ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

จาก “วังถนนพระอาทิตย์” ถึง “บ้านพระอาทิตย์” ตอนที่ ๕

June 30th, 2014 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม

เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) ภาพจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) ภาพจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

“หม่อมราชวงศ์เย็น” เกิดเมื่อต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ (เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๐๕ – ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๔) เริ่มเข้ารับราชการเป็นนายสิบทหารช่าง ทำหน้าที่เป็นผู้บังคับขุนหมื่นชาวที่รักษาความสะอาดในพระที่นั่ง มีโอกาสได้รับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ อย่างใกล้ชิด ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เลื่อนขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งเป็นพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ จางวางมหาดเล็กในช่วงท้ายแห่งรัชกาล พระชาวรพงศ์พิพัฒน์ได้รับราชการต่อมาจนกระทั่งถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ อันนับเป็นเกียรติยศสูงสุดอันจะพึงมีพึงได้แห่งข้าราชการ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้เคยทรงนิพนธ์ไว้ว่า “… ในสกุลอิศรเสนานี้อัศจรรย์อย่าง ๑ ซึ่งมีอุปนิไศรยในการช่างแทบจะไม่เว้นตัว ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าลงมาจนถึงชั้นหม่อมราชวงษ์ …” (หนังสืองานศพหม่อมเทวาธิราช (ม.ร.ว.แดง อิศรเสนา) : หน้า ข.)

เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ก็มิได้พ้นไปจากอุปนิสัยอันถ่ายทอดกันมาในสกุลของท่าน ในสมัยที่ท่านเข้ารัชราชการใหม่ๆ ภารกิจที่ท่านได้ควบคุมดูแลจนสำเร็จและส่งผลให้ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเป็นผู้บังคับกรมเด็กชา (เด็กชา คือ ข้าราชการชั้นผู้น้อยจําพวกรับใช้ในกรมมหาดเล็ก) มีตำแหน่งนายร้อยตรี ทหารหน้านั้น ก็คืองานซ่อมแซมปรับปรุงพระที่นั่งและตำหนักในพระราชฐาน อันเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะและฝีมือในการช่างโดยตรงนั่นเอง และต่อจากนั้นมาก็ยังปรากฎผลงานในเชิงช่างของท่านมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นก่อสร้างพระที่นั่งหรือตำหนักต่างๆ เพิ่มเติมในพระบรมมหาราชวัง หรืองานโยธาของแผ่นดิน อันได้แก่การสร้างถนนสายต่างๆ ในพระนคร ทั้งนี้ผลงานที่สำคัญยิ่งส่วนหนึ่งของท่านคือ การก่อสร้าง “พระราชวังดุสิต” ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๕ โดยท่านรับภาระเป็นนายกองคุมงานก่อสร้างคนสำคัญผู้หนึ่ง

รัชกาลที่ ๕ ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ หน้าพระลานพระราชวังดุสิต

รัชกาลที่ ๕ ทรงเปิดผ้าคลุมพระบรมรูปทรงม้าเมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๕๑ หน้าพระลานพระราชวังดุสิต

นอกจากภารกิจด้านการช่างทั้งหลายที่กล่าวมา เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ยังเป็นข้าราชการบริพารที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่สุดคนหนึ่ง “… สิ่งที่จะพิสูจน์ความจริงข้อนี้ได้ก็โดยที่แม้ขณะประสูติพระโอรส เจ้าคุณพ่อก็เป็นผู้จัดแจงวิ่งเต้นตั้งแท่นที่ต่างๆ บางครั้งฉุกเฉินใครเข้าไม่ได้ท่านก็ต้องวิ่งแบกพระกระดานเพลิงเข้าไปเอง ตลอดจนขณะทรงอุ้มพระบรมราชินี จากแท่นประสูติ เจ้าคุณพ่อก็ได้รับหน้าที่ช่วยทางพระบาท อัญเชิญขึ้นสู่พระแท่นบรรทมเพลิง จึงต้องนับว่าใกล้ชิดสนิทสนมอย่างที่สุด…” (ประวัติเจ้าคุณพ่อ : หน้า ๒๓-๒๔)

พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ เป็นส่วนตัวนั้นมีเป็นล้นพ้น นับตั้งแต่มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงราชดรุณรักษ์ ก็ได้รับพระราชทานเงินบำเหน็จพิเศษสำหรับสร้างบ้านถึง ๓๐ ชั่ง เงิน ๓๐ ชั่ง หรือเทียบเท่ากับ ๒๔๐๐ บาทในขณะนั้นมากพอที่จะสร้างบ้านพักอาศัยได้อย่างสบายๆ เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ จึงได้จัดแจงสร้างบ้านขึ้น “… ทำเป็นตึกสองชั้นแยกห่างออกมาจากเรือนเก่า ครั้นตึกเสร็จ จึงตบแต่งด้วยเครื่องเรือนที่มีอยู่แล้ว บ้างหาซื้อเพิ่มบ้าง และที่จัดสร้างด้วยเศษไม้เหลือจากตึกบ้าง ก็พอนับเป็นเคหสถานถออาศัยออกหน้าออกตาได้ (สำหรับสมัยนั้น) …” (ประวัติเจ้าคุณพ่อ : หน้า ๑๙)

“เรือนเก่า” ที่กล่าวถึงข้างต้น คงจะหมายถึงตำหนักของหม่อมเจ้าเสาวรส บิดาของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ซึ่งระบุว่าปลูกเมื่อสมรสกับหม่อมมุหน่ายมารดา ตำหนักนี้ปลูกเป็นเรือนฝากระดานหลังย่อมๆ อยู่ข้างถนนพระอาทิตย์ ซึ่งก็คงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณวังกรมหมื่นกระษัตริย์ศรีศักดิเดช หน้าบ้านหันหน้าออกสู่ถนนพระอาทิตย์ ซึ่งหม่อมมุหน่ายก็ได้เปิดหน้าบ้านเป็นร้านขายของเล็กๆ น้อยๆ พอมีรายได้เพิ่มในครอบครัว

เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) จากหนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๖

เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) จากหนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๖

ส่วนบ้านตึกสองชั้นหลังที่สร้างขึ้นจากเงินพระราชทานนี้ ได้เค้าจากหนังสือ กราบบังคมทูลที่เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ทำขึ้น ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ภายหลังระบุขนาดว่า กว้าง ๔ วา ยาว ๖ วา ปลูกอยู่ในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ขนาดที่ด้านริมถนนพระอาทิตย์กว้าง ๑๐ วา ด้านลึก ๓๐ วา คิดเนื้อที่ ๓๓๐ ตารางวา (เอกสาร หจช. เรื่องพระราชทานที่บ้านตำบลชนะสงครามแก่พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น))

เหตุที่เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ หรือ บรรดาศักดิ์ในขณะนั้น คือ พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ทำหนังสือกราบบังคมทูลฉบับนี้ขึ้นก็เนื่องด้วยเหตุการณ์อันผูกพันมาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เมื่อครั้งที่พระยาวรพงศ์ฯ ยังเป็นหลวงสิทธินายเวร มีหน้าที่ “…ว่าการครัวพระเข้าต้น และกรมเด็กชา…” (เอกสาร หจช.) อยู่นั้น โดยหน้าที่แล้วจะต้องอยู่ปฏิบัติราชการทั้งกลางวันและกลางคืนเสมอๆ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถจึงทรงมีพระเสาวนีย์ให้หลวงสิทธินายเวรคิดย้ายครอบครัวมาอยู่เสียใกล้ๆ พระบรมมหาราชวัง เพื่อความสะดวก และให้หลวงสิทธิฯ ลองไปสืบถามดูว่ามีที่ดินหรือเคหสถานซึ่งเป็น “ที่หลวง” ที่ใดว่างอยู่และอยู่ใกล้พระราชวัง ก็จะพระราชทานให้

ต่อมาหลวงสิทธินายเวรได้ขอพระราชทานที่บ้านตำบลท้ายวัง ซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของหมอคาแวนมาก่อน ก็โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ และมีพระราชดำริให้หลวงสิทธิฯ เอาบ้านที่อยู่อาศัยเดิมขายให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ หลวงสิทธิฯ จึงได้ขายที่และล้านของตนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตวังถนนพระอาทิตย์ให้แก่กระทรวงพระคลังฯ

