ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

ประวัติบ้านพระอาทิตย์ ตอนที่ ๓ : เสียงละหมาดในสายลม

June 17th, 2014 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม

000

บนชั้น ๕ ของบ้านพระอาทิตย์ ผมได้ยินเสียงละหมาดลอยมาตามลม …

สิบกว่าปีที่แล้ว บนชั้น ๕ ของบ้านพระอาทิตย์ ซึ่งถูกใช้เป็นกองบัญชาการเริ่มแรกของกองบรรณาธิการเว็บไซต์ผู้จัดการ ยามดวงอาทิตย์ใกล้อัสดง คือ ห้วงเวลาที่นักข่าวเกือบทุกคนต่างยุ่งหัวปั่นที่สุด กับทั้งการทำข่าวบนเว็บไซต์และการปิดข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้น เนื่องจากเรื่องราว-ข่าวสารทั้งหมดในรอบวันมักจะขมวดปม และประเดประดังเข้าสู่กองบรรณาธิการ

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงละหมาด ผมจะวางมือจากแป้นพิมพ์ หันออกไปมองยังนอกหน้าต่างบนชั้น ๕ ของบ้านพระอาทิตย์ ทุกครั้งผมจะพบกับภาพกรุงเทพมหานครยามอาทิตย์อัสดง จินตนาการว่าตัวเองกำลังนั่งเครื่องย้อนเวลากลับไปในอดีตตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์

…………………………….

“ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเป็น หลวงยกกระบัตร (อัยการ) รับราชการอยู่อัมพวา (สมุทรสงคราม) ส่วนพระอนุชาคือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็น นายสุดจินดา (มหาดเล็กหุ้มแพร) รับราชการอยู่ในพระนครศรีอยุธยาจึงคุ้นเคยกับพระเจ้าตากมาก่อนนานแล้ว

“พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขามีบันทึกเกี่ยวกับการถวายตัวของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับพระราชอนุชาไว้ มีความว่า เมื่อพระเจ้าตากสถาปนากรุงธนบุรีและทำพิธีปราบดาภิเษกเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงโปรดให้ นายสุดจินดา (บุญมา) ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงพระนครด้านเหนือวัดตองปุ (หรือวัดกลางนา) หรือบริเวณวัดชนะสงครามถึงป้อมพระสุเมรุทุกวันนี้” สุจิตต์ วงศ์เทศ บันทึกไว้ในหนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน? [1]

(ภาพจากวิกิพีเดียว สารานุกรมเสรี)

(ภาพจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

นายสุดจินดา (บุญมา) ซึ่งในเวลาต่อมาคือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าตากให้ตั้ง นิวาสถานอยู่ด้านเหนือวัดตองปุ หรือ วัดชนะสงครามถึงป้อมพระสุเมรุในปัจจุบัน ซึ่งก็คือพื้นที่ละแวกใกล้เคียงของวังพระอาทิตย์ หรือ บ้านพระอาทิตย์ในปัจจุบันนั่นเอง (ตามภาพ)

(ที่มา : หนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน?)

(ที่มา : หนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน?)

หนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน? (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓) ของสุจิตต์ วงษ์เทศ หน้าที่ ๙๐ ยังระบุด้วยว่า “…ถัดคลองเมืองขึ้นไปทางเหนือ ตลอดริมเจ้าพระยาฟากตะวันออก คือ ชุมชนที่เคลื่อนย้ายเข้ามาใหม่ มีชาวเขมร ลาว ญวน เป็นต้น เลจากนั้นไปเป็นชุมชนมอญซึ่งอาศัยกันอย่างหนาแน่นทั้งสองฟากน้ำ”

สำหรับชุมชนดังกล่าวนั้นมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ชาวเขมร ลาว ญวน ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่บริเวณถัดจากคลองเมืองขึ้นไปทางเหนือนั้นเป็นการย้ายเข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เนื่องจากในรัชสมัยของพระองค์นั้นสยามมีการทำสงครามกับเมืองเขมรถึง ๓ ครั้ง คือ ปี พ.ศ.๒๓๑๒, ๒๓๑๔ และ ๒๓๒๓ ตามลำดับ โดยในการศึกเมืองเขมรทั้ง ๓ ครั้งทัพสยามได้กวาดต้อนเชลยศึกชาวเขมรเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยในจำนวนเชลยศึกชาวเขมรนั้นมี “ชาวจามมุสลิม” รวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ในสมัยกรุงธนบุรีระหว่างการขยายพื้นที่ข้ามแม่น้ำจากฝั่งธนบุรี (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) มายังฝั่งพระนคร (ฝั่งตะวันออก) ในการขุดคูเมืองรอบพระนคร ขุนนางที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงให้ดำเนินการขุดคลองนั้นก็คือ สมุหนายก เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ หรือ เจ้าพระยาจักรีแขก (ท่านหมุด) หนึ่งในทหารเอกของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่มีบทบาทสำคัญในการตีเมืองจันทบุรี และตีค่ายโพธิ์สามต้นของพม่านั่นเอง

