ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

วังหลวง-วังหน้า และที่มาของบ้านพระอาทิตย์ ตอนที่ ๒

June 8th, 2014 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, สื่อ

001-Baan-Phra-Athit-Off

หนังสือปกสีเทา พิมพ์ทองแดง พร้อมรูปและตัวหนังสือ “บ้านพระอาทิตย์” ที่มีความหนา ๒๔ หน้าเล่มนี้ ถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้แจกเป็นที่ระลึกในการเปิดบ้านพระอาทิตย์หลังการบูรณะซ่อมแซมบ้านหลังนี้เสร็จสิ้นในปี ๒๕๓๗ หรือคล้อยหลังจากที่เจ้าของใหม่ได้กรรมสิทธิ์มาในปี ๒๕๓๓ ราว ๔ ปี รวมถึงจัดพิมพ์ไว้อีกส่วนหนึ่งเพื่อแจกสำหรับแขกสำคัญผู้มีโอกาสมาเยือนในเวลาต่อๆ มา

เนื้อในของหนังสือเล่มนี้ จัดทำอย่างประณีตด้วยกระดาษสีส้มอ่อนเหมือนสีกำแพงบ้าน โดยมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล (ชื่อของมารดาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล) ซึ่งในเวลานั้นมี ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิชเป็นประธานมูลนิธิ

002-IMG_0530-resize

เมื่อพลิกอ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะพบเนื้อหา ประวัติศาสตร์ และความเป็นมาเป็นไปเกี่ยวกับบ้านพระอาทิตย์อย่างละเอียด* ผมจึงขอนำมาถ่ายทอดต่อ และขอขอบคุณคณะผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ไว้ ณ ที่นี้ด้วย

##########

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ พระองค์ได้ทรงย้ายที่ตั้งจากฝั่งกรุงธนบุรีมายังฝั่งกรุงเทพฯ เช่นปัจจุบัน การสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นพระนครใหม่ในครั้งนั้น กระทำโดยจำลองเอาแบบแผนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการวางผังพระนคร การก่อสร้างพระบรมมหาราชวัง วัง และวัด ตลอดไปจนกระทั่งถึงธรรมเนียมประเพณี ศิลปวิทยาการต่างๆ

แบบแผนการปกครองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่จำลองแบบมาจากกรุงศรีอยุธยาเช่นกัน คือ การปกครองที่ประกอบด้วย “วังหลวง” และ “วังหน้า”

King_Buddha_Yodfa_Chulaloke

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

“วังหลวง” นั้นได้แก่ พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระอิสริยยศสูงสุด เป็นผู้มีพระราชอำนาจสิทธิขาดในการปกครองและบริหารแผ่นดิน

ส่วน “วังหน้า” นั้นคือ พระมหาอุปราช ผู้ดำรงพระอิสริยยศรองลงมาจากพระมหากษัตริย์ กระทำหน้าที่คล้ายผู้ช่วยในการปกครองบริหารราชการแผ่นดิน และทรงอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทด้วย (อย่างไรก็ตาม ตำแหน่ง “วังหน้า” หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลนี้ถูกยกเลิกไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ และได้มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมารขึ้นเป็นตำแหน่งรัชทายาทแทน)

“… วังน่า คือ พระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช แต่ก่อนมา เรียกในราชการว่า ‘พระราชวังบวรสถานมงคล’ แต่คนทั้งหลายเรียกกันว่าวังน่ามาแต่ครั้งกรุงเก่า ถ้าจะค้นหาว่าเหตุใดจึงเรียกว่าวังน่า ดูเหมือนจะอธิบายได้ไม่ยาก เพราะตามศัพท์ความก็หมายว่า วังที่อยู่ข้างน่าคือน่าของพระราชวัง ตามแผนที่ กรุงเก่า วังจันทรเกษม ซึ่งเป็นที่ประทับของ พระมหาอุปราชก็อยู่ทิศตะวันออก ด้านน่าของพระราชวังหลวง อยู่ในที่ซึ่งสมควร เรียกได้ว่า วังน่า ด้วยประการทั้งปวง…” (ตำนานวังน่า, หน้า 1)

