ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

บทเพลงถึงพ่อ : 28th Toyota Classics Charity Concert “ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์”

October 18th, 2017 · Comments Off on บทเพลงถึงพ่อ : 28th Toyota Classics Charity Concert “ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ดนตรี, วัฒนธรรม

001-IMG_9086

          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ไปร่วมชมคอนเสิร์ตการกุศลโตโยต้า คลาสสิคส์ ครั้งที่ 28 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยเป็นการแสดงของวงออร์เคสตราระดับโลก Royal Philharmonic Concert Orchestra แห่งสหราชอาณาจักร

          สำหรับในปีนี้ตลอดเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 โตโยต้า คลาสสิคส์ มีคิวการแสดงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 6 ประเทศด้วยกันคือ ไทย กัมพูชา ลาว บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม

003-22490164_1707483789276069_7118933469396459298_n

          ที่พิเศษที่สุดก็คือในโตโยต้า คลาสสิคส์ ที่จัดแสดงในประเทศไทยในปีนี้ถือเป็นการแสดงดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่โตโยต้า คลาสสิคส์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2533 เนื่องจากมีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประกอบกับการบรรเลงบทประพันธ์ In Memoriam ที่ประพันธ์โดย อ.ภาธร ศรีกรานนท์ เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

บอกตรงๆ ว่า ส่วนตัวผมเองไม่มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคเท่าใดนัก แต่การแสดงครั้งที่พิเศษและมีคุณค่าต่อความทรงจำเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องไปร่วมให้ได้

อ.ภาธร ซึ่งเป็นสมาชิกดนตรี อ.ส. วันศุกร์ วงดนตรีส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มากว่า 30 ปี เป่าแซกโซโฟนเพลงสรรเสริญพระบารมีเปิดงานได้อย่างซาบซึ้งสะกดใจ จนผู้ชมรอบๆ ตัวผมหลายคนถึงกับน้ำตาซึม จากนั้น แอนโทนี วีเดน ผู้อำนวยเพลง และผู้เรียบเรียงเสียงประสานผู้มีผลงานการันตีฝีมือมากมาย อย่างเช่น รางวัลลูกโลกทองคำ สาขาเรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม จากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything (เรื่องราวชีวิตของ สตีเฟน ฮอว์กิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก) ร่วมกับ เดวิด จูริทส์ หัวหน้าและเดี่ยวไวโอลิน ก็ขับเคลื่อนวง Royal Philharmonic Concert Orchestra ด้วยเสียงเพลงและท่วงทำนอง ที่สะกดตัวผม และผู้ชมทั้งฮออล์ไว้

รายการแสดงก็เริ่มต้นด้วย In Memoriam (แปลเป็นไทยคือ ด้วยความระลึกถึง) In Memoriam ประพันธ์โดย อ.ภาธร เป็นบทเพลงรูปแบบ Symphonic Poem สำหรับวงออร์เคสตรา เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงพระราชมรรคาของพระองค์โดยเฉพาะพระราชจริยวัตรทางดนตรีที่ทรงผูกพันมาตลอดพระชนม์ชีพ ประพันธ์บทนี้มี 1 กระบวน โดยเป็นการนำเสนอเรื่องราวพระราชประวัติแบบย้อนลำดับกาลเวลา สามารถแบ่งออกเป็น “ฉากพระชนม์ชีพ” จำนวน 17 ฉาก โดยมีท่อน โหมโรง คั่นโรง และท้ายโรง ดังนี้

002-C1862_16A

โหมโรง

1.13 ตุลาคม 2559
2.การเดินทาง
3.พระพี่นาง
4.วิกฤต
5.เฉลิมฉลอง
6.พระราชชนนี
7ก. กรุงเวียนนา 2509
7ข. นครนิวยอร์ก 2503
8.กล่อม

คั่นโรง

9.บรมราชาภิเษก
10.“เกลียดแรกพบ”
11.อุบัติเหตุ
12.HM’s Blue
13.พระเชษฐา
14.ตื่น
15.พระเชษฐาครองราชย์
16.พระราชชนก
17.ธันวาคม 2470

ท้ายโรง

อ.ภาธร อธิบายว่า การเรียงลำดับเพลงเช่นนี้ มาจากความเชื่อที่ว่าภาวะพระนิพพานดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ขณะแรก ก่อนที่จะทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อชีวิตดับสูญลง กาลเวลาก็พาย้อนกลับสู่ความว่างเปล่าที่ดำรงอยู่ตั้งแต่แรก

พักครึ่ง

          ขณะที่ครึ่งหลังมีรายการแสดงดังนี้
          Kinari Suite โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช

          I: A Love Story
          II: Nature Waltz
          III: The Hunter
          IV: Kinari Waltz

          สำหรับ Kinari Suite พ.ศ.2052 มีที่มาดังนี้คือ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จแปรพระราชฐานไปจังหวัดพัทลุงได้ทรงทอดพระเนตรการแสดง “โนราห์” โดยคณะพุ่ม เทวา จึงทรงมีแรงบันดาลพระราชหฤทัยในการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมไทย เข้ากับศิลปะตะวันตก ทรงทดลองพระราชนิพนธ์เพลง รูปแบบดนตรีพรรณนาขึ้น ทรงใช้เค้าโครงเรื่องจากนิทานชาดก ชื่อว่า “สุธนชาดก” โดยใช้กินรี (สัตว์หิมพานต์ ครึ่งคนครึ่งนก) ชื่อ “มโนราห์” เป็นตัวนำเรื่อง

          Suite for Alto Saxophone and Orchestra โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรียบเรียงโดย ภาธร ศรีกรานนท์
          แว่ว
          ยามเย็น
          ฝัน
          ชะตาชีวิต
          ความฝันอันสูงสุด
          Oh I Say

          คอนเสิร์ตสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีอังกอร์เป็นเพลงร้องโดย อ.ภากร ปิดฉากการแสดงด้วยรอยน้ำตา และความประทับใจที่ผู้ชมทุกคนจะจดจำไว้โดยไม่มีวันลืมเลือน

004-IMG_9089

Tags:

พลิกอ่านประวัติศาสตร์ที่เกือบหล่นหาย : Red-Color News Soldier (红色新闻兵)

September 28th, 2017 · Comments Off on พลิกอ่านประวัติศาสตร์ที่เกือบหล่นหาย : Red-Color News Soldier (红色新闻兵) · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, หนังสือ

หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) ในวัยหนุ่มครั้งเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) ในวัยหนุ่มครั้งเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

ชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งนั้น แน่นอนว่าต้องพึ่งพาการดิ้นรนและต่อสู้ส่วนบุคคล แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย (一个人的命运啊,当然要靠自我奋斗,但是也要考虑到历史的行程)

—– เจียง เจ๋อหมิน อดีตผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน และประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

***********************************

ผมพาครอบครัวไปเดินซื้อหนังสือในงานมหกรรมหนังสือ Big Bad Wolf Bangkok 2017 เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา

หลังจากที่เลือกซื้อหนังสือเด็กที่ดูน่าสนใจให้ลูกๆ ได้จำนวนหนึ่ง และปล่อยให้เด็กๆ ได้หยิบหนังสือที่เขาชอบคนละเล่มสองเล่ม ก่อนจะเดินออกมาชำระเงินผมเหลือบไปเห็นหนังสือปกสีแดงสดเล่มหนึ่ง เมื่อจับอ่านให้ชัดจึงเห็นชื่อหนังสือระบุว่า Red-Color News Soldier : Secret Archive Hidden For 40 Years, The Unseen Story of The Cultural Revolution

001-cover

หนังสือหนา 300 กว่าหน้า ปกหนังสือคลุมพลาสติกสีแดง พิมพ์ด้วยตัวหนังสือสีทอง กระดาษอาร์ตมันสลับกระดาษปอนด์ พิมพ์ในประเทศอิตาลีเล่มนี้แปะป้ายราคาไว้แค่ 230 บาท ผมจึงไม่รีรอที่จะซื้อหากลับบ้านมาด้วย

อีกหลายสัปดาห์ต่อมา ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาเปิดดู และพบว่ามันเป็นหนังสือที่ถือเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของผู้ที่สนใจเรื่องจีนศึกษาโดยแท้

Red-Color News Soldier ถูกแปลอย่างตรงตัวจากภาษาจีนคือ หงเส้อซินเหวินปิง (红色新闻兵) หรือ นักรบข่าวสารสีแดง ซึ่งสะท้อนตัวตนของ หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) อดีตช่างภาพของหนังสือพิมพ์เฮยหลงเจียง เดลี ผู้ถ่ายภาพและบันทึกเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้

บ้านเกิดของบรรพบุรุษของหลี่ เจิ้นเซิ่ง อยู่ที่มณฑลซานตง แต่ตัวเขาเองเกิดที่เมืองต้าเหลียน เมืองท่าสำคัญของมณฑลเหลียวหนิงในช่วงทศวรรษที่ 1940 ด้วยความสนใจในศิลปะ และหลงใหลในภาพยนตร์ ทำให้หลี่มีโอกาสได้เข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ ในวิทยาลัยภาพยนตร์ฉางชุน (The Changchun Film School) ในมณฑลจี๋หลิน ทว่าเรียนอยู่ได้ไม่นานด้วยการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนส่วนกลาง ทำให้เขาต้องหยุดเรียนกลางคัน และหันเหเข้าสู่เส้นทางอาชีพของการเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

ความเคลื่อนไหวของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ (文化大革命) เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2509 (ค.ศ.1966) และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2519 (ค.ศ.1976) หลี่ เจิ้นเซิ่ง ในฐานะช่างภาพหนังสือพิมพ์มีโอกาสสำคัญในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง และมีโอกาสได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงอันสับสนอลหม่านที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีนยุคใหม่ เกือบจะครบถ้วนสมบูรณ์

003

                “หากวันหนึ่งเราจะสามารถตอบคำถาม (ถึงเบื้องหลัง เหตุผล ความคิด ความรู้สึกของผู้คนทุกระดับชั้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรม) และสามารถเข้าใจถึงแรงจูงใจ ซึ่งไม่เฉพาะแรงจูงใจส่วนตัว แต่หมายรวมถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็อาจเป็นเพราะหลักฐานที่นำเสนอโดยพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่าง ช่างภาพข่าว หลี่ เจิ้นเซิ่ง …” โจนาธาน ดี. สเปนซ์ หนึ่งในปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเยลกล่าวยกย่องถึงผลงานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันโดดเด่นของหลี่ที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

