ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Entries Tagged as 'วัฒนธรรม'

กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ)

June 19th, 2017 · Comments Off on กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) ดาราดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง  รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince, ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 2559 ของเกาหลี นั่นคือ Train to Busan ที่ได้ชื่อภาษาไทยคือ ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง ไม่ทราบว่าตัว “กงยู” เองรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของปราชญ์นามอุโฆษของโลกอย่าง “ขงจื๊อ” แต่ถ้าจะให้สืบค้นไป จริงๆ ก็คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “เจียผู่ (家谱)” หรือ Family Tree ของตระกูลข่ง (孔氏) นั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า […]

[Read more →]

Tags:··················

สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1)

June 11th, 2017 · Comments Off on สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่องความเชื่อของชาวจีนว่า หากนับจากตัวเราไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกยืนยันว่า ต้นทางพันธุกรรมของมนุษย์โลกทุกวันนี้คือ มนุษย์เพศหญิงที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอัฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว โดยตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve) คำถามน่าสนใจต่อมาก็คือหากลองถามตัวเอง และคนรอบข้างว่า เรารู้จัก ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน 3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น 20 รุ่น หรือมากกว่านั้น? บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้คนทั่วๆ ไป หากรู้จักบรรพบุรุษแค่ 5 รุ่น 10 รุ่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะระบบการจดบันทึกวงศ์วานว่านเครือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Tree ของครอบครัวคุณนั้นต้องทำได้ค่อนข้างดีและสมบูณ์มาก แต่จริงๆ เรื่องเหล่านี้ชาติพันธุ์ที่คิดค้นเรื่องนี้ไว้เป็นชาติแรก และทำมาอย่างต่อเนื่องหลายพันปีแล้วก็คือ “ชาวจีน” เมื่อหลายพันปีก่อน […]

[Read more →]

Tags:·········

จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม

May 15th, 2017 · Comments Off on จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม

สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง อาจารย์วิชาปรัชญาชาวเหอหนานบอกผมว่า คนจีนเชื่อว่า หากนับจากตัวเรา ไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ผิงไฟกองเดียวกัน กินข้าว-คีบเกี๊ยวจากหม้อเดียวกัน ถามว่าตอนนั้นผมเชื่อไหม ตอบเลยว่า “ไม่ค่อยเชื่อ” … ฝั่งนักคณิตศาสตร์ชาวตะวันตกคำนวณว่า หากคิดตัวเลขง่ายๆ เพียงแค่นับจากตัวเราขึ้นไปยัง พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย ทวด ฯลฯ เพียง 4 รุ่น หากไม่มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ (Inbreed) กันเลย “เรา” ทุกคนจะมีบรรพบุรุษ 30 คน แล้วถ้าคำนวณย้อนไปอีกเพิ่มจาก 4 รุ่น เป็น 40 รุ่นล่ะ? คำตอบก็คือ 2^40 (2 ยกกำลัง 40) เราก็จะมีบรรพบุรุษทั้งหมดกว่า 1,099,511 ล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล … […]

[Read more →]

Tags:···········

สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ”

May 5th, 2017 · Comments Off on สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ” · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม

ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลีบดอกบ๊วยสีขาวอมชมพูร่วงกลาดเกลื่อนอยู่เต็มพื้นหิน ซื่อเหอย่วน (บ้านจีนแบบโบราณ) ที่ผมมาเยือนในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต คฤหาสน์จีนโบราณขนาด 150 กว่าห้อง เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ เพราะมันคือ หนึ่งในเพชรเม็ดงามของเมือง ชีว์ฟู่ (曲阜) แห่งมณฑลซานตง บ้านเกิดของขงจื๊อ (孔子) นักปราชญ์ชาวจีนและศาสดาของลัทธิขงจื๊อที่มีชีวิตอยู่ช่วง 2500 ปีก่อน ปรัชญา แนวคิด คำสอน ตั้งแต่ตอนนั้นยังตกทอดมาถึงลูกหลานชาวจีนและชาวโลกมาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน                 เมืองชีว์ฟู่มีสถานที่สำคัญสามแห่งที่ผู้มาเยือนห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ประกอบไปด้วย หนึ่ง วัดขงจื๊อ (ข่งเมี่ยว; 孔庙) สอง สุสานขงจื๊อ (ข่งหลิน; 孔林) และ สาม จวนตระกูลข่ง (ขงฝู่; 孔府) คนจีนเรียกสถานที่ทั้งสามแห่ง รวมๆ ว่า “สามข่ง (三孔)” ซึ่งหากจะเปรียบเทียบความสำคัญของ “สามข่ง” แห่งเมืองชีว์ฟู่ ก็คงคล้ายคลึงกับ “สังเวชนียสถาน” ในมโนทัศน์ของชาวพุทธ หรือ “เมกกะ” […]