สำหรับเจ้าพระยาจักรีแขก (ท่านหมุด) นั้นเป็นมุสลิมมีชื่อจริงว่า มะหะหมุด (มะฮฺมูด) เชื้อสายมลายูของสุลต่านสุลัยมาน ด้วยเหตุนี้มีความเป็นเป็นไปได้มากว่า เมื่อเจ้าพระยาจักรีแขกเป็นแม่กองในการปฏิบัติภารกิจขุดคูเมืองรอบพระนครดังกล่าว จึงมีการใช้พลเรือนเชื้อสายมลายูและเชลยศึกชาวเขมรซึ่งรวมถึงกลุ่มจามมุสลิมด้วยเป็นกำลังสำคัญในการขุดคูเมืองและทำค่าย

ครั้นเมื่อขยายพระนครธนบุรีมาฟากตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว พวกที่ขุดคลองซึ่งมีทั้งมลายูและเขมรจามก็คงได้ตั้งรกรากอยู่บริเวณคลองคูเมืองที่ขุดขึ้นนั้นเพื่อเป็นการเพิ่มพลเมืองในฟากตะวันออกนี้ให้มากขึ้น สถานที่ที่เหมาะสมก็คือด้านนอกแนวคลองคูเมืองคือนอกเขตพระนครชั้นในซีกตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หลักฐานที่ยืนยันในเรื่องนี้คือ แผนที่กรุงธนบุรีในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตะวันตกคือ เมืองธนบุรีเดิม และฝั่งตะวันออกคือบริเวณที่ขยายตัวเมืองออกไปซึ่งในฝั่งนี้ในคลองคูเมืองเดิมที่ด้านเหนือ คือคลองโรงไหม และที่ด้านใต้คือคลองตลาดทะลุออกแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองด้าน [2] (ดู หมุดหมายเลข 5.นิคมมลายู จากแผนที่ด้านล่าง) [3]

แผนที่อาณาเขตสมัยกรุงธนบุรีทั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังกรุงธนบุรี และการขยายเมืองฝั่งตะวันออกซึ่งกำหนดจุดชุมชนของชนชาติต่างๆ เช่น ลาว, มลายู, จีน, ญวน ที่เข้ามาตั้งรกราก (จากหนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน?)

แผนที่อาณาเขตสมัยกรุงธนบุรีทั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชวังกรุงธนบุรี และการขยายเมืองฝั่งตะวันออกซึ่งกำหนดจุดชุมชนของชนชาติต่างๆ เช่น ลาว, มลายู, จีน, ญวน ที่เข้ามาตั้งรกราก (จากหนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน?)

การเสริมสร้างจำนวนประชากรของนิคมมลายูในเขตชั้นในของเกาะรัตนโกสินทร์ นอกจากจะเกิดจากการกวาดต้อนเชลยศึกชาวเขมรซึ่งส่วนหนึ่งเป็น “ชาวจามมุสลิม” และการใช้ “แรงงานเชื้อสายมลายู” เพื่อขุดคูเมืองและทำค่ายในสมัยกรุงธนบุรีแล้ว ในเวลาต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ส่ง สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นทัพหลวง โดยมีพระยาราชบังสัน ขุนนางมุสลิมเชื้อสายสุลต่านสุไลมานชาห์ ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือในสมัยรัชกาลที่ และเจ้าบุญหุ้ย เจ้าเมืองสงขลาในขณะนั้น ได้ร่วมกันยกตราทัพไปตีเมืองปัตตานี เพื่อให้สวามิภักดิ์กับราชอาณาจักรสยาม หลังได้รับชัยชนะในศึกครั้งนั้นทัพของ “วังหน้า” สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยังได้กวาดต้อนขุนนางและครอบครัวชาวเมืองปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เชื้อสายมลายูมาด้วยจำนวนมาก โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขุนนาง ข้าราชบริพารของปัตตานีเหล่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตพระนครชั้นใน คือ บริเวณบ้านตึกดิน (ถนนราชดำเนินกลางในปัจจุบัน) รวมถึงบ้านบางลำภู (ถนนจักรพงษ์) ด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อพลิกดูแผนผังกรุงเทพฯ ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ จากบันทึก “เจ้าชีวิต พงศาวดาร ๙ รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี” ในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็จะพบเช่นกันว่า “นิคมมลายู” ซึ่งอยู่อยู่หลังวัดตองปุ (วัดชนะสงครามในปัจจุบัน) ก็มิได้มีการเคลื่อนย้ายไปไหน ผิดกับนิคมของชนชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น นิคมลาว นิคมมอญ นิคมญวน และนิคมจีน ซึ่งต้องถูกโยกย้ายออกไปเพื่อนำพื้นที่มาสร้างพระราชวังหลวง-วังหน้า วังเจ้านาย บ้านเรือนข้าราชการและราษฎร ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า ชุมชนมลายู หรือ ชุมชนมุสลิมในละแวกนี้จึงมีประวัติศาสตร์อันยาวนานเรียกได้ว่าทัดเทียมได้กับกรุงรัตนโกสินทร์เลยทีเดียว [4]