ภาพถ่ายเป็นฟิล์มนับพันม้วนจากฝีมือการกดชัตเตอร์ของหลี่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 เป็นเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเขตตงเป่ย (东北) หรือพื้นที่มณฑลทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่ติดกับรัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทำให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา มีโอกาสได้เห็นภาพ เข้าใจชะตาชีวิต ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ร่วมของผู้คน และบริบททางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นมากขึ้น

ดังภาษิตฝรั่งที่กล่าวว่า A picture is worth a thousand words หรือ หนึ่งภาพมีค่านับพันคำบรรยาย หลี่ เจิ้นเซิ่งมิเพียงบันทึกภาพนับพัน นับหมื่นภาพ แต่ยังบอกเล่าถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลัง รวมถึงที่มาของภาพต่างๆ ที่เขาถ่ายไว้อย่างละเอียดอย่างเหลือเชื่อ ทั้งชื่อบุคคล สถานที่ วันเวลา คำพูด รวมถึงบรรยากาศ ฯลฯ

Red-Color News Soldier : Secret Archive Hidden For 40 Years  ถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่คู่ควรแก่การซื้อหามาอ่าน โดยหากได้ละเลียดเปิดหนังสือเล่มนี้ไปทีละหน้า ดูภาพถ่าย อ่านคำบรรยาย พร้อมกับการครุ่นคิดถึงอุปสรรคใหญ่ในอดีตของจีน ก็น่าจะทำให้เราสามารถเข้าใจปัจจุบันและอนาคตของประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

004

005

000

วันที่ 24 ส.ค. 1966 เรดการ์ดบุกวัดจี๋เล่อ หนึ่งในสี่วัดชื่อดังของตงเป่ย กลางเมืองฮาร์บิน ทุบทำลายพระพุทธรูปเสียสิ้น

006

เรดการ์ดยังจับพระสงฆ์ของวัดสึกทั้งหมด พร้อมกับให้ถือป้าย “พระไตรปิฎกอะไร? ผายลมสุนัขไม่จบไม่สิ้น” โดยผู้ที่ชักนำเรดการ์ดเข้าไปปฏิบัติการในวัดคือพระสงฆ์ในวัดเอง

007

วันที่ 28 มิ.ย. 1967 สภาพเละเทะภายในห้องสมุดของวิทยาลัยวิศกรรมและการก่อสร้างฮาร์บิน หลังการวิวาทอันดุเดือด

หลี่ เจิ้นเซิ่งในวัยชรา กับ บันทึกประวัติศาสตร์ของเขา

หลี่ เจิ้นเซิ่งในวัยชรา กับ บันทึกประวัติศาสตร์ของเขา

Tags:·····

เมื่อความจริงปรากฎว่า “ชายไทยกลัวเมีย” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

September 15th, 2017 · Comments Off on เมื่อความจริงปรากฎว่า “ชายไทยกลัวเมีย” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา · ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม, หนังสือ

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)


“ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษุที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย … การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง”
– – – ประเทศไทยในตำนานจีน (หน้าที่ 6-7)

หลายวันก่อน เฟซบุ๊กเพจ Chuan An Books ของสำนักพิมพ์ชวนอ่าน นำลิงก์เอกสารเก่าแก่เรื่อง “ประเทศไทยในตำนานจีน” เป็นฉบับ PDF ความยาวทั้งสิ้น 62 หน้า มาเผยแพร่ … ผมได้อ่านดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจดีจึงอยากนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

“ประเทศไทยในตำนานจีน” ฉบับนี้ตีบาร์โคดว่าเป็นของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TULIB) จัดพิมพ์ขึ้นโดยกรมศิลปากรจากดำริของ นายพันเอก หลวงพรหมโยธี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อแจกจ่ายในงานฌาปนกิจศพของนายอึ้งยุกหลง ล่ำซำ ณ วัดทองธรรมชาติ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2482

“หนังสือเรื่องนี้ต้นฉะบับเป็นภาษาจีน ปรากฎว่าได้เรียบเรียงขึ้นในสมัยราชวงศ์ไต้เชง แผ่นดินเขียนหลง โดยที่พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ทรงตั้งกรรมการประกอบด้วยปราชญ์ทางประวัติศาสตร์หลายคนเรียบเรียงขึ้น พระเจนจีนอักษรได้แปลถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้ได้พิมพ์ตามฉะบับเดิม มิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใด คำว่า “สยาม” ก็คงปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการแก้ต้นฉะบับ คำอธิบายต่างๆ ซึ่งพิมพ์ด้วยอักษรตัวเล็กไว้ข้างล่างนั้น เป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้พิมพ์ไว้ตามฉะบับเดิมด้วย” คำนำของหนังสือระบุ

ต้นฉบับภาษาจีนของ “ประเทศไทยในตำนานจีน” เขียนขึ้นในสมัยไต้เชง หรือ ต้าชิง (大清) ซึ่งก็คือราชวงศ์ชิง ในรัชสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง (乾隆) ซึ่งครองแผ่นดินจีนอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2278-2339 (ค.ศ.1735-1796) โดยหากหักลบกันแล้ว ก็คือเขียนขึ้นประมาณ 150 ปี ก่อนหนังสือ “ประเทศไทยในตำนานจีน” จะตีพิมพ์เป็นภาษาไทยอีกครั้งในปี 2482

ย้อนไปในอดีต หากค้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เป็นที่รู้จักของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.25) หรือเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว หนังสือฮั่นซู บทตี้หลี่จื้อ ระบุว่าในสมัยฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ (汉武帝; 157 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 87 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เรือที่บรรทุกผ้าไหมอยู่เต็มลำที่ถูกส่งไปยังทำการทูตกับประเทศอินเดียได้ผ่านบริเวณซึ่งเป็นอ่าวไทยและผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรที่พัฒนากลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันกับอาณาจักรจีนนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้คือ อาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อกับราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) อาณาจักรละโว้มีการติดต่อกับราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1127) อาณาจักรสุโขทัยมีการติดต่อกับราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) อาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1912) ส่วนอาณาจักรธนบุรีและรัตนโกสินทร์นั้นมีการติดต่อกับราชวงศ์ชิงและรัฐบาลจีนหลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์เมื่อปี พ.ศ.2454 (ค.ศ.1911)

ชัดเจนว่าตำราต้นฉบับนี้ภาษาจีนเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี จึงต้องย้ำเตือนกับผู้อ่านไว้ก่อนว่า ทั้งหมดเป็นข้อมูลทางการของกรุงศรีอยุธยา หรือ สยาม (เสี้ยมหลอก๊ก) ที่รับทราบอย่างเป็นทางการในราชสำนักของจีนยุคราชวงศ์ชิง โดยตอนที่ 1 ว่าด้วยภูมิประเทศและขนบธรรมเนียม ที่ผมยกมานี้ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) แปลออกจากหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้า เล่ม 34 หน้า 40 และ 41 โดยหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้านี้เป็นหนังสือหลวง ขุนนาง 66 นายเป็นเจ้าพนักงาน เรียบเรียงในสมัยราชวงศ์ชิง ในแผ่นดินเฉียนหลงปี 42 (ตรงปีระกา พ.ศ.2320 ในครั้งกรุงธนบุรี) มีเรื่องราวและรายละเอียดดังนี้

########################

เสี้ยมหลอก๊ก

เสี้ยมหลอก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเมืองก้วงหลำ (เมืองกวางตังเดี๋ยวนี้) เฉียงหัวนอน (เฉียงใต้) เมืองกั้งพู้จ้าย (กำพูชา) ครั้งโบราณมีสองก๊ก (๑) (สยาม คือ สุโขทัย) ก๊ก ๑ หลอฮก (ละโว้) ก๊ก ๑ อาณาเขตต์ ๑,๐๐๐ ลี้เศษ (นับก้าวเท้าแต่ ๑ ถึง ๓๖๐ ก้าวเท้า จึงเรียกว่าลี้) ปลายแดนมีภูเขาล้อมตลอด

ในอาณาเขตต์แบ่งเป็นกุ๋น (เมืองประเทศราช) กุ้ย (อำเภอ) กุ้ยขึ้นฮู้ (เมือง) ฮู้ขึ้นต๋าคูสือ (เมืองพระยามหานคร คือ เมืองเอกเมืองโท)

ต๋าคูสือมี ๙ (แต่งตำรานี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา) คือ
(๑) เสี้ยมหลอ (กรุงศรีอยุธยา)
(๒) ค้อเล้าสี้ม้า (เมืองนครราชสีมา)
(๓) จกเช่าปั๊น (เมืองสัชชนาลัย)
(๔) พี่สี่ลก (เมืองพิษณุโลก)
(๕) สกก๊อตท้าย (เมืองสุโขทัย)
(๖) โกวผิวพี้ (เมืองกำแพงเพ็ชร)
(๗) ต๋าวน้าวสี้ (เมืองตะนาวศรี)
(๘) ท้าวพี้ (เมืองทะวาย)
(๙) ลกบี๊ (เมืองนครศรีธรรมราช)

ฮู้มี ๑๔
(๑) ไช้ณะ (เมืองไชยนาท)
(๒) บู้เล้า
(๓) บี๊ไช้ (เมืองพิชัย)
(๔) ตงปั๊น
(๕) ลูโซ่ง
(๖) พีพี่ (พริบพรี คือ เมืองเพ็ชรบุรี)
(๗) พีลี้
(๘) ไช้เอี้ย (เมืองไชยา)
(๙) ตอเท้า
(๑๐) กันบู้ลี้ (เมืองกาญจนบุรี)
(๑๑) สี้หลวง (เมืองสระหลวง คือ พิจิตร)
(๑๒) อ๊วดไช้ย็อก (เมืองไทรโยค)
(๑๓) ฟั้นสีวัน (เมืองนครสวรรค์)
(๑๔) เจี่ยมปันคอซัง (ชุมพร กุย ปราณ)

