ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

ก้อนหินของ “คนสร้างสะพาน”

March 17th, 2018 · Comments Off on ก้อนหินของ “คนสร้างสะพาน” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม


001-IMG_5960-web
               “หินก้อน แรกร่วง ลงพื้น
               ก้อนอื่น ร่วงตาม ทับถม
               กลบมิด ก้อนเก่า เจ้าจม
               สะสม เป็นทาง ให้เดิน
แด่ครูโกมล คีมทอง*

เกือบทุกเช้าตรู่หลังการเดินทางมาถึง “ฟุกุโอกะ (福岡市)” ผมจะออกวิ่ง บนเส้นทางที่คุ้นเคย

เช้าวันนี้ จากที่พักในย่านกิออน (祇園) ผมออกเดินกึ่งวิ่งไปบนฟุตบาธริมถนน บนเส้นทางที่ทอดยาวมุ่งหน้าไปยังเทนจิน (天神) การออกวิ่งตอนเช้าหลังการเดินทางอันแสนเหนื่อยล้าถือเป็นความปลุกความสดชื่นให้ร่างกาย อีกทางหนึ่งถือเป็นการกระตุ้นให้หัวสมองให้กระปรี้กระเปร่า

เส้นทางประจำในการวิ่งยามเช้าของผม ผ่าน Canal City ข้ามสะพานที่ทอดผ่าน แม่น้ำ Naka แม่น้ำสายสำคัญของเกาะคิวชูออกไปสู่อ่าวฮากาตะ ผ่านเขต Nakasu ย่านโคมแดงที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคิวชู และแหล่งบันเทิงอันมีชื่อเสียงของเมืองฟุกุโอกะ

ครั้งนี้ผมเห็นหญิงสาวในคราบเครื่องสำอางและลิปสติกหนาเปื้อนหน้าเดินหัวเราะผ่านไปเป็นกลุ่ม อายไลเนอร์ที่เปื้อนเลอะจากขอบตาลงมาเกือบจะถึงแก้มของหญิงสาวนางหนึ่ง และกลิ่นแอลกอฮอล์ที่วิ่งมาแตะจมูก ทำให้ผมทราบว่าพวกเธอคงเพิ่งเลิกงาน ถัดไปอีกไม่ไกลเป็นชายวัยกลางคนกำลังยืนพิงเสาสำรอกอาหารและเครื่องดื่มเมื่อคืนออกมาอย่างไม่อายใคร …

หรือ เขาอาจจะไม่ทันสังเกตว่ามีคนกำลังวิ่งผ่านไป

แต่ก็ช่างเถอะเมื่อคืนเป็นวันศุกร์นี่นา คงเป็นเรื่องแปลกถ้าเช้าวันเสาร์ย่าน Nakasu ไม่มีคนเมาออกมาเดินเพ่นพ่านเสียบ้าง

ผ่านย่าน Nakasu ผมวิ่งเลี้ยวซ้ายเลียบแม่น้ำ ผ่านย่านยะไต (屋台) หรือ ย่านแผงลอย-รถเข็นอาหาร อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากมายังฟุกุโอกะอย่างไม่ขาดสาย ทว่า เช้าตรู่เช่นนี้ริมแม่น้ำ Naka มียะไตที่ปิดบริการแล้วหลงเหลือเพียงหนึ่งคัน จอดไว้เพื่อรอการเคลื่อนย้าย คราบน้ำจากการชำระล้างเศษอาหารของการสังสรรค์เมื่อคืนยังคงทิ้งร่องรอยไว้ให้ทราบว่าเมื่อคืนที่นี่คึกคักเพียงใด

002-IMG_5972-web

พอเลยไปอีกหน่อย ลมเย็นยามเช้าจากแม่น้ำก็พัดเข้ามาปะทะใบหน้า ผมเร่งฝีเท้าขึ้นเพื่อให้ไปถึงสวนดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้บริเวณริมน้ำ แวะชมโคมไฟหินสูงราวสิบเมตร อายุเกือบ 120 ปี จุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของเขตนี้  วิ่งผ่านด้านหน้าของห้างสรรพสินค้า Canal City ลัดเลาะไปตามย่านอยู่อาศัยของชาวญี่ปุ่น เรื่อยไปจนพบกับประตูทางเข้าศาลเจ้าสุมิโยชิ

 003-IMG_5984-web

ศาลเจ้าสุมิโยชิ (住吉神) แห่งฮากาตะ เป็นศาลเจ้าชินโตที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 3 เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับการเดินทางทางทะเล

ในอดีต ปกติแล้วชาวญี่ปุ่นที่ต้องเดินทางจากญี่ปุ่นไปคาบสมุทรเกาหลีและจีนจะมาเดินทางไปสักการะศาลเจ้าสุมิโยชิที่เป็นศาลเจ้าหลักในนานิวะ (ปัจจุบันคือ “โอซาก้า”) ก่อนการเดินทาง จากนั้นจะเดินสายไปสักการะศาลเจ้าสุมิโยชิบริเวณทะเลเซโตะ (ทะเลที่กั้นกลางระหว่างเกาะฮอนชู เกาะชิโกะกุ และเกาะคิวชู สามเกาะหลักของประเทศญี่ปุ่น เส้นทางคมนาคมทางน้ำที่เชื่อมต่อระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลญี่ปุ่น) แล้วจึงเดินทางมาที่ศาลเจ้าสุมิโยชิที่ฮากาตะแห่งนี้เป็นแห่งสุดท้ายเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ก่อนที่พวกเขาจะล่องเรือออกไปสู่มหาสมุทรอันไพศาล

003-IMG_5998-web

003-IMG_5999-web

ในสมัยโบราณศาลเจ้าสุมิโยชิแห่งฮากาตะนี้ถูกจัดอันดับให้เป็นศาลเจ้าที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในบริเวณชิกุเซ็น(ปัจจุบันคือ จังหวัดฟุกุโอกะ) แต่เดิมพื้นที่รอบศาลเจ้าเป็นแหลมปากแม่น้ำนากางาวะที่เชื่อมเข้าอ่าวฮากาตะ ศาลเจ้านี้สร้างเพื่ออุทิศให้แก่เทพเจ้าโซโคซึซึโอะ โน กามิ, เทพเจ้านากาซึซึโอะ โน กามิ และเทพเจ้าอุวะซึซึโอะ โน กามิ โดยเทพเจ้าเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการเดินทางทางทะเล**

เช้าวันนี้ท้องฟ้าของฟุกุโอกะสดใส อากาศแม้จะเย็น แต่ก็อบอุ่นขึ้นกว่าสองวันก่อนหน้ามาก ผมเดินผ่านแท็กซี่ที่มาส่งผู้โดยสาร โค้งคำนับหนึ่งครั้งก่อนเดินผ่านโทะริอิ (鳥居) หรือ ประตูศาลเจ้าเข้าไปภายใน ทางลาดหินกรวดยังมีใบไม้กระจัดกระจาย

ฟืด ฟืด ฟืด … เสียงกวาดใบไม้ดังขึ้นเป็นระยะ

ข้างในพนักงานศาลเจ้ากำลังกวาดใบไม้กองรวมกันเป็นหย่อม ๆ ผมย่องเข้าไปหยิบกระบวยตักน้ำที่ศาลเจ้าเตรียมไว้แล้วใช้ราดที่มือซ้าย ล้างมือขวา รองน้ำจากกระบวยเพื่อล้างปากล้างหน้า และถือกระบวยด้วยมือขวายกขึ้นล้างด้ามจับอีกครั้งตามธรรมเนียม ก่อนเดินไปหน้าศาลเจ้าพนมมือขอพร ก่อนเดินย่องกลับออกมา

004-IMG_6018-web

หลังเดินผ่านโทะริอิออกมาจากบริเวณศาลเจ้าสุมิโยชิ ผมก็ออกวิ่งอีกครั้ง ข้ามสะพานสุมิโยชิ (住吉橋) สะพานซึ่งมีสีแดงอมส้มเหมือนกับสีของศาลเจ้าทอดผ่านแม่น้ำ Naka สะพานแห่งนี้ขนาดรถสามารถวิ่งสวนกันได้สองคัน โดยมีฟุตบาธกว้างอีกสองข้างสำหรับคนเดินเท้า

“หิน” สีดำก้อนหนึ่งถูกไว้วางที่บริเวณเชิงสะพานสุมิโยชิอีกฝั่งหนึ่ง
บนก้อนหินมีตัวอักษรญี่ปุ่นสีขาวเขียนเอาไว้ 5 แถว จากบนลงล่าง
ข้างก้อนหินมีป้ายระบุความสำคัญของก้อนหินก้อนนี้เป็น 4 ภาษา ญี่ปุ่น-อังกฤษ-จีน-เกาหลี ความว่า

 005-IMG_6019-web

ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 อินามิตสุ ยาเฮ (稲光弥平) ได้ทำการสำรวจหาสาเหตุว่าทำไมสะพานสุมิโยชิแห่งนี้จึงถูกกระแสน้ำพัดพาจนพังทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย ในปี 2398 (ค.ศ.1855) เขาจึงใช้เงินส่วนตัวสร้างเกาะขึ้นบริเวณกลางแม่น้ำ และใช้เกาะเป็นฐานกลางแม่น้ำสร้างสะพานเชื่อมฝั่งทั้งสองได้สำเร็จ ก้อนหินที่ระลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวถูกค้นพบระหว่างการซ่อมแซมสะพานแห่งนี้ในช่วงปี 2473 (ค.ศ.1930) และถูกจัดวางไว้ ณ บริเวณปัจจุบัน เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความสำเร็จของยาเฮตราบชั่วกาลนาน

ภาพวาดวีรกรรมของ อินามิตสุ ยาเฮ (稲光弥平) จากเว็บไซต์ www.ncbank.co.jp

ภาพวาดวีรกรรมของ อินามิตสุ ยาเฮ (稲光弥平) จากเว็บไซต์ www.ncbank.co.jp

007-IMG_6032-web450

 

หมายเหตุ :
*โกมล คีมทอง ครูของแผ่นดิน; http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9500000020096
**อ้างอิงจาก ศาลเจ้าซูมิโยชิที่เมืองฮากาตะ โดย japantravel.com; https://goo.gl/geFZyR

Tags:··········

“บ้ามะม่วง” เมื่อคนจีนบ้าผลไม้ไทย

February 14th, 2018 · Comments Off on “บ้ามะม่วง” เมื่อคนจีนบ้าผลไม้ไทย · ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร, เศรษฐกิจ

IMG_3529-web

ปลายเดือนมกราคม 2561 ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ผมมีโอกาสได้ไปเดินบนถนนเป่ยจิงลู่ (北京路) หรือ ถนนปักกิ่ง ในนครกวางเจา (กว่างโจว) มณฑลกวางตุ้ง

ถนนปักกิ่งถือเป็นย่านช้อปปิ้ง เป็นถนนคนเดินที่มีชื่อเสียงที่สุดในนครกวางเจา มหานครใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของจีน และถือว่าเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของจีน และรายได้ต่อหัวประชากร (Per Capita Income) ก็อยู่ในลำดับต้น ๆ ของประเทศจีน