อย่างไรก็ตาม หลังจากขายที่และบ้านให้แก่กระทรวงพระคลังฯ แล้ว หลวงสิทธิ์ฯ ก็มิได้ไปอยู่ที่บ้านตำบลท้ายวังแต่อย่างใด ด้วยเหตุที่กระทรวงเกษตราธิการได้ใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่ทำการกรมแผนที่อยู่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงโปรดเกล้าฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หลวงสิทธิฯ หาที่หลวงแห่งอื่นต่อไปและทรงอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมในวังถนนพระอาทิตย์ซึ่งตกแก่กระทรวงพระคลังแล้วนั้นไปก่อนจนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ แล้วจึงค่อยคืนที่และบ้านนั้นแก่กระทรวงพระคลังภายหลัง

ต่อมาเมื่อมีการสร้างพระราชวังสวนดุสิต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงดำริจะสร้างบ้านพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร ๓ คน คือ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลพ (นพ ไกรฤกษ์) พระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) และ พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) แต่เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระยาวรพงศ์ฯ จึงต้องอาศัยอยู่บ้านหลังเดิมต่อมาตราบจนกระทั่งเวลาที่ทำหนังสือกราบบังคมทูลฉบับดังกล่าว

“… ที่มิได้คิดยักย้ายรบกวนขอพระราชทานไปอยู่ที่อื่นก็เพราะเห็นว่า ข้าพระพุทธเจ้าเปนหม่อมราชวงษ์ผู้ใหญ่ จะต้องปกครองสกุลอิศรเสนา ณ กรุงเทพ ซึ่งได้รวมกันอยู่ในที่สี่แปลงนี้ทั้งหมด เว้นแต่พระยาภรตราชาคนเดียว ที่ได้แยกไปอยู่กับมารดา ถ้าหากว่าข้าพระพุทธเจ้าจะต้องคืนที่รายนี้ให้กับกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ แลออกจากบ้านไปแล้ว ก็จะเป็นการเดือดร้อนแลลำบากแก่ญาติสกุลนี้ทั่วกัน ทั้งที่รายนี้ก็เข้าแซกอยู่หว่างกลางด้วย ที่รายที่ได้ขายกระทรวงนี้ ก็เปนที่เล็กน้อย กว้างตามถนนพระอาทิตย์ ๑๐ วา ยืนขึ้นไป ๓๐ วา คิดเปนเนื้อที่ ๓๓๐ ตารางวา กับตึกกว้าง ๔ วา ยาว ๖ วา หนึ่งหลัง ขาย เปนเงิน ๑๒๐๕๐ บาทเท่านั้น เปนจำนวน เนื้อที่ดินแลเงินเล็กน้อย …” (เอกสาร หจช.)

จากหนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๑๑

จากหนังสือบ้านพระอาทิตย์ หน้าที่ ๑๑

เมื่อเป็นดังนั้น พระยาวรพงศ์ฯ จึงทำหนังสือขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เพื่อ “… ขอพระราชทานที่รายที่ขายกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กลับคืนเปนสิทธิ์ พออาไศรยอยู่ปกครองสกุลอิศรเสนา ณ กรุงเทพ รับราชการสนองพระเดชพระคุณต่อไป …” (เอกสาร หจช.)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินดังกล่าวกลับคืนเป็นสิทธิ์แก่พระยาวรพงศ์ฯ ตามคำกราบบังคมทูลขอ ทำให้ที่ดินแปลงนี้ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งแห่งบริเวณวังถนนพระอาทิตย์ ได้กลับคืนไปเป็นกรรมสิทธิ์แห่งสกุลอิศรเสนาอันเป็นเชื้อสายของท่านผู้ปกครองดังเดิมอีกครั้งหนึ่งนับแต่บัดนั้น

005

ที่มา : หนังสือบ้านพระอาทิตย์ จัดทำโดยมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล จัดพิมพ์เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๗, หน้าที่ ๙–๑๒

Tags: ·········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.