กุ้ยมี ๗๒ พื้นแผ่นดินข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงปลายตีน (ทิศเหนือ) หรือเฉียงเหนือมีหินกรวด ด้วยเป็นอาณาเขตต์เสี้ยมก๊ก อาณาเขตต์หลอฮกก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ พื้นแผ่นดินราบและชุ่มชื่น เมืองหลวนมีแปดประตู กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐ เลียบรอบกำแพงเมืองประมาณ ๑๐ ลี้เศษในเมืองมีคลองน้ำเล็กเรือไปมาได้ นอกเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ ราษฎรอยู่หนาแน่น ก๊กอ๋อง (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ในเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตก ที่อยู่สร้างเป็นเมืองเลียบรอบกำแพงประมาณสามลี้เศษ เต้ย (พระที่นั่ง) เขียนภาพลายทอง หลังคาเต้ยมุงกระเบื้องทองเหลือง ซิด (ตำหนักและเรือน) มุงกระเบื้องตะกั่ว เกย เอาตะกั๋วหุ้มอิฐ ลูกกรงเอาทองเหลืองหุ้มไม้ ก๊กอ๋องชุดเสงกิมจึงไช้เกีย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จตำบลใด ก็ทรงราชยาน) บางครั้งก็ทรงช้างที่มีกูบสั่ว (พระกลดและร่ม) ที่กั้นทำด้วยผ้าแดง ก๊องอ๋องหมวยต่างเคงเต้ย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกนอกท้องพระโรงทุกเวลาเช้า) พวกขุนนางอยู่ที่พื้นปูพรม นั่งพับเข่าตามลำดับ แล้วยกมือขึ้นประณมถึงศีรษะ ถวายดอกไม้สดคนละหลายช่อ มีกิจก็เอาบุ๋นจือ (หนังสือ) อ่านขึ้นถวายด้วยเสียงอันดัง คอยก๊กอ๋องวินิจฉัยแล้วจึงกลับ

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

เสี้ยมหลอก๊กมีขุนนาง ๙ ตำแหน่ง
(๑) อกอาว์ว๊าง (ออกญา)
(๒) อกบู้ล้า (ออกพระ)
(๓) อกหมัง (ออกเมือง)
(๔) อกควน (ออกขุน)
(๕) อกมุ้น (ออกหมื่น)
(๖) อนบุ่น
(๗) อกปั๋ง (ออกพัน)
(๘) อกล้ง (ออกหลวง)
(๙) อกคิว

การตั้งแต่งขุนนางให้เจ้าพนักงานไปเลือกเอาราษฎรในหมู่บ้าน มอบให้ต๋าคูสือๆ จึงให้ผู้ที่จะเป็นขุนนางนำหนังสือมาถวายอ๋องๆ ก็สอบไล่ตามวิธีที่เคย และสอบไล่ข้อปกครองราษฎรด้วย แม้ผู้ที่มาสอบไล่ตอบถูกต้อง อ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางเข้ารับราชการตามตำแหน่ง ที่ตอบไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เป็นขุนนาง วิธีสอบไล่นั้นสามปีครั้งหนึ่ง แต่หนังสือชาวเสี้ยมหลอก๊กเขียนไปทางข้าง ด้วยไม่ได้เล่าเรียนห่างยี่ (หนังสือจีน)

แต่ก๊กอ๋องนั้นหลีวฮวด (ไว้พระเกษายาว) ฮกเซก (เครื่องแต่งพระองค์) มงกุฎทำด้วยทองคำประดับป้อเจียะ (เพ็ชรนิลจินดาที่เกิดจากหิน) รูปคล้ายต๋าวหมง (หมวกยอดแหลมสำหรับนายทหารใส่เมื่อเวลาออกรบศึก) เสี่ยงอี (ภูษาเฉียง) ยาวสามเชียะ (นับนิ้ว ๑ ถึง ๑๐ เรียกว่าเชียะ) ใช้แพรตึ้งห้าสี เหียอี (ภูษาทรง) ทำด้วยด้ายห้าสี เอ๋ย. บ๋วย (ฉลองพระบาท ถุงพระบาท) ทำด้วยแพรดึ้งสีแดง

ขุนนางและราษฎรไว้ผมยาวเกล้ามวยใช้ปิ่นปักและใช้ผ้าขวาพันศีรษะ ขุนนางตำแหน่งที่ ๑ ถึงที่ ๔ ใช้หมวกทองคำประดับปอเจี๊ยะ (เพลอย) ตำแหน่งที่ ๕ ถึงที่ ๙ ใช้หมวกทำด้วยแพร่ตึ้งและทำด้วยกำมะหยี่ นุ่งห่มใช้ผ้าสองผืน รองเท้าทำด้วยหนังโค ผู้หญิงใส่ก่วย (รัดเกล้า) ค่อนไปข้างหลัง เครื่องปักผมใช้เข็มเงินเข็มทอง หน้าผัดแป้ง นิ้วมือนั้นใส่แหวน รัดเกล้าและแหวนของคนจนทำด้วยทองเหลือง ผ้าห่มทำด้วยด้ายห้าสียกดอก ผ้านุ่งก็ทำด้วยด้ายห้าสีแต่เอาไหมทองยกดอก นุ่งผ้าสูงพ้นดิน ๒-๓ นิ้ว ใส่รองเท้าคีบทำด้วยหนังสีดำสีแดง

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษะที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย

แม้ชาวชนถึงแก่ความตาย ก็เอาน้ำปรอทกรอกปากแล้วจึงเอาไปฝัง ศพคนจนเอาไปทิ้งไว้ที่ฝั่งทะเล ในทันใดก็มีกาหมู่หนึ่งมาจิกกิน บัดเดี๋ยวหนึ่งก็ศูนย์สิ้น ญาติพี่น้องของผู้ตายร้อยไห้เอากระดูกทิ้งลงในทะเล เรียกว่าเนี้ยวจึ่ง (ฝังศพกับนก) การซื้อขายใช้เบี้ยแทนตั้งจี๋ (กะแปะทองเหลือง) ปีใดไม่ใช้เบี้ยแล้วความไข้ก็เกิดชุกชุม

ขุนนางและราษฎรที่มีเงิน จะใช้จ่ายแต่ลำพังนั้นไม่ได้ต้องเอาเงินส่งไปเมืองหลวงให้เจ้าพนักงาน หลอมหล่อเป็นเมล็ด (คือเงินผดด้วง) เอาตราเหล็กตีมีอักษรอยู่ข้างบนแล้วจึงใช้จ่ายได้ เงิน ๑๐๐ ตำลึงต้องเสียค่าภาษีให้หลวง ๖ สลึง ถ้าเงินที่ใช้จ่ายไม่มีอักษรตราก็จับผู้เจ้าของเงินลงโทษว่าทำเงินปลอม จับได้ครั้งแรกตัดนิ้วมือขวา ครั้ง ๒ ตัดนิ้วมือซ้าย ครั้ง ๓ โทษถึงตาย การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง

ชาวชนเสี้ยมหลอก๊กมีชื่อไม่มีแซ่ ถ้าเป็นขุนนางเรียกว่าอกม้ง (ออกนั้นๆ) ผู้ที่มั่งมีเรียกว่านายม้ง ยากจนเรียกว่าอ้างม้ง ขนบธรรมเนียมของชาวชนนั้นแข็งกระด้าง การรบศึกสงครามชำนาญทางเรือ ไต้เจี่ยง (นายทหารใหญ่) ดาบและจี่เอาเซ่งทิ (เครื่องราง) พันกายสำหรับป้องกันหอก ดาบ และจี่ (ลูกธนู) เซ่งทินั้นกระดูกศีรษะผี ว่ายิงฟันแทงไม่เป็นอันตราย

สิ่งของที่มีในประเทศ อำพันทองที่หอม ไม้หอมสีทอง ไม้หอมสีเงิน เนื้อไม้ ไม้ฝาง ไม้แก่นดำ งาช้าง หอระดาน กระวาน พริกไทย ไต๊ปึงจื่อ (ผลไม้) เฉียงหมุยโล่ว (น้ำลูกไม้กลั่น) ไซรเอี๋ยเซียม (แพรมาจากเมืองพุทเกด) แพรลายทอง สิ่งของที่กล่าวนี้เคยเอามาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ

ทองคำและหินสีต่างๆ ที่มีในประเทศ ทองคำก้อน ทองคำทราย ป๊อเจียะ (พลอยหินต่างๆ) ตะกั่วแข็ง
สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า สัตว์มีเกล็ด ที่มีในประเทศ แรด ช้าง นกยูง นกแก้วห้าสี ลกจูกกู (เต่าหกเท้า)
ผลไม้และต้นไม้ที่มีในประเทศ ไม้ไผ่ใหญ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่เลี้ยง ผลทับทิม แตง ฟัก

สิ่งของมีกลิ่นหอม กฤษณา ไม้หอม กานพลู หลอฮก (ละโว้เครื่องยา) แต่หลอฮกนั้นกลิ่นหอมคล้ายกฤษฎา นามประเทศคงจะตั้งตามชื่อของสิ่งนี้

Tags:·······

คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!”

August 19th, 2017 · Comments Off on คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!” · ชีวิต-สังคม

001

พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven)

“ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก จงเริ่มต้นที่การเก็บที่นอนของคุณเอง (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) ถ้าคุณหัดเก็บที่นอนตัวเองทุกเช้า คุณจะทำภารกิจแรกของแต่ละวันได้สำเร็จ มันจะทำให้คุณเกิดความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ และมันจะกระตุ้นให้คุณทำภารกิจอื่นต่อไป และภารกิจอันต่อไป และภารกิจอันต่อไป โดยเมื่อสิ้นสุดวัน การทำภารกิจแรกได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นว่าภารกิจอีกหลายอย่างสำเร็จไปด้วย

“การเก็บที่นอนของตัวเองตอนเช้ายังจะช่วยเสริมข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งเล็กๆ นี่แหละที่สำคัญสำหรับชีวิต ถ้าเพียงสิ่งเล็กๆ คุณยังทำไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้สำเร็จ และถ้าหากมีวันไหน คุณมีวันที่อับเฉาไร้โชค เมื่อคุณกลับมาถึงบ้าน คุณก็ยังได้กลับมาถึงเตียงที่ถูกเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) เตียงที่คุณเก็บ และเตียงที่ถูกเก็บเอาไว้เรียบร้อยจะปลอบขวัญคุณว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่าวันนี้” — พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน

ภาพจาก Pinterest

ภาพจาก Pinterest

ผมได้ฟังคำปาฐกถาของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven) อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือของสหรัฐฯ นายใหญ่ของหน่วยซีล หน่วยรบที่เข้มแข็งและเลื่องชื่อที่สุดของสหรัฐฯ กลางดึกวันหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า Goalcast (ลิงก์ >> https://www.facebook.com/goalcast/videos/1533350906742094/?hc_ref=ARQT6epwDk5-9ZkE4YDnt1wFfpb2qt5Kp5mriuxrj4ch8TYg7SsaMCK6PJuSILTEBgQ&pnref=story)

คลิปความยาวประมาณ 6 นาทีดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 และภายในเวลาไม่ถึงสองวันดีก็มีผู้เข้าไปชมทางเฟซบุ๊กมากกว่า 75 ล้านวิวแล้ว