IMG_3510-web

ถนนแห่งนี้เป็นถนนสายการค้า และการพาณิชย์มายาวนานนับพันปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 7 ในยุคราชวงศ์ถัง โดยเมื่อช่วงฤดูร้อนของปี 2545 (ค.ศ.2002) ระหว่างที่กำลังซ่อมแซมถนน จีนได้ค้นพบว่า ใต้ถนนปักกิ่งในปัจจุบันมีถนนซ้อนกันอยู่อีก 10 ชั้น (ลึก 3 เมตร) และเมื่อขุดลึกลงไป 4.5 เมตรจากพื้นถนนปัจจุบันก็จะพบสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่สมัยอาณาจักรเย่ว์ใต้ (南越国; 204-112 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ขณะที่เมื่อขุดลึกลงไป 7.9 เมตรนั้นก็จะพบทรายสีเทาแดง ซึ่งระบุว่าบริเวณนี้เคยเป็นก้นแม่น้ำมาก่อน

วันอาทิตย์ในช่วง ช่วงก่อนตรุษจีน … ถนนปักกิ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทุกเพศทุกวัย หนุ่ม สาว เด็ก ผู้สูงอายุที่ต่างออกมาเดินจับจ่ายใช้สอย กิน ดื่ม เที่ยว อย่างสบายอารมณ์

IMG_3513-web

IMG_3524-web

IMG_3525-web

IMG_3526-web

ร้านรวงต่าง ๆ ก็ขึ้นป้าย SALE ลดแลกแจกแถมต้อนรับเทศกาลสำคัญที่สุดของชาวจีนกันยกใหญ่ ระยะเวลาของเทศกาลตรุษจีนบนแผ่นดินใหญ่นั้นกินเวลายาวนานถึง 40 วัน โดยในปีนี้ถูกกำหนดไว้ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 12 มีนาคม 2561

คนจีนในยุคนี้มิเพียงจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น แต่ใช้เงินกันมือเติบมากด้วย โดยเฉพาะสินค้าที่ขึ้นชื่อว่ามาจาก “ไท่กั๋ว (泰国)” หรือ “ประเทศไทย” นั้นดูจะได้รับความนิยมมากเป็นพิเศษ ยิ่งผมได้เห็นร้านขายน้ำมะม่วงปั่นที่ชื่อ “บ้ามะม่วง” (เขียนภาษาไทย) หรือในชื่อจีนคือ จุ้ยหมาง (醉芒; แปลตรงตัวแปลว่า “เมามะม่วง”) แล้วก็ยิ่งทึ่งเข้าไปใหญ่

IMG_3528-web

TYG1

“บ้ามะม่วง” มีผู้คนต่อคิว และยืนออกันอยู่หน้าร้าน ทางหนึ่งเพื่อซื้อน้ำมะม่วงปั่นสูตรของทางร้าน อีกทางหนึ่งคงเพื่อชมภาพยนตร์ต้มยำกุ้ง กับ จาพนม (พนม ยีรัมย์) ซูเปอร์สตาร์หนังแอคชันชาวไทย ที่ตอนนี้โกอินเตอร์ไปแสดงหนังถึงฮอลลีวูดแล้ว มองเข้าไปภายในร้าน ตกแต่งด้วยวอลล์เปเปอร์ลายไม้และศิลปะไทย ทั้งพระพุทธรูปในกรอบไม้ เรียกว่าบิลด์บรรยากาศความเป็นไทยกันสุดขีด

เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ ผมพบมะม่วงลูกเบ้อเริ่มวางเรียงกันอยู่ในตะกร้าที่ทำมาจากไม้ ส่วนพนักงานสาวก็กำลังขะมักเขม้นหยิบมะม่วงที่หั่นเสร็จเป็นชิ้นใส่ลงในแก้วที่ชั้นล่างเป็นน้ำมะม่วงปั่น ชั้นกลางเป็นวิปครีม หรือ น้ำแข็งไสรสมะม่วง ก่อนที่จะโปะด้วยชิ้นมะม่วงเหลืองสุกแบบล้นแก้ว

IMG_3530-web

IMG_3531-web

IMG_3532-web

พอเหลียวไปเห็นอีกออเดอร์หนึ่ง ก็พบควันน้ำแข็งแห้งที่พวยพุ่งออกมาจากแก้วพลาสติกที่ออกแบบมาให้ ชั้นล่างใส่น้ำมะม่วงปั่น – ชั้นกลางใส่น้ำแข็งแห้ง – ชั้นบนวางมะม่วงสุกหั่นชิ้น พอเหลือบมองไปที่คิดหน้าจอคิดเงิน ซึ่งรองรับระบบการจ่ายโดย Mobile Payment ก็พบว่า น้ำมะม่วงปั่นแก้วที่ลูกค้าชาวจีนต่อคิวกันซื้ออยู่นี้สนนราคาไม่เบาเลยทีเดียวคือ แก้วละ 30 กว่าหยวน หรือ มากกว่า 150 บาท

พอค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูพบว่า บริษัทเจ้าของร้าน “บ้ามะม่วง” นั้นคือ บริษัทจีนที่ชื่อ Guangzhou City Busy Catering Limited Liabiltiy (广州市大忙人餐饮有限责任公司) โดยร้านบ้ามะม่วงบนถนนปักกิ่งนั้นเป็นสาขาหลัก ส่วนสาขาที่สองนั้นอยู่ที่เขตต้าหลี่ (大理店)

IMG_3533-web

IMG_3534-web

IMG_3535-web

IMG_3536-web

IMG_3537-web

IMG_3538-web

IMG_3539-web

IMG_3540-web

IMG_3541-web

IMG_3542-web

IMG_3543-web

IMG_3546-web

IMG_3547-web

IMG_3548-web

บ.Guangzhou City Busy Catering นอกจากจะเป็นเจ้าของร้าน บ้ามะม่วง (醉芒) แล้ว ยังเป็นเจ้าของร้านขายเครื่องดื่มมะม่วงที่ชื่อ ไท่หมางเลอ (泰芒了; เป็นคำพ้องเสียงกับภาษาจีนที่แปลว่า ยุ่งจริงๆ เลย) ด้วย และเป็นเจ้าของร้านขายขนมสไตล์ฝรั่งเศสที่ชื่อ Mihimihi และ ร้านขายขนมถังหูลู่ (糖葫芦; ขนมผลไม้เคลือบน้ำตาล) สไตล์ปักกิ่งที่ชื่อ จิงจ่างกุ้ย (京掌柜)

อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นอย่างนี้ ชาวสวนมะม่วงไทยก็อย่าเพิ่งดีใจกันจนลิงโลดเกินไปนัก เพราะจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อปี 2558 ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าวซินหัวระบุว่า ชาวสวนในจีนเองก็เริ่มหันมาปลูกผลไม้แข่งกับไทยแล้ว ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง หรือ หม่างกั่ว (芒果) นั้น จีนเองก็มี “มะม่วงไป่เส้อ (百色)” ที่ปลูกที่เมืองไป่เส้อ มณฑลกวางสี (กว่างซี) ติดกับจังหวัด Cao Bang เป็นตัวชูโรง และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ฐานการปลูกมะม่วงของจีน”

ในปี 2558 เมืองไปเส้อ มีพื้นที่ใช้ปลูกมะม่วงราว 3.75 แสนไร่ ปริมาณผลผลิต 3.6 แสนตัน และสร้างมูลค่าผลผลิตได้มากถึง 1,900 ล้านหยวน (ราว 9,500 ล้านบาท) ทั้งนี้ เมืองไป่เส้อมีการปลูกมะม่วง 29 สายพันธุ์ โดยมะม่วงที่สุกก่อนฤดูกาลจะออกสู่ตลาดช่วงต้นเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกรกฎาคม (พันธุ์ ) มะม่วงในฤดูกาลจะออกสู่ตลาดช่วงกลางเดือนกรกฎาคม – กลางเดือนสิงหาคม และมะม่วงที่สุกช้าหลังฤดูกาลจะออกสู่ตลาดหลังกลางเดือนสิงหาคม

ได้เห็นข้อมูลอย่างนี้แล้ว บอกได้เลยว่าคนไทย เกษตรกรไทย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลไม้ไทยมิอาจจะวางใจ หรืออยู่เฉยได้เลย จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพมะม่วงไทยให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ

 

หมายเหตุ :
– เรียนรู้เทคนิค “มะม่วงไป่เซ่อ” สินค้าเกษตรทำเงินของเมืองไป่เซ่อ; https://goo.gl/BJjTCj
– กว่างซีดันผลผลิตมะม่วงท้องถิ่น น่าเศร้าตลาดผลไม้นำเข้าไร้เงามะม่วงไทย; https://goo.gl/EiLa1D

Tags:············

วันปีใหม่ “ใกล้ปืนเที่ยง” ณ ป้อมพระจุลฯ

January 3rd, 2018 · Comments Off on วันปีใหม่ “ใกล้ปืนเที่ยง” ณ ป้อมพระจุลฯ · กล้อง-ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์

DSC_8628

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมกับครอบครัวไม่ได้เดินทางไปไหนไกล แต่เลือกเดินทางในบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จุดหมายในวันปีใหม่ ปี 2561 นี้ของเราคือ การเดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือ ป้อมพระจุล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และพาเด็กๆ ไปชมเรือหลวงแม่กลอง ที่ปลดระวางและถูกบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบไทย

การเดินทางจากพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ไปยังป้อมพระจุลฯ ถือว่าสะดวกสบาย เพียงขึ้นทางด่วนไปลงทางออกสุขสวัสดิ์ วิ่งถนนพระราม 2 มุ่งหน้าพระสมุทรเจดีย์ เมื่อเจอแยกพระสมุทรเจดีย์ (ที่มีหอนาฬิกา) ก็เลี้ยวขวา และตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางจะเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวไทยพอดิบพอดี

ป้อมพระจุล-map

ความสำคัญของป้อมพระจุลฯ หรือในอีกชื่อคือ ป้อมแหลมฟ้าผ่านั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางทหารของประเทศ และถือเป็นปราการทางน้ำด่านสำคัญก่อนเข้าสู่เมืองหลวงกรุงเทพมหานคร โดยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อป้องกันการรุกรานจากอังกฤษและฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2427 ได้มีการสร้างป้อมปืนใหญ่ขึ้นในบริเวณนี้ซึ่งถือเป็นชัยภูมิเหมาะสม เพราะหากมีเรือรบของข้าศึกบุกเข้ามาทางปากน้ำ ป้อมแห่งนี้ซึ่งเป็นป้อมปืนใหญ่แบบตะวันตก และติดตั้งปืนใหญ่อาร์มสตรอง 155 มิลลิเมตร (ปืนใหญ่เสือหมอบ) จำนวน 7 กระบอกเป็นอาวุธหลักของป้อมก็จะสามารถทัดทานฆ่าศึกเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง

169270

ป้อมพระจุลฯ ถือเป็นป้อมปราการของสยามที่ทันสมัยมากที่สุดในเวลานั้น ทั้งนี้ในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 รัฐบาลฝรั่งเศสได้แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า ผู้การโบรี (Bory) จะนำเรือปืนแองกงสตอง (Inconstant) และเรือโกแมต (Comete) เข้ามายังกรุงเทพฯ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ทรงคัดค้านว่าละเมิดสนธิสัญญาฉบับ พ.ศ. 2399 ในวันที่ 11 กรกฎาคม เรือทั้งสองลำจึงมุ่งหน้ามากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย จึงได้เกิดการต่อสู้บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร ต่างฝ่ายได้รับความเสียหาย โดยฝรั่งเศสสามารถฝ่ากระสุนเข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้และยื่นคำขาดต่อไทย และเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการเสียดินแดนครั้งที่สำคัญของไทยคือ ราชอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด รวมทั้งสิบสองจูไทยต้องตกอยู่ใต้ปกครองของฝรั่งเศส รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร พลเมืองประมาณ 600,000 คน (ข้อูลจาก วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 โดยสถาบันพระปกเกล้า >> https://goo.gl/Bh1vgr)

