ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ”

April 5th, 2017 · Comments Off on ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร

001

ผมเคยเข้าไปที่ “เตี้ยวหยูไถ” (หรือ “เตี้ยวอี๋ว์ไถ”) กรุงปักกิ่ง 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว ครั้งที่สองจำได้ว่าเข้าไปทำข่าว การประชุมหารือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 5 (5th Strategic Economic Dialogue หรือ SED V) เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างนายหวัง ฉีซาน รองนายกรัฐมนตรี กับนายเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สมัยที่สมัยประธานาธิบดีจีนยังเป็น หู จิ่นเทา และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช

ครั้งที่ไปทำข่าวการประชุมช่วงต้นเดือนธันวาคม 2551 อากาศหนาวมาก ผมกับภรรยาซึ่งเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งต้องยืนต่อแถวนานนับชั่วโมงเพื่อผ่านตรวจสอบสัมภาระและใบอนุญาต เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญระดับประเทศ

แน่นอนว่าระดับเรือนพักรับรองแห่งรัฐ (State Guesthouse) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า กั๋วปิงก่วน (国宾馆) นั้นความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยย่อมไม่ธรรมดา ทั้งในเรื่องของการเข้า-การออก ความสำคัญ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วย ซึ่งผมจะหยิบยกมาเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องกินของเรา

บรรยากาศและแผนที่ "เตี้ยวหยูไถ"

บรรยากาศและแผนที่ “เตี้ยวหยูไถ”

เตี้ยวหยูไถ (钓鱼台) หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ศาลาตกปลา” ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน ทางทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่ง ใกล้ๆ กับสวนสาธารณะยู่ยวนถาน (玉渊潭公园) ซึ่งโดยปกติจะจัดเทศกาลดอกซากุระบาน (樱花) ทุกๆ ปีในช่วงต้นเดือนเมษายน

สถานที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างน้อย 800 ปี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรจิน หรือ จินกั๋ว (ค.ศ.1115-1234) โดยฮ่องเต้จินจางจงโปรดตกปลาที่นี่ จนมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง โดย จักรพรรดิเฉียนหลงก็ดำริให้สร้างที่นี่ขึ้นเป็นพระราชวัง เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน

สำหรับ “เตี้ยวหยูไถ” ในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วง ค.ศ.1958-1959 สมัยเหมา เจ๋อตง มีนโยบายให้สร้างกลุ่มตึก และปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อรองรับแขกบ้านแขกเมือง ขณะที่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม “เตี้ยวหยูไถ” ก็ถูกใช้ให้เป็นหนึ่งในศูนย์บัญชาการกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมส่วนกลาง (中央文革小组) ทั้งยังถูกใช้เป็นที่พักผ่อนของแกนนำผู้เป็นมันสมองของการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่าง ประธานเหมา, มาดามเจียง ชิง, เฉิน ป๋อต๋า, คัง เซิง เป็นต้นด้วย

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

ปัจจุบัน รัฐบาลจีนใช้ “เตี้ยวหยูไถ” ซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 420,000 ตารางเมตร วัดเป็นความยาวจากเหนือจรดใต้ 1 กิโลเมตร และตะวันออกจรดตะวันตก 0.5 กิโลเมตร เป็นสถานที่รับแขกบ้านแขกเมือง ที่พักบุคคลสำคัญ จัดประชุม และจัดเลี้ยงสำคัญๆ ระดับประเทศ ดังเช่นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ “เกล็ดหิมะในสายหมอก” ความว่า

“หมู่เรือนรับรองที่สร้างขึ้นมี 15 หลัง เรียงรายไปตามรอบทะเลสาบ ที่มีพื้นที่ถึง 50,000 กว่าตารางเมตร แต่ละหลังมีลักษณะสถาปัตยกรรมแตกต่างกันไป แต่ก็สร้างได้อย่างประณีตสอดคล้องกลมกลืนกับพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถเดิมในท่ามกลางทิวทัศน์อันงามตระการ มีสายน้ำซีซานไหลผ่านยู่ว์หยวนถานคดเคี้ยวไปตามศาลาและสะพานหินต่างๆ นอกจากนั้น ในบริเวณเตี้ยวหยูว์ไถยังมีสโมสร ร้านขายของที่ระลึก ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ห้องถ่ายเอกสาร ห้องส่งโทรเลข ห้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สถานีบริการรถแท็กซี่ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาพัก ในด้านอาหารก็มีรสชาติอร่อย เป็นอาหารชั้นเลิศจากกุ๊กฝีมือเยี่ยม ที่มีความสามารถประกอบอาหาร สำหรับงานเลี้ยงแบบต่างๆ ทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง อาหารในราชสำนัก และอาหารพื้นถิ่นของภูมิภาคต่างๆ

ปัจจุบันพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เรือนรับรอง ยังคงรักษารูปแบบเดิมในสมัยพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงไว้อย่างครบถ้วน เช่น มีเรือนหย่างหยวน ภายในเรือนหลังนี้มีทางเดินได้โดยรอบ มีหินซ้อนกันเป็นรูปภูเขา ข้างหน้าเรือนมีธารน้ำไหลผ่านไปรวมตัวกันเป็นสระที่สวยงาม หรือหอชิงลู่ก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่งดงามเขียวขจีด้วยต้นสนและไผ่ใบเขียว ส่วนศาลาเซียวปี้ก็มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร สระของศาลานี้เป็นที่พักผ่อนตกปลา สอดคล้องกับชื่อ “เตี้ยวหยูว์ไถ” ที่มีความหมายว่า “บริเวณที่ยกพื้นขึ้นสำหรับตกปลา” (เตี้ยว () = ตกปลา, ตกเบ็ด, หยูว์ () = ปลา, ไถ () = เวที, ยกพื้น, พลับพลา)” (อ้างอิงจาก : ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; http://bclc-tu.com/politics10_page23.html)

004-Snowflakes-in-Mist-Streams-web

                เข้าเรื่องกินของเราบ้างดีกว่า

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าไปเหยียบเตี้ยวหยูไถอีกครั้ง ครานี้กับคณะของสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตามคำเชิญของคุณหลู จวิ้นชิง ประธานสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีน และประธานกรรมการบริษัท ทูจอย แฮปปิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสต์เมนท์ กรุ๊ป จำกัด

005-IMG_1569-web

                ชุดอาหารที่ถูกจัดขึ้นโต๊ะประมาณสิบรายการ รังสรรค์โดยเฮดเชฟคุณ เจิ้ง เหว่ย (郑伟) นั้นถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย

006-IMG_1576-web

################

ออเดิร์ฟเย็น – Abalone Cold Platter (鲍仔冷头盘)

อาหารเรียกน้ำย่อย 4 อย่าง  – Appitizers (四品小菜)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

ขนมปัง และเค้กต่างๆ – Pastries (点心)

ผลไม้ – Fruits (鲜水果盘)

ซุปปลิงทะเล - Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ - Steamed Abalone with Shark's Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด - Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ - Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก - Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ - Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

################

                ขณะที่ในส่วนของภาชนะ ถ้วย ชาม ราม ไห  นั้นใช้สีเหลืองจักรพรรดิ เรียกได้ว่าระดับน้องๆ เครื่องถ้วยโถโอชามที่รัฐบาลใช้จัดเลี้ยงผู้นำประเทศในช่วงการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือ เอเปค ในปี 2557 เลยทีเดียว

แม้ทุกวันนี้ “เตี้ยวหยูไถ” จะเปิดบางส่วน เช่นโรงแรมเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลทั่วไป ขณะที่เรือนรับรองบางแห่งในจำนวนสิบกว่าหลัง ก็เปิดให้เอกชนเช่าใช้ได้ในบางโอกาส โดยจะพิจารณากรณีเป็นแขกของบุคคลหรือหน่วยงานสำคัญเท่านั้น ทำให้โอกาสที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ จะมีโอกาสได้เหยียบย่าง หรือเข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ในชีวิตมีเพียงไม่กี่ครั้งจริงๆ

Tags:··········

Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้

February 18th, 2017 · Comments Off on Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้ · ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร

001-IMG_3235

“เนื้อโกเบ” … แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าน้ำลายสอ แต่พอตรวจสอบเงินในกระเป๋าที่มีอยู่ไม่กี่ร้อย ก็รู้เลยว่าวาสนา ณ นาทีนี้ไม่น่าจะพอเพียง

ก่อนจะไปลิ้มลองเนื้อวัวระดับพรีเมียม ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากญี่ปุ่น เราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า จริงๆ แล้ว “เนื้อโกเบ” นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรวัวประมาณ 4 ล้านตัว โดยหนึ่งในสามของวัวเหล่านี้เป็นโคนม ขณะที่วัวอีก 2.7 ล้านนั้นเป็นโคเนื้อ โดยใน 2 ใน 3 โคเนื้อเหล่านี้ถูกจัดให้เป็น วากิว (和牛)

“วากิว” เป็นภาษาญี่ปุ่นมาจากการนำเอา 2 คำมารวมกันคือ “วะ หรือ วา (和)” หมายความถึงประเทศญี่ปุ่น และ “กิว (牛)” แปลว่าเนื้อวัว ดังนั้นคำว่า “วากิว” จึงหมายถึงเนื้อวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น (แค่นั้นเองจริงๆ) ซึ่งในบรรดาวัวที่เลี้ยงในประเทศ จะมีวัวอยู่ 4 สายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ พันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Japanese Black) พันธุ์ญี่ปุ่นขนน้ำตาล (Japanese Brown) พันธุ์ญี่ปุ่นเขาสั้น (Japanese Shorthorn) และพันธุ์ญี่ปุ่นไม่มีเขา (Japanese Polled)

002-1-map_hyogo

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

สำหรับ “เนื้อโกเบ (神户牛)” คือ เนื้อวัวจากเมืองทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะ (เมืองโกเบก็อยู่ในเขตจังหวัดเฮียวโงะ) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนามาจากเลี้ยงดูวัวทาจิมา สายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Kuroge washu หรือ Japanese Black) ซึ่งแป็นวัวสายพันธุ์ใหม่ โดยเนื้อของวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำจะมีฟองไขมันเม็ดละเอียดแทรกซึมอยู่ในอณูเนื้อแดงทำให้เนื้อมีความนุ่ม อีกทั้งฟองไขมันก็มีความหอมหวาน จัดเป็นวัวเนื้อสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในต่างแดน

ในเชิงคุณภาพเนื้อวัวโกเบ จะต้องเป็นเนื้อในระดับเกรด A4 หรือ B4 ขึ้นไป และมีอัตราฟองไขมัน (BMS) ตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ วัวโกเบมีจุดเด่นคือ มีอัตราการให้เนื้อสูง พื้นที่หน้าตัดของเนื้อสันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เนื้อเยื่อเป็นเส้นใยที่ละเอียด ฟองไขมันเล็ก คุณภาพดี ละลายในอุณหภูมิต่ำ จึงมีความนุ่มและรสชาติดีเป็นพิเศษกว่าวัวชนิดอื่นๆ

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเนื้อโกเบชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ Eating Japan เกี่ยวกับเนื้อวัวโกเบว่า จะเป็นเนื้อที่มาจากวัวตัวผู้ หรือวัวตัวเมียก็ได้ แต่ถ้าเป็นตัวผู้ต้องเป็นวัวที่ทำหมันแล้ว ส่วนวัวตัวเมียก็ต้องเป็นวัวบริสุทธิ์ หรือ วัวสาวที่มีอายุต่ำกว่าปีและไม่เคยตกลูกมาก่อน

ด้วยความพิถีพิถันด้านสายพันธุ์ การฟูมฟัก และการคัดแล้วคัดอีกเช่นนี้ทำให้ Larry Olmsted นักเขียนของฟอร์บส์ ผู้เขียนเรื่อง Food’s Biggest Scam: The Great Kobe Beef Lie เคยให้ข้อมูลไว้ว่า จริงๆ แล้ว แต่ละปีมีวัวญี่ปุ่นเพียงแค่สามพันกว่าตัวเท่านั้นที่ผ่านมาตรฐานในการถูกจัดว่าเป็น “เนื้อโกเบ” และเนื้อโกเบส่วนใหญ่หรือราวร้อยละ 90 ถูกจำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยที่เหลืออีกร้อยละ 10 ถูกส่งออกนอกญี่ปุ่น (ประเทศไทยก็ติดอยู่ในลิสต์ด้วยนะ) ดังนั้นเนื้อโกเบจึงมีราคาแพงหูฉี่

ดังนั้น ด้วยความจำกัดจำเขี่ยของกำลังการผลิต ทำให้ร้านอาหารนอกญี่ปุ่นจำนวนมากที่อ้างว่าขาย “เนื้อโกเบ” นั้นจึงเป็นเรื่องขี้ฮกทั้งเพ!