นั่นคือ ที่มาของคำว่า “วังหน้า” นัยแรก

ส่วนนัยที่สองได้แก่

“…เมื่อมาพิเคราะห์ดูตามหลักฐานในทางโบราณดึกดำบรรพ์ ที่ว่าน่าจะเกิดขึ้นแต่ลักษณะพยุหโยธาแต่ดึกดำบรรพ์ ที่จัดเปนทัพน่าและทัพหลวง พระมหากษัตริย์ย่อมเสด็จเปนทัพหลวง ผู้ที่รองพระมหากษัตริย์ที่ถัดลงมา คือ พระมหาอุปราช ย่อมเสด็จเปนทัพน่าไปก่อนกองทัพหลวงเปนประเพณี จึงเกิดเรียกพระมหาอุปราชว่า ฝ่ายน่า แล้วเลยเรียกที่ประทับของพระมหาอุปราชว่า วังฝ่ายน่า และย่อลงมาเป็นวังน่าโดยสะดวกปาก” (ตำนานวังน่า หน้า 1-2)

ที่มาของคำว่า “วังหน้า” จะมาจากข้อสันนิษฐานใดคงไม่อาจชี้ชัดได้ แต่ถ้าพิจารณาจากคำอธิบายแรกจะเห็นได้ว่าการเรียกพระมหาอุปราชเป็นสามัญว่า วังหน้า นั้นเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับสถานที่ตั้งพระราชวัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จะทรงสร้างพระราชวังหลวงแห่งใหม่ขึ้นทางฝั่งกรุงเทพฯ นั้น ปรากฎว่าในบริเวณระหว่างคลองคูเมืองด้านเหนือ (คือบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าปัจจุบัน) จรดคลองคูเมืองด้านใต้ (คือบริเวณปากคลองตลาด) มีที่ดินแปลงใหญ่ที่จะสร้างพระราชวังได้อยู่ ๒ แปลง แปลงแรก อยู่ระหว่างวัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ไปจนจรดวัดมหาธาตุ แปลงที่สอง จากวัดมหาธาตุไปจรดคลองคูเมืองด้านเหนือหรือบริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าในปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ทรงเลือกสร้างพระราชวังหลวงลงในที่แปลงแรกและโปรดฯ ให้สร้างพระราชวังบวรสถานมงคลลงในที่แปลงหลัง ด้วยเหตุนี้พระราชวังของพระมหาอุปราชในกรุงเทพฯ จึงอยู่ทางทิศเหนือของพระราชวังหลวง และกล่าวได้ว่าอยู่ทางด้านหน้าของพระราชวังหลวง สมกับที่เรียกขานกันว่า “วังหน้า” ได้เช่นกัน

เมื่อสร้างพระราชวังหลวงและพระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว ก็มีการสร้างพระราชวังและวังพระราชทานแก่พระญาติพระวงศ์อีกหลายแห่ง โดยการสร้างพระราชวังและวังพระราชทานนี้มีขึ้นในสองกรณี คือ กรณีที่พระญาติพระวงศ์ หรือบุคคลนั้นๆ กระทำความดีความชอบเป็นคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน อาทิ การร่วมทำศึกสงครามปกป้องบ้านเมือง จึงพระราชทานวังให้เป็นบำเหน็จความชอบ กับอีกกรณีหนึ่งคือ เมื่อพระโอรสทั้งในพระมหากษัตริย์ และในกรมพระราชวังบวรฯ เจริญพระชันษาพอจะออกวังได้ ซึ่งได้แก่หลังจากโสกันต์ (โกนจุก) และผนวชสามเณรแล้วก็จะพระราชทานวังให้