DSC_8495

DSC_8569

DSC_8496

DSC_8493

DSC_8550

DSC_8637

อากาศช่วงแดดร่มลมตกในวันปีใหม่ที่ป้อมพระจุลฯ เย็นสบาย ลมทะเลจากปากอ่าวไทยพัดเอาไอเย็นเข้ามาเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับทุกคนในช่วงปีใหม่ เราเดินขึ้นไปชมส่วนต่างๆ บน “เรือหลวงแม่กลอง” ก่อน

เรือหลวงแม่กลอง (หรือ พิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง ในปัจจุบัน) ถูกต่อขึ้นที่อู่เรืออุระงะ เมืองโยะโกะซุกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2479 ขึ้นระวางประจำการเมื่อ พ.ศ.2480 หรือ 80 ปีที่แล้ว มีระวางขับน้ำ 1,400 ตัน กำลังพลประจำเรือ 173 นาย เครื่องจักรชนิดเครื่องจักรไอน้ำจำนวน 2 เครื่อง กำลัง 2,500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 17 นอต (ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง) ปฏิบัติการได้ไกล 16,000 ไมล์ทะเล ร.ล.แม่กลองเคยปฏิบัติภารกิจสำคัญต่าง ๆ เช่น เคยเป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 เคยร่วมปฏิบัติการในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา เป็นเรือฝึกของนักเรียนนายเรือ และนักเรียนจ่าทหารเรือ จนถือได้ว่าเป็น “เรือครู” ของทหารเรือ ก่อนถูกปลดระวางประจำการเมื่อ พ.ศ. 2539 รวมระยะเวลาประจำการ 59 ปี นับว่าเป็นเรือรบที่ประจำการยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย

หลังจากเด็กๆ ปีนป่ายขึ้นไปดูส่วนต่างๆ ของ ร.ล.แม่กลอง อย่างตื่นตาตื่นใจ ครอบครัวของเราก็พากันมาเดินชมป้อมพระจุลจอมเกล้า และสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเรืองามสง่า พระหัตถ์ทรงกระบี่ปกปักษ์แผ่นดินไทย

DSC_8573

DSC_8588

DSC_8638

ระหว่างที่พวกเราเดินชมอาวุธยุทโธปกรณ์กลางแจ้งภายในอุทยานฯ ป้อมพระจุล และกำลังจะเดินทางกลับนั้นเอง ผมบังเอิญไปสะดุดตากับ “ปืน 47/40 มิลลิเมตร ล้อสนาม” ซึ่งระบุว่า ผลิตโดยบริษัท Hotchkiss Vicker Armstrong ประเทศอังกฤษ (บริษัทผู้ผลิตเดียวกับ ปืนใหญ่อาร์มสตรอง 155 มม. หรือ ปืนใหญ่เสือหมอบ อันเลื่องชื่อ) โดยปืน 47/40 นี้ มีชื่อเล่นว่า “ปืนเที่ยง”

  • ความกว้างปากกระบอก 47 มิลลิเมตร
  • ความยาวลำกล้อง 1,880 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักปืน 230 กิโลกรัม
  • ระยะยิงไกลสุด 3,100 เมตร

DSC_8643

ส่วนคำบรรยายระบุว่า “ปืนเที่ยง” นี้ เข้าประจำการในกองทัพเรือเมื่อปี พ.ศ.2436 โดยติดตั้งที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และใช้ยิงบอกเวลาเที่ยงวันในพระนคร จึงได้ชื่อเรียกว่า “ปืนเที่ยง”

ไอ้เราในฐานะนักเรียนภาษาไทยได้เห็นดังนี้ เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบไปเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อดูความหมายของสำนวน “ไกลปืนเที่ยง” ที่ถูกระบุไว้ว่าในหน้าที่ 162 ว่า

ไกลปืนเที่ยง       (สํา) ว. ไม่รู้อะไรเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญ.

DSC_8639

DSC_8642

DSC_8646

DSC_8647

พอค้นข้อมูลต่อไปก็พบรายละเอียดเพิ่มเติมที่มาของสำนวนนี้จากว่า เว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (http://www.stou.ac.th/study/sumrit/1-58(500)/page1-1-58(500).html) ระบุที่มาของสำนวน “ไกลปืนเที่ยง” ว่า

“เป็นสำนวนที่เกิดจากการกระทำ โดยมีที่มาจากเหตุการณ์ในอดีต เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการยิงปืนขึ้นฟ้า เวลา 12 นาฬิกา ที่พระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนที่อยู่ไกลออกไปหรือนอกเมืองมากก็จะไม่ได้ยินเสียงปืน หมายถึง ข่าวคราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพระนคร เปรียบเทียบว่าคนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย”

ส่วนเว็บไซต์ เกร็ดภาษาไทย.com (https://goo.gl/K78jEs) ให้ข้อมูลเรื่องนี้เช่นกันระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 2431 ในรัชกาลที่ 5 เริ่มยิงปืนใหญ่ในเวลา 12.00 นาฬิกา ในพระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนอยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน ซึ่งสมัยก่อนเขาจัดลำดับชั้นพวกขุนนางก็จะอยู่บริเวณรอบ ๆ พระนคร และพวกต่างชาติก็จะอยู่ออกมารอบนอก เช่น เยาวราชก็พวกคนจีนอยู่ บ้านแขก (แถววงเวียนใหญ่) ก็พวกแขกอยู่ เป็นการกำหนดรัศมีทำให้เกิดสำนวน “ไกลปืนเที่ยง”

“ไกลปืนเที่ยง” จึงเป็นสำนวนที่กล่าวถึงพวกไม่ค่อยทราบหรือรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จึงเกิดเป็นสำนวนพูด หมายไปถึงข่าวคราวต่าง ๆ ที่เกิดในพระนครคนอยู่ไกลไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ เลยว่า “อยู่ไกลปืนเที่ยง” และหมายเลยไปถึงว่า “เป็นคนบ้านนอกคอกนา”

ปีใหม่ปีนี้ เมื่อได้มาเห็น “ปืนเที่ยง” กับตา ต่อไปถ้าใครมาต่อว่าต่อขาน บอกว่าเป็นคนอยู่ “ไกลปืนเที่ยง” ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ก็คงจะไม่ได้แล้วกระมัง 5555

Tags:···········

สปาเกตตี้ครีมปลาหมึกร้าญี่ปุ่น

November 28th, 2017 · Comments Off on สปาเกตตี้ครีมปลาหมึกร้าญี่ปุ่น · ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, อาหาร

Shiokara

เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบร้านอาหารญี่ปุ่นคงเคยได้ลิ้มลองเมนูแกล้มที่มีชื่อว่า “อิกะ ชิโอคะระ (イカ塩辛)” หรือที่ถูกขนานนามเป็นชื่อไทยยั่วต่อมน้ำลายคือ “ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” มาบ้าง

“ชิโอคะระ” ติดอันดับต้นๆ ของอาหารญี่ปุ่นกลิ่นฉุน-หน้าตาหยะแหยง ที่แม้แต่คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งไม่ชอบกิน แม้จะฟังดูแปลกว่าทำไมอาหารขึ้นชื่อของญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นเองกลับไม่ชอบ? แต่ถ้าคิดอีกมุมก็คงไม่น่าแปลกใจนัก เพราะคนไทยเราบางส่วนก็ไม่ทาน “ปลาร้า” เหมือนกัน และเท่าที่ผมเคยรู้จักคนเกาหลีมา คนเกาหลีเองก็มีบางส่วนที่ไม่ชอบทาน “กิมจิ” ผักดองที่เป็นดาวเด่นของอาหารเกาหลี

ส่วนใหญ่หากเราสั่ง “ชิโอคะระ” ในร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ก็จะหมายถึง “อิกะ ชิโอคะระ” หรือ “ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” และโดยมากจะทำเป็นยำใส่กระเทียม พริก บีบมะนาว แซมด้วยแตงกวามาเสิร์ฟในถ้วยเล็กๆ แต่จริงๆ แล้ววิธีธรรมดาที่สุดที่ชาวญี่ปุ่นเสิร์ฟ “อิกะ ชิโอคะระ” ก็คือ ทานโปะกับข้าวสวยร้อนๆ

Shiokara-over-rice

สำหรับชาวญี่ปุ่น ชิโอคะระ (Shiokara; 塩辛) ไม่ได้หมายความถึง “ปลาหมึก (อิกะ)” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ของทะเลอย่างอื่นก็สามารถนำมาทำชิโอคาระได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปลาทูน่า หอยนางรม ไข่หอยเม่น กุ้ง ปลิงทะเล ฯลฯ

กระนั้น “อิกะ ชิโอคะระ” หรือปลาหมึกร้าญี่ปุ่นก็ถือว่าเป็นชิโอคะระที่พบเห็นบ่อยที่สุด หาทานง่าย และราคาย่อมเยาที่สุด โดยวิธีทำก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร โดยการนำปลาหมึกสด (ย้ำว่าต้องสด) มาหั่นเป็นเส้นแล้วนำไปหมักกับไส้หมึก (วาตะ) ปรุงรส ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นส่วนผสมของเกลือกับข้าวสาลี

หลังจากหมัก “อิกะ ชิโอคะระ” ได้ตามที่ต้องการก็จะได้ “ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” รสชาติเค็มๆ คล้ายกับ “ปลาแอนโชวี่” อาหารทะเลหมักของชาวยุโรป แต่สีสัน รสสัมผัส แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เว็บไซต์ anngle.org เว็บไซต์เกี่ยวกับญี่ปุ่นชื่อดังในเมืองไทย เคยให้ข้อมูลเอาไว้ว่า “ปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” นั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.แบบขาว ซึ่งใช้เนื้อปลาหมึกหมักกับเกลือเท่านั้น ทำให้สีที่ออกมาจะเป็นสีขาวคล้ายซาซิมิ
2.แบบแดง ที่เราพบเป็นกันทั่วไปคือใช้เนื้อปลาหมึกผสมกับเครื่องในแล้วจึงนำไปหมักเกลือ ก็จะได้อิกะ ชิโอคะระสีออกแดง
3.แบบดำ ใช้เนื้อปลาหมึกผสมกับเครื่องในและน้ำหมึกสีดำ ก่อนนำไปหมักเกลือ โดยปลาหมึกร้าญี่ปุ่นสีดำนี้นิยมกินกันในแถบโอกินาวาและโทยะมะ [1]

อ่านและฟังข้อมูลกันมาเยอะแล้ว เข้าประเด็นกันเลยดีกว่า เรื่องของเรื่องคือ ผม และสาวคู่ใจเป็นคนชอบลิ้มลองของหมักดองไม่ใช่น้อย (ฟังดูไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่) และเรามักจะซื้อหาของเหล่านี้มาทดลอง และเก็บไว้เป็นอาหารคู่ตู้เย็นเสมอ โดยหนึ่งในอาหารคู่ตู้เย็นของเราก็คือ “อิกะ ชิโอคะระ”