(บน) อักษรระบุ "เนื้อโกเบ" บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

(บน) อักษรระบุ “เนื้อโกเบ” บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

ข้อมูลปี 2560 (ค.ศ.2017) ราคาเมนูสเต็กเนื้อโกเบในภัตตาคารโมริยะ สาขาซันโนมิยะ ภัตตาคารที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของการเสิร์ฟเนื้อโกเบ ในเมืองโกเบ จ.เฮียวโงะ เริ่มต้นที่ราว 9,200 เยน หรือเกือบ 3,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A4 น้ำหนัก 130 กรัม) และสูงถึง 16,000 เยน หรือราว 5,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A5 ชั้นเยี่ยม น้ำหนัก 130 กรัม)

005-kobe-beef-in-kobe

แล้วคนมีเงินหลักร้อยอย่างผมจะกินเนื้อโกเบยังไง?

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสเดินทางไปประชุมที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คืนวันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการงาน ผมจึงเดินออกจากโรงแรมไปยังร้านซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในย่านรปปงหงิเพื่อหาของฝากให้กับตัวเองและคนที่บ้าน ซึ่งหนึ่งในสินค้าลำดับต้นๆ หนีไม่พ้นยา เครื่องสำอาง และวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ขนม และของกินเล่นต่างๆ

ระหว่างที่เดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตผมก็ไปเจอเจ้า แกงกะหรี่เนื้อโกเบ (Kobe Beef Curry) เข้า หยิบกล่องขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวา พลิกหน้าพลิกหลัง ใช้ทักษะเดาตัวคันจิที่คล้ายอักษรภาษาจีนได้ความว่าเป็นแกงกะหรี่เนื้อโกเบสำเร็จรูป เผ็ดระดับ 4 น้ำหนัก 180 กรัม สำหรับรับประทานหนึ่งคน วิธีรับประทานก็ง่ายแสนง่ายคือ แกะกล่อง เอาเข้าไมโครเวฟ ไม่เกิน 2 นาทีก็เอามาราดข้าวรับประทานได้แบบชิลๆ

006-Kobe-Curry1

พอเหลือบไปเจอป้ายราคาก็ยิ่งเร้าใจเข้าไปใหญ่เพราะอยู่ในช่วงจัดโปรโมชัน ราคารวมภาษี แค่ 624 เยน หรือ ประมาณ 200 บาทเท่านั้น … เห็นดังนั้นจะช้าอยู่ไย หยิบลงตะกร้าทันทีทันใด

หลังจากกลับมาเมืองไทยได้พักใหญ่ เช้าวันหนึ่ง ผมจึงได้ฤกษ์หยิบเจ้า “แกงกะหรี่เนื้อโกเบ” มาแกะห่อ หวังจะลิ้มลองให้หนำใจ ซึ่งผลก็เป็นดังนี้ครับ

ลงมือฉีกกล่องตามภาพคำแนะนำบนกล่องคือ ฉีกกลาง แล้วเอาเข้าไมโครเวฟได้ทันที ทั้งนี้หากใช้ไฟ 500W ก็ใช้เวลา 2 นาที, ใช้ไฟ 600W ก็ 1 นาที 40 วินาที หรือ ใช้ไฟแรง 700W ก็แค่ 1 นาที 20 วินาทีก็พอ

007-IMG_9475

008-IMG_9476

009-IMG_9477

010-IMG_9479

พอเอาเจ้ากล่องแกงกะหรี่เข้าไมโครเวฟ ก็หันไปตักข้าวหอมมะลิไทยเรานี่แหละ (ลืมหุงข้าวญี่ปุ่น) และเปิดตู้เย็นหยิบนัตโตะ (ถั่วเน่า) มาเตรียมคลุกเคล้าเตรียมเป็นกับแกล้มเสริม แป๊บเดียวไมโครเวฟก็ดัง

ฉีกกล่องกระดาษ หยิบเอาถุงสีเหลืองข้างในออกมาฉีกซองเอาราดใส่จานข้าว ก็ได้กลิ่นหอมแกงกะหรี่ ส่วนเนื้อแกงที่ไหลออกมาก็เป็นสีน้ำตาลเข้มๆ เหมือนกับแกงกะหรี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่ โดยพอไปค้นดูส่วนประกอบของแกงกะหรี่ซองนี้ก็ได้ความว่า นอกจากจะมีเนื้อโกเบแล้ว ยังประกอบไปด้วยหัวหอม กล้วย กระเทียม มะเขือเทศบด เป็นต้นอีกด้วย

011-IMG_9480

012-IMG_9485

013-IMG_9487

ใช้ช้อนตักเนื้อแกงผสมกับข้าวสวยร้อนๆ กลิ่นเนื้อก็กระโดดมาแตะจมูก กินคำแรกถือว่า รสชาติกลมกล่อมทีเดียว ขณะที่พอควานหาเนื้อโกเบที่เป็นก้อนๆ เล็กๆ ก็พอจะมีอยู่ 3-4 ชิ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อติดมัน คาดว่าน้ำหนักรวมน่าจะประมาณ 10 กรัม 555) พอตักอีกคำ คราวนี้เป็น ข้าว-แกงเนื้อโกเบ-นัตโตะ ก็เข้ากันใช้ได้ทีเดียว

สรุปโดยรวมแล้วข้าวแกงกะหรี่เนื้อโกเบจานนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว พอเห็นเนื้อเห็นมันวัวอยู่บ้าง ส่วนผสมอื่นๆ ก็เข้ากันดีกับเนื้อวัว แต่รสชาติความเผ็ดระดับ 4 สำหรับคนไทยอย่างเราถือว่า “ไม่เผ็ด” หรืออาจถึงขั้น “จืด” เลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น แลกกับเงิน 200 บาท กับประสบการณ์ได้กินเนื้อโกเบ (แม้จะเพียงไม่กี่กรัม) ก็ต้องบอกว่า … คนรักเนื้อต้องลองครับ ^_^

014-IMG_9494

015-IMG_9499

คำนี้เนื้อวัวโกเบเป็นชิ้น กับข้าวหอมมะลิไทย (และผงโรยข้าวรสปลา)

ข้อมูลอ้างอิง :

 

 

Tags:········

สึกิจิที่ไม่ได้มีแค่ “ปลา กับ ซูชิ” ตอนจบ

July 15th, 2016 · Comments Off on สึกิจิที่ไม่ได้มีแค่ “ปลา กับ ซูชิ” ตอนจบ · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร, เศรษฐกิจ

024-DSC_5634-web

ตลาดสึกิจิไม่ได้มีแค่ “ปลา” กับ “ซูชิ” …. อย่างที่เคยเล่าไปว่า ตลาดสึกิจิถูกแบ่งพื้นที่เป็นตลาดภายใน และตลาดภายนอก ตลาดภายในมีร้านค้าส่งปลา อาหารทะเล และสินค้าอื่นๆ ประมาณ 680 ร้าน ส่วนตลาดภายนอกมีร้านค้าประมาณ 400 ร้าน รวมแล้วมากกว่า 1,000 ร้าน

ช่วงหลายปีหลังมานี้สึกิจิไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินเตร็ดเตร่เข้าไปยังตลาดด้านใน โดยยอมให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่หลั่งไหลมาเยี่ยมชมตลาดแห่งนี้มักจะเข้าไปรบกวนการทำงาน ของผู้ปฏิบัติงานและพ่อค้า สังเกตได้จากรถสามล้อขนปลาแบบคนยืนขับที่แล่นไปมาอย่างขวักไขว่ ซึ่งหลายครั้งเกือบที่จะเฉี่ยวชนเอานักท่องเที่ยวที่มัวแต่ถ่ายรูป หรือ มัวแต่เซลฟี

001-DSC_2126-web

They have no manners. They take a picture without permission.

พวกเขาไม่มีมารยาท พวกเขาถ่ายรูปโดยไม่ได้ขออนุญาต

I want to bring fishes to my shop fast.

ฉันต้องการจะเอาปลาไปส่งที่ร้านของฉันให้เร็วที่สุด
 

ผมเห็นป้ายข้างต้นตั้งแต่ปี 2553 เมื่อครั้งไปเยือนสึกิจิครั้งแรก และเริ่มเห็นสัญญาณของการที่เหล่านักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวนการทำงานของพ่อค้าแม่ขายในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อนนักข่าวชาวอินโดนีเซียของผม ดูป้ายบ่นและตักเตือนถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในตลาดสึกิจิ (ภาพถ่ายเมื่อกรกฎาคม 2553)

เพื่อนนักข่าวชาวอินโดนีเซียของผม ดูป้ายบ่นและตักเตือนถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในตลาดสึกิจิ (ภาพถ่ายเมื่อกรกฎาคม 2553)

ปัญหาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนนั้นมีอยู่ทุกที่ สิบกว่าปีก่อนเมื่อผมมีโอกาสได้ไปเยือนลี่เจียง (丽江) เมืองท่องเที่ยวสำคัญในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้เหมือนกันว่า ชนเผ่าน่าซี (纳西族) ซึ่งเป็นชนเผ่าท้องถิ่นต่างอพยพย้ายสำมะโนครัวออกจากเมืองเก่าลี่เจียงแล้ว เพราะผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการปล่อยบ้านให้ร้านค้าต่างๆ เช่า ซึ่งทำรายได้มากกว่าการเก็บบ้านอยู่อาศัยเอง

ส่วนประเทศไทยเรา ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวิถีชีวิตของชุมชนนั้นเกิดขึ้นแทบทุกหัวระแหง ตั้งแต่กรุงเทพ เชียงใหม่ ยันภูเก็ต ตั้งแต่บนดอยสูงของภาคเหนือ ยันเกาะแก่งอันสวยงามในท้องทะเลอันดามัน

แต่เท่าที่ผมสังเกต ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างวิถีชีวิตของชุมชน กับ การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ค่อนข้างดีพอสมควรประเทศหนึ่ง

ศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ

ศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ

ที่ด้านหน้าประตูทางเข้าตลาดชั้นใน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ (Namiyoke Inari Shrine; (波除神社) ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 17 สมัยกรุงเอะโดะ โดยชื่อของนามิโยเกะในภาษาญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นมงคลในหมู่พ่อค้าและชาวประมงเพราะแปลได้ว่า “คุ้มครองจากกระแสคลื่น”

ศาลเจ้านามิโยเกะปัจจุบันนั้นถูกสร้างใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1937 หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่คันโตในปี ค.ศ.1923 และในเวลาต่อมากลายเป็นศาลเจ้าประจำอย่างเป็นทางการของคนที่ทำงานอยู่ในตลาดสึกิจิ  ภายในนอกจากจะมีที่สิงสถิตย์ของเทพเจ้าให้คนมากราบไหว้และขอพรแล้ว เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้าไปฝั่งซ้ายและขวา จะสังเกตเห็นหัวสิงโตจำลองโดยฝั่งซ้ายจะเป็นหัวสิงโตสีแดง (เพศเมีย) และฝั่งขวาเป็นหัวสิงโตสีดำ (เพศผู้) ซึ่งแต่ละหัวมีน้ำหนักเกือบหนึ่งตัน

