบี้ยหวัดที่จ่ายแต่เดิม และยังพระราชทานเบี้ยบำนาญแก่ข้าราชการ เพื่อเป็นเครื่องเลี้ยง

เมื่อรับราชการไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2439 พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดทำงบประมาณแผ่นดินขึ้นเป็นครั้งแรกอันเป็นแบบฉบับที่จะต้องทำงบประมาณแผ่นดินขึ้น

 

          นอกจากการปฏิรูปตามที่กล่าวมาข้างต้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยกเลิกภาษีชนิดที่เป็นโทษแก่ราษฎร และภาษีอากรบางประเภทที่ทำรายได้ให้กับรัฐบาลไม่มากนัก และเป็นภาระแก่คนยากจน เช่น ภาษีอากรภายใน อากรบ่อนเบี้ย เป็นต้น (อากรบ่อนเบี้ย ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเลิกอากรบ่อนเบี้ย จ.ศ. 1249 (พ.ศ. 2430) โดยลดจำนวนบ่อนเบี้ยลงทุกปี และ ในที่สุดก็เลิกได้หมดทั่งราชอาณาจักร เมื่อปี พ.ศ. 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6) สำหรับบทบัญญัติของภาษีอากรที่ได้มีการตราขึ้นในรัชสมัยนี้ เป็นเพียงการแก้ไขปรับปรุงภาษีอากรที่มีอยู่เท่าเดิมนั้น มิได้มีการเพิ่มประเภทภาษีขึ้นใหม่แต่อย่างใด

สิ่งปลูกสร้าง

รถไฟหลวงสายแรก  กรุงเทพฯ – นครราชสีมา เปิดใช้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 (ณ ปีที่เขียนเรื่องนี้ ก็จะครบ 111 ปี) ขณะนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุ 43 พรรษา 7 เดือน 6 วัน

• รถไฟราษฎร์สายแรก  กรุงเทพฯ – ปากน้ำ สมุทรปราการ เปิดบริการเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2436 ระยะทางประมาณ 25 ก.ม.

• โทรเลขสายแรก  ระหว่างกรุงเทพฯ – สมุทรปราการ ความยาว 45 กม.

• โทรเลขสายที่ 2  ระหว่าง กรุงเทพฯ – บางปะอิน สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2426

• โรงพยาบาลศิริราช  เปิดวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 ขณะนั้นรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุ 34 พรรษา 7 เดือน 6 วัน

• วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างมี 7 วัด ดังนี้

1) วัดเทพศิรินทราวาส

2) วัดราชาธิวาส

3) วัดราชบพิธ

4) วัดเบญจมบพิตร

5) วัดนิเวศธรรมประวัติ

6) วัดอัษฎาคนิมิตร

7) วัดจุฑาทัศธรรมสภาราม

• วัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ มี 8 วัด ดังนี้

1) วัดสระเกศ

2) วัดปฐมนิวาส

3) วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

4) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

5) วัดมกุฏกษัตริยาราม

6) พระพุทธบาทสระบุรี

7) วัดสุวรรณคาราม

8) พระปฐมเจดีย์ (ทรงสร้างต่อจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ)

• สถานศึกษาชั้นสูงทางศาสนาที่รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างมี 2 แห่งคือ

1) มหามกุฏราชวิทยาลัย

2) มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vcafe/89881

**เพิ่มเติมอีกที่ เหตุการณ์ตามลำดับในสมัยรัชกาลที่ 5**

พ.ศ. ๒๔๑๒

เริ่มสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามซึ่งเป็นวัดประจำพระองค์

พ.ศ. ๒๔๑๖

เสด็จประพาสสิงคโปร์และชวาเป็นครั้งแรก

ยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย

เสด็จประพาส อินเดีย (ปลายปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ต่อปี พ.ศ. ๒๔๑๕)

พ.ศ. ๒๔๑๕

เริ่มปรับปรุงการทหารครั้งใหญ่

เริ่มใช้เสื้อราชประแตน

พ.ศ. ๒๔๑๖

ทรงมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา

ทรงผนวช

โปรดเกล้าฯ ให้เลิกประเพณีหมอบคลาน เวลาเข้าเฝ้า ในวันบรมราชาภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์