อิกะ ชิโอคะระที่เราซื้อมาใส่ช่องฟรีซก็ไม่ได้หรูหรานำเข้าจากญี่ปุ่น หรือ ตลาดสึกิจิหรืออะไร (อิอิ เห็นร้านอาหารญี่ปุ่นเมืองไทยเดี๋ยวนี้ชอบอ้างถึงกันจัง) แต่เป็น “อิกะ ชิโอคะระ” ผลิตในประเทศไทยนี่เอง โดยบริษัทคิบุน (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สมุทรสาคร โดยหาซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นชื่อดังในเมืองไทยอย่างเช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตของห้างอิเซตัน, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ ซูเปอร์ แถวสุขุมวิท ราคาจำไม่ได้แน่ชัดแต่ไม่ได้แพงหูฉี่อะไร

IMG_0608-resize

สำหรับวิธีรับประทานของเราส่วนใหญ่จะใช้โรยลงบนข้าวสวย เป็นอาหารเช้า ทานพร้อมกับเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น ไข่เจียว นัตโตะ (ถั่วหมักญี่ปุ่น) ผักดอง ปลาย่าง หมูผัดกิมจิ หมูผัดขิง ฯลฯ

เมนู “สปาเกตตี้ครีมปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” นั้นเกิดจากการที่ เมื่อหลายวันก่อนผมได้ชมรายการ Trails to Tsukiji – IKA สารคดีเกี่ยวกับตลาดขายอาหารทะเลที่มีชื่อเสียง และถือว่าใหญ่โตที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ย่านใจกลางกรุงโตเกียว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค โดยตอนนี้ Trails to Tsukiji กล่าวว่า ชาวญี่ปุ่นนิยมบริโภค “ปลาหมึก (Ika)” มากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ส่งผลให้ชาวญี่ปุ่นคิดค้นวิธีทำอาหารจากปลาหมึกมามากมายหลายอย่างจนแทบนับไม่ถ้วน และหนึ่งในเมนูที่ถูกนำมาฟิวชันระหว่างอาหารญี่ปุ่นกับอิตาเลียนก็คือ “ครีมพาสต้าปลาหมึกร้าญี่ปุ่น (Cream Pasta with Shiokara)” นี่เอง [2]

Cream-Pasta-NHK

ผู้ที่คิดค้นเมนูนี้คือ คูนิอากิ อาริมะ เชฟใหญ่แห่งร้าน Passo a Passo แห่งกรุงโตเกียว โดยเชฟอาริมะเคยฝึกงานอยู่ที่ร้านอาหารอิตาเลียนในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดมาเปิดร้านอาหารอิตาเลียนจนโด่งดัง

เมนูนี้ “ครีมพาสต้าปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” นี้ทำง่ายมาก ทั้งยังมีส่วนผสมเพียงแค่ 3 อย่าง คือ อิกะชิโอคะระ, เส้นสปาเกตตี้ และ ครีมสด เท่านั้น ส่วนวิธีทำก็ง่ายแสนง่าย เพียง 3 ขั้นตอน คือ

หนึ่ง หั่นอิกะชิโอคะระเป็นชิ้นหยาบๆ (บางชิ้นไม่ต้องหั่นก็ได้) และนำไปผัดลวกๆ กับน้ำมันมะกอก
สอง ใส่ครีมซอสลงไปผสมกับอิกะชิโอคะระ
สาม นำเส้นสปาเกตตี้ที่ลวกเสร็จ ลงไปผัดคลุกกับซอสครีมชิโอคะระ และปรุงรสด้วยพริกไทย

IMG_0607-web

เชฟบอกว่า ครีมสดนั้นช่วยลดกลิ่นแรงและความคาวของปลาหมึกร้า โดยเมื่อวัตถุดิบทั้งสองผสมกันอย่างลงตัว จะกลายเป็นรสชาติใหม่ที่น่าลิ้มลองยิ่ง (โดยเมนูนี้ตอนผมทำเองแอบผสมเบคอนทอดไปด้วยเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสสัมผัส)

“สปาเกตตี้ครีมปลาหมึกร้าญี่ปุ่น” บอกเลยว่าทำง่ายจริงๆ ครับ และใช้เวลานิดเดียวจริงๆ หากใครได้ทดลองทำแล้ว หรือคิดเมนูอร่อยใหม่ๆ จากวัตถุดิบแปลกๆ ได้อีก ก็ลองเอามาแชร์กันบ้างนะครับ ^_^

IMG_0611-web

IMG_0619-web

หมายเหตุ :
[1] ญี่ปุ่นก็มีปลาร้านะ!!!!!; http://anngle.org/th/j-gourmet/gourmet/shiokara.html
[2] Trails to Tsukiji – IKA; https://www.youtube.com/watch?v=nzCrQ1aQQ7Y

Tags:··

บทเพลงถึงพ่อ : 28th Toyota Classics Charity Concert “ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์”

October 18th, 2017 · Comments Off on บทเพลงถึงพ่อ : 28th Toyota Classics Charity Concert “ทุกท่วงทำนอง ก้องกังวาลในดวงใจไทยนิรันดร์” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ดนตรี, วัฒนธรรม

001-IMG_9086

          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้ไปร่วมชมคอนเสิร์ตการกุศลโตโยต้า คลาสสิคส์ ครั้งที่ 28 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยเป็นการแสดงของวงออร์เคสตราระดับโลก Royal Philharmonic Concert Orchestra แห่งสหราชอาณาจักร

          สำหรับในปีนี้ตลอดเดือนตุลาคม ถึง ต้นเดือนพฤศจิกายน 2560 โตโยต้า คลาสสิคส์ มีคิวการแสดงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 6 ประเทศด้วยกันคือ ไทย กัมพูชา ลาว บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม

003-22490164_1707483789276069_7118933469396459298_n

          ที่พิเศษที่สุดก็คือในโตโยต้า คลาสสิคส์ ที่จัดแสดงในประเทศไทยในปีนี้ถือเป็นการแสดงดนตรีครั้งประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่โตโยต้า คลาสสิคส์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2533 เนื่องจากมีการอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ประกอบกับการบรรเลงบทประพันธ์ In Memoriam ที่ประพันธ์โดย อ.ภาธร ศรีกรานนท์ เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

บอกตรงๆ ว่า ส่วนตัวผมเองไม่มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิคเท่าใดนัก แต่การแสดงครั้งที่พิเศษและมีคุณค่าต่อความทรงจำเช่นนี้ ผมจึงตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องไปร่วมให้ได้

อ.ภาธร ซึ่งเป็นสมาชิกดนตรี อ.ส. วันศุกร์ วงดนตรีส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ มากว่า 30 ปี เป่าแซกโซโฟนเพลงสรรเสริญพระบารมีเปิดงานได้อย่างซาบซึ้งสะกดใจ จนผู้ชมรอบๆ ตัวผมหลายคนถึงกับน้ำตาซึม จากนั้น แอนโทนี วีเดน ผู้อำนวยเพลง และผู้เรียบเรียงเสียงประสานผู้มีผลงานการันตีฝีมือมากมาย อย่างเช่น รางวัลลูกโลกทองคำ สาขาเรียบเรียงเสียงประสานยอดเยี่ยม จากเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Theory of Everything (เรื่องราวชีวิตของ สตีเฟน ฮอว์กิง นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลก) ร่วมกับ เดวิด จูริทส์ หัวหน้าและเดี่ยวไวโอลิน ก็ขับเคลื่อนวง Royal Philharmonic Concert Orchestra ด้วยเสียงเพลงและท่วงทำนอง ที่สะกดตัวผม และผู้ชมทั้งฮออล์ไว้

รายการแสดงก็เริ่มต้นด้วย In Memoriam (แปลเป็นไทยคือ ด้วยความระลึกถึง) In Memoriam ประพันธ์โดย อ.ภาธร เป็นบทเพลงรูปแบบ Symphonic Poem สำหรับวงออร์เคสตรา เพื่อถวายความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวถึงพระราชมรรคาของพระองค์โดยเฉพาะพระราชจริยวัตรทางดนตรีที่ทรงผูกพันมาตลอดพระชนม์ชีพ ประพันธ์บทนี้มี 1 กระบวน โดยเป็นการนำเสนอเรื่องราวพระราชประวัติแบบย้อนลำดับกาลเวลา สามารถแบ่งออกเป็น “ฉากพระชนม์ชีพ” จำนวน 17 ฉาก โดยมีท่อน โหมโรง คั่นโรง และท้ายโรง ดังนี้

002-C1862_16A

โหมโรง

1.13 ตุลาคม 2559
2.การเดินทาง
3.พระพี่นาง
4.วิกฤต
5.เฉลิมฉลอง
6.พระราชชนนี
7ก. กรุงเวียนนา 2509
7ข. นครนิวยอร์ก 2503
8.กล่อม

คั่นโรง

9.บรมราชาภิเษก
10.“เกลียดแรกพบ”
11.อุบัติเหตุ
12.HM’s Blue
13.พระเชษฐา
14.ตื่น
15.พระเชษฐาครองราชย์
16.พระราชชนก
17.ธันวาคม 2470

ท้ายโรง

อ.ภาธร อธิบายว่า การเรียงลำดับเพลงเช่นนี้ มาจากความเชื่อที่ว่าภาวะพระนิพพานดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ขณะแรก ก่อนที่จะทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อชีวิตดับสูญลง กาลเวลาก็พาย้อนกลับสู่ความว่างเปล่าที่ดำรงอยู่ตั้งแต่แรก

พักครึ่ง

          ขณะที่ครึ่งหลังมีรายการแสดงดังนี้
          Kinari Suite โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช

          I: A Love Story
          II: Nature Waltz
          III: The Hunter
          IV: Kinari Waltz

          สำหรับ Kinari Suite พ.ศ.2052 มีที่มาดังนี้คือ เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จแปรพระราชฐานไปจังหวัดพัทลุงได้ทรงทอดพระเนตรการแสดง “โนราห์” โดยคณะพุ่ม เทวา จึงทรงมีแรงบันดาลพระราชหฤทัยในการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมไทย เข้ากับศิลปะตะวันตก ทรงทดลองพระราชนิพนธ์เพลง รูปแบบดนตรีพรรณนาขึ้น ทรงใช้เค้าโครงเรื่องจากนิทานชาดก ชื่อว่า “สุธนชาดก” โดยใช้กินรี (สัตว์หิมพานต์ ครึ่งคนครึ่งนก) ชื่อ “มโนราห์” เป็นตัวนำเรื่อง

          Suite for Alto Saxophone and Orchestra โดย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เรียบเรียงโดย ภาธร ศรีกรานนท์
          แว่ว
          ยามเย็น
          ฝัน
          ชะตาชีวิต
          ความฝันอันสูงสุด
          Oh I Say

          คอนเสิร์ตสองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีอังกอร์เป็นเพลงร้องโดย อ.ภากร ปิดฉากการแสดงด้วยรอยน้ำตา และความประทับใจที่ผู้ชมทุกคนจะจดจำไว้โดยไม่มีวันลืมเลือน

004-IMG_9089

Tags:

พลิกอ่านประวัติศาสตร์ที่เกือบหล่นหาย : Red-Color News Soldier (红色新闻兵)

September 28th, 2017 · Comments Off on พลิกอ่านประวัติศาสตร์ที่เกือบหล่นหาย : Red-Color News Soldier (红色新闻兵) · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, หนังสือ

หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) ในวัยหนุ่มครั้งเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) ในวัยหนุ่มครั้งเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