ผู้คนในตลาดสึกิจิ และชาวบ้านโดยรอบจะจัดเทศกาลเฉลิมฉลองให้ศาลเจ้าแห่งนี้ทุกสามปีในช่วงกลางเดือนมิถุนายนในนาม Tsukiji Lion Dance Festival (獅子祭) โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นในปี 2558 (ค.ศ.2015)

004-DSC_5662-web

005-DSC_2180-web

006-Liondance-festival-web

ภาพTsukiji Lion Dance Festival (獅子祭) จาก http://www.namiyoke.or.jp/

007-DSC_2179-web

ฝั่งตรงข้ามศาลเจ้านามิโยเกะ เป็นที่ตั้งของร้านขายปลีกและส่งปลาโอแห้ง หรือ คัตสึโอบูชิ (Katsuobushi; 鰹節)ส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในอาหารญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสองเครื่องปรุงสำคัญของน้ำซุปดาชิ (Dashi; 出汁) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารญี่ปุ่นมากมายหลายชนิด

ถัดมาอีกหน่อยเป็นร้านขายผักดอง ร้านขายอาหารแห้ง ร้านขายข้าวกล่องเบนโตะ ร้านขายไข่ม้วน ร้านขายมีด ร้านขายตาชั่ง ร้านขายเครื่องครัว ร้านขายไก่ย่างยากิโทริ ร้านขายผักและต้นวาซาบิสด … เมื่อเดินข้ามถนน ลัดเลาะไปตามซอกซอยอีกหน่อย ผมเดินหาร้านขายหอยเชลล์ตากแห้ง หรือที่พ่อครัวแม่ครัวบ้านเราเรียกกันติดปากว่า กัวป๋วย (干贝) หรือ เอ็นหอย ซึ่งราคาในบ้านเราแพงหูฉี่ตกกิโลกรัมละหลายพันบาท โดยในญี่ปุ่นกัวป๋วยคุณภาพดีๆ นั้นถือว่าราคาถูกกว่าบ้านเราเกินครึ่ง

เมื่อได้กังป๋วยถุงใหญ่ในราคาย่อมเยา กับ กุ้งซากุระแห้งอีกสองห่อเล็กๆ ผมเดินถ่ายภาพเก็บความทรงจำครั้งสุดท้าย ก่อนเดินกลับไปยังสถานีรถไฟใต้ดินสึกิจิที่เดิมที่ขึ้นมาเมื่อตอนเช้ามืด

ตะวันเริ่มสายโด่งแล้ว พ่อค้าหลายคนเดินถือกับสะพายกระเป๋าเก็บความเย็นกลับไปยังร้านของตน บ้างใช้รถลากกล่องโฟมบรรจุอาหารทะเลมุ่งไปยังสถานีรถไฟใต้ดินทางเดียวกัน การพบกันครั้งนี้ของผมกับตลาดปลาสึกิจิคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าในอนาคตตลาดแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นพื้นที่ซึ่งใช้ทำอะไร ผมคงหาเวลากลับมาเยี่ยมเยียนมันอีกวันใดวันหนึ่ง

ลาก่อนสึกิจิ ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆ และความทรงจำอันงดงาม สักวันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก

008-DSC_2174-web

ร้านขายปลีก-ส่งปลาโอตากแห้ง (Katsuobushi) หน้าตลาดสึกิจิ

009-DSC_2185-web

ปลาโอตากแห้งก่อนถูกไสเป็นแผ่นบาง

010-DSC_2101-web

ร้านขายมีดในตลาดสึกิจิ

011-DSC_2102-web

ร้านขายของแห้งและของชำ

012-DSC_2188-web

ร้านรบทำอาหารกล่อง เบนโตะ

013-DSC_2204-web

014-DSC_2203-web

ร้านขายไข่ม้วนโดยเฉพาะ

015-IMG_8714-web

ร้านยากิโทริ

016-DSC_2212-web

ต้นวาซาบิที่วางขายกันสดๆ

017-DSC_5601-web

ไข่หอยเม่นขายกันเป็นกล่องๆ

018-DSC_5678-web

019-DSC_5704-web

ร้านขายตาชั่ง

020-DSC_5708-web

พอเริ่มสายคนที่ทำงานในตลาดสึกิจิก็เริ่มออกมาหาอาหารเช้าทานกัน

021-DSC_5588-web

022-DSC_5579-web

ร้านขายผักผลไม้บริเวณตลาดด้านนอกของสึกิจิ

023-DSC_2213-web

024-IMG_8712-web

025-DSC_2167-web

Tags:····························

กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2

July 8th, 2016 · Comments Off on กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, อาหาร

001-IMG_5224-web

“ศาสตร์ของการเสิร์ฟซูชิที่มีคุณภาพคือ หนึ่ง ต้องรู้ว่าปลาอะไรที่อยู่ในฤดูและปลาอะไรควรจะกินเวลาใด สอง แหล่งที่มาของปลาก็สำคัญ และ สามคือหาร้านขายปลาที่น่าเชื่อถือและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน สามสิ่งนี้สำคัญที่สุด” – – – ทายาทแห่งร้านไดวะซูชิ

 

ฝนเดือนมิถุนายนของกรุงโตเกียวยังคงโปรยปราย ผมกดชัตเตอร์ถ่ายรูปป้ายสถานีสึกิจิ (Tsukiji Station; 築地駅) เพื่อบันทึกความทรงจำ ก่อนที่ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะถูกย้ายไปยังเขตโทโยสุ (Toyosu; 豊洲) ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งโตเกียวจะเป็นเจ้าภาพในปี 2563 หรือ ค.ศ.2020

เขาว่าสาเหตุที่ต้องย้ายเพราะ สึกิจิเป็นตลาดเก่า ที่อยู่ใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงโตเกียวอย่างเช่น ย่านกินซ่ามากเกินไป อีกทั้งสาธารณูปโภคก็เสื่อมโทรม สู้ตลาดแห่งใหม่ที่โทโยสุไม่ได้ เพราะที่นั่นทั้งตลาดจะติดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้สาธารณูปโภคด้านการขนส่ง-โลจิสติกส์ที่โทโยสุก็สะดวกสบาย และอยู่ห่างจากตลาดเดิมเพียงแค่ราวสองกิโลเมตร

คำถามที่ผมและทุกคนสงสัยคือ เมื่อตลาดย้ายไป สึกิจิก็จะไม่ใช่ตลาดปลาอีกต่อไป แล้วเสน่ห์ของสึกิจิที่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโทโยสุจะยังหลงเหลืออยู่สักเท่าไร?

001-DSC_5563-web

ตลาดสึกิจิปัจจุบัน (บน) กับโทโยสุ (ล่าง) ตลาดปลาแห่งใหม่ที่สึกิจิจะต้องย้ายไปในเดือนพฤศจิกายน 59 นี้ (ภาพ Google Map)

ตลาดสึกิจิปัจจุบัน (บน) กับโทโยสุ (ล่าง) ตลาดปลาแห่งใหม่ที่สึกิจิจะต้องย้ายไปในเดือนพฤศจิกายน 59 นี้ (ภาพ Google Map)

จากสถานีรถไฟใต้ดิน ผมเดินลัดเลาะไปบริเวณริมถนน ด้านขวาเป็นถนนชินโอฮาชิ ซ้ายเป็นร้านค้าบริเวณตลาดนอกของสึกิจิ ทั้งร้านผัก ผลไม้ ราเม็ง อาหารทะเล ร้านข้าวหน้า (ดงบุริ) ร้านเทมปุระ ฯลฯ … ผมแวะซื้อปลาไหลย่างเสียบไม้ที่ร้านแห่งหนึ่ง ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นชอบกินปลาไหลย่าง (อุนางิ) ที่สุดในช่วงหน้าร้อนช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี่แหละ

คุณปู่วัยเจ็บสิบใกล้แปดสิบเจ้าของร้าน ถามผมว่าจะทานที่นี่ใช่ไหม เมื่อผมตอบว่าใช่ แกก็เลือกปลาไหลย่างไม้อวบอ้วนที่สุดในถาดส่งให้คุณย่าไปอุ่นร้อน ก่อนที่จะส่งให้ผมพร้อมหยิบเงิน 600 เยนใส่ตะกร้า ผมยืนลิ้มรสปลาไหลย่างเสียบไม้ พร้อมกับมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา …

6 โมงกว่าแม้จะเป็นเวลาที่ดูเช้าสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่สำหรับคนที่ทำงานในตลาดแห่งนี้ถือว่าสายแล้ว บางคนทยอยออกมาหาของกิน ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมการประมูลปลาทูน่าก็เริ่มทยอยเดินทางกลับ เวลาของตลาดเช้าทุกแห่งในโลกคงคล้ายๆ กันคือ เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังมืด พอฟ้าสางตลาดก็เริ่มวาย

003-DSC_5598-web

004-DSC_5603-web

หลังจากส่งปลาไหลย่างเข้าไปรองท้อง ผมก็เดินต่อไปที่ตรอกเล็กๆ ในตลาดสึกิจิด้านใน ซึ่งเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติ

ในตลาดสึกิจิมีร้านซูชิยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวอยู่สองร้าน ร้านแรกคือซูชิได (寿司大) และ ร้านที่สองคือไดวะซูชิ (大和寿司)  ตัวผมเองเคยตื่นเช้ามาต่อคิวลิ้มลองซูชิที่ร้านไดวะสองครั้ง เพราะไม่อาจตื่นเช้าและทนรอซูชิที่ร้านซูชิไดได้ไหว โชคดีที่ครั้งแรกได้ลิ้มลองฝั่งที่คุณลูกคุมร้าน และ ครั้งที่สองได้ลิ้มลองฝั่งที่มีคุณพ่อเป็นคนคุม

วันนี้ทั้งสองร้านมีคนรอคิวยาวหลายสิบคน ซูชิไดแถวยาวเลยหัวโค้งไป น่าจะเฉียด 70-80 คิว ส่วนไดวะซูชิน่าจะอยู่ที่ 30-40 คิว ขณะที่พื้นที่ในร้านเพียงพอรองรับลูกค้าได้ครั้งละประมาณสิบคนเท่านั้น

ถามว่า ทำไมในชีวิตต้องมากินซูชิที่ตลาดปลาสึกิจิให้ได้สักครั้งหนึ่ง ว่ากันว่าบางคนรอคิวนาน 6-7 ชั่วโมง เพื่อให้ได้กินซูชิที่สึกิจิเพียง 10 กว่าชิ้น?