เมื่อไปค้นข้อมูลดูผมพบว่า การกล่าวปาฐกถาดังกล่าวของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน มีขึ้นในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ซึ่งพลเรือเอกแมคเรเวนเป็นศิษย์เก่า และเคยได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าเกียรติยศเมื่อปี 2555 (ค.ศ.2012) หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจอันลือลั่นโลก นั่นคือหน่วยซีลสามารถสังหารนายอุซามะห์ บิน ลาดิน นายใหญ่ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่หลบซ่อนอยู่ในปากีสถานได้สำเร็จเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 (ค.ศ.2011)

003

พลเรือเอกแมคเรเวน ผู้ซึ่งหลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านวารสารศาสตร์ (Journalism) จาก ม.เท็กซัสออสติน ก็เข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ทันที โดยมีประสบการณ์ผ่านศึกสงครามและสมรภูมิมามากมาย ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงจากภารกิจเนปจูน สเปียร์ (Neptune Spear) หรือภารกิจพิเศษในการจัดการกับ บิน ลาดิน ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาจากการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 หรือการก่อวินาศกรรมภายในดินแดนสหรัฐฯ ที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (ค.ศ.2001) โดย พลเรือเอกแมคเรเวนรับหน้าที่ในการวางแผน จัดการและควบคุมดูแลภารกิจเนปจูน สเปียร์ภายใต้การดูแลด้านนโยบายของ ลีออน พาเนตตา ผอ.สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ โดยในปีนั้น (ค.ศ.2011) นิตยสารไทม์ ยังมอบตำแหน่ง รองอันดับ 1 บุคคลแห่งปี (Runner-up Person of the Year) ให้กับ พลเรือเอกแมคเรเวนด้วย

004-The-Admiral

ในคลิปฉบับเต็มที่เผยแพร่ผ่านทางยูทูป University of Texas at Austin 2014 Commencement Address – Admiral William H. McRaven (https://www.youtube.com/watch?v=pxBQLFLei70) ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 19.26 นาที พลเรือเอกแมคเรเวน เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากการฝึกหน่วยซีลขั้นพื้นฐานที่ใช้เวลา 6 เดือน โดยสรุปสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาให้ฟังเพียง 10 ข้อ

“ทุกเช้าของการฝึกหน่วยซีล ครูฝึกของผมซึ่งทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามจะเข้ามาในโรงนอน โดยสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกคือ ตรวจสอบเตียงของผม ถ้าคุณทำถูกตรงมุมเตียงจะเป็นเหลี่ยม ผ้าคลุมจะตึงแน่น หมอนก็จะอยู่ตรงกึ่งกลางหัวเตียงพอดี ส่วนผ้าห่มจะถูกพับอย่างเรียบร้อยที่ปลายเตียง มันเป็นภารกิจง่ายๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ แต่ทุกเช้าพวกเราถูกสั่งให้ทำมันให้สมบูรณ์ที่สุด ตอนนั้นผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาว่าเรากำลังจะถูกบ่มให้เป็นนักรบในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องเป็นหน่วยซีลที่ออกไปผจญกับการสู้รบในสนามรบอันโหดร้าย แต่ภูมิปัญญาแห่งการกระทำเล็กๆ นี้เองที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า …”

005

                นอกเหนือจาก การเก็บเตียงตัวเองทุกเช้า แล้ว อดีต ผบ.หน่วยซีล ยังบอกด้วยหากจะเปลี่ยนโลกคุณจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องหาเพื่อนหรือพันธมิตรเข้ามาช่วย, อย่าตัดสินคนอื่นจากภายนอก ให้พิจารณาจากภายใน (จิตใจ), อย่ามัวพร่ำบ่นกับเรื่องที่ไม่สมบูรณ์ หรือความไม่พอใจส่วนบุคคล จงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป, อย่ากลัวกับความล้มเหลว, คิดนอกกรอบบ้างเมื่อเชิญหน้าอุปสรรค, อย่าหนีปัญหา, ในห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุด คุณต้องมุ่งมั่นและทำให้ดีที่สุด, จงมองโลกในแง่ดีเมื่อพบกับปัญหาและอุปสรรค และสุดท้ายจงอย่า อย่า อย่ายอมแพ้!!!

นั่นเป็นข้อสรุป 10 ข้อ ที่กลั่นจากประสบการณ์ 30 กว่าปีของนักรบหน่วยซีล (และอดีตบัณฑิตด้านวารสารศาสตร์) ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อว่า Make Your Bed: Little Things That Can Change Your Life…And Maybe the World ซึ่งเขียนโดยพลเรือเอกแมคเรเวน และ เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาในปี 2560 นี้เอง และได้รับคำชื่นชมจากการรีวิวมากมาย (ซึ่งผมคงต้องหามาอ่านเร็วๆ นี้)

006-51xmvTNPdTL._SX351_BO1,204,203,200_

ในคลิปล่าสุดที่ถูกโพสต์เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Goalcast คำพูดของ พลเรือเอกแมคเรเวน นอกจากจะมีผู้ชมมากกว่า 75 ล้านครั้งแล้ว (ไม่นับรวมกับผู้ชมผ่านทางต้นฉบับทางยูทูปอีกมากกว่า 4.8 ล้านครั้ง) มีผู้คลิกไลค์ 1.1 ล้านคน แชร์ต่อมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง และแสดงความเห็นอีกเกือบแสนความเห็น

อย่างไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งที่ พลเรือเอกแมคเรเวนกล่าว และผมเห็นว่าน่าขบคิดเป็นอย่างมากก็คือ หากความต้องการของคุณคือ การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ … แล้วชีวิตที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น โลกที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น คือชีวิตแบบไหน โลกแบบไหนกันแน่?

 

Tags:····

กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ)

June 19th, 2017 · Comments Off on กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) ดาราดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง  รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince, ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 2559 ของเกาหลี นั่นคือ Train to Busan ที่ได้ชื่อภาษาไทยคือ ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง

ไม่ทราบว่าตัว “กงยู” เองรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของปราชญ์นามอุโฆษของโลกอย่าง “ขงจื๊อ” แต่ถ้าจะให้สืบค้นไป จริงๆ ก็คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “เจียผู่ (家谱)” หรือ Family Tree ของตระกูลข่ง (孔氏) นั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

 

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

การจัดทำ “บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูลข่ง” นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ที่ฮ่องเต้ถึงกับต้องให้ความเห็นชอบเอง โดยในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่ ได้พระราชทานอักษร 8 ตัว ประกอบไปด้วย กง (公), เยี่ยน (彦), เฉิง (承), หง (弘), เหวิน (闻), เจิน (贞), ซ่าง (尚), อิ้น (胤) ให้ลูกหลานตระกูลข่งได้ใช้ประกอบการตั้งชื่อ [1]

 

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ทั้งนี้ตามประเพณี-วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ในการเรียบเรียง “เจียผู่” บางเล่มจะมีการเรียง “ลำดับรุ่น” อย่างชัดเจนตามชื่อของแต่ละรุ่นในสายตระกูลซึ่งได้ตั้งไว้ก่อนแล้ว ในชนบทจะเรียกวิธีการเรียบเรียงนี้ว่า “ไผเป้ย” ซึ่งหมายถึงการเรียงลำดับตามรุ่นนั่นเอง เนื่องจากสังคมจีนโบราณถือชายเป็นใหญ่ ดังนั้นในการตั้งชื่อเด็กชายจะต้องใช้ตัวอักษรที่กำหนดให้เป็นชื่อรุ่นประกอบในชื่อของเด็กชายด้วยเสมอ สำหรับชื่อที่มีสามตัวอักษร ตัวอักษรที่เป็นชื่อรุ่นอาจใช้เป็น “ตัวกลาง” หรือ “ตัวท้าย” ของชื่อก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของตัวอักษรชื่อรุ่นนี้ไม่กำหนดตายตัว แต่ละรุ่นอาจวางในตำแหน่งที่ต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็มีธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติต่อๆ กันมา [2]

กระนั้น ตัวอักษรจีน 8 ตัวที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ตระกูลข่งก็ไม่เพียงพอ ทำให้ในเวลาต่อมาปราชญ์ในตระกูลข่งจึงได้เพิ่มเติมตัวอักษรเพื่อใช้เป็น “ชื่อรุ่น” เข้าไปอีก จนเพียงพอให้ลูกหลานใช้ประกอบการตั้งชื่อได้ถึงรุ่นที่ 105 (ซึ่งนับต่อไปได้อีกหลายร้อยปี) โดยตัวอักษรของรุ่นที่ 105 คือคำว่า “ชาง ()” ซึ่งเป็นอักษรที่มีความหมายมงคล แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง งอกงาม

 

"เจียผู่" ตระกูลข่ง

“เจียผู่” ตระกูลข่ง

เดือนมีนาคม 2560 ผมมีโอกาสเดินทางที่ชีว์ฟู่ เมืองบ้านเกิดของขงจื๊อในมณฑลซานตง … อีกครั้ง

การเดินทางมาซานตงครั้งนี้ของผมถือเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นเป็นทริปส่งท้ายเมื่อครั้งผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง

การมาชีว์ฟู่ครั้งนี้ ปี 2560 ผมมีโอกาสได้พบกับ “ลูกหลานขงจื๊อ” สองคน คนหนึ่งเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 74 ส่วนอีกคนเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 75

จริงๆ คนในตระกูลข่งที่มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การปกครองจีนนั้นมีจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ข่ง เสียงซี (孔祥熙) หรือ H. H. Kong อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐจีนในช่วง ค.ศ.1938-1939 และสามีของ ซ่ง อ่ายหลิง พี่สาวคนโตแห่งสามสาวตระกูลซ่งที่ทรงอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนทั้งในยุคสาธารณรัฐ และยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี นั้นเป็นคนตระกูลข่งรุ่นที่ 75 เช่นเดียวกับ ข่ง เสียงหลิน (孔祥林; สังเกตว่าอักษรตัวกลาง นั้นมีคำว่า “เสียง (祥)” ซึ่งแปลว่า มงคล, รุ่งเรือง) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ นักวิชาการที่ได้ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมขงจื๊อมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศจีน โดยหากมีผู้นำระดับสูงของจีน หรือของประเทศต่างๆ มาเยือนเมืองชีว์ฟู่ อ.ข่ง เสียงหลินก็จะเป็นผู้นำชมและบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆ

อ.ข่ง เสียงหลิน เป็นผู้พาผมกับคณะของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ชมมรดกโลก 3 แห่งในเมืองชีว์ฟู่ นั่นคือ วัดขงจื๊อ (孔庙) สุสานขงจื๊อ (孔林) และจวนตระกูลข่ง (孔府)