พ.ศ. ๒๔๑๗

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน หรือ รัฐมนตรีสภาและองคมนตรีสภา

วันที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ ปีจอ ออกพระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ลูกไท

กำเนิดโรงเรียนสตรีวังหลัง

ใช้เงินอัฐกระดาษ แทนเหรียญทองแดง

ตั้งพิพิธภัณฑสถาน

พ.ศ. ๒๔๑๘

สงครามปราบฮ่อ ครั้งแรก

เริ่มการโทรเลขครั้งแรกระหว่างกรุงเทพ – สมุทรปราการ

พ.ศ. ๒๔๒๔

สมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๑๐๐ ปี

พ.ศ. ๒๔๒๕

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

พ.ศ. ๒๔๒๖

ตั้งกรมไปรษณีย์ เริ่มเปิดบริการไปรษณีย์ครั้งแรกในพระนคร

ตั้งกรมโทรเลข

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๒

พ.ศ. ๒๔๒๗

โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรทั่วๆ ไป ตามวัดต่างๆ เริ่มแห่งแรกที่วัดมหรรณพาราม

พ.ศ. ๒๔๒๙

โปรดเกล้าฯ ให้เลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

ทรงประกาศตั้งตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร ขึ้น และทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์แรก

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๓

ไทยสมัครเข้าเป็นภาคีสหภาพไปรษณีย์สากล

พ.ศ. ๒๔๓๐

ตั้งกรมยุทธนาธิการทหาร (กระทรวงกลาโหม)

ตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๐

ตั้งกระทรวงธรรมการ

สงครามปราบฮ่อ ครั้งที่ ๔

พ.ศ. ๒๔๓๑

ทรงเริ่มการทดลองจัดการปกครองส่วนกลางแผนใหม่

เริ่มดำเนินการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นครั้งแรก สำเร็จออกมา ๓๙ เล่ม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖

ใช้รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เป็นศักราชในราชการ

ตั้งกรมพยาบาล เปิดโรงพยาบาลศิริราช

ตราพระราชบัญญัติ เลิกวิธีพิจารณาโทษตามแบบจารีตนครบาล

เสียดินแดน แคว้นสิบสองจุไทให้ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๓๒

เริ่มใช้วันทางสุริยคติในราชการ

พ.ศ. ๒๔๓๓

เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำสาละวิน ให้กับประเทศอังกฤษ เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจและทรัพยากร อันอุดมด้วยดินแดนผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ยิ่ง

พ.ศ. ๒๔๓๔

ตั้งกระทรวงยุติธรรม

ตั้งกรมรถไฟ และเริ่มก่อสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ – นครราชสีมา

พ.ศ. ๒๔๓๕

โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๕

ตั้งศาลโปริสภา (ศาลแขวง)

ส่งนักเรียนไปศึกษาวิชาทหารในยุโรป รุ่นแรก

พ.ศ. ๒๔๓๖

ให้เอกชนเปิดเดินรถไฟสายปากน้ำ เมื่อ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๖

ฉลองพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรก

ตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย

ตั้งสภาอุณาโลมแดง (สภากาชาดไทย)

เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๓๗

ทรงสถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เป็นสยามมกุฎราชกุมาร

เริ่มจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล

ตั้งโรงไฟฟ้า เริ่มกิจการรถราง ไฟฟ้าอย่างแท้จริงแม้จะได้เริ่มการใช้รถรางไฟฟ้าเมื่อ ๑ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๙๓ (นับอย่างเก่าต้อง ร.ศ. ๑๑๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๕) โดยที่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเมื่อ ๒๒ กุมภาพันธ์ ร.ศ.๑๑๑

พ.ศ. ๒๔๓๗

โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงพิเศษไปจัดการศาลตามหัวเมือง

จัดทำงบประมาณแผ่นดินครั้งแรก

ตั้งโรงเรียนฝึกหัดวิชาแพทย์ และผดุงครรภ์

พ.ศ. ๒๔๓๙

โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยขึ้นปรากฏรายละเอียดในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 13 หน้า 269 ลงวันที่ 5 เมษายน 2439 (รศ. ๑๑๕)

สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ เสด็จเปิดโรงเรียนในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2440 ( รศ.๑๑๖ )

พ.ศ. ๒๔๔๐

เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ปีระกา

ตราข้อบังคับลักษณะปกครองหัวเมือง

ตั้งโรงเรียนสอนวิชากฎหมาย

เริ่มการสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงไปเรียนในยุโรป ปีละ ๒ ทุน

พ.ศ. ๒๔๔๑

ตั้งกรมเสนาธิการทหารบก

รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมเดียวกัน

กำเนิดเหรียญ “สตางค์” รุ่นแรก โดยใช้ทองขาว (นิกเกิ้ล ราคา ๒๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์ ๕ สตางค์ และ ๒ ๑/๒ สตางค์ แต่ไม่เป็นที่นิยมเพราะใช้ยาก

พ.ศ. ๒๔๔๒

เริ่มจัดตั้งกองทหารตามหัวเมือง

เริ่มสร้างวัดเบญจมบพิตร

ได้พระบรมสารีริกธาตุจากอินเดีย

ทำสนธิสัญญากำหนดสิทธิจดทะเบียนคนในบังคับอังกฤษ

พ.ศ. ๒๔๔๔

ตั้งโรงเรียนนายร้อยตำรวจที่นครราชสีมา

เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ – นครราชสีมา เมื่อ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๓

หล่อพระพุทธชินราชจำลอง

บริษัทสยามไฟฟ้า ได้รับสัมปทานจำหน่ายไฟฟ้า เริ่มจุดโคมไฟตามถนนหลวง

เกิดกบฎเงี้ยวที่เมืองแพร่ ผีบุญที่อุบลราชธานี และ กบฎแขก ๗ หัวเมืองที่ปัตตานี เพื่อต่อต้านการปกครองแบบเทศาภิบาล

พ.ศ. ๒๔๔๕

ตั้งกรมธนบัตร เริ่มใช้ธนบัตรครั้งแรก

ตราพระราชบัญญัติธนบัตร ร.ศ. ๑๒๑

ตั้งสามัคยาจารย์สมาคม

ตั้งโอสถศาลา

ปราบกบฎเงี้ยวที่เมืองแพร่ ปราบผีบุญอุบลราชธานี และ กบฎแขก ๗ หัวเมืองปัตตานี สำเร็จ และได้มีการปลดเจ้าเมืองแพร่ เจ้าเมืองปัตตานี หนองจิก รามัน สายบุรี ยะลา ระแงะ ออกจากตำแหน่ง พร้อมส่งไปจองจำเจ้าเมืองปัตตานีในหลุมที่พิษณุโลก ภายหลังได้ปล่อยตัวออกไปตามแรงกดดันของอังกฤษ

พ.ศ. ๒๔๔๖

เปิดการเดินรถไฟหลวงสายใต้ ระหว่างกรุงเทพ-เพชรบุรี เมื่อ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๖

พ.ศ. ๒๔๔๗

เสียดินแดนทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส ตรงหัวเมืองจำปาศักดิ์ (ตรงข้ามเมืองปากเซ) และ

หัวเมืองไชยบุรี – ปากลาย (ตรงข้ามหลวงพระบาง)

พ.ศ. ๒๔๔๘

เสด็จประพาสต้นครั้งแรก

ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๔๘

ตราพระราชบัญญัติทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔

ประกาศให้ลูกทาสเป็นไททั้งหมด ด้วยพระราชบัญญัติลักษณะทาส รัตนโกสินทร์ศก ๑๓๐ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๔ ให้เป็นวันที่ทาสหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย

ตั้งหอสมุดสำหรับพระนคร

ตราพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ฉบับแรก

ทำอนุสัญญากำหนดสิทธิการจดทะเบียนคนในบังคับเดนมาร์ก และอิตาลี

ทดลองจัดสุขาภิบาลที่ตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร

พ.ศ. ๒๔๔๙

เสด็จประพาสต้นครั้งหลัง

เปิดโรงเรียนนายเรือ ที่พระราชวังเดิม เมื่อ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๙