คิวหน้าร้านซูชิได (Sushi Dai) ภาพถ่ายเมื่อเดือนเมษายน 2555

คิวหน้าร้านซูชิได (Sushi Dai) ภาพถ่ายเมื่อเดือนเมษายน 2555

006-IMG_5199-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งพ่อ)

007-IMG_5554-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งพ่อ)

008-IMG_5197-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งลูก)

009-IMG_5552-web

ลูกชายเจ้าของร้านซูชิไดวะ (เห็นหน้า)

คำตอบหนึ่งน่าจะอยู่ที่ชื่อเสียงเรียงนามของ “ซูชิ” อาหารที่วันนี้ถูกยกระดับให้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น และกลายเป็นอาหารที่แพร่หลาย กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทั้งนี้ “ซูชิ (Sushi)” ที่คนทั่วโลกรู้จักกันนั้น ภาษาญี่ปุ่นนั้นเรียกขานว่า “นิงิริซูชิ”

นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) หรือ ข้าวที่ปั้นเป็นก้อนพอคำและวางเนื้อปลาไว้ข้างบน ถูกเรียกขานกันในนามซูชิสไตล์ “เอะโดะมาเอะ” คำว่า “เอะโดะมาเอะ (江戸前)” เมื่อแปลเป็นไทยก็มีความหมายว่า หน้าเมืองเอะโดะ ดังนั้นซูชิสไตล์เอะโดะมาเอะจึงหมายถึง การนำเนื้อปลาสดที่จับได้จากทะเลหน้าเมืองเอะโดะ หรืออีกนัยหนึ่งคือ “อ่าวโตเกียว” มาแล่และจิ้มโชยุเพื่อรับประทาน [1]

การนำชิ้นเนื้อปลาสดมาวางบนข้าวซูชิ ที่เกิดจากการนำข้าวมาผสมกับน้ำส้มสายชูและเหล้ามิริน ปั้นเป็นคำใส่วาซาบิเล็กน้อยจนกลายเป็นซูชิสไตล์เอะโดะ หรือ เอะโดะมาเอะนั้น กำเนิดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน ประมาณ ค.ศ.1800 โดยสมัยนั้นซูชิในลักษณะดังกล่าวชิ้นใหญ่กว่าในปัจจุบัน และมักวางขายในร้านแผงลอย โดยผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จะยืนกินเหมือนคนปัจจุบันรับประทานอาหารฟาสต์ฟูด

005-C0000253c

ภาพจาก Tokyo Metropolitan Library (http://www.library.metro.tokyo.jp/)

อีกเหตุผลหนึ่งของการตื่นแต่เช้ามืดดั้นด้นมากินซูชิที่สึกิจิก็คือ ถ้าต้องการลิ้มลองซูชิที่สดที่สุดในโตเกียว คงไม่มีที่ไหนเสิร์ฟซูชิได้สด ใหม่ (ส่วนอร่อยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เท่ากับร้านซูชิในตลาดสึกิจิอีกแล้ว เพราะอย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า สึกิจิเป็นแหล่งซื้อขายปลาและอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทุกวันมีการซื้ออาหารทะเลน้ำหนักราว 3-4 พันตัน และถูกส่งออกไปทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ

ว่ากันว่า การแบ่งเกรดปลาเพื่อไปทำอาหารตามสายตาพ่อครัวญี่ปุ่นก็คือ

สดที่สุด – ซาซิมิ/ซูชิ (นี่เองเป็นเหตุว่าทำไมซาซิมิถึงแพง)
สดรองลงมา – ย่างเกลือ
ไม่ค่อยสด – เอาไปต้ม
คุณภาพแย่สุด – เอาไปทอด/ชุบแป้งทอด

สำหรับวิธีการสั่งซูชิ ถ้าไม่ภาษาญี่ปุ่นไม่กระดิก วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือสั่งคอร์สโอมาคาเสะ (Omakase) ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “แล้วแต่พ่อครัว” โดยพ่อครัวจะจัดปลาตามฤดูกาล ที่สด และดีที่สุดประจำวันให้ แบ่งเสิร์ฟตามคำ โดยสนนราคาคอร์สโอมาคาเสะ ของร้านซูชิตลาดสึกิจิก็จะอยู่ที่ราว 3,500 – 5,000 เยน โดยบางครั้งจะมีการแถมนู่นนี่ให้ตามแต่ใจเชฟ และดวงของเราว่าถูกชะตากับเชฟหรือไม่

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการไปเยือน ซูชิไดและไดวะซูชิ สองร้านดังของสึกิจิ คือ Cash Only รับแต่เงินสด ไม่รับบัตรเครดิตนะคร้าบบบ ^_^

010-IMG_5555-web

011-IMG_5557-web

012-IMG_5227-web

013-IMG_5572-web

014-IMG_5568-web

015-IMG_3096-web

016-IMG_3102-web

017-IMG_5224-web

018-IMG_3098-web

019-IMG_5194-web

ป้าย Cash Only หน้าร้านไดวะซูชิ

020-IMG_5574-web

พนักงานร้านซูชิในตลาดสึกิจิกำลังตระเตรียมปลา

ข้อมูลอ้างอิง :

[1] ส่องวิถีพิธีญี่ปุ่น (Shikitari) ฮารุฮิโตะ ทสึชินะ เขียน ยุวลักษณ์ ลิขิตธนวัฒน์ มูระเซะ แปล, หน้า 128.

Tags:·······················

บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1

June 30th, 2016 · Comments Off on บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, สื่อ, อาหาร, เศรษฐกิจ

001-DSC_2129

04.30น. นาฬิกาปลุกดังขึ้น กลางโรงแรมเล็กๆ ในย่านอุเอะโนะ มหานครโตเกียว

ผมเอื้อมมือไปปิดนาฬิกา ก่อนงัวเงียลุกขึ้นมาแปรงฟัน และล้างหน้าแบบลวกๆ ก่อนจะสวมเสื้อแจ็คเกตกันฝน หยิบกระเป๋ากล้องสะพายออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานีโอกาชิมาชิ เพื่อที่จะจับรถไฟใต้ดินสายฮิบิยา ไปยังสถานีสึกิจิปลายทาง

ปลายเดือนมิถุนายน 2559 โตเกียวชุ่มฉ่ำไปด้วยร่องรอยของน้ำฝน บรรยากาศเช้ามืดของกรุงโตเกียวแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง บนชานชลาสถานีรถไฟใต้ดินมีคนยืนอยู่ไม่กี่คน เมื่อขึ้นไปบนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังตลาดสึกิจิ ที่นั่งก็มีว่างให้จับจองเกือบทุกตู้ มีสาวๆ ในชุดกิโมโนคู่หนึ่งนอนสัปหงกอยู่ใกล้ที่นั่งริมประตูคล้ายว่าพวกเธอเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนและกำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน

002-DSC_2132-web

เมื่อพูดถึงชื่อ “สึกิจิ (Tsukiji; 築地市場)” เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ แต่คนที่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นอย่างปลาดิบ เชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดค้าส่งอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนปีละหลายล้านคน

ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยหลายแห่งมักจะติดป้ายว่า “ปลานำเข้าตรงจากตลาดสึกิจิ สัปดาห์ละ X เที่ยว” อันเป็นการอ้างอิงถึงคุณภาพปลาว่าอยู่ในระดับดีที่สุด และจะทำให้สามารถตั้งราคาขายให้สูงขึ้นไปด้วยได้
ตลาดสึกิจิ ถือเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุมิดะ ใกล้ย่านใจกลางมหานครโตเกียว ติดกับย่านกินซ่า ย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ชื่อดัง โดยพื้นที่ของตลาดมีขนาดใหญ่ถึง 230,000 ตารางเมตร หรือพอๆ กับพื้นที่ของสนามฟุตบอล 30 สนามเรียงต่อกัน

ไม่เพียงมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดแห่งนี้ก็มโหฬารตามไปด้วย กล่าวคือ

  • ทุกวันตลาดแห่งนี้มีการซื้อขายอาหารทะเลและสินค้าต่างๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเยน หรือกว่า 5 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งนั่นหากคำนวณเป็นเงินไทยก็ 500 ล้านบาทต่อวัน และ 170,000 ล้านบาทต่อปี
  • ทุกๆ วันมีการประมูลปลาทูน่าซึ่งถูกจับและส่งจากทั่วโลกมายัง ณ ตลาดแห่งนี้เฉลี่ย 3,000 ตัว
  • เฉพาะมูลค่าของปลาทูน่าที่ประมูลซื้อขายกันในตลาดแห่งนี้ตกปีละ 20,000 ล้านเยน หรือ 6,800 กว่าล้านบาท
  • อาหารทะเลน้ำหนักราว 3-4 พันตัน นับร้อยนับพันชนิด ถูกซื้อขายผ่านตลาดแห่งนี้ทุกวัน และถูกส่งออกไปทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ
  • ตลาดสึกิจิถูกแบ่งพื้นที่เป็นตลาดภายใน และตลาดภายนอก โดยตลาดภายในมีร้านค้าส่งปลา อาหารทะเล และสินค้าอื่นๆ ประมาณ 680 ร้าน ส่วนตลาดภายนอกมีร้านค้าประมาณ 400 ร้าน รวมแล้วมากกว่า 1,000 ร้าน
  • มีคนเข้าออกเพื่อทำงานในตลาดแห่งนี้ประมาณ 14,000 คนต่อวัน ไม่รวมลูกค้าและนักท่องเที่ยวอีกหลายหมื่นคน

003-DSC_2112-web

004-DSC_2113-web

005-DSC_2117-web

จากสถิติระบุว่า 1 ใน 6 ส่วน ของอาหารทะเลที่บริโภคกันทั่วโลกในแต่ละปีอยู่บนโต๊ะอาหารของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเองบ่งชี้ให้ว่าตลาดสึกิจิมีความสำคัญแค่ไหนต่อชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น

ย้อนไปในอดีตประมาณ 400 กว่าปีก่อน สมัยโตเกียวยังใช้ชื่อเอะโดะ และถูกปกครองด้วยโชกุน โตกุกาว่า อิเอยาสึ โชกุนผู้กำลังก่อร่างสร้างมหานครแห่งใหม่ได้อพยพชาวประมงมาจากโอซาก้า และให้สิทธิ์ในการจับปลาแก่ชาวประมงเหล่านี้เพื่อป้อนให้ห้องครัวภายในพระราชวังเอะโดะ โดยเมื่อมีปลาเหลือจากที่ส่งเข้าวังเอะโดะแล้วชาวประมงทั้งหลายจึงนำปลาและอาหารทะเลต่างๆ มาจำหน่ายบริเวณเชิงสะพานนิฮอนบาชิ (Nihonbashi; 日本橋) ซึ่งต่อมาก็ขยายตัวเป็นตลาดใหญ่โต ว่ากันว่า อาหารทะเลที่ซื้อขายกันบริเวณตลาดเชิงสะพานนิฮอนบาชิเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้น หากคิดเป็นมูลค่าเงินเยนปัจจุบันก็อาจมีมูลค่าสูงถึง 100ล้านเยนเลยทีเดียว

006-Nohombashi

ภาพจาก http://nihombashi-tokyo.com/

007-Nohombashi

ภาพจาก http://nihombashi-tokyo.com/

กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในโตเกียว (Great Kanto earthquake) ในวันเสาร์ที่ 1 กันยายน ค.ศ.1923 ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลและมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งแสนคน บ้านพัก อาคารในกรุงโตเกียวต่างราบเป็นหน้ากลอง ตลาดปลานิฮอนบาชิก็พังทลายลงไปด้วยเช่นกัน จนต่อมาทางการกรุงโตเกียวจึงสร้างตลาดสึกิจิ ณ พื้นที่ปัจจุบันขึ้นมาทดแทน และเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1935

ทุกวันนี้ตลาดสึกิจิเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง ผู้ค้าส่งหลัก (Primary Wholesaler) กับ ผู้ค้าส่งรอง หรือ ยี่ปั๊ว (Secondary Wholesaler) ไปยังร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และผู้บริโภค โดยบทบาทของยี่ปั๊วนั้นคือการคัดสรร ประมูล แล่ปลา และควบคุมคุณภาพสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยอีกที

008-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

009-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

010-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

ยี่ปั๊ว หรือ พ่อค้าส่งรองในตลาดสึกิจิจะมีความเชี่ยวชาญอาหารทะเลแต่ละประเภท ชนิด เช่น ปลาทูน่า ปลาไหล หอย กุ้ง ปลาหมึก หอยเม่น ฯลฯ แตกต่างกันไป เพื่อจัดจำหน่ายอาหารทะเลตามชนิด ตามคุณภาพ และงบประมาณ ที่เหมาะกับลูกค้าที่สุด
ทั้งนี้บางร้านขายปลาในตลาดแห่งนี้มีประวัติการจำหน่ายปลาและอาหารทะเลมายาวนานกว่า 400 ปี เรียกได้ว่าทำธุรกิจขายปลามาหลายชั่วอายุคน และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการขายปลาตกทอดมายาวนานกว่าตลาดสึกิจิที่มีอายุ 81 ปีเสียอีก

011-DSC_2135

012-DSC_2141

013-DSC_2118-web

ข้อมูลอ้างอิง :
– รายการ Tsukiji Market  : Begin Japanology season 1 EP3 โดย NHK World
– รายการ World’s Largest Fish Market – Tsukiji Market : Japanology Plus Season 1 EP 18 โดย NHK World
– รายการ Trails to Tsukiji : NHK Program, 2014
– สารคดี Planet Food Goes Fishing โดย Pilot Guides (http://www.pilotguides.com/tv-shows/planet-food/series-6/planet-food-goes-fishing/)
– Origin Tsukiji Market (http://www.tsukiji-market.or.jp/youkoso/konjyaku/origin.htm)
– http://nihombashi-tokyo.com/

 

Tags:················

[Mini Review] Qi Wireless Charger ราคา 2XX บาท ของจริงหรือของเล่น? ตอนที่ 2

March 5th, 2016 · Comments Off on [Mini Review] Qi Wireless Charger ราคา 2XX บาท ของจริงหรือของเล่น? ตอนที่ 2 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ไอที - เทคโนโลยี

001-EP-PG920IBEGWW-272186-0

ภาพจากเว็บไซต์ samsung.com

หลังจากได้เจ้า Samsung Galaxy S6 มาใช้สักพัก ผมก็เริ่มลองหาเสาะแสวงหาอุปกรณ์ชาร์จไร้สายเพื่อมาลองใช้งาน

ที่ต้องใช้คำว่า “เสาะแสวงหา” ก็เพราะเจ้าตัวแท่นชาร์จไร้สายของซัมซุงนั้นหายากจริงๆ ครับ ทั้งใน Online Store และร้านซัมซุงตามห้างก็หาไม่ค่อยมี โดยส่วนใหญ่ระบุว่าของหมด/ไม่มีของเข้า ทั้งๆ ที่ราคาก็สูงเอาการอยู่คือ 1,690 บาท

ผมไปเจออยู่ที่นึงว่ามีของคือในเว็บไซต์ของ Jaymart แต่ก็ไม่ได้สั่งซื้อ เพราะวางจำหน่ายในราคาเต็ม และเผอิญไปพบเจออีกทางเลือกหนึ่งก็คือในเว็บไซต์ลาซาด้าที่มีขาย Qi Wireless Charger Charging Pad for Samsung Galaxy S6/S6 Edge ในราคาเพียง 249 บาท!!!