ชะตาชีวิตของคนคนหนึ่งนั้น แน่นอนว่าต้องพึ่งพาการดิ้นรนและต่อสู้ส่วนบุคคล แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาถึงบริบททางประวัติศาสตร์ด้วย (一个人的命运啊,当然要靠自我奋斗,但是也要考虑到历史的行程)

—– เจียง เจ๋อหมิน อดีตผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน และประธานาธิบดีคนที่ 5 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน

***********************************

ผมพาครอบครัวไปเดินซื้อหนังสือในงานมหกรรมหนังสือ Big Bad Wolf Bangkok 2017 เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา

หลังจากที่เลือกซื้อหนังสือเด็กที่ดูน่าสนใจให้ลูกๆ ได้จำนวนหนึ่ง และปล่อยให้เด็กๆ ได้หยิบหนังสือที่เขาชอบคนละเล่มสองเล่ม ก่อนจะเดินออกมาชำระเงินผมเหลือบไปเห็นหนังสือปกสีแดงสดเล่มหนึ่ง เมื่อจับอ่านให้ชัดจึงเห็นชื่อหนังสือระบุว่า Red-Color News Soldier : Secret Archive Hidden For 40 Years, The Unseen Story of The Cultural Revolution

001-cover

หนังสือหนา 300 กว่าหน้า ปกหนังสือคลุมพลาสติกสีแดง พิมพ์ด้วยตัวหนังสือสีทอง กระดาษอาร์ตมันสลับกระดาษปอนด์ พิมพ์ในประเทศอิตาลีเล่มนี้แปะป้ายราคาไว้แค่ 230 บาท ผมจึงไม่รีรอที่จะซื้อหากลับบ้านมาด้วย

อีกหลายสัปดาห์ต่อมา ผมหยิบหนังสือเล่มนี้มาเปิดดู และพบว่ามันเป็นหนังสือที่ถือเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาของผู้ที่สนใจเรื่องจีนศึกษาโดยแท้

Red-Color News Soldier ถูกแปลอย่างตรงตัวจากภาษาจีนคือ หงเส้อซินเหวินปิง (红色新闻兵) หรือ นักรบข่าวสารสีแดง ซึ่งสะท้อนตัวตนของ หลี่ เจิ้นเซิ่ง (李振盛) อดีตช่างภาพของหนังสือพิมพ์เฮยหลงเจียง เดลี ผู้ถ่ายภาพและบันทึกเรื่องราวทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้

บ้านเกิดของบรรพบุรุษของหลี่ เจิ้นเซิ่ง อยู่ที่มณฑลซานตง แต่ตัวเขาเองเกิดที่เมืองต้าเหลียน เมืองท่าสำคัญของมณฑลเหลียวหนิงในช่วงทศวรรษที่ 1940 ด้วยความสนใจในศิลปะ และหลงใหลในภาพยนตร์ ทำให้หลี่มีโอกาสได้เข้าเรียนสาขาภาพยนตร์ ในวิทยาลัยภาพยนตร์ฉางชุน (The Changchun Film School) ในมณฑลจี๋หลิน ทว่าเรียนอยู่ได้ไม่นานด้วยการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนส่วนกลาง ทำให้เขาต้องหยุดเรียนกลางคัน และหันเหเข้าสู่เส้นทางอาชีพของการเป็นช่างภาพหนังสือพิมพ์

ความเคลื่อนไหวของการปฏิวัติทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ (文化大革命) เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2509 (ค.ศ.1966) และสิ้นสุดในเดือนตุลาคม 2519 (ค.ศ.1976) หลี่ เจิ้นเซิ่ง ในฐานะช่างภาพหนังสือพิมพ์มีโอกาสสำคัญในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง และมีโอกาสได้บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ช่วงอันสับสนอลหม่านที่สุดในประวัติศาสตร์ของจีนยุคใหม่ เกือบจะครบถ้วนสมบูรณ์

003

                “หากวันหนึ่งเราจะสามารถตอบคำถาม (ถึงเบื้องหลัง เหตุผล ความคิด ความรู้สึกของผู้คนทุกระดับชั้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรม) และสามารถเข้าใจถึงแรงจูงใจ ซึ่งไม่เฉพาะแรงจูงใจส่วนตัว แต่หมายรวมถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ของการปฏิวัติวัฒนธรรม ก็อาจเป็นเพราะหลักฐานที่นำเสนอโดยพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่าง ช่างภาพข่าว หลี่ เจิ้นเซิ่ง …” โจนาธาน ดี. สเปนซ์ หนึ่งในปรมาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเยลกล่าวยกย่องถึงผลงานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันโดดเด่นของหลี่ที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

ภาพถ่ายเป็นฟิล์มนับพันม้วนจากฝีมือการกดชัตเตอร์ของหลี่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 เป็นเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเขตตงเป่ย (东北) หรือพื้นที่มณฑลทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนที่ติดกับรัสเซีย และเกาหลีเหนือ ทำให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา มีโอกาสได้เห็นภาพ เข้าใจชะตาชีวิต ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ร่วมของผู้คน และบริบททางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานั้นมากขึ้น

ดังภาษิตฝรั่งที่กล่าวว่า A picture is worth a thousand words หรือ หนึ่งภาพมีค่านับพันคำบรรยาย หลี่ เจิ้นเซิ่งมิเพียงบันทึกภาพนับพัน นับหมื่นภาพ แต่ยังบอกเล่าถึงเบื้องหน้า-เบื้องหลัง รวมถึงที่มาของภาพต่างๆ ที่เขาถ่ายไว้อย่างละเอียดอย่างเหลือเชื่อ ทั้งชื่อบุคคล สถานที่ วันเวลา คำพูด รวมถึงบรรยากาศ ฯลฯ

Red-Color News Soldier : Secret Archive Hidden For 40 Years  ถือเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่คู่ควรแก่การซื้อหามาอ่าน โดยหากได้ละเลียดเปิดหนังสือเล่มนี้ไปทีละหน้า ดูภาพถ่าย อ่านคำบรรยาย พร้อมกับการครุ่นคิดถึงอุปสรรคใหญ่ในอดีตของจีน ก็น่าจะทำให้เราสามารถเข้าใจปัจจุบันและอนาคตของประเทศมหาอำนาจใหม่ของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

004

005

000

วันที่ 24 ส.ค. 1966 เรดการ์ดบุกวัดจี๋เล่อ หนึ่งในสี่วัดชื่อดังของตงเป่ย กลางเมืองฮาร์บิน ทุบทำลายพระพุทธรูปเสียสิ้น

006

เรดการ์ดยังจับพระสงฆ์ของวัดสึกทั้งหมด พร้อมกับให้ถือป้าย “พระไตรปิฎกอะไร? ผายลมสุนัขไม่จบไม่สิ้น” โดยผู้ที่ชักนำเรดการ์ดเข้าไปปฏิบัติการในวัดคือพระสงฆ์ในวัดเอง

007

วันที่ 28 มิ.ย. 1967 สภาพเละเทะภายในห้องสมุดของวิทยาลัยวิศกรรมและการก่อสร้างฮาร์บิน หลังการวิวาทอันดุเดือด

หลี่ เจิ้นเซิ่งในวัยชรา กับ บันทึกประวัติศาสตร์ของเขา

หลี่ เจิ้นเซิ่งในวัยชรา กับ บันทึกประวัติศาสตร์ของเขา

Tags:·····

เมื่อความจริงปรากฎว่า “ชายไทยกลัวเมีย” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

September 15th, 2017 · Comments Off on เมื่อความจริงปรากฎว่า “ชายไทยกลัวเมีย” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา · ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม, หนังสือ

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)


“ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษุที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย … การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง”
– – – ประเทศไทยในตำนานจีน (หน้าที่ 6-7)

หลายวันก่อน เฟซบุ๊กเพจ Chuan An Books ของสำนักพิมพ์ชวนอ่าน นำลิงก์เอกสารเก่าแก่เรื่อง “ประเทศไทยในตำนานจีน” เป็นฉบับ PDF ความยาวทั้งสิ้น 62 หน้า มาเผยแพร่ … ผมได้อ่านดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจดีจึงอยากนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

“ประเทศไทยในตำนานจีน” ฉบับนี้ตีบาร์โคดว่าเป็นของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TULIB) จัดพิมพ์ขึ้นโดยกรมศิลปากรจากดำริของ นายพันเอก หลวงพรหมโยธี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อแจกจ่ายในงานฌาปนกิจศพของนายอึ้งยุกหลง ล่ำซำ ณ วัดทองธรรมชาติ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2482

“หนังสือเรื่องนี้ต้นฉะบับเป็นภาษาจีน ปรากฎว่าได้เรียบเรียงขึ้นในสมัยราชวงศ์ไต้เชง แผ่นดินเขียนหลง โดยที่พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ทรงตั้งกรรมการประกอบด้วยปราชญ์ทางประวัติศาสตร์หลายคนเรียบเรียงขึ้น พระเจนจีนอักษรได้แปลถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้ได้พิมพ์ตามฉะบับเดิม มิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใด คำว่า “สยาม” ก็คงปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการแก้ต้นฉะบับ คำอธิบายต่างๆ ซึ่งพิมพ์ด้วยอักษรตัวเล็กไว้ข้างล่างนั้น เป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้พิมพ์ไว้ตามฉะบับเดิมด้วย” คำนำของหนังสือระบุ

ต้นฉบับภาษาจีนของ “ประเทศไทยในตำนานจีน” เขียนขึ้นในสมัยไต้เชง หรือ ต้าชิง (大清) ซึ่งก็คือราชวงศ์ชิง ในรัชสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง (乾隆) ซึ่งครองแผ่นดินจีนอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2278-2339 (ค.ศ.1735-1796) โดยหากหักลบกันแล้ว ก็คือเขียนขึ้นประมาณ 150 ปี ก่อนหนังสือ “ประเทศไทยในตำนานจีน” จะตีพิมพ์เป็นภาษาไทยอีกครั้งในปี 2482

ย้อนไปในอดีต หากค้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เป็นที่รู้จักของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.25) หรือเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว หนังสือฮั่นซู บทตี้หลี่จื้อ ระบุว่าในสมัยฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ (汉武帝; 157 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 87 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เรือที่บรรทุกผ้าไหมอยู่เต็มลำที่ถูกส่งไปยังทำการทูตกับประเทศอินเดียได้ผ่านบริเวณซึ่งเป็นอ่าวไทยและผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรที่พัฒนากลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันกับอาณาจักรจีนนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้คือ อาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อกับราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) อาณาจักรละโว้มีการติดต่อกับราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1127) อาณาจักรสุโขทัยมีการติดต่อกับราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) อาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1912) ส่วนอาณาจักรธนบุรีและรัตนโกสินทร์นั้นมีการติดต่อกับราชวงศ์ชิงและรัฐบาลจีนหลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์เมื่อปี พ.ศ.2454 (ค.ศ.1911)