สถานที่ทั้งสามแห่งนี้ ถือเป็นได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อปี พ.ศ.2537 และถือเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากในประเทศจีนและทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ลูกหลานตระกูลข่งอีกคนที่ผมได้เจอที่เมืองชีว์ฟู่ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองช่วงค่ำก็คือ ข่ง เจี้ยนกั๋ว (孔建国)

คุณข่ง เจี้ยนกั๋ว เป็นทายาทขงจื๊อรุ่นที่ 74 เกิดที่มณฑลเจ้อเจียง ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็น ครูบาอาจารย์ หรือ นักวิชาการเหมือนกับบรรพบุรุษ แต่เขาเป็นนักการเงิน นักลงทุน โดยมีบริษัททางด้านการเงิน เช่น Yinjia Financial (银嘉金服) และ บริษัท Free my Pay (付临门) ตั้งอยู่ที่ทั้ง นครปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้

ลูกหลานรุ่นที่ 74 ของขงจื๊อคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะบริษัท Free my Pay ที่เขาทำตอนนี้คือ ตัวกลางการรับชำระเงิน (3rd Party Payment Gateway)หรือช่องทางการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ mPOS (mobile Point Of Sale) ร้านสะดวกซื้อ บัตรเครดิต/เดบิต เอทีเอ็ม ฯลฯ เหมือนกับบริการที่คนไทยรู้จักอย่างเช่น Paypal, Paysabuy, True money เป็นต้น

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

Free my Pay (付临门)

Free my Pay (付临门)

หลังอาหารค่ำ ผมมีโอกาสได้ขอเข้าไปจับมือและพูดคุยสั้นๆ กับ ข่ง เจี้ยนกั๋ว ผมกระซิบบอกกับเขาว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กระทบไหล่กับลูกหลานหนึ่งในยอดปราชญ์ของโลกอย่างขงจื๊อ เขายิ้มและตอบกลับว่า ยินดีต้อนรับคนไทยมาเที่ยวเมืองชีว์ฟู่ บ้านเกิดบรรพบุรุษเขา

เห็นไหมครับว่า ทายาทขงจื๊อ พี่น้องของกงยู แต่ละคนนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ^_^

อ้างอิง :
[1]  孔氏家谱; http://www.baike.com/wiki/%E5%AD%94%E6%B0%8F%E5%AE%B6%E8%B0%B1
[2] เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html

Tags:··················

สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1)

June 11th, 2017 · Comments Off on สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

001-Kongfuzi

ขงจื๊อ (ซ้าย) กงยู (ขวา)

ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่องความเชื่อของชาวจีนว่า หากนับจากตัวเราไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกยืนยันว่า ต้นทางพันธุกรรมของมนุษย์โลกทุกวันนี้คือ มนุษย์เพศหญิงที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอัฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว โดยตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve)

คำถามน่าสนใจต่อมาก็คือหากลองถามตัวเอง และคนรอบข้างว่า เรารู้จัก ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน 3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น 20 รุ่น หรือมากกว่านั้น?

บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้คนทั่วๆ ไป หากรู้จักบรรพบุรุษแค่ 5 รุ่น 10 รุ่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะระบบการจดบันทึกวงศ์วานว่านเครือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Tree ของครอบครัวคุณนั้นต้องทำได้ค่อนข้างดีและสมบูณ์มาก

แต่จริงๆ เรื่องเหล่านี้ชาติพันธุ์ที่คิดค้นเรื่องนี้ไว้เป็นชาติแรก และทำมาอย่างต่อเนื่องหลายพันปีแล้วก็คือ “ชาวจีน”

เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวจีนมีประดิษฐกรรมที่เรียกว่า เจียผู่ (家谱) หรือ บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล

เนื้อหาสำคัญของเจียผู่ ประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรก คือแผนภูมิการสืบสายตระกูล กล่าวคือเป็นเนื้อหาที่บันทึกว่าคนคนหนึ่งในตระกูลสืบเชื้อสายมาจากใคร นับเป็นลำดับรุ่นที่เท่าไหร่ บิดาของผู้นั้นคือใคร ส่วนที่สอง เป็นเนื้อหาหลักของเจียผู่ เนื้อหาส่วนนี้จะแนะนำคนในตระกูลทีละคนตามลำดับก่อนหลังในแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสายตระกูล โดยจะแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละคน เช่น ชื่อและสมญานาม ชื่อบิดา ลำดับพี่น้อง ยุคสมัยที่ดำรงชีวิตอยู่ ตำแหน่งขุนนาง บรรดาศักดิ์ อายุขัย วันถึงแก่กรรมและคู่สมรส เป็นต้น เนื้อหาส่วนที่สองของเจียผู่ จึงมีลักษณะเป็นชีวประวัติของคนในตระกูล จำนวนตัวอักษรที่ใช้ในการแนะนำบุคคลแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ที่แนะนำยาวจะใช้ตัวอักษรประมาณห้าสิบกว่าตัว ส่วนที่แนะนำสั้นๆ จะใช้ตัวอักษรเพียงสองสามตัวเท่านั้น สำหรับเนื้อหา ส่วนที่สาม เป็นภาคผนวก [1]

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ การคิดค้นเรื่องแซ่ (姓) หรือ นามสกุล ขึ้นมา ทำให้การนับญาติและสืบลำดับวงศ์ตระกูลของจีนนั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยจากสถิติล่าสุดปีนี้ พ.ศ.2560 แซ่ 10 อันดับแรกของชาวจีนที่มีคนใช้มากที่สุดนั้น มีดังนี้คือ

อันดับ 1 – แซ่หลี่ (李; อาจเรียก ลี / ลี้ ก็ได้) บนแผ่นดินใหญ่มีคนเชื้อชาติฮั่นแซ่หลี่ราว 95.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.94 ของประชากร

อันดับ 2 – แซ่หวัง (王; อาจเรียก เฮ้ง / อ้วง / อ๋อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 88.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.41

อันดับ 3 – แซ่จาง (张; อาจเรียก เตีย / เตียว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 84.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.07

อันดับ 4 – แซ่หลิว (刘; อาจเรียก เล่า / เล้า) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 64.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.38

อันดับ 5 – แซ่เฉิน (陈; อาจเรียก ตั้ง / ตัน / ตั๊น / ฉั่น  / ด่าน) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 54.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 4.53 ทั้งนี้ในประเทศไทย “แซ่เฉิน” ถือเป็นตระกูล/แซ่ของชาวจีนโพ้นทะเลในไทยที่มีจำนวนมากและเป็นที่รู้จักมากที่สุด

อันดับ 6 – แซ่หยาง (杨; อาจเรียก เอี้ย / เอี๊ย / หย่ง / หยุ่ง / หย่าง / หย่อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 37 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.08

อันดับ 7 – แซ่เจ้า (赵; อาจเรียก จ้าว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 27.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.29

อันดับ 8 – แซ่หวง (黄; อาจเรียก ว่อง / หวัง / อึ้ง / อึ๊ง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 26.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.23 ทั้งนี้คนไทยมักจะเรียกสับสนระหว่างแซ่หวง (黄) ที่ตัวเขียนจีนแปลว่าสีเหลือง กับ แซ่หวัง (王) ที่แปลว่าราชา

อันดับ 9 – แซ่โจว (周) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 25.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.12

อันดับ 10 –  แซ่อู๋ (吴; อาจเรียก หวู / โง้ว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 24.6ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.05

อย่างไรก็ตาม ตระกูล/แซ่ ที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนอย่างต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดแซ่หนึ่ง ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าสามารถจดบันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล ได้สมบูรณ์ที่สุดกลับเป็น แซ่ในลำดับที่ 72 นั่นคือ แซ่ข่ง (孔) โดยบรรพบุรุษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็หนีไม่พ้น ขงจื๊อ (孔子)

“เจียผู่” หรือ Family Tree ของตระกูลข่งนั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

เมื่อพลิกไปดูลูกหลาน “ตระกูลข่ง” ของขงจื๊อ จะพบว่าสร้างอิทธิพลกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยตัวเขียน “ข่ง” ตามตัวอักษรโรมันสามารถเขียนเป็น Kung (ไต้หวัน), Hung (ฮ่องกง), Khong (เวียดนาม) หรือ Gong (เกาหลี) ก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในลูกหลานขงจื๊อที่ผมเชื่อว่า คนไทย เด็กไทย สาวไทย ยุคนี้รู้จักดีที่สุดก็คือ ชายหนุ่มชาวเกาหลีใต้ผู้มีนามว่า กง ยู (Gong Yoo; กง จี ชอน)

หากใครไม่รู้จักชายผู้นี้ ลองไปเสิร์ชโดยใช้แฮชแท็กว่า #อย่ายุ่งกับกงยูผัวกู ดูสิ แล้วจะรู้ว่าทายาทขงจื๊อรายนี้ ของเขาแรงขนาดไหน!!! ^_^

003-GongYoo 

อ้างอิง :
[1]  เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html
[2] 2017年姓氏排名 大陸李姓多 台灣陳姓多 「張偉」奪榜首 ; http://news.cnyes.com/news/id/3660142

Tags:·········

จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม

May 15th, 2017 · Comments Off on จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

ภาพจาก pinterest.com

ภาพจาก pinterest.com

สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง อาจารย์วิชาปรัชญาชาวเหอหนานบอกผมว่า คนจีนเชื่อว่า หากนับจากตัวเรา ไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ผิงไฟกองเดียวกัน กินข้าว-คีบเกี๊ยวจากหม้อเดียวกัน

ถามว่าตอนนั้นผมเชื่อไหม ตอบเลยว่า “ไม่ค่อยเชื่อ” …

ฝั่งนักคณิตศาสตร์ชาวตะวันตกคำนวณว่า หากคิดตัวเลขง่ายๆ เพียงแค่นับจากตัวเราขึ้นไปยัง พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย ทวด ฯลฯ เพียง 4 รุ่น หากไม่มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ (Inbreed) กันเลย “เรา” ทุกคนจะมีบรรพบุรุษ 30 คน

แล้วถ้าคำนวณย้อนไปอีกเพิ่มจาก 4 รุ่น เป็น 40 รุ่นล่ะ?