สำหรับราคา 249 บาท (ลดจาก 1,150 บาท) นั้น รวมค่าจัดส่งจากต่างประเทศถึงประตูบ้านเรา เสียอย่างเดียวคือต้องรอสินค้าประมาณหนึ่งเดือน … เห็นอย่างนี้ก็สั่งสิครับ จะรออะไรอยู่

002-Qi-Wireless-Charger

หลังจากที่รบกวนให้ภรรยาซึ่งสั่งซื้อผ้าอ้อมลูกทางลาซาด้าเป็นประจำกดสั่งและจ่ายเงินไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2559 ทางระบบของเว็บไซต์ก็แจ้งมาว่าของจะได้ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2559 โน่นเลย เพราะต้องจัดส่งมาจากต่างประเทศ (ก็คือจีนนั่นแหละ) นอกจากนี้หลายเดือนที่ผ่านมาเจ้าเว็บไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์เจ้านี้ยังตกเป็นข่าวหนาหูด้วยว่า กดสั่งของอย่างหนึ่งแต่ได้รับของอีกอย่าง เช่น ภรรยาของผมเคยเจอกับตัวว่าสั่งแผ่นสติกเกอร์แปะกันยุงลูก แต่กลับได้แท่นหมึกปรินเตอร์เลเซอร์มาแทน ซะงั้น

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวผมคิดว่าแค่ 249 บาท ก็น่าลองดูไม่เห็นเป็นไร

หลังจากสั่งซื้อไปจนลืม ในที่สุดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 เจ้าซองเล็กๆ ก็มาส่งที่บ้าน อย่างเรียบร้อยไม่แตกหักเสียหาย รวมแล้วตั้งแต่กดสั่งไปใช้เวลาเพียง 16 วันเท่านั้น ไม่ใช่เดือนกว่าๆ อย่างที่แจ้งมาในตอนแรก

เมื่อมาถึงแล้วก็ลองแกะมาดูกันเลยดีกว่ากับเจ้า Qi Wireless Charger ราคาเพียง 249 บาท ซึ่งถ้าหักค่าขนส่ง กับค่าจัดจำหน่ายแล้ว ผมว่าเจ้า Qi Wireless Charger ตัวนี้ราคาต้นทุนคงไม่ถึงร้อยบาท นี่เองทำให้ต้องมาดูกันว่าจะใช้ได้จริงหรือไม่ และคุณภาพเป็นอย่างไร?

เมื่อแกะห่อส่งของออกมาแล้ว ข้างในก็จะมีซองพลาสติกใสห่ออีกชั้นหนึ่ง ภายในก็มี

          1.แท่นชาร์จไร้สาย Wireless Charger Pad สีดำ (จริงๆ มีสองสีให้เลือกคือ ขาว กับ ดำ)
          2.สายยูเอสบี USB Power Cord ข้างหนึ่งเป็น USB 2.0 อีกข้างเป็น micro USB
          3.คู่มือการใช้งาน User Manual ภาษาอังกฤษ แผ่นเล็กๆ รวมแล้ว 8 หน้าสั้นๆ

003-IMG_4792

004-IMG_4793

ดูแท่นชาร์จไร้สาย (แน่นอนไม่มีโลโก้ Samsung เพราะตัวต้นฉบับนั้นราคาขาย 1,690 บาท) เป็นแท่นสีดำ ทำจากพลาสติกทึบแข็ง ไม่มีโลโก้ใดๆ ทั้งสิ้น โดยมีพลาสติกใสครอบทับอีกชั้น (ซึ่งแกะไม่ได้และอย่าแกะนะครับ) ส่วนด้านหลังระบุข้อความว่า

          Wireless Charging Pad
          Input : DC5V-2000mA
          Output : DC5V-1000mA
          Made in China

005-IMG_4794

006-IMG_4795

007-IMG_4796

008-IMG_4798

 

สายยูเอสบีก็ปกติทั่วไป ขณะที่คู่มือระบุว่า เป็นเครื่องชาร์จแบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Electromagnetic induction model from close range มาตรฐาน Qi ซึ่งประสิทธิภาพทำงานภายใน 1-8 มิลลิเมตร โดยใช้ได้กับมือถือซัมซุง โนเกีย เอชทีซี กูเกิล ที่รองรับมาตรฐาน Qi โดยวิธีชาร์จนั้นก็ง่ายดาย โดยเสียบเข้ากับหัวปลั๊กยูเอสบี คอมพิวเตอร์ หรือ External Battery ก็ได้ ทั้งยังปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าเด็กจะได้รับอันตรายจากไฟดูด

ในส่วนของ Security and stability of circuit design ระบุด้วยว่าเจ้าแท่นชาร์จไร้สายตัวนี้ มีชิปอัจฉริยะที่จะตัดไฟทันทีเมื่อยกมือถือออกจากแท่น และเข้าสู่ standby mode โดยอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่มือถือใกล้เต็ม คือเมื่อโหมดการชาร์จถูกเปลี่ยนจาก Fast Charge เป็น Trickle Charge

อธิบายเพิ่มนิดหนึ่งคือ ในปัจจุบันโทรศัพท์มือถือจะแบ่งวิธีชาร์จออกเป็นสองระยะคือ Fast Charge และ Trickle Charge คือ

ระยะที่ 1 (Fast Charge) : จะเป็นระยะของการชาร์จด้วยกระแสไฟแบบคงที่เต็มพิกัด จนเซลล์ของแบตเตอรี่ได้รับแรงดันไฟ จนถึงระดับที่กำหนดหรือประมาณ 80% (เกือบเต็ม) ซึ่งระยะนี้จะคล้ายกับว่า เป็นการชาร์จด้วยอัตราเร่งนั่นเอง จากนั้นจะค่อยๆ เติมประจุให้กับส่วนที่เหลือ จนทุกๆ เซลล์ของแบตเตอรี่ได้รับระดับแรงดันไฟสูงสุดจนเต็ม ระหว่างนี้กระแสไฟที่ถูกชาร์จเข้าไปยังเซลล์ของแบตเตอรี่จะค่อยๆ ลดลง

ระยะที่ 2 (Trickle Charge) : จะเป็นระยะที่กระแสไฟจะค่อยๆ ลดลง จนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 3% ของอัตรากระแสเฉลี่ย และจะถูกตัดการชาร์จไปในที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการถนอมการใช้งานแบตเตอรี่นั่นเอง จะสังเกตได้ว่าหากเรานำมือไปสัมผัสกับแบตเตอรี่ในระหว่างที่ทำการชาร์จไฟ หากอยู่ในระยะที่ 1 จะรู้สึกได้ว่าร้อน แต่เมื่อเข้าสู่ระยะที่ 2 แล้ว จะรู้สึกได้ว่าเย็นลง

ทั้งนี้ในการทำงานของแท่นชาร์จไร้สาย เมื่อต่อสายยูเอสบีเข้ากับแท่น และแหล่งจ่ายไฟ ที่ด้านหน้าแท่น (ตรงข้ามกับจุดต่อไฟ) จะมีไฟแอลอีดี (LED) สีน้ำเงินกะพริบขึ้น 3 ครั้ง แสดงว่าใช้งานได้แล้ว และพร้อมวางโทรศัพท์ลงไปได้ทันที ซึ่งการมีไฟแอลอีดีบอกสถานะนั้นถือว่าช่วยทำให้สินค้าหลักร้อยดูมีราคาเขยิบขึ้นเป็นหลักพันได้ไม่ยากจริงๆ
009-bluelight

เมื่อลองวางเจ้า Samsung Galaxy S6 ลงไป บนหน้าจอของมือถือก็จะขึ้นข้อความว่า Charging Wirelessly คือ กำลังชาร์จแบบไร้สายอยู่นะ พร้อมกับบอกเปอร์เซ็นต์ด้วยว่าชาร์จไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว

สรุป : เท่าที่ลองใช้เจ้าตัว Wireless Charging Pad นั้นพบว่าสะดวกสบายในการใช้งาน แม้จะชาร์จไฟได้ช้ากว่าแบบสายอยู่พอสมควร แต่ก็ถือว่าไม่ใช่อุปสรรค นอกจากนี้เมื่อผมลองถามพี่สาวซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องแบตเตอรี่ก็บอกว่าการยกมือถือเข้าๆ ออกๆ จากแท่นชาร์จไร้สายก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรนักกับอายุการใช้งานของแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ ขณะที่ความเสี่ยงจากที่แบตเตอรี่จะบวม จะระเบิดระหว่างการชาร์จอย่างที่เห็นข่าวเป็นประจำก็มีน้อยกว่าวิธีการชาร์จแบบสายเยอะ

ส่วนคุณภาพและประสิทธิภาพของเจ้าแท่นชาร์จไร้สายราคาไม่ถึง 250 บาทอันนี้ เมื่อใช้กันยาวๆ แล้วจะเป็นอย่างไร ไว้มีโอกาสจะนำมาบอกเล่าให้ฟังอีกที

ล่าสุดตั้งแต่ผมเริ่มเขียนบทความตอนแรก พอเข้าไปในเว็บไซต์ลาซาด้าอีกครั้ง พบว่าเจ้า Qi Wireless Charger Charging Pad for Samsung Galaxy S6/S6 Edge ตัวเดียวกันนี้ขึ้นราคาอีก 100 บาท เป็น 350 บาทเสียอย่างนั้น ถ้าใครสนใจแท่นชาร์จไร้สายราคาย่อมเยาก็ลองสั่งมาลองใช้กันดูครับ ^_^

010-DSC_5222

Tags:

ลองเทคโนโลยี Wireless Charging สุดล้ำในราคาตลาดนัด ตอนที่ 1

February 28th, 2016 · Comments Off on ลองเทคโนโลยี Wireless Charging สุดล้ำในราคาตลาดนัด ตอนที่ 1 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, สื่อ, ไอที - เทคโนโลยี

001-IMG_4803

ผมได้หยิบจับเจ้า Samsung Galaxy S6 มือถือระดับแฟลกชิปของค่ายซัมซุงเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่มันจะตกรุ่นเมื่อไม่กี่วันมานี้ -_-”

