ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

จาก “วังถนนพระอาทิตย์” ถึง “บ้านพระอาทิตย์” ตอนที่ ๖

July 13th, 2014 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม

000-Untitled-10-web

หนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ของ พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ทำให้พวกเราได้ทราบถึงข้อมูลบางประการเกี่ยวกับวังถนนพระอาทิตย์ในปีพุทธศักราช ๒๔๖๓ หรือเมื่อราว ๙๐ กว่าปีที่แล้วว่า อาณาเขตที่ดินอันเคยเป็นวังถนนพระอาทิตย์เดิมได้ถูกแบ่งแยกออกเป็น ๔ แปลงในหมู่ทายาทและบรรดาเชื้อสายสกุลอิศรเสนาที่สืบมาจากกรมหมื่นกระษัตริย์ศรีศักดิเดช หรือ พระองค์เจ้าพงศ์อิศเรศร์ เกือบทั้งสิ้น โดยยังคงอาศัยอยู่รวมกันในที่สี่แปลงนี้ โดยมีพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ทายาทผู้ครอบครองที่ดินหนึ่งในสี่แปลงเป็นผู้ปกครองดูแล

อาณาเขตวังถนนพระอาทิตย์เดิมในสมัยที่กรมหมื่นกระษัตริย์ศรีศักดิเดชยังดำรงพระชนม์อยู่ และยังมิได้มีการแบ่งแยกออกเป็นสี่ส่วนนั้น น่าจะกล่าวได้ว่า ศูนย์กลางของวังคงไม่พ้นไปจากตำหนักที่ประทับ ตำหนักนี้เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว มีหลักฐานระบุว่าตกเป็นของหม่อมเจ้ากระจ่าง พระโอรสองค์ใหญ่ ตำหนักนี้คงจะอยู่ในที่แปลงใดแปลงหนึ่งในสี่แปลงนั้นเอง เพียงแต่ว่าในสมัยที่กล่าวถึงคือ ในรัชกาลที่ ๖ นั้น ศูนย์กลางความสำคัญของวังถนนพระอาทิตย์ได้ย้ายมาอยู่เสียที่บ้านพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ผู้เป็น “หม่อมราชวงศ์ผู้ใหญ่” ในสกุลแล้ว

แผนที่บ้านพระอาทิตย์ในปัจจุบันจาก Google Map

แผนที่บ้านพระอาทิตย์ในปัจจุบันจาก Google Map

บ้านของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ในขณะนั้น นอกจากตึกใหญ่ที่ระบุถึงในหนังสือกราบบังคมทูลแล้ว คงจะประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างเป็นเรือนบริวารอีกหลายหลัง เพราะปรากฎในประวัติชีวิตของท่านว่าได้มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นที่บ้านแห่งนี้มากมายหลายหลาก ทั้งราชการและกิจการงานส่วนตัว ซึ่งแต่ละงานล้วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องต้องอาศัยฝีมือ หรือ แรงงานคนจำนวนสิบจำนวนร้อยทั้งสิ้น

ในด้านงานราชการ ในสมัยที่ท่านรับราชการอยู่ในรัชกาลที่ ๕ นั้น ท่านจัดเป็นช่างหลวงคนสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งมีบทบาทและผลงานในด้านการก่อสร้าง ตกแต่งพระที่นั่งหรือพระตำหนักในบรมมหาราชวัง และในพระราชวังสวนดุสิต งานตกแต่งพระที่นั่งหรือพระตำหนัก ในส่วนของการจัดหาเครื่องใช้จำพวกมุ้ง หมอน ผ้าม่าน ท่านได้เกณฑ์เอาแรงงานจากคนในบ้านนั้นเอง ลงมือเย็บปักจนกระทั่งสำเร็จลุล่วง

อนึ่ง หน้าที่ราชการของท่านในบางครั้งก็จำต้องเกี่ยวข้องกับภาระเลี้ยงดูผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมาก อาทิ เมื่อบังคับกรมเด็กชา (ข้าราชการชั้นผู้น้อยจําพวกรับใช้ในกรมมหาดเล็ก) ในรัชกาลที่ ๕ ได้รับเอาบรรดาเด็กชา คือ มหาดเล็กรับใช้กว่าร้อยคนเข้ามาพักอาศัยอยู่ในบ้าน กับเมื่อดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังในรัชกาลที่ ๗ รับหน้าที่ฟื้นฟูการมหรสพสังคีตของแผ่นดิน บรรดาเด็กที่มาฝึกหัดโขน ละคร ดนตรี ส่วนหนึ่งก็มาอยู่อาศัยที่บ้านของท่านอีก