(ที่มา : หนังสือเจ้าชีวิต พงศาวดาร ๙ รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี)

(ที่มา : หนังสือเจ้าชีวิต พงศาวดาร ๙ รัชกาลแห่งราชวงศ์จักรี)

ส่วนต้นตอของเสียงละหมาดที่อบอวลไปทั่วบริเวณถนนพระอาทิตย์และย่านบางลำภูในยามเย็นนั้นก็มีที่มาจาก “มัสยิดจักรพงษ์” หรือในอดีตคือ “สุเหร่าวัดตองปุ” ซึ่งก่อร่างมาจากชุมชนมลายูในสมัยปลายกรุงธนบุรี ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นั่นเอง

“นิคมมลายูที่บางลำพูนั้นคงจะได้มีการสร้างมัสยิดขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบศาสนกิจนั้นตั้งแต่หลังปี ๒๓๒๙ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชหรือย้อนกลับไปก่อนหน้ากรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างกำแพงพระนครด้านฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยการขุดคลองคูเมืองเดิมก็ปรากฏว่า มีนิคมมลายูอยู่นอกคลองคูเมืองเดิม ริมคลองไหมอยู่แล้วเพียงแต่มัสยิดหลังแรกๆ ในช่วงนั้นคงเป็นเรือนไม้ที่ไม่ใหญ่โตนัก

“ครั้นต่อมาเมื่อมีการกวาดต้อนเทครัวชาวมลายูปัตตานีขึ้นมาไว้ที่กรุงเทพฯ เชลยศึกส่วนหนึ่งซึ่งสังกัดวังหน้าได้เข้ามาสมทบกับชาวมลายูเดิมก็คงจะได้มีการขยับขยายมัสยิดและต่อเติมมาเป็นลำดับ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ มัสยิดหลังเดิมซึ่งเป็นไม้ชำรุดทรุดโทรมลงมาเนื่องจากกาลเวลา จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมเพื่อรักษาสภาพของมัสยิดให้สามารถใช้ประกอบศาสนกิจต่อไป แต่ด้วยสภาพอาคารมัสยิดหลังเดิมสร้างด้วยไม้มีความทรุดโทรมและคับแคบลงอีกซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนปี พ.ศ.๒๕๐๘ อันเป็นปีที่อิหม่ามหวัง จันทร์อุมา ได้สิ้นชีวิต  ปวงสัปปุรุษได้ร่วมใจกันรื้อถอนอาคารมัสยิดหลังไม้และร่วมกันสร้างเป็นอาคารคอนกรีตสองชั้นขึ้นใหม่ และดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้” บันทึกเรื่องชุมชนมุสลิมคลองบางลำภู, บ้านตึกดิน และคลองมหานาคระบุ [5]

005-IMG_0534-resize

ช่วงแดดร่มลมตกของวันหนึ่ง ผมเดินเข้าไปในตรอกมัสยิดจักรพงษ์ เยื้องๆ กับห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง บางลำภู สองข้างทางของตรอกชุมชนมัสยิดจักรพงษ์เรียงรายไปด้วยที่พักอาศัยในลักษณะบ้านสองชั้น ทั้งแบบบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูน และบ้านปูนทั้งสองชั้น ณ ใจกลางชุมชมปรากฎมัสยิดสีเหลือง-เขียวตั้งเด่นเป็นสง่า ผมเดินเข้าไปในบริเวณมัสยิดอย่างเงียบๆ ยืนหลับตาซึมซับบรรยากาศของปัจจุบัน และจินตนาการถึงเรื่องราวในอดีต

            ณ เวลานั้นเองเสียงละหมาดที่แสนจะคุ้นเคยก็กึกก้องไปทั่วบริเวณ ……

 006-IMG_0536-resize

007-IMG_0537-resize

008-IMG_0539-resize

009-IMG_0542-web

010-IMG_0548-web

011-IMG_0563-web

 

 

หมายเหตุ :
[1] สุจิตต์ วงษ์เทศ, กรุงเทพฯ มาจากไหน?, พิมพ์ครั้งที่ ๓, กรุงเทพฯ : ดรีม แคทเชอร์, มีนาคม ๒๕๕๕, หน้าที่ ๘๕.
[2] ชุมชนมุสลิมคลองบางลำภู, บ้านตึกดิน และคลองมหานาค (http://www.alisuasaming.com/main/index.php/writing/mlayubangkok/1813-mlayubangkok18)
[3] อ้างแล้วจาก [1] หน้าที่ ๗๘
[4] พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์, เจ้าชีวิต, พิมพ์ครั้งที่ ๖, กรุงเทพฯ : ริเวอร์ บุ๊คส์, เมษายน ๒๕๕๔, หน้าที่ ๘๙.
[5] อ้างแล้วจาก [2]

Tags: ············

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.