ส่วนตัวผมเองพกโทรศัพท์ติดตัวอยู่สองเครื่องทั้งระบบปฏิบัติ iOS และ Android ด้วยความจำเป็นในหน้าที่การงานที่ต้องใช้งานมือถือทั้งสองระบบ เพื่อทดสอบระบบเว็บไซต์ และ Application แต่การได้มาใช้งานเจ้า Galaxy S6 ทำให้ผมได้ลองเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง โดยหนึ่งในนั้นที่ผมสนใจมากก็คือ เทคโนโลยีการชาร์จไร้สาย (Wireless Charging)

วิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลัง Wireless Charging หรือ Inductive Charging คือ การส่งต่อพลังงานด้วยการเหนี่ยวนำ โดยเปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้เป็นสนามแม่เหล็กแผ่ออกไปจากแท่นชาร์จ ขณะที่ ณ ปลายทางคือเครื่องโทรศัพท์มือถือก็จะมีตัวรับที่เปลี่ยนสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้เป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งต่อไปยังแบตเตอรี่

Credit : Techwhatwhy

Credit : Techwhatwhy

เมื่อเปรียบเทียบกับสายชาร์จแบบดั้งเดิม การชาร์จแบบไร้สาย มีข้อได้เปรียบหลายประการด้วยกัน เช่น  ไม่มีการสัมผัสกันระหว่างขั้วไฟฟ้า ทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องของไฟกระชากที่ขั้วทองแดง ทั้งยังห่างไกลจากน้ำทำให้ลดโอกาสในการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร, ในเชิงการแพทย์การชาร์จแบบไร้สายช่วยลดการติดเชื้อได้มาก นอกจากนี้เมื่อไม่มีการเสียดสีหรือสัมผัสระหว่างอุปกรณ์ไฟฟ้ากับที่ชาร์จ ทำให้เพิ่มความทนทานในการใช้งาน และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความสะดวกสบาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีข้อดีแล้วก็ย่อมมีข้อด้อย อย่างแรกคือ ชาร์จได้ช้ากว่าการชาร์จแบบมีสาย เพราะการชาร์จไร้สายเป็นการถ่ายทอดพลังงานด้วยพลังงานสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีกำลังไฟฟ้าต่ำเพียงแค่ 0-5 วัตต์เท่านั้น ส่วนข้อด้อยอีกประการหนึ่งก็คืออุปกรณ์มีราคาแพง

ทั้งนี้เทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สายนั้นถูกใช้ในเชิงพาณิชย์มานมนานแล้ว ตั้งแต่แปรงสีฟันไฟฟ้า รถยนต์ เครื่องเล่นเอ็มพี3 จนมาถึงสมาร์ทโฟนทั้งยี่ห้อ โนเกีย โมโตโรลา กูเกิล แอลจี เอชทีซี ซัมซุง แบล็กเบอรี รวมไปถึงแอปเปิลที่แม้จะยังไม่ได้บรรจุเทคโนโลยีนี้ลงไปในไอโฟน แต่ก็ใช้เทคโนโลยีนี้กับนาฬิกาอัจฉริยะอย่าง “แอปเปิล วอตช์” เรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงแต่ในแวดวงผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เท่านั้นที่เห็นอนาคตของเทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สาย เพราะแม้แต่แวดวงเฟอร์นิเจอร์ อย่าง อิเกีย (IKEA) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์จากสวีเดนก็กระโดดเข้าสู่วงการด้วยเช่นกัน โดยตั้งแต่ปีที่แล้ว 2558 อิเกีย ประกาศวางจำหน่ายซีรีย์เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ DIY ต่างๆ ที่บรรจุระบบการชาร์จไร้สายเข้าไปด้วย (http://www.ikea.com/us/en/catalog/categories/departments/wireless_charging/)

การใส่อุปกรณ์การชาร์จไร้สายเข้าไปในเฟอร์นิเจอร์ของอิเกียนั้นทำให้คนในแวดวงเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งถึงกับอุทานว่า ราวกับอิเกียใส่เวทมนตร์เข้าไปในเฟอร์นิเจอร์เลยทีเดียว (Like Having Magic Furniture!)

003-558000004550502

ภาพจาก IKEA

004-20154_wcvc01a_03_PH124096

ภาพจาก IKEA

005-20154_wcvd01a_01_PH124110

ภาพจาก IKEA

กลับมาถึงเจ้า ซัมซุง Galaxy S6 และ Galaxy S6 edge ที่เปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 2558 (รวมไปถึง Galaxy S7, S7 edge ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อไม่กี่วันนี้ด้วย) นั้นใส่เทคโนโลยีการชาร์จไร้สายเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเคลมว่าเป็น Dual wireless charging คือ รองรับเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายทั้งสองมาตรฐาน

ถามต่อว่าแม้แต่การชาร์จไร้สายก็ยังมีหลายมาตรฐานอีกหรือ? (เหมือนวิดีโอมี PAL-NTSC, ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์มี Windows Mac, ระบบปฏิบัติการมือถือมี iOS-Android ฯลฯ)

เมื่อไปค้นข้อมูลดู ปัจจุบันมาตรฐานของเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายถูกแบ่งเป็นสองค่ายด้วยกัน

โลโก้ของมาตรฐานการชาร์จไร้สาย qi (ซ้าย) และมาตรฐาน PMA (ขวา)

โลโก้ของมาตรฐานการชาร์จไร้สาย qi (ซ้าย) และมาตรฐาน PMA (ขวา)

ค่ายหนึ่งคือ มาตรฐาน Qi () ซึ่งระบุว่าสามารถชาร์จได้แม้อุปกรณ์กับเครื่องชาร์จจะอยู่ห่างกันถึง 4 เซนติเมตรก็ตาม โดยมาตรฐาน Qi นี้ได้รับการหนุนโดยผู้ผลิตมือถือส่วนใหญ่ทั้งเอซุส เอชทีซี หัวเว่ย แอลจี โมโตโรลา โนเกีย ซัมซุง และโซนี ที่รวมตัวกันในนาม Wireless Power Consortium

อีกฝั่งหนึ่งคือ มาตรฐาน PMA ซึ่งย่อมาจาก Power Matters Alliance ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่จากฝั่งอเมริกา คือ เอทีแอนด์ที ดูราเซลล์ Federal Communications Commission (FCC) Energy Star รวมไปถึงเชนกาแฟยักษ์ใหญ่อย่างสตาร์บัคส์ที่ในปี 2557 เคยประกาศว่าจะนำเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายไปใช้ในสาขาต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าด้วย

สตาร์บัคส์ใช้วิธีโปรโมตด้วยคำว่า Come on in&Recharge : Power up your phone while you recharge (มาสิมาเติมพลังกัน เติมพลังให้โทรศัพท์ของคุณ ขณะที่คุณก็เติมพลังให้ตัวเอง) อย่างไรก็ตามสตาร์บัคส์ไม่ได้ใส่ฟังก์ชันนี้เข้าไปในทุกสาขากว่าสองหมื่นแห่งทั่วโลก แต่มีเพียงบางสาขา ในบางประเทศเท่านั้น

สาเหตุสำคัญก็คงเพราะสมาร์ทโฟนที่สามารถรองรับเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายนั้นยังไม่แพร่หลาย โดยเฉพาะค่ายแอปเปิลที่ยังไม่ได้เริ่มบรรจุเทคโนโลยีลงในไอโฟน ทำให้สตาร์บัคส์ต้องแก้เกมด้วยการให้ยืมอุปกรณ์การชาร์จไร้สายเพื่อเสียบเข้ากับอุปกรณ์เพื่อให้ลูกค้าได้ลองใช้ไปก่อน

007-10533433_1136591376365316_2697183344455864621_n

008-10392107_1136591359698651_8808638880014156136_n

009-Untitled-1

ในเมืองไทย เรายังไม่เห็นสตาร์บัคส์ใส่เทคโนโลยีการชาร์จไร้สายเพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าในร้านเลย ส่วนเฟอร์นิเจอร์ซีรีย์ที่บรรจุเครื่องชาร์จไร้สายของ IKEA ก็ยังไม่เป็นที่กล่าวขวัญในหมู่ผู้บริโภคชาวไทยนัก ทางหนึ่งเพราะยังมีอุปกรณ์รองรับเพียงไม่กี่รุ่น …

ตอนหน้าผมจะมาแกะกล่องรีวิวเครื่องชาร์จไร้สายที่ใช้กับ Samsung Galaxy S6 ให้ดูกันว่าเป็นอย่างไรครับ

Tags:················

ทำ “สปาเกตตี้ คาโบนารา” ง่ายๆ คลาสสิกๆ แบบเชฟอิตาเลียน

January 16th, 2016 · Comments Off on ทำ “สปาเกตตี้ คาโบนารา” ง่ายๆ คลาสสิกๆ แบบเชฟอิตาเลียน · กล้อง-ถ่ายภาพ, ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, อาหาร

000-12493710_1110776498946804_8543505228011523456_o

หากมีเวลาว่าง ผมเป็นคนชอบลองทำอาหารต่างๆ โดยส่วนใหญ่สูตรที่ได้จะมาจากเว็บไซต์ต่างๆ หรือ การดูคลิปยูทิวบ์ก่อนนอน ตั้งแต่อาหารไทย จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ อเมริกัน อิตาเลียน ฯลฯ

สัปดาห์ก่อนผมไปเปิดเจอคลิปวิดีโอวิธีการทำ สปาเกตตี้ คาโบนารา (Spaghetti Carbonara) ในแบบชาวอิตาเลียนแท้ๆ จากเชฟชาวอิตาเลียนสองคน คือ อันโตนิโอ คาร์ลุชโช (Antonio Carluccio) และ เจนนาโร คอนทัลโด (Gennaro Contaldo) [1] จึงหยิบเอามาลองทำ โดยดัดแปลงเล็กน้อย แต่ยังคงความคลาสสิกของสปาเกตตี้ คาโบนารา แบบดั้งเดิมเอาไว้

ภาพจาก BBC/FreshOne TV

เชฟคอนทัลโด (ซ้าย) และ เชฟคาร์ลุชโช (ขวา) (ภาพจาก BBC/FreshOne TV)

สำหรับเชฟคาร์ลุชโช และเชฟคอนทัลโดนั้นเป็นพ่อครัวและกูรูด้านอาหารอิตาเลียน ผู้ดำเนินรายการ Two Greedy Italians สารคดีที่ทั้งคู่พาผู้ชมท่องไปทั่วอิตาลีเพื่อแสวงหายอดอาหารของแดนรองเท้าบูต โดยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์บีบีซี 2 และเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมาก

ว่ากันแล้วก็เอาให้ถึงแก่น ถามว่าพาสต้ายอดนิยมชนิดนี้มีประวัติศาสตร์และจุดเริ่มต้นอย่างไร?