[Read more →]

Tags:··················

กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2

July 8th, 2016 · Comments Off on กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, อาหาร

“ศาสตร์ของการเสิร์ฟซูชิที่มีคุณภาพคือ หนึ่ง ต้องรู้ว่าปลาอะไรที่อยู่ในฤดูและปลาอะไรควรจะกินเวลาใด สอง แหล่งที่มาของปลาก็สำคัญ และ สามคือหาร้านขายปลาที่น่าเชื่อถือและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน สามสิ่งนี้สำคัญที่สุด” – – – ทายาทแห่งร้านไดวะซูชิ   ฝนเดือนมิถุนายนของกรุงโตเกียวยังคงโปรยปราย ผมกดชัตเตอร์ถ่ายรูปป้ายสถานีสึกิจิ (Tsukiji Station; 築地駅) เพื่อบันทึกความทรงจำ ก่อนที่ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะถูกย้ายไปยังเขตโทโยสุ (Toyosu; 豊洲) ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งโตเกียวจะเป็นเจ้าภาพในปี 2563 หรือ ค.ศ.2020 เขาว่าสาเหตุที่ต้องย้ายเพราะ สึกิจิเป็นตลาดเก่า ที่อยู่ใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงโตเกียวอย่างเช่น ย่านกินซ่ามากเกินไป อีกทั้งสาธารณูปโภคก็เสื่อมโทรม สู้ตลาดแห่งใหม่ที่โทโยสุไม่ได้ เพราะที่นั่นทั้งตลาดจะติดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้สาธารณูปโภคด้านการขนส่ง-โลจิสติกส์ที่โทโยสุก็สะดวกสบาย และอยู่ห่างจากตลาดเดิมเพียงแค่ราวสองกิโลเมตร คำถามที่ผมและทุกคนสงสัยคือ เมื่อตลาดย้ายไป สึกิจิก็จะไม่ใช่ตลาดปลาอีกต่อไป แล้วเสน่ห์ของสึกิจิที่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโทโยสุจะยังหลงเหลืออยู่สักเท่าไร? จากสถานีรถไฟใต้ดิน ผมเดินลัดเลาะไปบริเวณริมถนน ด้านขวาเป็นถนนชินโอฮาชิ ซ้ายเป็นร้านค้าบริเวณตลาดนอกของสึกิจิ ทั้งร้านผัก ผลไม้ ราเม็ง อาหารทะเล ร้านข้าวหน้า (ดงบุริ) ร้านเทมปุระ ฯลฯ … […]

[Read more →]

Tags:·······················

บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1

June 30th, 2016 · Comments Off on บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1 · กล้อง-ถ่ายภาพ, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, สื่อ, อาหาร, เศรษฐกิจ

04.30น. นาฬิกาปลุกดังขึ้น กลางโรงแรมเล็กๆ ในย่านอุเอะโนะ มหานครโตเกียว ผมเอื้อมมือไปปิดนาฬิกา ก่อนงัวเงียลุกขึ้นมาแปรงฟัน และล้างหน้าแบบลวกๆ ก่อนจะสวมเสื้อแจ็คเกตกันฝน หยิบกระเป๋ากล้องสะพายออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานีโอกาชิมาชิ เพื่อที่จะจับรถไฟใต้ดินสายฮิบิยา ไปยังสถานีสึกิจิปลายทาง ปลายเดือนมิถุนายน 2559 โตเกียวชุ่มฉ่ำไปด้วยร่องรอยของน้ำฝน บรรยากาศเช้ามืดของกรุงโตเกียวแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง บนชานชลาสถานีรถไฟใต้ดินมีคนยืนอยู่ไม่กี่คน เมื่อขึ้นไปบนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังตลาดสึกิจิ ที่นั่งก็มีว่างให้จับจองเกือบทุกตู้ มีสาวๆ ในชุดกิโมโนคู่หนึ่งนอนสัปหงกอยู่ใกล้ที่นั่งริมประตูคล้ายว่าพวกเธอเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนและกำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน เมื่อพูดถึงชื่อ “สึกิจิ (Tsukiji; 築地市場)” เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ แต่คนที่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นอย่างปลาดิบ เชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดค้าส่งอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนปีละหลายล้านคน ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยหลายแห่งมักจะติดป้ายว่า “ปลานำเข้าตรงจากตลาดสึกิจิ สัปดาห์ละ X เที่ยว” อันเป็นการอ้างอิงถึงคุณภาพปลาว่าอยู่ในระดับดีที่สุด และจะทำให้สามารถตั้งราคาขายให้สูงขึ้นไปด้วยได้ ตลาดสึกิจิ ถือเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุมิดะ ใกล้ย่านใจกลางมหานครโตเกียว ติดกับย่านกินซ่า ย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ชื่อดัง โดยพื้นที่ของตลาดมีขนาดใหญ่ถึง 230,000 ตารางเมตร หรือพอๆ กับพื้นที่ของสนามฟุตบอล 30 สนามเรียงต่อกัน ไม่เพียงมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดแห่งนี้ก็มโหฬารตามไปด้วย กล่าวคือ ทุกวันตลาดแห่งนี้มีการซื้อขายอาหารทะเลและสินค้าต่างๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 […]