ชัดเจนว่าตำราต้นฉบับนี้ภาษาจีนเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี จึงต้องย้ำเตือนกับผู้อ่านไว้ก่อนว่า ทั้งหมดเป็นข้อมูลทางการของกรุงศรีอยุธยา หรือ สยาม (เสี้ยมหลอก๊ก) ที่รับทราบอย่างเป็นทางการในราชสำนักของจีนยุคราชวงศ์ชิง โดยตอนที่ 1 ว่าด้วยภูมิประเทศและขนบธรรมเนียม ที่ผมยกมานี้ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) แปลออกจากหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้า เล่ม 34 หน้า 40 และ 41 โดยหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้านี้เป็นหนังสือหลวง ขุนนาง 66 นายเป็นเจ้าพนักงาน เรียบเรียงในสมัยราชวงศ์ชิง ในแผ่นดินเฉียนหลงปี 42 (ตรงปีระกา พ.ศ.2320 ในครั้งกรุงธนบุรี) มีเรื่องราวและรายละเอียดดังนี้

########################

เสี้ยมหลอก๊ก

เสี้ยมหลอก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเมืองก้วงหลำ (เมืองกวางตังเดี๋ยวนี้) เฉียงหัวนอน (เฉียงใต้) เมืองกั้งพู้จ้าย (กำพูชา) ครั้งโบราณมีสองก๊ก (๑) (สยาม คือ สุโขทัย) ก๊ก ๑ หลอฮก (ละโว้) ก๊ก ๑ อาณาเขตต์ ๑,๐๐๐ ลี้เศษ (นับก้าวเท้าแต่ ๑ ถึง ๓๖๐ ก้าวเท้า จึงเรียกว่าลี้) ปลายแดนมีภูเขาล้อมตลอด

ในอาณาเขตต์แบ่งเป็นกุ๋น (เมืองประเทศราช) กุ้ย (อำเภอ) กุ้ยขึ้นฮู้ (เมือง) ฮู้ขึ้นต๋าคูสือ (เมืองพระยามหานคร คือ เมืองเอกเมืองโท)

ต๋าคูสือมี ๙ (แต่งตำรานี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา) คือ
(๑) เสี้ยมหลอ (กรุงศรีอยุธยา)
(๒) ค้อเล้าสี้ม้า (เมืองนครราชสีมา)
(๓) จกเช่าปั๊น (เมืองสัชชนาลัย)
(๔) พี่สี่ลก (เมืองพิษณุโลก)
(๕) สกก๊อตท้าย (เมืองสุโขทัย)
(๖) โกวผิวพี้ (เมืองกำแพงเพ็ชร)
(๗) ต๋าวน้าวสี้ (เมืองตะนาวศรี)
(๘) ท้าวพี้ (เมืองทะวาย)
(๙) ลกบี๊ (เมืองนครศรีธรรมราช)

ฮู้มี ๑๔
(๑) ไช้ณะ (เมืองไชยนาท)
(๒) บู้เล้า
(๓) บี๊ไช้ (เมืองพิชัย)
(๔) ตงปั๊น
(๕) ลูโซ่ง
(๖) พีพี่ (พริบพรี คือ เมืองเพ็ชรบุรี)
(๗) พีลี้
(๘) ไช้เอี้ย (เมืองไชยา)
(๙) ตอเท้า
(๑๐) กันบู้ลี้ (เมืองกาญจนบุรี)
(๑๑) สี้หลวง (เมืองสระหลวง คือ พิจิตร)
(๑๒) อ๊วดไช้ย็อก (เมืองไทรโยค)
(๑๓) ฟั้นสีวัน (เมืองนครสวรรค์)
(๑๔) เจี่ยมปันคอซัง (ชุมพร กุย ปราณ)

กุ้ยมี ๗๒ พื้นแผ่นดินข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงปลายตีน (ทิศเหนือ) หรือเฉียงเหนือมีหินกรวด ด้วยเป็นอาณาเขตต์เสี้ยมก๊ก อาณาเขตต์หลอฮกก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ พื้นแผ่นดินราบและชุ่มชื่น เมืองหลวนมีแปดประตู กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐ เลียบรอบกำแพงเมืองประมาณ ๑๐ ลี้เศษในเมืองมีคลองน้ำเล็กเรือไปมาได้ นอกเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ ราษฎรอยู่หนาแน่น ก๊กอ๋อง (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ในเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตก ที่อยู่สร้างเป็นเมืองเลียบรอบกำแพงประมาณสามลี้เศษ เต้ย (พระที่นั่ง) เขียนภาพลายทอง หลังคาเต้ยมุงกระเบื้องทองเหลือง ซิด (ตำหนักและเรือน) มุงกระเบื้องตะกั่ว เกย เอาตะกั๋วหุ้มอิฐ ลูกกรงเอาทองเหลืองหุ้มไม้ ก๊กอ๋องชุดเสงกิมจึงไช้เกีย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จตำบลใด ก็ทรงราชยาน) บางครั้งก็ทรงช้างที่มีกูบสั่ว (พระกลดและร่ม) ที่กั้นทำด้วยผ้าแดง ก๊องอ๋องหมวยต่างเคงเต้ย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกนอกท้องพระโรงทุกเวลาเช้า) พวกขุนนางอยู่ที่พื้นปูพรม นั่งพับเข่าตามลำดับ แล้วยกมือขึ้นประณมถึงศีรษะ ถวายดอกไม้สดคนละหลายช่อ มีกิจก็เอาบุ๋นจือ (หนังสือ) อ่านขึ้นถวายด้วยเสียงอันดัง คอยก๊กอ๋องวินิจฉัยแล้วจึงกลับ

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

เสี้ยมหลอก๊กมีขุนนาง ๙ ตำแหน่ง
(๑) อกอาว์ว๊าง (ออกญา)
(๒) อกบู้ล้า (ออกพระ)
(๓) อกหมัง (ออกเมือง)
(๔) อกควน (ออกขุน)
(๕) อกมุ้น (ออกหมื่น)
(๖) อนบุ่น
(๗) อกปั๋ง (ออกพัน)
(๘) อกล้ง (ออกหลวง)
(๙) อกคิว

การตั้งแต่งขุนนางให้เจ้าพนักงานไปเลือกเอาราษฎรในหมู่บ้าน มอบให้ต๋าคูสือๆ จึงให้ผู้ที่จะเป็นขุนนางนำหนังสือมาถวายอ๋องๆ ก็สอบไล่ตามวิธีที่เคย และสอบไล่ข้อปกครองราษฎรด้วย แม้ผู้ที่มาสอบไล่ตอบถูกต้อง อ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางเข้ารับราชการตามตำแหน่ง ที่ตอบไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เป็นขุนนาง วิธีสอบไล่นั้นสามปีครั้งหนึ่ง แต่หนังสือชาวเสี้ยมหลอก๊กเขียนไปทางข้าง ด้วยไม่ได้เล่าเรียนห่างยี่ (หนังสือจีน)

แต่ก๊กอ๋องนั้นหลีวฮวด (ไว้พระเกษายาว) ฮกเซก (เครื่องแต่งพระองค์) มงกุฎทำด้วยทองคำประดับป้อเจียะ (เพ็ชรนิลจินดาที่เกิดจากหิน) รูปคล้ายต๋าวหมง (หมวกยอดแหลมสำหรับนายทหารใส่เมื่อเวลาออกรบศึก) เสี่ยงอี (ภูษาเฉียง) ยาวสามเชียะ (นับนิ้ว ๑ ถึง ๑๐ เรียกว่าเชียะ) ใช้แพรตึ้งห้าสี เหียอี (ภูษาทรง) ทำด้วยด้ายห้าสี เอ๋ย. บ๋วย (ฉลองพระบาท ถุงพระบาท) ทำด้วยแพรดึ้งสีแดง

ขุนนางและราษฎรไว้ผมยาวเกล้ามวยใช้ปิ่นปักและใช้ผ้าขวาพันศีรษะ ขุนนางตำแหน่งที่ ๑ ถึงที่ ๔ ใช้หมวกทองคำประดับปอเจี๊ยะ (เพลอย) ตำแหน่งที่ ๕ ถึงที่ ๙ ใช้หมวกทำด้วยแพร่ตึ้งและทำด้วยกำมะหยี่ นุ่งห่มใช้ผ้าสองผืน รองเท้าทำด้วยหนังโค ผู้หญิงใส่ก่วย (รัดเกล้า) ค่อนไปข้างหลัง เครื่องปักผมใช้เข็มเงินเข็มทอง หน้าผัดแป้ง นิ้วมือนั้นใส่แหวน รัดเกล้าและแหวนของคนจนทำด้วยทองเหลือง ผ้าห่มทำด้วยด้ายห้าสียกดอก ผ้านุ่งก็ทำด้วยด้ายห้าสีแต่เอาไหมทองยกดอก นุ่งผ้าสูงพ้นดิน ๒-๓ นิ้ว ใส่รองเท้าคีบทำด้วยหนังสีดำสีแดง

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษะที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย

แม้ชาวชนถึงแก่ความตาย ก็เอาน้ำปรอทกรอกปากแล้วจึงเอาไปฝัง ศพคนจนเอาไปทิ้งไว้ที่ฝั่งทะเล ในทันใดก็มีกาหมู่หนึ่งมาจิกกิน บัดเดี๋ยวหนึ่งก็ศูนย์สิ้น ญาติพี่น้องของผู้ตายร้อยไห้เอากระดูกทิ้งลงในทะเล เรียกว่าเนี้ยวจึ่ง (ฝังศพกับนก) การซื้อขายใช้เบี้ยแทนตั้งจี๋ (กะแปะทองเหลือง) ปีใดไม่ใช้เบี้ยแล้วความไข้ก็เกิดชุกชุม

ขุนนางและราษฎรที่มีเงิน จะใช้จ่ายแต่ลำพังนั้นไม่ได้ต้องเอาเงินส่งไปเมืองหลวงให้เจ้าพนักงาน หลอมหล่อเป็นเมล็ด (คือเงินผดด้วง) เอาตราเหล็กตีมีอักษรอยู่ข้างบนแล้วจึงใช้จ่ายได้ เงิน ๑๐๐ ตำลึงต้องเสียค่าภาษีให้หลวง ๖ สลึง ถ้าเงินที่ใช้จ่ายไม่มีอักษรตราก็จับผู้เจ้าของเงินลงโทษว่าทำเงินปลอม จับได้ครั้งแรกตัดนิ้วมือขวา ครั้ง ๒ ตัดนิ้วมือซ้าย ครั้ง ๓ โทษถึงตาย การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง

ชาวชนเสี้ยมหลอก๊กมีชื่อไม่มีแซ่ ถ้าเป็นขุนนางเรียกว่าอกม้ง (ออกนั้นๆ) ผู้ที่มั่งมีเรียกว่านายม้ง ยากจนเรียกว่าอ้างม้ง ขนบธรรมเนียมของชาวชนนั้นแข็งกระด้าง การรบศึกสงครามชำนาญทางเรือ ไต้เจี่ยง (นายทหารใหญ่) ดาบและจี่เอาเซ่งทิ (เครื่องราง) พันกายสำหรับป้องกันหอก ดาบ และจี่ (ลูกธนู) เซ่งทินั้นกระดูกศีรษะผี ว่ายิงฟันแทงไม่เป็นอันตราย

สิ่งของที่มีในประเทศ อำพันทองที่หอม ไม้หอมสีทอง ไม้หอมสีเงิน เนื้อไม้ ไม้ฝาง ไม้แก่นดำ งาช้าง หอระดาน กระวาน พริกไทย ไต๊ปึงจื่อ (ผลไม้) เฉียงหมุยโล่ว (น้ำลูกไม้กลั่น) ไซรเอี๋ยเซียม (แพรมาจากเมืองพุทเกด) แพรลายทอง สิ่งของที่กล่าวนี้เคยเอามาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ

ทองคำและหินสีต่างๆ ที่มีในประเทศ ทองคำก้อน ทองคำทราย ป๊อเจียะ (พลอยหินต่างๆ) ตะกั่วแข็ง
สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า สัตว์มีเกล็ด ที่มีในประเทศ แรด ช้าง นกยูง นกแก้วห้าสี ลกจูกกู (เต่าหกเท้า)
ผลไม้และต้นไม้ที่มีในประเทศ ไม้ไผ่ใหญ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่เลี้ยง ผลทับทิม แตง ฟัก

สิ่งของมีกลิ่นหอม กฤษณา ไม้หอม กานพลู หลอฮก (ละโว้เครื่องยา) แต่หลอฮกนั้นกลิ่นหอมคล้ายกฤษฎา นามประเทศคงจะตั้งตามชื่อของสิ่งนี้

Tags:·······

คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!”