เสียมณฑลบูรพา (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ) ให้ฝรั่งเศส เมื่อ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เพื่อแลกกับจันทบุรีและด่านซ้ายคืนมา

พ.ศ. ๒๔๕๐

เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ปีมะแม เพื่อรักษาพระโรควักกะพิการ

จัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าวครั้งแรก

เปิดการเดินรถไฟหลวง สายกรุงเทพ – ฉะเชิงเทรา เมื่อ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๐ (นับอย่างใหม่ต้อง พ.ศ. ๒๔๕๑)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพ.ศ. ๒๔๕๑

จัดการสุขาภิบาลตามหัวเมืองทั่วไป

ประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗

เลิกใช้เงินพดด้วง

ตราพระราชบัญญัติทองคำ ร.ศ. ๑๒๗ ใช้ทองคำเป็นมาตรฐานเงินตราแบบสากล โดยให้จ่ายเงินตราต่างประเทศทที่ใช้มาตรฐานทองคำแทนการ** ออกเหรียญ ๑๐ บาททองคำตราครุฑ

สร้างพระบรมรูปทรงม้า เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ๔๐ ปี วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๑ ตรงกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก โดยจ้างช่างที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นผู้ทำ หล่อด้วยโลหะชนิดทองสัมฤทธิ์นำมา ติดกับทองสัมฤทธิ์เหมือนกันหนาประมาณ ๒๕ เซนติเมตร เป็นที่ม้ายืน โดยส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เมื่อ ปีพ.ศ. ๒๔๕๑ และได้ประดิษฐานบนแท่นหินอ่อน อันเป็นแท่นรอง สูงประมาณ ๖ เมตร กว้าง ๒ เมตรครึ่ง ยาว ๕ เมตร

พ.ศ. ๒๔๕๒

เลิกใช้เงินเฟื้อง ซีก เสี้ยวอัฐ โสฬส

เริ่มกิจการประปา

พ.ศ. ๒๔๕๓

มีการแสดงกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นครั้งแรก

เสด็จสวรรคต เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๑ แรม ๕ ค่ำ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ เมื่อเวลา ๒ ยาม ๔๕ นาที (๐ นาฬิกา ๔๕ นาที) ที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ด้วยพระโรควักกะพิการซึ่งแสดงอาการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๔๔๘ พระชนมายุได้ ๕๘ พรรษา รวมครองราชสมบัติ ๔๒ ปี

วัดประจำรัชกาลที่5

วัดประจำรัชกาลที่ 1 คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 2 คือ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 3 คือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 4 คือ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ 5 คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

     วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่  เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออกติดถนนเฟื่องนคร ด้านตะวันตก  ติดถนนอัษฎางค์ ด้านเหนือติดถนนราชบพิธ ด้านใต้ติดคลองวัดราชบพิธ

     ในปี พ.ศ.2412 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ (หม่อมเจ้าชายดิศ)  อธิบดีกรมช่างสิบหมู่และกรมหมื่นสรรพศาสตรศุภกิจ (พระองค์เจ้าชายทองแถมถวัลยวงศ์) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างวัดและพระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียร (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล)  อธิบดีกรมช่างสิบหมู่เป็นแม่กองอำนวยการปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ.2443

     ศิลปกรรมของวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชดำริให้นำหลักการสร้างวัดโบราณมาสร้าง โดยมีพระเจดีย์เป็นหลัก ล้อมด้วยพระระเบียง พระอุโบสถ พระวิหารและพระวิหารทิศโดยรอบ  มีกำแพงกั้นเขตพุทธาวาสกับสังฆาวาสและผสมผสานศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตกให้กลมกลืนกันทั้งภายนอกพระอุโบสถ พระวิหาร และภายในพระอุโบสถ  พระวิหาร  อันเป็นงานช่างสิบหมู่ที่วิจิตรงดงามยิ่ง  อาทิ  พระอุโบสถภายนอกมีมุขเด็จด้านหน้า  หลังคาลด 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน เป็นรูปช้างเจ็ดเศียรเทิดพานรองรับพระเกี้ยวขนาบสองข้างด้วยฉัตร ราชสีห์และคชสีห์ประคอง หน้าบันมุขเด็จเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ประตูหน้าต่างมีซุ้มปูนปั้นลงรักปิดทองยอด