นอกจากภาระหน้าที่ในทางราชการแล้ว เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ยังมีกิจการส่วนตัวอีกมากมายหลายอย่าง ที่สำคัญควรกล่าวถึงมีเช่น การผลิตตู้เสาเกลียว การตั้งเตาเผาอิฐที่บางซื่อ และการจัดสร้าง ทางรถไฟสายบางบัวทอง ทั้งหมดกำเนิดขึ้นจากบ้านถนนพระอาทิตย์ เพียงแต่ว่าบางอย่างเริ่มต้นและสำเร็จลงที่บ้านแห่งนี้ บางอย่างเริ่มต้นที่นี่ แต่ไปสำเร็จในที่อื่นๆ

ภาพจากเว็บไซต์ portal.rotfaithai.com

ภาพจากเว็บไซต์ portal.rotfaithai.com

ทางรถไฟสายบางบัวทองเป็นของเอกชน โดยบริษัท รถไฟบางบัวทอง จำกัด สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๒ โดยเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ แนวทางรถไฟเข้าใจว่าผ่านบางบำหรุไปตามแนวถนนบางกรวย-ไทรน้อย ในปัจจุบันสถานีต้นทางรถไฟสายบางบัวทองก็ตั้งต้นจากริมวัดบวรมงคล (วัดลิงขบ) ตรงข้ามกับปากคลองผดุงกรุงเกษม (บน) ในอำเภอบางพลัด จังหวัดธนบุรี ทว่า หลังจากนั้นเพียง ๓๐ กว่าปี รถไฟสายบางบัวทองเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ ๘ โดยขายรางและรถจักรให้ บริษัท ส่งเสริมอุตสาหกรรมไทย จำกัด (โรงงานน้ำตาลวังกะพี้)เมื่อ ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ (ข้อมูลจาก http://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/ww523/pamaiuthid/pamaiuthid-web2/topic/topic7.htm)

เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์มีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๔๘๔ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล การตั้งศพบำเพ็ญกุศลได้ทำที่บ้านพระอาทิตย์แห่งนี้ แต่ขณะนั้นเป็นบ้านหลังใหม่ที่ท่านจัดสร้างขึ้นหลังจากได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ในปี พ.ศ.๒๔๖๙ แล้ว (จดหมายเหตุอนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์ : หน้า ๔๙๘)

บ้านหลังใหม่ที่เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ สร้างขึ้นนี้เป็นตึกสองชั้นหลังใหญ่สง่างาม สร้างขึ้นบนที่ดินอันพระราชทานเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๖ ในบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งบ้านพักอาศัยหลังเดิมที่สร้างเมื่อครั้งเป็นหลวงสิทธินายเวรต้นรัชกาลที่ ๕

สำหรับช่วงเวลาที่แน่นอนที่เจ้าพระยาวรพงศ์สร้างบ้านหลังนี้ขึ้น ตามประวัติของท่านที่เขียนโดย ม.ล.ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา บุตรชาย ระบุไว้ตอนที่ท่านจัดงานศพของท่านผู้หญิงอรุณ วรพงศ์พิพัฒน์ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๐ ว่า “… แล้วโกศก็จัดตั้งขึ้นบนห้องสูงตึกชั้นบน ซึ่งท่านสร้างเมื่อเป็นรัฐมนตรีเตรียมทำเพดานสูงไว้เผื่อโกศนั้น …” (ประวัติเจ้าคุณพ่อ : หน้า ๔๕-๔๖)

ภาพเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ที่ติดบนชั้น ๒ บ้านพระอาทิตย์อยู่ในปัจจุบัน

ภาพเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) ที่ติดบนชั้น ๒ บ้านพระอาทิตย์อยู่ในปัจจุบัน