[Read more →]

Tags:················

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : แสงหิ่งห้อยบนนาฬิกาไม้ (4)

October 22nd, 2015 · Comments Off on จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : แสงหิ่งห้อยบนนาฬิกาไม้ (4) · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, ภาพยนตร์, วัฒนธรรม, หนังสือ

11 นาฬิกา 2 นาที คือ เวลาที่เข็มสั้น-เข็มยาวบนนาฬิกาไม้เรือนนั้นบอกไว้ วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 สามวันให้หลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า บนเกาะฮอนชู เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-29 ที่ได้ชื่อเล่นว่า Bockscar พร้อมกับเครื่องบินอีก 5 ลำ ได้รับภารกิจพิเศษให้นำระเบิดปรมาณูแบบระเบิดเข้าข้างใน โดยใช้วัสดุกัมมันตรังสีพลูโตเนียม (Plutonium implosion–type) ชื่อเล่น “แฟตแมน (Fat Man)” ซึ่งมีความแตกต่างจากระเบิดปรมาณู “ลิตเติลบอย (Little Boy)” ที่ถูกทิ้งที่ฮิโรชิม่าที่เป็นระเบิดแบบกระบอกปืน ใช้วัสดุกัมมันตรังสียูเรเนียม (Uranium gun-type) ทว่ามีอำนาจในการทำลายล้างใกล้เคียงกันคือ เทียบเท่ากับลูกระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 15,000-21,000 ตัน [1] ช่วงเช้ามืดก่อนฟ้าสาง Bockscar พร้อมฝูงบินออกเดินทางจากฐานบินในมหาสมุทรแปซิฟิก มุ่งหน้าไปยังโคะคุระ (小倉市) เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นแหล่งผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการทำสงคราม ทว่า ด้วยอุปสรรคทางด้านสภาพอากาศและทัศนวิสัยทำให้ในเวลาต่อมา Bockscar จึงเบนหัวไปทางเมืองนางาซากิเป้าหมายรองของภารกิจในวันนั้นแทน ก่อนหน้าเดือนสิงหาคม […]

[Read more →]

Tags:···············

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : ไชน่าทาวน์กับชัมปง (3)

September 25th, 2015 · Comments Off on จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : ไชน่าทาวน์กับชัมปง (3) · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, อาหาร

009-DSCF6336

จากสถานีรถไฟ แท็กซี่ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที พาเรามายังที่พักซึ่งตั้งตรงข้ามกับไชน่าทาวน์ หรือ ดินแดนคนจีนแห่งนางาซากิพอดิบพอดี ในญี่ปุ่นมีไชน่าทาวน์ใหญ่ๆ อยู่ 3 แห่ง ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่ในเมืองท่าสำคัญทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย โยโกฮาม่า ไชน่าทาวน์ ซึ่งถือเป็นไชน่าทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและอยู่ใกล้กับเมืองหลวงโตเกียว โกเบ ไชน่าทาวน์ ในแถบคันไซซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองใหญ่อย่างโอซาก้าและ นางาซากิ ไชน่าทาวน์ ที่ถือเป็นไชน่าทาวน์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น นางาซากิ ไชน่าทาวน์ (長崎新地中華街) หรือ ถนนคนจีนซินตี้ มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าห้าร้อยปี ก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1698 ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 พอมาถึงยุคเอะโดะ หรือ ยุคโทะกุงะวะซึ่งผู้ปกครองญี่ปุ่นดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง (Isolaitonism) ปิดประเทศไม่ทำการค้าขายกับโลกภายนอก เว้นไว้แต่เพียงเมืองนางาซากิ ทำให้ไชน่าทาวน์ที่นางาซากิยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก นางาซากิเป็นประตูการค้าและการแลกเปลี่ยนทางองค์ความรู้ วัฒนธรรม ประเพณีที่สำคัญมาอย่างยาวนาน ยกตัวอย่างเช่นอาหาร ดังที่กล่าวไปแล้วว่า อาหารญี่ปุ่นยอดนิยมอย่าง “เทมปุระ” ก็เป็นสิ่งที่ได้รับอิทธิพลมาจากพ่อค้าชาวโปรตุเกส ขณะเดียวกันที่นางาซากิมีอาหารเลื่องชื่ออีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศเช่นกันนั่นคือ ชัมปง ชัมปง (Champon) เป็นอาหารเส้นที่กำเนิดที่นางาซากิ โดยได้รับอิทธิพลมาจากบะหมี่ของชาวจีน แต่ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นอาหารท้องถิ่น ด้วยส่วนผสมของเนื้อหมู กุ้ง หอย […]