การพระราชทานวังให้พระโอรสในกรณีนี้ มิได้หมายเพียงจะให้มีที่อยู่เป็นส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เพื่อให้เจ้านายหรือโอรสเหล่านั้นได้ปฏิบัติราชการแผ่นดินเป็นกำลังแก่บ้านเมืองต่อไปด้วย เพราะในยุคนั้นกรมกองต่างๆ มิได้มีสถานที่ราชการเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด แต่จะใช้วังนี้เองเป็นสถานที่ปฏิบัติราชการตามแต่เจ้าของวังจะทรงกำกับดูแลหน่วยงานใดอยู่

ในระยะต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คือ จากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ จนถึงพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ วังที่สร้างพระราชทานพระโอรสของพระมหากษัตริย์กับพระโอรสของกรมพระราชวังบวรฯ จะมีตำแหน่งที่ตั้งแยกออกจากกันอย่างเห็นได้ชัด โดยจะมีความสัมพันธ์กับอาณาเขตของ “วังหลวง” แล “วังหน้า” ดังได้กล่าวแล้วว่า “วังหลวง” นั้นมีอาณาเขตด้านเหนือจรดวัดมหาธาตุและด้านใต้จรดวัดโพธิ์ กลุ่มวังของพระโอรส จะตั้งอยู่ต่อท้ายวังออกไป คือ เลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาลงไปทางใต้ตามถนนมหาราช และถนนราชินีในปัจจุบัน

ส่วน กลุ่มวังของโอรส (ของพระมหาอุปราช) จะตั้งอยู่ทางด้านเหนือของพระราชวังบวรฯ คือเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปตามถนนพระอาทิตย์ และถนนเจ้าฟ้า กับเลียบคลองคูเมืองเดิมมาตามริมสนามวังหน้า คือ บริเวณหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และหน้าโรงละครแห่งชาติปัจจุบัน อาทิ กลุ่มวังริมสนามวังหน้า กลุ่มวังสะพานเสี้ยว และวังถนนพระอาทิตย์

แผนที่แสดงที่ตั้งวังถนนพระอาทิตย์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ จาก หนังสือองค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์ (หนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๒)

แผนที่แสดงที่ตั้งวังถนนพระอาทิตย์ในสมัยรัชกาลที่ ๒ จาก หนังสือองค์ประกอบทางกายภาพกรุงรัตนโกสินทร์ (หนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๒)

วังถนนพระอาทิตย์นี้มีอยู่ด้วยกัน ๒ วัง วังแรกหรือที่เรียกกันว่า วังถนนพระอาทิตย์วังที่ ๑ เป็นวังที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๒** สร้างพระราชทานพระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ พระโอรส และวังถนนพระอาทิตย์วังที่ ๒ เป็นวังที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ สมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๓ สร้างพระราชทานพระองค์เจ้าเกสรา

อย่างไรก็ตาม วังถนนพระอาทิตย์วังที่ ๑ นี้เอง ที่เป็นที่มาของ “บ้านพระอาทิตย์” ในปัจจุบัน

โดยธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อเจ้านายผู้เป็นเจ้าของวังสิ้นพระชมม์ลง หากมีเชื้อสายทายาทที่จะปกครองดูแลวังต่อไปได้ก็จะได้กรรมสิทธิ์ครอบครองต่อไป แต่ถ้าหากทายาทเชื้อสายไม่สามารถจะปกครองได้ พระมหากษัตริย์ก็อาจโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายพระองค์อื่นเสด็จไปอยู่ โดยพระราชทานที่อยู่ใหม่ให้แก่เชื้อสายของเจ้าของวังองค์เดิม

ในกรณีของ “วังพระอาทิตย์” ในพระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ได้ทรงกรมเป็นที่กรมหมื่นกระษัตริย์ศรีศักดิเดชนั้น หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๕ เชื้อสายในสกุลอิศรเสนาได้ปกครองดูแลวังนี้สืบมาเป็นเวลาอีกกว่าหนึ่งศตวรรษ