August 19th, 2017 · Comments Off on คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!” · ชีวิต-สังคม

001

พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven)

“ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก จงเริ่มต้นที่การเก็บที่นอนของคุณเอง (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) ถ้าคุณหัดเก็บที่นอนตัวเองทุกเช้า คุณจะทำภารกิจแรกของแต่ละวันได้สำเร็จ มันจะทำให้คุณเกิดความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ และมันจะกระตุ้นให้คุณทำภารกิจอื่นต่อไป และภารกิจอันต่อไป และภารกิจอันต่อไป โดยเมื่อสิ้นสุดวัน การทำภารกิจแรกได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นว่าภารกิจอีกหลายอย่างสำเร็จไปด้วย

“การเก็บที่นอนของตัวเองตอนเช้ายังจะช่วยเสริมข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งเล็กๆ นี่แหละที่สำคัญสำหรับชีวิต ถ้าเพียงสิ่งเล็กๆ คุณยังทำไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้สำเร็จ และถ้าหากมีวันไหน คุณมีวันที่อับเฉาไร้โชค เมื่อคุณกลับมาถึงบ้าน คุณก็ยังได้กลับมาถึงเตียงที่ถูกเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) เตียงที่คุณเก็บ และเตียงที่ถูกเก็บเอาไว้เรียบร้อยจะปลอบขวัญคุณว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่าวันนี้” — พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน

ภาพจาก Pinterest

ภาพจาก Pinterest

ผมได้ฟังคำปาฐกถาของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven) อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือของสหรัฐฯ นายใหญ่ของหน่วยซีล หน่วยรบที่เข้มแข็งและเลื่องชื่อที่สุดของสหรัฐฯ กลางดึกวันหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า Goalcast (ลิงก์ >> https://www.facebook.com/goalcast/videos/1533350906742094/?hc_ref=ARQT6epwDk5-9ZkE4YDnt1wFfpb2qt5Kp5mriuxrj4ch8TYg7SsaMCK6PJuSILTEBgQ&pnref=story)

คลิปความยาวประมาณ 6 นาทีดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 และภายในเวลาไม่ถึงสองวันดีก็มีผู้เข้าไปชมทางเฟซบุ๊กมากกว่า 75 ล้านวิวแล้ว

เมื่อไปค้นข้อมูลดูผมพบว่า การกล่าวปาฐกถาดังกล่าวของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน มีขึ้นในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ซึ่งพลเรือเอกแมคเรเวนเป็นศิษย์เก่า และเคยได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าเกียรติยศเมื่อปี 2555 (ค.ศ.2012) หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจอันลือลั่นโลก นั่นคือหน่วยซีลสามารถสังหารนายอุซามะห์ บิน ลาดิน นายใหญ่ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่หลบซ่อนอยู่ในปากีสถานได้สำเร็จเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 (ค.ศ.2011)

003

พลเรือเอกแมคเรเวน ผู้ซึ่งหลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านวารสารศาสตร์ (Journalism) จาก ม.เท็กซัสออสติน ก็เข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ทันที โดยมีประสบการณ์ผ่านศึกสงครามและสมรภูมิมามากมาย ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงจากภารกิจเนปจูน สเปียร์ (Neptune Spear) หรือภารกิจพิเศษในการจัดการกับ บิน ลาดิน ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาจากการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 หรือการก่อวินาศกรรมภายในดินแดนสหรัฐฯ ที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (ค.ศ.2001) โดย พลเรือเอกแมคเรเวนรับหน้าที่ในการวางแผน จัดการและควบคุมดูแลภารกิจเนปจูน สเปียร์ภายใต้การดูแลด้านนโยบายของ ลีออน พาเนตตา ผอ.สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ โดยในปีนั้น (ค.ศ.2011) นิตยสารไทม์ ยังมอบตำแหน่ง รองอันดับ 1 บุคคลแห่งปี (Runner-up Person of the Year) ให้กับ พลเรือเอกแมคเรเวนด้วย

004-The-Admiral

ในคลิปฉบับเต็มที่เผยแพร่ผ่านทางยูทูป University of Texas at Austin 2014 Commencement Address – Admiral William H. McRaven (https://www.youtube.com/watch?v=pxBQLFLei70) ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 19.26 นาที พลเรือเอกแมคเรเวน เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากการฝึกหน่วยซีลขั้นพื้นฐานที่ใช้เวลา 6 เดือน โดยสรุปสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาให้ฟังเพียง 10 ข้อ

“ทุกเช้าของการฝึกหน่วยซีล ครูฝึกของผมซึ่งทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามจะเข้ามาในโรงนอน โดยสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกคือ ตรวจสอบเตียงของผม ถ้าคุณทำถูกตรงมุมเตียงจะเป็นเหลี่ยม ผ้าคลุมจะตึงแน่น หมอนก็จะอยู่ตรงกึ่งกลางหัวเตียงพอดี ส่วนผ้าห่มจะถูกพับอย่างเรียบร้อยที่ปลายเตียง มันเป็นภารกิจง่ายๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ แต่ทุกเช้าพวกเราถูกสั่งให้ทำมันให้สมบูรณ์ที่สุด ตอนนั้นผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาว่าเรากำลังจะถูกบ่มให้เป็นนักรบในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องเป็นหน่วยซีลที่ออกไปผจญกับการสู้รบในสนามรบอันโหดร้าย แต่ภูมิปัญญาแห่งการกระทำเล็กๆ นี้เองที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า …”

005

                นอกเหนือจาก การเก็บเตียงตัวเองทุกเช้า แล้ว อดีต ผบ.หน่วยซีล ยังบอกด้วยหากจะเปลี่ยนโลกคุณจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องหาเพื่อนหรือพันธมิตรเข้ามาช่วย, อย่าตัดสินคนอื่นจากภายนอก ให้พิจารณาจากภายใน (จิตใจ), อย่ามัวพร่ำบ่นกับเรื่องที่ไม่สมบูรณ์ หรือความไม่พอใจส่วนบุคคล จงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป, อย่ากลัวกับความล้มเหลว, คิดนอกกรอบบ้างเมื่อเชิญหน้าอุปสรรค, อย่าหนีปัญหา, ในห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุด คุณต้องมุ่งมั่นและทำให้ดีที่สุด, จงมองโลกในแง่ดีเมื่อพบกับปัญหาและอุปสรรค และสุดท้ายจงอย่า อย่า อย่ายอมแพ้!!!

นั่นเป็นข้อสรุป 10 ข้อ ที่กลั่นจากประสบการณ์ 30 กว่าปีของนักรบหน่วยซีล (และอดีตบัณฑิตด้านวารสารศาสตร์) ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อว่า Make Your Bed: Little Things That Can Change Your Life…And Maybe the World ซึ่งเขียนโดยพลเรือเอกแมคเรเวน และ เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาในปี 2560 นี้เอง และได้รับคำชื่นชมจากการรีวิวมากมาย (ซึ่งผมคงต้องหามาอ่านเร็วๆ นี้)

006-51xmvTNPdTL._SX351_BO1,204,203,200_

ในคลิปล่าสุดที่ถูกโพสต์เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Goalcast คำพูดของ พลเรือเอกแมคเรเวน นอกจากจะมีผู้ชมมากกว่า 75 ล้านครั้งแล้ว (ไม่นับรวมกับผู้ชมผ่านทางต้นฉบับทางยูทูปอีกมากกว่า 4.8 ล้านครั้ง) มีผู้คลิกไลค์ 1.1 ล้านคน แชร์ต่อมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง และแสดงความเห็นอีกเกือบแสนความเห็น

อย่างไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งที่ พลเรือเอกแมคเรเวนกล่าว และผมเห็นว่าน่าขบคิดเป็นอย่างมากก็คือ หากความต้องการของคุณคือ การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ … แล้วชีวิตที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น โลกที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น คือชีวิตแบบไหน โลกแบบไหนกันแน่?

 

Tags:····

กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ)

June 19th, 2017 · Comments Off on กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) ดาราดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง  รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince, ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 2559 ของเกาหลี นั่นคือ Train to Busan ที่ได้ชื่อภาษาไทยคือ ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง

ไม่ทราบว่าตัว “กงยู” เองรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของปราชญ์นามอุโฆษของโลกอย่าง “ขงจื๊อ” แต่ถ้าจะให้สืบค้นไป จริงๆ ก็คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “เจียผู่ (家谱)” หรือ Family Tree ของตระกูลข่ง (孔氏) นั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

 

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

การจัดทำ “บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูลข่ง” นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ที่ฮ่องเต้ถึงกับต้องให้ความเห็นชอบเอง โดยในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่ ได้พระราชทานอักษร 8 ตัว ประกอบไปด้วย กง (公), เยี่ยน (彦), เฉิง (承), หง (弘), เหวิน (闻), เจิน (贞), ซ่าง (尚), อิ้น (胤) ให้ลูกหลานตระกูลข่งได้ใช้ประกอบการตั้งชื่อ [1]

 

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ทั้งนี้ตามประเพณี-วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ในการเรียบเรียง “เจียผู่” บางเล่มจะมีการเรียง “ลำดับรุ่น” อย่างชัดเจนตามชื่อของแต่ละรุ่นในสายตระกูลซึ่งได้ตั้งไว้ก่อนแล้ว ในชนบทจะเรียกวิธีการเรียบเรียงนี้ว่า “ไผเป้ย” ซึ่งหมายถึงการเรียงลำดับตามรุ่นนั่นเอง เนื่องจากสังคมจีนโบราณถือชายเป็นใหญ่ ดังนั้นในการตั้งชื่อเด็กชายจะต้องใช้ตัวอักษรที่กำหนดให้เป็นชื่อรุ่นประกอบในชื่อของเด็กชายด้วยเสมอ สำหรับชื่อที่มีสามตัวอักษร ตัวอักษรที่เป็นชื่อรุ่นอาจใช้เป็น “ตัวกลาง” หรือ “ตัวท้าย” ของชื่อก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของตัวอักษรชื่อรุ่นนี้ไม่กำหนดตายตัว แต่ละรุ่นอาจวางในตำแหน่งที่ต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็มีธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติต่อๆ กันมา [2]

กระนั้น ตัวอักษรจีน 8 ตัวที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ตระกูลข่งก็ไม่เพียงพอ ทำให้ในเวลาต่อมาปราชญ์ในตระกูลข่งจึงได้เพิ่มเติมตัวอักษรเพื่อใช้เป็น “ชื่อรุ่น” เข้าไปอีก จนเพียงพอให้ลูกหลานใช้ประกอบการตั้งชื่อได้ถึงรุ่นที่ 105 (ซึ่งนับต่อไปได้อีกหลายร้อยปี) โดยตัวอักษรของรุ่นที่ 105 คือคำว่า “ชาง ()” ซึ่งเป็นอักษรที่มีความหมายมงคล แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง งอกงาม