คำตอบก็คือ 2^40 (2 ยกกำลัง 40) เราก็จะมีบรรพบุรุษทั้งหมดกว่า 1,099,511 ล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล … ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจำนวนดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ประเมินกันว่าตั้งแต่โลกใบนี้มีมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมา เคยมีมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงแค่ราว 107,000 ล้านคนเท่านั้น (ปัจจุบันโลกใบนี้มีประชากรอยู่ราว 7,300 ล้านคน) [1]

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It's Okay To Be Smart

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

003-Are-We-All-Related_[15-36-39]

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปได้เลยว่ามนุษย์ทุกคนต้องเกิดจากการผสมพันธุ์ลักษณะที่เป็นเครือญาติกัน (Inbreeding) แน่นอน ทั้งยังประเมินด้วยว่า นับตั้งแต่เผ่าพันธุ์ที่เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อราว 2 แสนปีก่อน ถึงปัจจุบันน่าจะมีมนุษย์ตกทอดกันมาแล้วราว 7,000-8,000 รุ่น โดยจากการศึกษาทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางดีเอ็นเอสันนิษฐานว่า เมื่อ 150,000 ปีที่แล้วมีมนุษย์เพศหญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทวีปอัฟริกาเป็นต้นทางของพันธุกรรมของมนุษย์โลกที่อาศัยและมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันทั้งหมด โดยนักพันธุศาสตร์ตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve)

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It's Okay To Be Smart

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

ขณะที่มนุษย์คนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับ “ไมโตคอนเดรียล อีฟ” นั้นไม่สามารถสืบสายพันธุ์ตกทอดกันมาถึงปัจจุบันได้

ดังนั้นหากสรุปเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือ หากสมมติฐานดังกล่าวถูกต้อง เราทุกคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในทวีปใด ผิวสีอะไร ตัวสูงตัวเตี้ย ตาโตตาตี่ พูดภาษาอะไร หรือนับถือศาสนาใด ในอดีตอันไกลโพ้นล้วนแล้วแต่เป็นญาติพี่น้อง และมีบรรพบุรุษคนเดียวกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากถามเราแต่ละคนว่า รู้จักบรรพบุรุษของย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน?

3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักคนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปสุดที่รุ่นทวด แต่ส่วนน้อยนักที่จะทราบว่า บรรพบุรุษรุ่นเราเป็นใคร เคยประกอบอาชีพอะไร มีถิ่นกำเนิดมาจากที่ไหน ฯลฯ ด้วยข้อจำกัดทั้งทางด้านกายภาพ ภาษา การจดบันทึก ฯลฯ

เอาเข้าจริง หากปราศความสนใจและข้อมูลที่จดบันทึกทางประวัติศาสตร์ คนเราก็ไม่ต่างอะไรจาก “จอกแหนที่ไร้ราก” ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำแห่งกาลเวลา รอวันที่จะดับสลายไปในระยะเวลาไม่กี่สิบปี หรือ อย่างมากร้อยปีเท่านั้น

โดยส่วนตัว ชีวิตผมได้พึ่งอานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่า “แซ่” หรือ “ซิ่ง ()” ในวัฒนธรรมจีนมายึดเหนี่ยวไม่น้อย เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็ทราบว่าบรรพบุรุษของผมแซ่ลิ้ม หรือในภาษาจีนกลางคือ “หลิน (林)” ที่แปลว่า “ป่า”

แซ่ลิ้ม หรือ หลิน ในปัจจุบัน ถูกเขียนภาษาอังกฤษได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Lin, Lim, Liem, Lam, Im, Hayashi หรือ Ling แล้วแต่ว่าคนๆ นั้นเป็นคนจีนมาจากประเทศอะไรไม่ว่า จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐฯ หรือจากยุโรปก็ตาม

ตอนเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง ผมเจอรุ่นน้องชาวเกาหลีใต้ ชื่อ “อิม มีราน” เธอรีบบอกเลยว่าเราเป็นญาติห่างๆ กัน เพราะชื่อจีนกลางของเธอคือ “หลิน เหม่ยหลาน”

ผมไม่ได้ถามว่าปู่แซ่อิมของเธอไปตั้งรกรากอยู่ที่เกาหลีได้อย่างไร และทำไมบรรพบุรุษแซ่ลิ้มของผมจึงไปตั้งรกรากอยู่บนเกาะไหหลำ เพราะถามไปเราก็คงนับญาติกันไม่ถูก

จากข้อมูลของสารานุกรมร้อยแซ่ (百家姓) ว่ากันว่า แซ่ลิ้มเป็นตระกูลที่มีสมาชิกมากเป็นอันดับ 17 บนแผ่นดินใหญ่ และใหญ่เป็นอันดับสองบนเกาะไต้หวัน โดยตามตำนานที่ตกทอดกันมา บรรพบุรุษของคน “แซ่ลิ้ม” ทั่วโลก คือ บุตรของปี่กาน (比干) อัครมหาเสนาบดีของ โจ้วอ๋อง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง (商紂王) [2]

ภาพวาดปี่กาน (比干) บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม ตามจินตนาการของจิตรกรจีน

ภาพวาดปี่กาน (比干) บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม ตามจินตนาการของจิตรกรจีน

ราชวงศ์ซาง เป็นราชวงศ์โบราณของจีนในช่วง 1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ก่อนจะเสียแผ่นดินให้กับราชวงศ์โจว

“ปี่กาน” ถือเป็นขุนนางผู้สัตย์ซื่อคนสุดท้ายที่พยายามปกป้องและยืดอายุราชวงศ์ซางให้ยืนยาวออกไป แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

“กระทั่งรัชสมัยตี้ซิ่ง (帝幸) นั้น ศึกขัดแย้งทางการเมืองภายในทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ขุนนางรอบข้างต่างลุกฮือขึ้นต่อต้าน แม้ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงนี้ แต่โจ้วอ๋อง (商紂) หรือตี้ซิ่ง (帝幸) กลับไม่คิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ทั้งไม่รับฟังคำตักเตือนจากผู้หวังดี ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งยิ่งโหมกระพือความขัดแย้งภายในเพิ่มขึ้น

“ขณะเดียวกัน ก็เปิดศึกกับเผ่าตงอี๋ (東夷) เพิ่มภาระอันหนักอึ้งให้กับประชาชน และทำให้สูญเสียกำลังทหารภายในประเทศอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจวอู่อ๋อง (周武王) ยกทัพเข้ามาประชิดชายแดน โจ้วอ๋องจึงได้แต่รวบรวมกำลังพล เพื่อออกไปรับศึก ผลสุดท้ายกำลังทหารฝ่ายซางขาดกำลังใจในการรบ กลับเป็นฝ่ายยอมแพ้เปิดทางให้กับโจวอู่อ๋อง เมื่อเห็นดังนั้น โจ้วอ๋องจึงหอบทรัพย์สมบัติหลบหนีไปยังเมืองลู่ไถ สุดท้ายเสียชีวิตที่นั่น ราชวงศ์ซางจึงถึงกาลสิ้นสุด” นั่นคือ เรื่องราวที่ถูกบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อราว 1,100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรือ 3,100 กว่าปีที่แล้ว

เมื่อเวลาผ่านไปๆ “ปี่กาน” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาของต้นกำเนิดตระกูลลิ้ม ก็กลายเป็นเทพองค์หนึ่ง โดยได้รับการยกย่องจากชาวจีนให้เป็น เทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋น หรือที่คนแต้จิ๋วในเมืองไทยเรียกว่า “บุ่งไฉ่ซิงเอี้ย (文财神爷)”

ภาพวาด "ปี่กาน" ในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋นองค์หนึ่ง (文财神)

ภาพวาด “ปี่กาน” ในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋นองค์หนึ่ง (文财神)

 

อ้างอิง : 

[1] Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart; https://www.youtube.com/watch?v=mnYSMhR3jCI

[2] 林姓; https://zh.wikipedia.org/wiki/%E6%9E%97%E5%A7%93

 

Tags:···········

สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ”

May 5th, 2017 · Comments Off on สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม

001-IMG_1442

ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลีบดอกบ๊วยสีขาวอมชมพูร่วงกลาดเกลื่อนอยู่เต็มพื้นหิน

ซื่อเหอย่วน (บ้านจีนแบบโบราณ) ที่ผมมาเยือนในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต

คฤหาสน์จีนโบราณขนาด 150 กว่าห้อง เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ เพราะมันคือ หนึ่งในเพชรเม็ดงามของเมือง ชีว์ฟู่ (曲阜) แห่งมณฑลซานตง บ้านเกิดของขงจื๊อ (孔子) นักปราชญ์ชาวจีนและศาสดาของลัทธิขงจื๊อที่มีชีวิตอยู่ช่วง 2500 ปีก่อน ปรัชญา แนวคิด คำสอน ตั้งแต่ตอนนั้นยังตกทอดมาถึงลูกหลานชาวจีนและชาวโลกมาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

002-IMG_1427

003-DSC_7028

004-DSC_7029

                เมืองชีว์ฟู่มีสถานที่สำคัญสามแห่งที่ผู้มาเยือนห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ประกอบไปด้วย หนึ่ง วัดขงจื๊อ (ข่งเมี่ยว; 孔庙) สอง สุสานขงจื๊อ (ข่งหลิน; 孔林) และ สาม จวนตระกูลข่ง (ขงฝู่; 孔府)

คนจีนเรียกสถานที่ทั้งสามแห่ง รวมๆ ว่า “สามข่ง (三孔)”

ซึ่งหากจะเปรียบเทียบความสำคัญของ “สามข่ง” แห่งเมืองชีว์ฟู่ ก็คงคล้ายคลึงกับ “สังเวชนียสถาน” ในมโนทัศน์ของชาวพุทธ หรือ “เมกกะ” ในความรู้สึกของชาวมุสลิม เนื่องจาก วัดขงจื๊อ จวนตระกูลข่ง และสุสานขงจื๊อ เป็นสถานที่จริง และหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สามารถพิสูจน์และจับต้องได้ ซึ่งตกทอดกันมาต่อเนื่องนับพันปี

วัดขงจื๊อ ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 478 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2495 ปีก่อน

สุสานขงจื๊อ ถือเป็นที่กลบฝังร่างของ “เทพนักปราชญ์ (圣人)” ขงจื๊อ และทายาทเชื้อสายตระกูลข่งมาต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 พันปี โดยถือเป็นสุสานประจำตระกูลที่ใหญ่โตมโหฬาร  และมีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

ส่วน จวนตระกูลข่ง ที่ผมยืนอยู่นี้ ฮ่องเต้สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ.1055) มีพระราชโองการให้สร้างขึ้น เป็นที่พักอาศัยของลูกหลานตระกูลข่งหลายชั่วอายุคน

สถานที่ทั้งสามแห่งไม่เพียงถูกยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาวจีน แต่ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994)

005-IMG_1391

แผนที่จวนตระกูลข่ง (Kong Family Mansion)

ทุกคนที่มาเยือนจวนตระกูลข่ง (หรือคฤหาสน์ตระกูลข่ง) ต้องเดินผ่านบริเวณรอยต่อระหว่าง “คฤหาสน์ชั้นนอก” ซึ่งใช้เป็นที่รับแขก และ “คฤหาสน์ชั้นใน” ซึ่งในเป็นที่พักอาศัย

ณ จุดรอยต่อระหว่างคฤหาสน์ชั้นนอกกับชั้นในมีกำแพงใหญ่วางตั้งอยู่ บนกำแพงปรากฎภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างหน้าตาคล้ายกิเลน แต่จริงๆ แล้วมันถูกเรียกว่า “ทาน ()”

ตามตำนาน “ทาน” เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ด้วยอุปนิสัยที่แปลกประหลาดดุร้าย ทั้งยังกอปรด้วยความโลภ ทำให้มันกลืนกินเพชรนิลจินดา และเงินทองของมีค่าอยู่เป็นนิจ แม้ว่ารอบกายของมันจะละลานไปด้วยของสมบัติพัสถาน ส่วนกีบทั้งสี่ก็คีบเอาสมบัติทั้งหลายของแปดเซียน (โป๊ยเซียน) เอาไว้ แต่เจ้าสัตว์สวรรค์ตัวนี้ก็ยังไม่พึงพอใจ จนในที่สุดแม้แต่ “ดวงอาทิตย์” ที่ทอแสงอยู่บนท้องฟ้า มันก็ยังคิดจะกลืนกิน!