กล่าวถึงต้นตอของ “สปาเกตตี้ คาโบนารา” นั้นมีหลายเรื่องเล่า เรื่องหนึ่งว่ากันว่าเป็นอาหารพื้นถิ่นของชาวโรมัน โดยอาหารชนิดนี้คิดค้นโดยคนตัดไม้ที่เผาถ่านเป็นเชื้อเพลิงในเขตภูเขาของแคว้นอาบรุซโซ (Abruzzo) ซึ่งคนตัดไม้และเผาถ่านจะทำอาหารจานนี้โดยใช้ถ่านไม้เนื้อแข็งเป็นเชื้อเพลิง แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะใช้เส้นเพนเน (Penne) แทนเส้นสปาเกตตี้ เพราะสะดวกต่อการเขย่าเส้นให้เข้ากับวัตถุดิบอื่นๆ อย่าง ไข่และชีสบนกระทะมากกว่า อีกทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าคำว่า Carbonara นั้นก็มีที่มาจากคำว่า Carbonaro ที่ในภาษาอิตาเลียนแปลว่าแรงงานเหมืองถ่านหิน โดยคาโบนารานั้นเป็นอาหารจานโปรดของเหล่าแรงงานในเหมือง ส่วนพริกไทยบดหยาบที่โรยผสมในคาโบนารานั้นก็มีลักษณะคล้ายกับผงถ่านหินในเหมือง (ซึ่งฟังดูแล้วไม่ค่อยน่ากินเท่าไหร่เลย) [2]

อีกทฤษฎีเชื่อว่าอาหารจานนี้เพิ่งคิดค้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี ค.ศ.1944 ในช่วงที่ชาวอิตาลีขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารอย่างหนัก จนคนท้องถิ่นต้องเอาไข่ผงที่ทหารอเมริกันส่งมาให้มาผสมกับเบคอน และสปาเกตตี้จนกลายเป็นเมนูยอดฮิตนี้ขึ้นมา ก่อนแพร่หลายไปทั่วโลก

กลับมาถึงตัวเมนูกันต่อ เดี๋ยวนี้ “สปาเกตตี้ คาโบนารา” กลายเป็นอาหารที่หาทานได้ง่ายในบ้านเรา เรียกว่าเป็นที่ชื่นชอบของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เนื่องจากความเข้มข้นของซอส ยิ่งผสมเบคอนที่มีรสชาติเค็ม และโรยเบคอนทอดกรอบเข้าไปด้วยยิ่งถูกใจคนไม่กลัวปัญหาคอเลสเตอรอลเข้าไปใหญ่

สปาเกตตี้ คาโบนาราใส่ครีมแบบที่เสิร์ฟตามร้านอาหารทั่วไป

สปาเกตตี้ คาโบนาราใส่ครีมแบบที่เสิร์ฟตามร้านอาหารทั่วไป

แต่หลายคนก็ไม่รู้ว่าซอสคาโบนารานั้นจริงๆ แล้ว คนอิตาเลียนเขาไม่ใช้ครีม หรือ นมเป็นส่วนผสมแม้แต่นิดเดียว โดยวัตถุดิบที่ทำให้เกิดความเข้มข้นของครีม หรือที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า Creamy นั้นเกิดจากไข่และชีสล้วนๆ

“เมื่อใช้ไข่แล้ว คุณไม่ต้องใส่ครีม ครีมเป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดสำหรับคาโบนารา” อันโตนิโอ คาร์ลุชโชระบุ

เอาล่ะ! … ลองมาดูส่วนประกอบของ สปาเกตตี้ คาโบนารา สำหรับ 2 ที่ ที่ผมคุยไว้ตั้งแต่หัวเรื่องว่าทำง่ายๆ แต่ออกมาแล้วทั้งดูคลาสสิก ทั้งอร่อยสุดๆ กันเลยดีกว่า

 

วัตถุดิบ

1.เส้นสปาเกตตี้
2.เบคอน แต่หากหาซื้อ “อิตาเลียนเบคอน” หรือที่เขาเรียกว่า แพนเชตตา (Pancetta) หรือ กวนชาเล (Guanciale) ซึ่งเป็นเบคอนที่ทำจากแก้มหมูได้จะยิ่งสุดยอด (กรณีนี้ผมใช้แพนเชตต้าที่หาซื้อได้จากแผนกเนื้อของฟู้ดแลนด์ ในราคาขีดละ 78 บาท)

001-IMG_2995-web

3.ชีสเพโคริโน (Pecorino) หรือ พาร์เมซาน (Parmesan) (กรณีนี้ผมใช้พาร์เมซาน เพราะมีอยู่ในตู้เย็นที่บ้านอยู่แล้ว)
4.ไข่ไก่ 3 ฟอง
5.เกลือ, พริกไทยดำ
6.น้ำมันมะกอก

จะเห็นได้ว่าวัตถุดิบในการทำสปาเกตตี้ คาโบนารา ในสูตรอิตาเลียนแท้ๆ นั้นมีไม่กี่อย่าง ซื้อหาได้ไม่ยากเย็นนัก ยกเว้นชีสเพโคริโนชีส หรือ ชีสพาร์เมซานที่คงหาตามร้านสะดวกซื้อหรือตาม 7-Eleven ไม่ได้ แต่มีตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ทั่วไป

 

วิธีทำ

1.ต้มเส้นสปาเกตตี้ ในน้ำเดือดที่ใส่เกลือเล็กน้อย (ดูระยะเวลาต้มตามห่อของเส้นสปาเกตตี้ได้เลย)

003-IMG_3335-web

                2.หั่นแพนเชตต้า (หรือเบคอน) เป็นชิ้นๆ หนาหน่อย ก่อนลงไปทอดด้วยไฟกลางๆ ในน้ำมันมะกอก

004-IMG_3336-web

3.ต่อยไข่ 2 ฟองเอาทั้งไข่ขาวและไข่แดง ส่วนฟองที่ 3 เอาเฉพาะไข่แดง ลงในชาม

4.ปรุงรสไข่ทั้งสามฟอง ด้วยพริกไทยบด เกลือ และชีสพาร์เมซาน ก่อนตีให้เข้ากันแบบหยาบๆ

005-IMG_3338-web

5.เมื่อเส้นสปาเกตตี้ใกล้สุก ให้เอาเส้นสปาเกตตี้ในหม้อมาใส่ลงในกระทะผสมกับเบคอนที่สุกและเริ่มเกรียม

6.ปิดไฟในกระทะ คนเส้นสปาเกตตี้กับเบคอนให้เข้ากัน

006-IMG_3339-web

007-IMG_3341-web

                เมื่อถึงจุดนี้ เชฟคาร์ลุชโชบอกว่าต้องไม่ให้กระทะร้อนมากนัก เพราะเรากำลังจะใส่ส่วนผสมสำคัญลงไปนั่นคือ ไข่+ชีสที่เราผสมเอาไว้ในชาม โดยผลลัพธ์ที่เราต้องการก็คือ “ซอสเคลือบเส้นสปาเกตตี้” มิใช่ “ไข่สุกคลุกเส้นสปาเกตตี้”

                7.ขั้นตอนไคลแมกซ์ คือ เท “ไข่+ชีส” ในชาม ลงไปบน “เส้นสปาเกตตี้+เบคอน” ในกระทะที่ปิดไฟ ก่อนคนให้เข้ากัน

008-IMG_3346-web

8.นำสปาเกตตี้ที่ได้มาใส่ลงจาน โรยชีสพาร์มีซาน ใครชอบน้อยก็ใส่น้อย ใครชอบเยอะก็เอาให้ท่วม และพริกไทยบดอีกเล็กน้อย (ส่วนผมขอเพิ่มเบคอนทอด เพื่อความกรุบกรอบของ Texture และผักชีฝรั่งสับเพิ่มสีสันอีกเล็กน้อย)

010-IMG_3355-web

011-DSC_4920-web

012-DSC_4897-web

                เสร็จแล้วครับ ใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีก็ได้ เมนู “สปาเกตตี้ คาโบนารา” ง่ายๆ คลาสสิกๆ แบบเชฟอิตาเลียน หากใครสนใจก็เอาไปลองทำดูครับ รับรองว่าอร่อยเด็ด … ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการทำอาหาร การกิน และการพักผ่อนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ครับ ^_^

 

หมายเหตุ :

[1] Real Spaghetti Carbonara | Antonio Carluccio; https://www.youtube.com/watch?v=3AAdKl1UYZs และ Italian Spaghetti Carbonara by Gennaro Contaldo; https://www.youtube.com/watch?v=BmnoGc1fxew

[2] History of Spaghetti Carbonara; http://www.cliffordawright.com/caw/food/entries/display.php/topic_id/4/id/117/

Tags:·············

สติ – ลิง – พรปีใหม่ ๒๕๕๙

January 2nd, 2016 · Comments Off on สติ – ลิง – พรปีใหม่ ๒๕๕๙ · กล้อง-ถ่ายภาพ, ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, หนังสือ

WatBenj

ในวันเริ่มต้นศักราชใหม่ปีวอก ๒๕๕๙ ผมถือโอกาสพาครอบครัวเดินทางไปไหว้พระ และขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารเหมือนเช่นทุกปี เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ปีนี้วัดเบญฯ ดูจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากกว่าปกติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน

การได้พบเจอผู้คนจำนวนมากในช่วงขึ้นศักราชใหม่เช่นนี้ ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่าง เหมือนกับท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย เราจึงมีโอกาสได้ฉุกคิด อยู่กับตัวเองและทำความรู้จักตัวเรามากขึ้น

สิ่งแรกที่ผมคิดถึงก็คือ ส.ค.ส. พระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ ซึ่งมีพรพระราชทานระบุ “สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙ ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ ขอจงมีความสุขความเจริญ Happy New Year”

Nailuang

สังเกตว่า พระเจ้าแผ่นดินของเราไม่ได้ให้พรประชาชนด้วยความร่ำรวย หรือ ฟุ้งเฟ้อ แต่ทรงย้ำเตือนให้ทุกคนคำนึงถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือ กำลังกายที่แข็งแรง กำลังใจที่เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุดคือ สติที่รู้เท่าทันอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เองย่อมนำมาสู่ความสุขความเจริญของทุกคน สังคม และประเทศชาติ

ถัดมา เมื่อกล่าวถึงเรื่องสติ โยงเข้ากับปีวอก หรือ ปีลิง ทำเอาผมอดหวนนึกไปถึง คำสอนของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ใน หนังสือโพชฌงค์ : พุทธวิธีเสริมสุขภาพ* ทั้งนี้ โพชฌงค์นั้นเป็นหลักธรรมสำคัญหมวดหนึ่ง ซึ่งพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่รู้จักกันในฐานะบทสวดมนต์ที่เรียกว่า โพชฌงคปริตร อันเป็นที่นับถือกันมายาวนานว่าเป็นพุทธมนต์สำหรับสวดสาธยายเพื่อให้คนป่วยได้รับฟังแล้วจะช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งผมขอสรุปอย่างย่อๆ มาดังนี้

สาเหตุที่ชาวพุทธมีความเชื่อกันเช่นนี้ก็เพราะว่า ในพระไตรปิฎกเล่าว่าพระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยอาพาธและพระพุทธเจ้าเสด็จไปเยี่ยม แล้วทรงแสดงเรื่องโพชฌงค์นี้ จนในที่สุดพระมหากัสสปะเถระก็หายจากโรคนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องโพชฌงค์ช่วยให้หายป่วยอีกหลายเรื่อง จนในที่สุดชาวพุทธก็เลยเชื่อกันมาว่าบทสวดมนต์โพชฌงคปริตรนั้นสวดแล้วจะช่วยให้หายโรค อย่างไรก็ตามท่าน ป. ปยุตฺโต ก็ได้อธิบายว่า จริงๆ โพชฌงค์นั้นเป็นหลักธรรมเกี่ยวกับปัญญา อันเป็นธรรมะชั้นสูง ซึ่งความจริงแล้วคือ วิธีการทำให้ให้สว่าง สะอาด ผ่องใส เป็นการรักษาใจเป็นสำคัญ ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่า ร่างกายกับจิตใจนั้นเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัยกันและกัน เมื่อร่างกายเจ็บป่วยไม่สบาย คนปกติทั่วไปก็มักจะมีจิตใจที่ไม่สบาย เศร้าหมอง กระวนกระวาย กระสับกระส่ายไปด้วย ในทางกลับกันเมื่อจิตใจไม่สบายก็พลอยทำให้ร่างกายไม่สบายไปด้วย

350xCover327Pojchong

สำหรับหลักโพชฌงค์นั้นจริงๆ แล้วถือเป็นหลักปฏิบัติทั่วไป ไม่เฉพาะสำหรับผู้ป่วย โดยโพชฌงค์นั้นมาจากคำว่า โพชฺฌ กับ องฺค หรือ โพธิ กับ องค์ จึงแปลว่า องค์แห่งผู้ตรัสรู้ หรือ องค์แห่งการตรัสรู้ก็ได้ สรุปง่ายๆ คือ หลักธรรมดังกล่าวนี้สำคัญมากเพราะเป็นหลักธรรมที่จะช่วยให้เกิดการตรัสรู้นั่นเอง

อนึ่ง โพชฌงค์นั้นมี ๗ ประการด้วยกัน อันเรียกว่า โพชฌงค์ ๗ ประกอบไปด้วย ๗ องค์ดังนี้คือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และ อุเบกขา