004-Untitled-14

อนึ่ง  ด้วยลักษณะลำดับความเป็น “เจ้า” ของระบบราชวงศ์ไทย จะค่อยๆ ลดลำดับพระอิสริยยศลงจากพระมหากษัตริย์ หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยจะมีเชื้อสายอีกเพียงสามชั่วคนที่ดำรงพระอิสริยยศเป็น เจ้าฟ้า พระองค์เจ้า และหม่อมเจ้า ถัดลงมา จากนั้นจะมีเพียงสกุลยศเป็นหม่อมราชวงศ์ และหม่อมหลวง ตามลำดับ ซึ่งไม่ถือว่าเป็นเจ้าแล้ว และไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ พ้นจากหม่อมหลวงลงมาก็จะใช้คำนำหน้าชื่อเหมือนสามัญชนทั่วไป

เมื่อสิ้นกรมหมื่นกระษัตริย์ศรีศักดิเดช และเชื้อสายในสกุลอิศรเสนาครอบครองวังถนนพระอาทิตย์ต่อมาถึงลำดับชั้นที่ ๒ ของสกุล คือ ชั้นหลาน ซึ่งดำรงสกุลยศเป็นหม่อมราชวงศ์ คำว่า “วัง” จึงเริ่มกลายมาเป็นคำว่า “บ้าน” แทนสืบต่อมา ลูกหลานชั้นหลังๆ ของสกุลมักเรียกขานบ้านแห่งนี้ว่า “บ้านถนนพระอาทิตย์”

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กรุงเทพมหานครเริ่มขยายอาณาเขตกว้างออกไปเรื่อยๆ ตามจำนวนประชากร ชุมชนที่หนาแน่นอยู่ในเขตชั้นในของพระนครก็เริ่มโยกย้ายออกไปตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ๆ ย่านชานเมือง คนที่เคยมีหลักแหล่งนิวาสถานอยู่บริเวณถนนพระอาทิตย์ หรือใกล้เคียง ก็เริ่มย้ายออก ผู้เข้ามาอยู่ใหม่ภายหลังมาจากถิ่นอื่นไม่รับรู้เรื่องราวประวัติเดิม ทำให้คนพากันลืมเลือนความเป็นมาของบ้าน รับทราบแต่เพียงเป็นบ้านเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ทั้งที่แท้จริงแล้วที่บริเวณนี้เคยมีความเป็นมาที่ผูกพัน เกี่ยวเนื่องกับพระบรมราชจักรีวงศ์ และเป็นผลพวงของประวัติศาสตร์การปกครองแบบ วังหลวง-วังหน้า ของไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์

005-Baan-Phra-Athit

หมายเหตุ :
*ที่มา : หนังสือบ้านพระอาทิตย์, มูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล, พฤศจิกายน ๒๕๓๗, หน้าที่ ๒-๕.
**สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ หรือ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ (พ.ศ.๒๓๑๖ – ๒๓๖๐) เป็นพระราชโอรสลำดับที่ ๗ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ประสูติแต่สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า “จุ้ย” เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ.๒๓๓๕ พระเชษฐา หรือ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงราชาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี (ซึ่งภายหลังได้รับเฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒) โดยโปรดเกล้าฯ ให้อุปราชาภิเษก เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์ เป็น กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ตำแหน่งพระมหาอุปราช สำหรับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ทรงมีอัธยาศัยละมุนละม่อมถ่อมพระองค์ พระทัยดีและจงรักภักดีอย่างยิ่ง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าทั้งสองพระองค์สนิทสนมรักใคร่กันมาก โดยไม่เคยมีการทุ่มเถียงหรือขัดพระทัยกันเลย โดยเมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราชสวรรคต รัชกาลที่ ๒ ก็มิได้ทรงตั้งเจ้านายพระองค์ใดเป็นวังหน้าแทน (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี และ หนังสือเจ้าชีวิต พงศาวดาร ๙ รัชกาล แห่งราชวงศ์จักรี)

 

Tags: ···················

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.