ลูกหลานตระกูลข่ง นำภาพสัตว์สวรรค์ผู้เต็มไปด้วยความไม่รู้จักเพียงพอตัวนี้มาวางตั้งเอาไว้ ณ พื้นที่ระหว่างคฤหาสน์ชั้นนอก และชั้นใน ก็เพื่อจะเป็นอุบายในการอบรมสั่งสอนลูกหลาน ให้รู้จักเตือนตัวเองทุกครั้งก่อนออกก้าวเท้าจากบ้าน โดยสิ่งที่สอนก็มิใช่เรื่องทางกายภาพอย่างควรก้าวเท้าซ้าย หรือ ก้าวเท้าขวาออกก่อน แต่เน้นย้ำในเรื่องที่สำคัญกว่าคือ สอนว่า “จงอย่าโลภ”

เพราะ เมื่อความโลภเข้าครอบงำตนเมื่อใด ความมืดมิด และความฉิบหายย่อมบังเกิดเมื่อนั้น!

006-DSC_7006

007-DSC_7058

Tags:··················

ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ”

April 5th, 2017 · Comments Off on ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร

001

ผมเคยเข้าไปที่ “เตี้ยวหยูไถ” (หรือ “เตี้ยวอี๋ว์ไถ”) กรุงปักกิ่ง 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว ครั้งที่สองจำได้ว่าเข้าไปทำข่าว การประชุมหารือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 5 (5th Strategic Economic Dialogue หรือ SED V) เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างนายหวัง ฉีซาน รองนายกรัฐมนตรี กับนายเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สมัยที่สมัยประธานาธิบดีจีนยังเป็น หู จิ่นเทา และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช

ครั้งที่ไปทำข่าวการประชุมช่วงต้นเดือนธันวาคม 2551 อากาศหนาวมาก ผมกับภรรยาซึ่งเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งต้องยืนต่อแถวนานนับชั่วโมงเพื่อผ่านตรวจสอบสัมภาระและใบอนุญาต เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญระดับประเทศ

แน่นอนว่าระดับเรือนพักรับรองแห่งรัฐ (State Guesthouse) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า กั๋วปิงก่วน (国宾馆) นั้นความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยย่อมไม่ธรรมดา ทั้งในเรื่องของการเข้า-การออก ความสำคัญ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วย ซึ่งผมจะหยิบยกมาเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องกินของเรา

บรรยากาศและแผนที่ "เตี้ยวหยูไถ"

บรรยากาศและแผนที่ “เตี้ยวหยูไถ”

เตี้ยวหยูไถ (钓鱼台) หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ศาลาตกปลา” ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน ทางทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่ง ใกล้ๆ กับสวนสาธารณะยู่ยวนถาน (玉渊潭公园) ซึ่งโดยปกติจะจัดเทศกาลดอกซากุระบาน (樱花) ทุกๆ ปีในช่วงต้นเดือนเมษายน

สถานที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างน้อย 800 ปี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรจิน หรือ จินกั๋ว (ค.ศ.1115-1234) โดยฮ่องเต้จินจางจงโปรดตกปลาที่นี่ จนมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง โดย จักรพรรดิเฉียนหลงก็ดำริให้สร้างที่นี่ขึ้นเป็นพระราชวัง เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน

สำหรับ “เตี้ยวหยูไถ” ในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วง ค.ศ.1958-1959 สมัยเหมา เจ๋อตง มีนโยบายให้สร้างกลุ่มตึก และปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อรองรับแขกบ้านแขกเมือง ขณะที่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม “เตี้ยวหยูไถ” ก็ถูกใช้ให้เป็นหนึ่งในศูนย์บัญชาการกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมส่วนกลาง (中央文革小组) ทั้งยังถูกใช้เป็นที่พักผ่อนของแกนนำผู้เป็นมันสมองของการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่าง ประธานเหมา, มาดามเจียง ชิง, เฉิน ป๋อต๋า, คัง เซิง เป็นต้นด้วย

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

ปัจจุบัน รัฐบาลจีนใช้ “เตี้ยวหยูไถ” ซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 420,000 ตารางเมตร วัดเป็นความยาวจากเหนือจรดใต้ 1 กิโลเมตร และตะวันออกจรดตะวันตก 0.5 กิโลเมตร เป็นสถานที่รับแขกบ้านแขกเมือง ที่พักบุคคลสำคัญ จัดประชุม และจัดเลี้ยงสำคัญๆ ระดับประเทศ ดังเช่นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ “เกล็ดหิมะในสายหมอก” ความว่า

“หมู่เรือนรับรองที่สร้างขึ้นมี 15 หลัง เรียงรายไปตามรอบทะเลสาบ ที่มีพื้นที่ถึง 50,000 กว่าตารางเมตร แต่ละหลังมีลักษณะสถาปัตยกรรมแตกต่างกันไป แต่ก็สร้างได้อย่างประณีตสอดคล้องกลมกลืนกับพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถเดิมในท่ามกลางทิวทัศน์อันงามตระการ มีสายน้ำซีซานไหลผ่านยู่ว์หยวนถานคดเคี้ยวไปตามศาลาและสะพานหินต่างๆ นอกจากนั้น ในบริเวณเตี้ยวหยูว์ไถยังมีสโมสร ร้านขายของที่ระลึก ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ห้องถ่ายเอกสาร ห้องส่งโทรเลข ห้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สถานีบริการรถแท็กซี่ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาพัก ในด้านอาหารก็มีรสชาติอร่อย เป็นอาหารชั้นเลิศจากกุ๊กฝีมือเยี่ยม ที่มีความสามารถประกอบอาหาร สำหรับงานเลี้ยงแบบต่างๆ ทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง อาหารในราชสำนัก และอาหารพื้นถิ่นของภูมิภาคต่างๆ

ปัจจุบันพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เรือนรับรอง ยังคงรักษารูปแบบเดิมในสมัยพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงไว้อย่างครบถ้วน เช่น มีเรือนหย่างหยวน ภายในเรือนหลังนี้มีทางเดินได้โดยรอบ มีหินซ้อนกันเป็นรูปภูเขา ข้างหน้าเรือนมีธารน้ำไหลผ่านไปรวมตัวกันเป็นสระที่สวยงาม หรือหอชิงลู่ก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่งดงามเขียวขจีด้วยต้นสนและไผ่ใบเขียว ส่วนศาลาเซียวปี้ก็มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร สระของศาลานี้เป็นที่พักผ่อนตกปลา สอดคล้องกับชื่อ “เตี้ยวหยูว์ไถ” ที่มีความหมายว่า “บริเวณที่ยกพื้นขึ้นสำหรับตกปลา” (เตี้ยว () = ตกปลา, ตกเบ็ด, หยูว์ () = ปลา, ไถ () = เวที, ยกพื้น, พลับพลา)” (อ้างอิงจาก : ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; http://bclc-tu.com/politics10_page23.html)

004-Snowflakes-in-Mist-Streams-web

                เข้าเรื่องกินของเราบ้างดีกว่า

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าไปเหยียบเตี้ยวหยูไถอีกครั้ง ครานี้กับคณะของสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตามคำเชิญของคุณหลู จวิ้นชิง ประธานสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีน และประธานกรรมการบริษัท ทูจอย แฮปปิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสต์เมนท์ กรุ๊ป จำกัด

005-IMG_1569-web

                ชุดอาหารที่ถูกจัดขึ้นโต๊ะประมาณสิบรายการ รังสรรค์โดยเฮดเชฟคุณ เจิ้ง เหว่ย (郑伟) นั้นถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย

006-IMG_1576-web

################

ออเดิร์ฟเย็น – Abalone Cold Platter (鲍仔冷头盘)

อาหารเรียกน้ำย่อย 4 อย่าง  – Appitizers (四品小菜)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

ขนมปัง และเค้กต่างๆ – Pastries (点心)

ผลไม้ – Fruits (鲜水果盘)

ซุปปลิงทะเล - Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ - Steamed Abalone with Shark's Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด - Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ - Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก - Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ - Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

################

                ขณะที่ในส่วนของภาชนะ ถ้วย ชาม ราม ไห  นั้นใช้สีเหลืองจักรพรรดิ เรียกได้ว่าระดับน้องๆ เครื่องถ้วยโถโอชามที่รัฐบาลใช้จัดเลี้ยงผู้นำประเทศในช่วงการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือ เอเปค ในปี 2557 เลยทีเดียว

แม้ทุกวันนี้ “เตี้ยวหยูไถ” จะเปิดบางส่วน เช่นโรงแรมเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลทั่วไป ขณะที่เรือนรับรองบางแห่งในจำนวนสิบกว่าหลัง ก็เปิดให้เอกชนเช่าใช้ได้ในบางโอกาส โดยจะพิจารณากรณีเป็นแขกของบุคคลหรือหน่วยงานสำคัญเท่านั้น ทำให้โอกาสที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ จะมีโอกาสได้เหยียบย่าง หรือเข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ในชีวิตมีเพียงไม่กี่ครั้งจริงๆ

Tags:··········

Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้

February 18th, 2017 · Comments Off on Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้ · ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร

001-IMG_3235

“เนื้อโกเบ” … แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าน้ำลายสอ แต่พอตรวจสอบเงินในกระเป๋าที่มีอยู่ไม่กี่ร้อย ก็รู้เลยว่าวาสนา ณ นาทีนี้ไม่น่าจะพอเพียง