เมื่อตรวจสอบกับประวัติของท่านก็ปรากฎว่าปีที่ท่านได้เป็น “รัฐมนตรี” คือ ปี พ.ศ.๒๔๗๖ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวังในคณะรัฐมนตรี ชุดที่มี พันเองพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามยังมีประวัติชีวิตของท่านอีกช่วงหนึ่งซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นรัฐมนตรีเช่นกัน นั่นคือ เมื่อท่านได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวังในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ตำแหน่งเสนาบดีก็คือ ตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในปี พ.ศ.๒๔๗๕ จึงมีการเปลี่ยนแปลงการเรียกชื่อตำแหน่งจากเสนาบดีมาเป็นรัฐมนตรี

ปัญหาที่ว่าบ้านของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ หลังนี้สร้างขึ้นในปีใดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๖ กับปี พ.ศ.๒๔๗๐ นั้น หากพิจารณาดูสภาพการณ์ต่างๆ ของแต่ละปีจะพบว่า ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ นั้นเป็นปีที่ ม.ล.ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา บุตรชายของท่านบันทึกไว้ว่า “… การงานระหว่างนี้ก็ไม่มีอะไรมาก การทำมาหากินก็ฝืดเคือง ข้าวราคาต่ำเหลือเกิน … ผู้คนไม่ค่อยเที่ยวเตร่กันเพราะไม่มีเงิน รถไฟก็ต้องลดราคา ตลอดจนโรงเลื่อยไม้ ๒ โรง ก็ต้องลดค่าเช่าลงเป็นลำดับ ผลประโยชน์ที่ได้ก็ชักจะคับแคบเข้าทุกที …” (ประวัติเจ้าคุณพ่อ : หน้า ๔๒)

ช่วงปี พ.ศ.๒๔๗๖ นับว่าเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจทั้งของประชาชนทั่วไปและของครอบครัวเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ เองไม่สู้ดี ไม่น่าจะเป็นเวลาที่เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ลงทุนปลูกสร้างบ้านใหม่ซึ่งเป็นตึกหลังใหญ่โตที่จะต้องใช้เงินจำนวนมาก อีกทั้งปีนั้นเป็นปีรุ่งขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ผู้ซึ่งเป็นข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ รับราชการมาเป็นเวลายาวนานถึงสามแผ่นดิน ด้วยตำแหน่งหน้าที่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท น่าจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น ทั้งด้านสถานภาพและจิตใจเป็นอย่างยิ่ง จึงไม่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ท่านจะคำนึงถึงการปลูกสร้างเคหสถานใหม่ที่ใหญ่โตโอ่อ่าเช่นนี้

ส่วนในปี พ.ศ.๒๔๗๐ นั้น แม้ว่าจะเป็นช่วงที่สภาพเศรษฐกิจตกต่ำในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก็เป็นห้วงเวลาที่ชีวิตการงานของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ รุ่งเรืองขึ้นถึงจุดยอด นั่นคือเพิ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นเจ้าพระยา และได้รับแต่งตั้งเป็นเสนาบดีกระทรวงวังในเวลาไล่เลี่ยกันกับได้รับพระราชทานเงินเดือนเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีการปรับลดเงินเดือนข้าราชการลง ในสมัยที่เรียกกันว่า “ยุคดุลย์” (ประวัติเจ้าคุณพ่อ : หน้า ๓๙-๔๐) สภาพการณ์ที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นเรื่องชวนยินดี และดูจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า หากจะมีการปลูกสร้างเคหสถานขึ้นใหม่ให้หรูหราสง่างามสมเกียรติเสนาบดีชั้นพระยา

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่า คฤหาสน์ ๒ ชั้นหลังใหญ่ที่เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ ปลูกขึ้นแทนตึก ๒ ชั้นหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น น่าจะสร้างในราวปี พ.ศ.๒๔๗๐ หรือหลังจากที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาไม่นาน ซึ่งก็เป็นเวลาหลังจากที่ท่านได้รับพระราชทานที่ดินผืนนี้กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ หลังจากที่ได้ขายให้แก่กระทรวงพระคลังมหาสมบัติไปเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีด้วย

 004-Untitled-web

ที่มา : หนังสือบ้านพระอาทิตย์ จัดทำโดยมูลนิธิไชย้ง ลิ้มทองกุล จัดพิมพ์เดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๗, หน้าที่ ๑๒–๑๕

Tags: ············

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.