 

"เจียผู่" ตระกูลข่ง

“เจียผู่” ตระกูลข่ง

เดือนมีนาคม 2560 ผมมีโอกาสเดินทางที่ชีว์ฟู่ เมืองบ้านเกิดของขงจื๊อในมณฑลซานตง … อีกครั้ง

การเดินทางมาซานตงครั้งนี้ของผมถือเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นเป็นทริปส่งท้ายเมื่อครั้งผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง

การมาชีว์ฟู่ครั้งนี้ ปี 2560 ผมมีโอกาสได้พบกับ “ลูกหลานขงจื๊อ” สองคน คนหนึ่งเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 74 ส่วนอีกคนเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 75

จริงๆ คนในตระกูลข่งที่มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การปกครองจีนนั้นมีจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ข่ง เสียงซี (孔祥熙) หรือ H. H. Kong อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐจีนในช่วง ค.ศ.1938-1939 และสามีของ ซ่ง อ่ายหลิง พี่สาวคนโตแห่งสามสาวตระกูลซ่งที่ทรงอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนทั้งในยุคสาธารณรัฐ และยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี นั้นเป็นคนตระกูลข่งรุ่นที่ 75 เช่นเดียวกับ ข่ง เสียงหลิน (孔祥林; สังเกตว่าอักษรตัวกลาง นั้นมีคำว่า “เสียง (祥)” ซึ่งแปลว่า มงคล, รุ่งเรือง) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ นักวิชาการที่ได้ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมขงจื๊อมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศจีน โดยหากมีผู้นำระดับสูงของจีน หรือของประเทศต่างๆ มาเยือนเมืองชีว์ฟู่ อ.ข่ง เสียงหลินก็จะเป็นผู้นำชมและบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆ

อ.ข่ง เสียงหลิน เป็นผู้พาผมกับคณะของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ชมมรดกโลก 3 แห่งในเมืองชีว์ฟู่ นั่นคือ วัดขงจื๊อ (孔庙) สุสานขงจื๊อ (孔林) และจวนตระกูลข่ง (孔府)

สถานที่ทั้งสามแห่งนี้ ถือเป็นได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อปี พ.ศ.2537 และถือเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากในประเทศจีนและทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ลูกหลานตระกูลข่งอีกคนที่ผมได้เจอที่เมืองชีว์ฟู่ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองช่วงค่ำก็คือ ข่ง เจี้ยนกั๋ว (孔建国)

คุณข่ง เจี้ยนกั๋ว เป็นทายาทขงจื๊อรุ่นที่ 74 เกิดที่มณฑลเจ้อเจียง ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็น ครูบาอาจารย์ หรือ นักวิชาการเหมือนกับบรรพบุรุษ แต่เขาเป็นนักการเงิน นักลงทุน โดยมีบริษัททางด้านการเงิน เช่น Yinjia Financial (银嘉金服) และ บริษัท Free my Pay (付临门) ตั้งอยู่ที่ทั้ง นครปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้

ลูกหลานรุ่นที่ 74 ของขงจื๊อคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะบริษัท Free my Pay ที่เขาทำตอนนี้คือ ตัวกลางการรับชำระเงิน (3rd Party Payment Gateway)หรือช่องทางการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ mPOS (mobile Point Of Sale) ร้านสะดวกซื้อ บัตรเครดิต/เดบิต เอทีเอ็ม ฯลฯ เหมือนกับบริการที่คนไทยรู้จักอย่างเช่น Paypal, Paysabuy, True money เป็นต้น

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

Free my Pay (付临门)

Free my Pay (付临门)

หลังอาหารค่ำ ผมมีโอกาสได้ขอเข้าไปจับมือและพูดคุยสั้นๆ กับ ข่ง เจี้ยนกั๋ว ผมกระซิบบอกกับเขาว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กระทบไหล่กับลูกหลานหนึ่งในยอดปราชญ์ของโลกอย่างขงจื๊อ เขายิ้มและตอบกลับว่า ยินดีต้อนรับคนไทยมาเที่ยวเมืองชีว์ฟู่ บ้านเกิดบรรพบุรุษเขา

เห็นไหมครับว่า ทายาทขงจื๊อ พี่น้องของกงยู แต่ละคนนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ^_^

อ้างอิง :
[1]  孔氏家谱; http://www.baike.com/wiki/%E5%AD%94%E6%B0%8F%E5%AE%B6%E8%B0%B1
[2] เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html

Tags:··················

สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1)

June 11th, 2017 · Comments Off on สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

001-Kongfuzi

ขงจื๊อ (ซ้าย) กงยู (ขวา)

ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่องความเชื่อของชาวจีนว่า หากนับจากตัวเราไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกยืนยันว่า ต้นทางพันธุกรรมของมนุษย์โลกทุกวันนี้คือ มนุษย์เพศหญิงที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอัฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว โดยตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve)

คำถามน่าสนใจต่อมาก็คือหากลองถามตัวเอง และคนรอบข้างว่า เรารู้จัก ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน 3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น 20 รุ่น หรือมากกว่านั้น?

บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้คนทั่วๆ ไป หากรู้จักบรรพบุรุษแค่ 5 รุ่น 10 รุ่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะระบบการจดบันทึกวงศ์วานว่านเครือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Tree ของครอบครัวคุณนั้นต้องทำได้ค่อนข้างดีและสมบูณ์มาก

แต่จริงๆ เรื่องเหล่านี้ชาติพันธุ์ที่คิดค้นเรื่องนี้ไว้เป็นชาติแรก และทำมาอย่างต่อเนื่องหลายพันปีแล้วก็คือ “ชาวจีน”

เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวจีนมีประดิษฐกรรมที่เรียกว่า เจียผู่ (家谱) หรือ บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล

เนื้อหาสำคัญของเจียผู่ ประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรก คือแผนภูมิการสืบสายตระกูล กล่าวคือเป็นเนื้อหาที่บันทึกว่าคนคนหนึ่งในตระกูลสืบเชื้อสายมาจากใคร นับเป็นลำดับรุ่นที่เท่าไหร่ บิดาของผู้นั้นคือใคร ส่วนที่สอง เป็นเนื้อหาหลักของเจียผู่ เนื้อหาส่วนนี้จะแนะนำคนในตระกูลทีละคนตามลำดับก่อนหลังในแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสายตระกูล โดยจะแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละคน เช่น ชื่อและสมญานาม ชื่อบิดา ลำดับพี่น้อง ยุคสมัยที่ดำรงชีวิตอยู่ ตำแหน่งขุนนาง บรรดาศักดิ์ อายุขัย วันถึงแก่กรรมและคู่สมรส เป็นต้น เนื้อหาส่วนที่สองของเจียผู่ จึงมีลักษณะเป็นชีวประวัติของคนในตระกูล จำนวนตัวอักษรที่ใช้ในการแนะนำบุคคลแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ที่แนะนำยาวจะใช้ตัวอักษรประมาณห้าสิบกว่าตัว ส่วนที่แนะนำสั้นๆ จะใช้ตัวอักษรเพียงสองสามตัวเท่านั้น สำหรับเนื้อหา ส่วนที่สาม เป็นภาคผนวก [1]

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ การคิดค้นเรื่องแซ่ (姓) หรือ นามสกุล ขึ้นมา ทำให้การนับญาติและสืบลำดับวงศ์ตระกูลของจีนนั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยจากสถิติล่าสุดปีนี้ พ.ศ.2560 แซ่ 10 อันดับแรกของชาวจีนที่มีคนใช้มากที่สุดนั้น มีดังนี้คือ

อันดับ 1 – แซ่หลี่ (李; อาจเรียก ลี / ลี้ ก็ได้) บนแผ่นดินใหญ่มีคนเชื้อชาติฮั่นแซ่หลี่ราว 95.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.94 ของประชากร

อันดับ 2 – แซ่หวัง (王; อาจเรียก เฮ้ง / อ้วง / อ๋อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 88.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.41

อันดับ 3 – แซ่จาง (张; อาจเรียก เตีย / เตียว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 84.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.07

อันดับ 4 – แซ่หลิว (刘; อาจเรียก เล่า / เล้า) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 64.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.38

อันดับ 5 – แซ่เฉิน (陈; อาจเรียก ตั้ง / ตัน / ตั๊น / ฉั่น  / ด่าน) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 54.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 4.53 ทั้งนี้ในประเทศไทย “แซ่เฉิน” ถือเป็นตระกูล/แซ่ของชาวจีนโพ้นทะเลในไทยที่มีจำนวนมากและเป็นที่รู้จักมากที่สุด

อันดับ 6 – แซ่หยาง (杨; อาจเรียก เอี้ย / เอี๊ย / หย่ง / หยุ่ง / หย่าง / หย่อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 37 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.08

อันดับ 7 – แซ่เจ้า (赵; อาจเรียก จ้าว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 27.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.29

อันดับ 8 – แซ่หวง (黄; อาจเรียก ว่อง / หวัง / อึ้ง / อึ๊ง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 26.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.23 ทั้งนี้คนไทยมักจะเรียกสับสนระหว่างแซ่หวง (黄) ที่ตัวเขียนจีนแปลว่าสีเหลือง กับ แซ่หวัง (王) ที่แปลว่าราชา

อันดับ 9 – แซ่โจว (周) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 25.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.12

อันดับ 10 –  แซ่อู๋ (吴; อาจเรียก หวู / โง้ว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 24.6ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.05

อย่างไรก็ตาม ตระกูล/แซ่ ที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนอย่างต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดแซ่หนึ่ง ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าสามารถจดบันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล ได้สมบูรณ์ที่สุดกลับเป็น แซ่ในลำดับที่ 72 นั่นคือ แซ่ข่ง (孔) โดยบรรพบุรุษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็หนีไม่พ้น ขงจื๊อ (孔子)

“เจียผู่” หรือ Family Tree ของตระกูลข่งนั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

เมื่อพลิกไปดูลูกหลาน “ตระกูลข่ง” ของขงจื๊อ จะพบว่าสร้างอิทธิพลกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยตัวเขียน “ข่ง” ตามตัวอักษรโรมันสามารถเขียนเป็น Kung (ไต้หวัน), Hung (ฮ่องกง), Khong (เวียดนาม) หรือ Gong (เกาหลี) ก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในลูกหลานขงจื๊อที่ผมเชื่อว่า คนไทย เด็กไทย สาวไทย ยุคนี้รู้จักดีที่สุดก็คือ ชายหนุ่มชาวเกาหลีใต้ผู้มีนามว่า กง ยู (Gong Yoo; กง จี ชอน)

หากใครไม่รู้จักชายผู้นี้ ลองไปเสิร์ชโดยใช้แฮชแท็กว่า #อย่ายุ่งกับกงยูผัวกู ดูสิ แล้วจะรู้ว่าทายาทขงจื๊อรายนี้ ของเขาแรงขนาดไหน!!! ^_^

003-GongYoo 

อ้างอิง :
[1]  เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html
[2] 2017年姓氏排名 大陸李姓多 台灣陳姓多 「張偉」奪榜首 ; http://news.cnyes.com/news/id/3660142

Tags:·········