ก่อนจะไปลิ้มลองเนื้อวัวระดับพรีเมียม ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากญี่ปุ่น เราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า จริงๆ แล้ว “เนื้อโกเบ” นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรวัวประมาณ 4 ล้านตัว โดยหนึ่งในสามของวัวเหล่านี้เป็นโคนม ขณะที่วัวอีก 2.7 ล้านนั้นเป็นโคเนื้อ โดยใน 2 ใน 3 โคเนื้อเหล่านี้ถูกจัดให้เป็น วากิว (和牛)

“วากิว” เป็นภาษาญี่ปุ่นมาจากการนำเอา 2 คำมารวมกันคือ “วะ หรือ วา (和)” หมายความถึงประเทศญี่ปุ่น และ “กิว (牛)” แปลว่าเนื้อวัว ดังนั้นคำว่า “วากิว” จึงหมายถึงเนื้อวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น (แค่นั้นเองจริงๆ) ซึ่งในบรรดาวัวที่เลี้ยงในประเทศ จะมีวัวอยู่ 4 สายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ พันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Japanese Black) พันธุ์ญี่ปุ่นขนน้ำตาล (Japanese Brown) พันธุ์ญี่ปุ่นเขาสั้น (Japanese Shorthorn) และพันธุ์ญี่ปุ่นไม่มีเขา (Japanese Polled)

002-1-map_hyogo

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

สำหรับ “เนื้อโกเบ (神户牛)” คือ เนื้อวัวจากเมืองทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะ (เมืองโกเบก็อยู่ในเขตจังหวัดเฮียวโงะ) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนามาจากเลี้ยงดูวัวทาจิมา สายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Kuroge washu หรือ Japanese Black) ซึ่งแป็นวัวสายพันธุ์ใหม่ โดยเนื้อของวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำจะมีฟองไขมันเม็ดละเอียดแทรกซึมอยู่ในอณูเนื้อแดงทำให้เนื้อมีความนุ่ม อีกทั้งฟองไขมันก็มีความหอมหวาน จัดเป็นวัวเนื้อสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในต่างแดน

ในเชิงคุณภาพเนื้อวัวโกเบ จะต้องเป็นเนื้อในระดับเกรด A4 หรือ B4 ขึ้นไป และมีอัตราฟองไขมัน (BMS) ตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ วัวโกเบมีจุดเด่นคือ มีอัตราการให้เนื้อสูง พื้นที่หน้าตัดของเนื้อสันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เนื้อเยื่อเป็นเส้นใยที่ละเอียด ฟองไขมันเล็ก คุณภาพดี ละลายในอุณหภูมิต่ำ จึงมีความนุ่มและรสชาติดีเป็นพิเศษกว่าวัวชนิดอื่นๆ

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเนื้อโกเบชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ Eating Japan เกี่ยวกับเนื้อวัวโกเบว่า จะเป็นเนื้อที่มาจากวัวตัวผู้ หรือวัวตัวเมียก็ได้ แต่ถ้าเป็นตัวผู้ต้องเป็นวัวที่ทำหมันแล้ว ส่วนวัวตัวเมียก็ต้องเป็นวัวบริสุทธิ์ หรือ วัวสาวที่มีอายุต่ำกว่าปีและไม่เคยตกลูกมาก่อน

ด้วยความพิถีพิถันด้านสายพันธุ์ การฟูมฟัก และการคัดแล้วคัดอีกเช่นนี้ทำให้ Larry Olmsted นักเขียนของฟอร์บส์ ผู้เขียนเรื่อง Food’s Biggest Scam: The Great Kobe Beef Lie เคยให้ข้อมูลไว้ว่า จริงๆ แล้ว แต่ละปีมีวัวญี่ปุ่นเพียงแค่สามพันกว่าตัวเท่านั้นที่ผ่านมาตรฐานในการถูกจัดว่าเป็น “เนื้อโกเบ” และเนื้อโกเบส่วนใหญ่หรือราวร้อยละ 90 ถูกจำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยที่เหลืออีกร้อยละ 10 ถูกส่งออกนอกญี่ปุ่น (ประเทศไทยก็ติดอยู่ในลิสต์ด้วยนะ) ดังนั้นเนื้อโกเบจึงมีราคาแพงหูฉี่

ดังนั้น ด้วยความจำกัดจำเขี่ยของกำลังการผลิต ทำให้ร้านอาหารนอกญี่ปุ่นจำนวนมากที่อ้างว่าขาย “เนื้อโกเบ” นั้นจึงเป็นเรื่องขี้ฮกทั้งเพ!

(บน) อักษรระบุ "เนื้อโกเบ" บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

(บน) อักษรระบุ “เนื้อโกเบ” บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

ข้อมูลปี 2560 (ค.ศ.2017) ราคาเมนูสเต็กเนื้อโกเบในภัตตาคารโมริยะ สาขาซันโนมิยะ ภัตตาคารที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของการเสิร์ฟเนื้อโกเบ ในเมืองโกเบ จ.เฮียวโงะ เริ่มต้นที่ราว 9,200 เยน หรือเกือบ 3,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A4 น้ำหนัก 130 กรัม) และสูงถึง 16,000 เยน หรือราว 5,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A5 ชั้นเยี่ยม น้ำหนัก 130 กรัม)

005-kobe-beef-in-kobe

แล้วคนมีเงินหลักร้อยอย่างผมจะกินเนื้อโกเบยังไง?

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสเดินทางไปประชุมที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คืนวันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการงาน ผมจึงเดินออกจากโรงแรมไปยังร้านซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในย่านรปปงหงิเพื่อหาของฝากให้กับตัวเองและคนที่บ้าน ซึ่งหนึ่งในสินค้าลำดับต้นๆ หนีไม่พ้นยา เครื่องสำอาง และวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ขนม และของกินเล่นต่างๆ

ระหว่างที่เดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตผมก็ไปเจอเจ้า แกงกะหรี่เนื้อโกเบ (Kobe Beef Curry) เข้า หยิบกล่องขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวา พลิกหน้าพลิกหลัง ใช้ทักษะเดาตัวคันจิที่คล้ายอักษรภาษาจีนได้ความว่าเป็นแกงกะหรี่เนื้อโกเบสำเร็จรูป เผ็ดระดับ 4 น้ำหนัก 180 กรัม สำหรับรับประทานหนึ่งคน วิธีรับประทานก็ง่ายแสนง่ายคือ แกะกล่อง เอาเข้าไมโครเวฟ ไม่เกิน 2 นาทีก็เอามาราดข้าวรับประทานได้แบบชิลๆ

006-Kobe-Curry1

พอเหลือบไปเจอป้ายราคาก็ยิ่งเร้าใจเข้าไปใหญ่เพราะอยู่ในช่วงจัดโปรโมชัน ราคารวมภาษี แค่ 624 เยน หรือ ประมาณ 200 บาทเท่านั้น … เห็นดังนั้นจะช้าอยู่ไย หยิบลงตะกร้าทันทีทันใด

หลังจากกลับมาเมืองไทยได้พักใหญ่ เช้าวันหนึ่ง ผมจึงได้ฤกษ์หยิบเจ้า “แกงกะหรี่เนื้อโกเบ” มาแกะห่อ หวังจะลิ้มลองให้หนำใจ ซึ่งผลก็เป็นดังนี้ครับ

ลงมือฉีกกล่องตามภาพคำแนะนำบนกล่องคือ ฉีกกลาง แล้วเอาเข้าไมโครเวฟได้ทันที ทั้งนี้หากใช้ไฟ 500W ก็ใช้เวลา 2 นาที, ใช้ไฟ 600W ก็ 1 นาที 40 วินาที หรือ ใช้ไฟแรง 700W ก็แค่ 1 นาที 20 วินาทีก็พอ

007-IMG_9475

008-IMG_9476

009-IMG_9477

010-IMG_9479

พอเอาเจ้ากล่องแกงกะหรี่เข้าไมโครเวฟ ก็หันไปตักข้าวหอมมะลิไทยเรานี่แหละ (ลืมหุงข้าวญี่ปุ่น) และเปิดตู้เย็นหยิบนัตโตะ (ถั่วเน่า) มาเตรียมคลุกเคล้าเตรียมเป็นกับแกล้มเสริม แป๊บเดียวไมโครเวฟก็ดัง

ฉีกกล่องกระดาษ หยิบเอาถุงสีเหลืองข้างในออกมาฉีกซองเอาราดใส่จานข้าว ก็ได้กลิ่นหอมแกงกะหรี่ ส่วนเนื้อแกงที่ไหลออกมาก็เป็นสีน้ำตาลเข้มๆ เหมือนกับแกงกะหรี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่ โดยพอไปค้นดูส่วนประกอบของแกงกะหรี่ซองนี้ก็ได้ความว่า นอกจากจะมีเนื้อโกเบแล้ว ยังประกอบไปด้วยหัวหอม กล้วย กระเทียม มะเขือเทศบด เป็นต้นอีกด้วย

011-IMG_9480

012-IMG_9485

013-IMG_9487

ใช้ช้อนตักเนื้อแกงผสมกับข้าวสวยร้อนๆ กลิ่นเนื้อก็กระโดดมาแตะจมูก กินคำแรกถือว่า รสชาติกลมกล่อมทีเดียว ขณะที่พอควานหาเนื้อโกเบที่เป็นก้อนๆ เล็กๆ ก็พอจะมีอยู่ 3-4 ชิ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อติดมัน คาดว่าน้ำหนักรวมน่าจะประมาณ 10 กรัม 555) พอตักอีกคำ คราวนี้เป็น ข้าว-แกงเนื้อโกเบ-นัตโตะ ก็เข้ากันใช้ได้ทีเดียว

สรุปโดยรวมแล้วข้าวแกงกะหรี่เนื้อโกเบจานนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว พอเห็นเนื้อเห็นมันวัวอยู่บ้าง ส่วนผสมอื่นๆ ก็เข้ากันดีกับเนื้อวัว แต่รสชาติความเผ็ดระดับ 4 สำหรับคนไทยอย่างเราถือว่า “ไม่เผ็ด” หรืออาจถึงขั้น “จืด” เลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น แลกกับเงิน 200 บาท กับประสบการณ์ได้กินเนื้อโกเบ (แม้จะเพียงไม่กี่กรัม) ก็ต้องบอกว่า … คนรักเนื้อต้องลองครับ ^_^

014-IMG_9494

015-IMG_9499

คำนี้เนื้อวัวโกเบเป็นชิ้น กับข้าวหอมมะลิไทย (และผงโรยข้าวรสปลา)

ข้อมูลอ้างอิง :

 

 

Tags:········