      มณฑป บานประตูหน้าต่างด้านในเป็นลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ ด้านนอกประดับมุกเป็นลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 5 ดวง  ภายในพระอุโบสถประดับตกแต่งด้วยศิลปะตะวันตกผสมศิลปะไทย  มีลายเครือเถาสีทองที่เพดาน  ผนังระหว่างช่องหน้าต่างทำเป็นรูปอุณาโลมสลับอักษร จ   บานประตูและบานหน้าต่างด้านในเขียนลายรดน้ำพุ่มข้าวบิณฑ์ เหนือซุ้มประตูกลางเป็นลายปูนปั้นพระราชลัญจกร ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เรียกว่า  ตราแผ่นดิน

      พระประธานในพระอุโบสถคือ  พระพุทธอังคีรส  มีพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์  ปางสมาธิขัดสมาธิราบขนาดหน้าตัก 60 นิ้ว หล่อสำริด กะไหล่ทองคำที่ใต้ฐานบัลลังก์พระพุทธรูปนี้  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ ทรงบรรจุพระบรมอัฐิในรัชกาลที่ 2  รัชกาลที่ 3  รัชกาลที่ 4  และรัชกาลที่ 5 พระอัฐิสมเด็จพระศรีสุลาลัยและสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูรไว้เพื่อสักการบูชา

      นอกจากนี้ยังมีศิลปกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกแห่งหนึ่ง  คือมหาสีมา เป็นหลักศิลาจำหลักเป็นรูปธรรมจักรตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดทั้ง 8 ทิศ  ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามที่หมายถึง วัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างและมีมหาสีมา  ด้านตะวันตก  ติดกับกำแพงวัดมีสุสานหลวง 

       รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างอนุสาวรีย์สำหรับพระบรมราชเทวี   พระราชเทวี เจ้าจอมมารดา  พระราชโอรส  พระราชธิดา ในพระองค์เป็นรูปพระเจดีย์  ปรางค์  วิหารแบบไทย  เช่น   พระเจดีย์สุนันทานุสาวรีย์  อนุสาวรีย์รังษีวัฒนา  เสาวภาประดิษฐาน สุขุมาลย์นฤมิตร  พระปราค์พระวิมาดาเธอ  กรมพระสุธาสินีนาฎ  และอนุสาวรีย์พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ฯลฯ

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

 

 

พระราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว เป็นตรางา ลักษณะกลมรี กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 6.8 ซ.ม. โดยมีตรา พระเกี้ยว หรือ พระจุลมงกุฏ ซึ่งประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า 2 ชั้น มีฉัตรบริวารตั้งขนาบทั้ง 2 ข้าง ถัดออกไปจะมีพานแว่นฟ้า 2 ชั้น ทางด้านซ้ายวางสมุดตำรา และทางด้านขวาวางพระแว่นสุริยกานต์เพชร โดยพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นเป็นการเจริญรอยจำลองมาจากพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

การสร้างพระลัญจกรประจำพระองค์นั้น จะใช้แนวคิดจากพระบรมนามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ “จุฬาลงกรณ์” ซึ่งแปลว่า เครื่องประดับศีรษะ หรือ จุลมงกุฎ ดังนั้น จึงเลือกใช้ พระเกี้ยว หรือ จุลมงกุฎ มาใช้เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ [

พระราชนิพนธ์

ทรงมีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง

  • ไกลบ้าน
  • เงาะป่า
  • นิทราชาคริต 
  •  อะบูหะซัน
  • พระราชพิธีสิบสองเดือน
  • กาพย์เห่เรือ
  •  คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา
  •  ตำรากับข้างฝรั้ง
  • พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี
  •  โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์

 

by posted under Uncategorized | Comments Off    

You must be logged in to post a comment.