สังเกตว่า “สติ” นั้นเป็นองค์ประกอบที่ ๑ หรือ องค์แรกของโพชฌงค์ ๗ ดังนั้นจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก ซึ่งท่าน ป. ปยุตฺโต ได้อธิบายเรื่องสติโดยยกตัวอย่างโยงเข้ากับพฤติกรรมของลิงดังนี้

“สติ” สติเป็นธรรมที่เรารู้จักกันดี แปลว่าความระลึกได้ ระลึกได้อย่างไร ท่านบอกว่า สตินั้นมีลักษณะที่เป็นเครื่องดึงจิตไว้กับสิ่งนั้นๆ ซึ่งภาษาธรรมเรียกว่า “อารมณ์” ดึงจิตหรือกุมจิตไว้กับอารมณ์

อารมณ์ในที่นี้ก็คือ สิ่งที่เราต้องเกี่ยวข้องทุกอย่างสิ่งที่เรารับรู้ สิ่งที่ใจเรานึกถึงได้ เรียกว่า “อารมณ์” ไม่ใช่อารมณ์อย่างในภาษาไทย ในที่นี้เพื่อกันความสับสนกับภาษาไทยก็จะพูดว่า สิ่งแทนที่จะพูดว่า อารมณ์

สติมีหน้าที่ดึงหรือตรึงจิตไว้กับสิ่งนั้นๆ ถ้าเราจะทำอะไรก็ให้จิตระลึกถึงสิ่งนั้น ดึงเอาไว้เหมือนกับเชือก สมมติว่ามีหลักปักไว้ และมีสัตว์ตัวหนึ่งเป็นต้นว่าลิงถูกเชือกผูกไว้กับหลักนั้น จิตของเรานี้เปรียบเทียบได้กับลิงเพราะว่าวุ่นวายมาก ดิ้นรนมาก อยู่ไม่สุข ท่านเปรียบว่าต้องผูกลิงเอาไว้กับหลัก มิฉะนั้นลิงก็จะหนีไป ไม่อยู่กับที่ หรือหลุดหายไปเลย สิ่งที่จะผูกลิงก็คือเชือก เมื่อเอาเชือกมาผูกลิงมัดไว้กับหลัก ลิงไปไหนไม่ได้ ก็วนอยู่กับหลักหรือใกล้ๆ หลัก

ท่านเปรียบในทางธรรมว่า จิตนั้นเหมือนกับลิง หลักที่ผูกไว้นั้น เหมือนกับสิ่งที่เราเกี่ยวข้องต้องทำในขณะนั้น จะเป็นกิจที่ต้องทำหรือเป็นธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งก็คือหลักนั้น เชือกที่ผูกก็คือสติ สติเป็นตัวที่ผูกจิตไว้กับหลักหรือสิ่งนั้น ดึงไว้ คุมไว้ กำกับไว้ ไม่ให้หลุดหายไป

Monkey-DSCF5377-we

ถ้าเป็นสิ่งเฉพาะหน้า ซึ่งปรากฎอยู่หรือโผล่เข้ามา ก็เพียงแต่ดึงจิตไว้กับสิ่งนั้นๆ กุมไว้ กำกับไว้ไม่ให้หลุดลอยหรือผ่านหายไปไหน อย่างที่พูดกันว่า เวลาทำอะไรก็ให้ระลึกไว้ คือคอยนึกถึงสิ่งที่เรากำลังทำนั้น นึกถึงอยู่เรื่อยๆ ให้สิ่งนั้นอยู่ในการรับรู้ หรืออยู่กับจิตของเรา ไม่ให้คลาดไม่ให้พลัดกันไป อย่าให้สิ่งนั้นหลุดหายหรืออย่าให้จิตของเราฟุ้งซ่านล่องลอยไปที่อื่น …

“สติ” นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ ด้วยเหตุนี้ในวันเริ่มต้นปีใหม่ ปีลิง น่าจะเป็นการดีหากเราสามารถใช้ปีนี้มาเป็นสัญลักษณ์ และเครื่องเตือนใจ ให้เราพัฒนาสติของเราให้รู้เท่าทันอยู่เสมอ ได้ตามพรของพระเจ้าแผ่นดิน

สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๙ ทุกๆ คนครับ ^_^

 

ภาพจากตําราพรหมชาติ โบราณ สมัยศตวรรษที่ ๑๙ จาก British Library

ภาพจากตําราพรหมชาติ โบราณ สมัยศตวรรษที่ ๑๙ จาก British Library

หมายเหตุ :

*ผู้ที่สนใจฉบับเต็มของ โพชฌงค์ : พุทธวิธีเสริมสุขภาพ สามารถดาวน์โหลดได้จากลิงก์ >> http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/bojjhanga_buddhist_method_for_health_improvement.pdf

Tags:···········

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : บทสนทนาที่กรุงเทพ (5)

November 9th, 2015 · Comments Off on จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : บทสนทนาที่กรุงเทพ (5) · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ภาพยนตร์, หนังสือ

สำหรับคนญี่ปุ่น การสูญเสียเลือดเนื้อของผู้บริสุทธิ์ในสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเป็นรอยแผลบาดลึกอยู่ในใจแม้กระทั่งวันนี้ หลังสงครามสิ้นสุดรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นปัจจุบันซึ่งเรียกกันว่าเป็นฉบับสันติภาพ ตลอดจนการศึกษาของญี่ปุ่นต่างก็มีจุดเน้นที่ว่า ต่อแต่นี้ไปญี่ปุ่นจะละสิทธิการทำสงครามโฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์·, นางาซากิ ยลเสน่ห์ล้ำ … ย้ำอดีตลึก

เย็นวันหนึ่งกลางเดือนกันยายน 2558 … ผมนัดกับ “ดร.หนุ่ม” โฆษิต ทิพย์เทียมพงษ์·และเพื่อนเก่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย สังสรรค์กันที่ร้านอาหารใจกลางย่านห้างสรรพสินค้าของกรุงเทพมหานคร

วันเวลาผันผ่าน พวกเราจากเด็กวัยรุ่น ต่างย่างเข้าสู่วัยกลางคน ปัจจุบัน ดร.หนุ่ม กลายเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยโตเกียวการต่างประเทศ (Tokyo University of Foreign Studies) อีกทั้งยังมีสถานะเป็นนักเขียน นักแปล ล่าม คนพากษ์เสียงโฆษณาและวิดีทัศน์ พิธีกร และนักจัดรายการวิทยุภาคภาษาไทยของ NHK World Radio Japan ด้วย โดยปัจจุบัน ดร.หนุ่ม อาศัยอยู่ที่กรุงโตเกียวเป็นการถาวร

คราวนี้ ดร.หนุ่ม กลับมาบ้านเกิดแค่เจ็ดวัน เพื่อมาเก็บข้อมูลงานวิจัย ผมเลยถือโอกาสนัดเจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันกว่าสิบปีมากินข้าวและพูดคุยสัพเพเหระ ทั้งเรื่องเก่า เรื่องเพื่อน เรื่องกิน เรื่องเที่ยว เรื่องการเมือง เรื่องเมืองไทย เรื่องญี่ปุ่น โดยตอนหนึ่งเราวกไปถึงเรื่อง “นางาซากิ”

ผมทราบดีว่า ดร.หนุ่มชอบเมืองนางาซากิมาก มากจนเขียนหนังสือออกมาหนึ่งเล่ม นั่นคือ นางาซากิ ยลเสน่ห์ล้ำ … ย้ำอดีตลึก โดยตีพิมพ์ออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2550

001

ผมบอก ดร.หนุ่มว่า ผมกำลังจะเขียนถึงเรื่องนานกิงและนางาซากิ สองเมืองของสองประเทศที่เคยบอบช้ำอย่างแสนสาหัสจากผลของสงคราม สองเมืองที่ผมมีโอกาสได้ไปเยือนและรู้สึกได้ว่าในสายลมที่พัดผ่านนั้นยังคงเจือไว้ด้วยเสียงคร่ำครวญและละอองน้ำตาของผู้สูญเสีย

สาเหตุที่ผมตัดสินใจเขียนบล็อก จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” ที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็เพราะทราบข่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นโดย นายชินโซ อาเบะ ได้เสนอกฎหมายความมั่นคง ซึ่งประกอบด้วยกฎหมายหลายฉบับเข้าสู่รัฐสภา

สำหรับกฎหมายความมั่นคงฉบับดังกล่าว ถูกเรียกว่า กฎหมายสงคราม หรือ War Bills มีเนื้อหาสำคัญคืออนุญาตให้ญี่ปุ่นสามารถสร้างเสริมแสนยานุภาพทางทหาร และทำการรบในเชิงรุกได้ ด้วยการส่งกองกำลังทหารไปรบในต่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขหลัก 3 ข้อคือ

1.เมื่อญี่ปุ่นหรือพันธมิตรถูกโจมตีจนอาจส่งผลต่อความอยู่รอดของญี่ปุ่น หรือเป็นอันตรายต่อประชาชน
2.เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นๆ อีกแล้วที่จะป้องกันตนเองให้อยู่รอดและคุ้มครองประชาชน
3.การใช้กำลังทหารต้องทำเมื่อมีความจำเป็น และต้องใช้น้อยที่สุด

ทั้งนี้รัฐธธรรมนูญฉบับปัจจุบันของญี่ปุ่นซึ่งใช้มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้สละสิทธิ์ในการทำสงครามเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยกองทัพที่มีอยู่เป็นกองกำลังป้องกันตนเองเท่านั้น แม้ในช่วงที่ผ่านมาญี่ปุ่นจะมีการส่งทหารออกไปนอกประเทศ แต่ก็เป็นการไปปฏิบัติหน้าที่ด้านมนุษยธรรม โดยเข้าร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติเท่านั้น

002-Abe

การเปลี่ยนแปลงอันมี “กฎหมายสงคราม” เป็นจุดเริ่มต้นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่มีการจัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลและอากาศ อีกทั้งยังมีนัยยะอย่างสูงในการเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ อย่างเช่น ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐอิสลาม และที่สำคัญที่สุดการแผ่แสนยานุภาพของจีน

นี่เท่ากับว่ากฎหมายสงครามฉบับนี้คือคำประกาศอย่างเป็นทางการว่า “ญี่ปุ่นขอทวงสิทธิในการทำสงครามคืน”

เป็นการทวงสิทธิครั้งแรกในรอบ 70 ปี หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โดยสหรัฐอเมริกาผู้ทิ้งระเบิดปรมาณูลงยังฮิโรชิมา-นางาซากิเพื่อหยุดยั้งกองทัพแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น มาวันนี้กลับกลายเป็นผู้หนุนหลังรัฐบาลญี่ปุ่นให้แก้กฎหมายและฟื้นฟูกองทัพขึ้นมา เพื่อเป็น “ทัพหน้า” และ “แนวรบด้านตะวันออกไกล” ของสหรัฐอเมริกา

ในทางตรงกันข้าม การขยายแสนยานุภาพของจีนด้วยการถมทะเลให้เป็นเกาะ ในทะเลจีนใต้ ก็สร้างความหงุดหงิด-โกรธแค้น-รำคาญให้กับประเทศเพื่อนบ้าน และกำลังเป็นปมที่อาจก่อให้เกิดการปะทะและทวีความตึกเครียดมากขึ้นทุกที ยิ่งผู้นำจีนประกาศชัดว่าต้องการจะขยายแสนยานุภาพทางทะเล เพื่อปกป้องทรัพยากรและอธิปไตยของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ

003-China-runway

บอกตามตรงผมหวั่นใจเหลือเกินว่า ทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้จะกลายเป็นชนวนก่อสงครามใหญ่อีกครั้ง

………………..

“กูจะเขียนถึงเรื่องสุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies) ด้วยนะ” ผมบอก ดร.หนุ่ม บนโต๊ะอาหาร
“ดูจบด้วยเหรอ?” ดร.หนุ่มถามด้วยความสงสัย
“ดูแล้ว … แต่ไม่กล้าดูอีก” ผมตอบ

004-Grave-of-the-Fireflies---Setsuko's-Death

Tags:························