[Read more →]

Tags:···················

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” (2)

September 16th, 2015 · Comments Off on จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” (2) · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, อาหาร

005-IMG_3791-web

เมษายน 2557 … ผมกับคณะเดินทางด้วยเครื่องบินของสายการบินไทยเที่ยวบินที่ ทีจี 648 จากสนามบินสุวรรณภูมิ ถึงสนามบินฟุกุโอกะแต่เช้าตรู่ ก่อนจะกระโดดขึ้นรถไฟจากสถานีฮากาตะ เมืองฟุกุโอกะ ในเที่ยว 09.55น. รถด่วนชิงกันเซ็นวิ่งตัดผ่านท้องทุ่ง บ้านเรือน และเมืองเล็กๆ บนเกาะคิวชู มุ่ง ไปยังเมืองนางาซากิ ข้อมูลบนรถไฟบอกว่าเราจะถึงเมืองนางาซากิภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ผ่านเมืองซางะ และเมืองอิซาฮายะ แม้จะเมื่อยล้าจากการเดินทางด้วยเที่ยวบินรอบดึก แม้ร่างกายร่ำร้องให้พักผ่อนด้วยการงีบหลับบนรถไฟ แต่ในใจลึกๆ กลับโบยบินไปถึงจุดหมายปลายทางเสียแล้ว ตอนเด็กๆ ผมจำได้ ฮิโรชิมา-นางาซากิ เป็นชื่อเด็กๆ ทุกคนต้องรู้จัก ในฐานะเมืองสองแห่งที่เป็นเป้าหมายของระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหนังสือเรื่อง “ซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัว” สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม ที่โรงเรียนมีการนำหนังสือนอกเวลาเรื่องซาดาโกะกับนกกระเรียนพันตัวมาให้อ่าน ผมจำได้ว่าผมอ่านหนังสือเรื่องนี้อยู่หลายรอบ ไม่นับรวมกับการที่ในชุดหนังสือยังมีเทปคาสเซ็ทแนบมา ซึ่งผมกับพี่ๆ ก็นำมาเปิดฟังกันอีกหลายรอบ ได้ฟังทีไรก็รู้สึกสลดหดหู่แทนเด็กหญิงซาดาโกะ เศร้าใจแทนครอบครัวของเธอ รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จนในที่สุดก็พลอยจำชื่อเมืองฮิโรชิมา-นางาซากิ ได้ขึ้นใจ ………………………… นางาซากิ (長崎市) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดนางาซากิ บนเกาะคิวชู เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จากลักษณะทางภูมิศาสตร์นางาซากิที่ชื่อในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวว่า “คาบสมุทรยาว” ก็ชัดว่าเมืองแห่งนี้เป็นแผ่นดินที่มีน้ำล้อมสามด้าน […]

[Read more →]

Tags:··············

สิ่งที่ “มาเก๊า” ต้องสูญเสียไปตลอดกาล หลังการมาถึงของบ่อนพนันและกาสิโน

June 20th, 2015 · 28 Comments · การเมือง, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, วัฒนธรรม, สื่อ, หนังสือ, เศรษฐกิจ

ภาพจาก www.macaocenter.com

เดือนมิถุนายน 2558 สังคมไทยถูกโยนข้อเสนอเรื่อง “บ่อนพนัน หรือ กาสิโน” ลงมาให้ขบคิดอีกครั้งว่า ควรมีการจัดตั้งให้ถูกกฎหมาย จัดระเบียบใหม่จากของที่เคยอยู่ใต้ดิน เอาขึ้นมาอยู่บนดิน รัฐและเจ้าหน้าที่รัฐจะได้ไม่ต้องไปวิ่งไล่จับให้เสียงบประมาณ ทั้งยังสามารถเก็บภาษี-กำไร เข้ารัฐได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เหมือนกับการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนตัวผมเป็นคนไม่ชอบเล่นการพนัน มีบางครั้งที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามความเชื่อที่เกี่ยวพันกับจิตวิญญาณ แต่ก็นานๆ ครั้ง ปีละไม่เกิน 2-3 งวด ผมไม่นิยมชมชอบเล่นการพนันถึงขนาดที่ว่า หลายครั้งที่มีโอกาสธุระที่ลาสเวกัส มหานครแห่งการพนัน ก็ไม่เคยเสียเงินให้สล็อตแมชชีน โต๊ะบาคารา หรือ การพนันอื่นๆ แม้สักดอลลาร์หรือสักเซนต์หนึ่ง มิใช่ว่าผมมองเรื่องโชคลาภ หรือ ดวงชะตาเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ผมเห็นว่า “การพนัน” ไม่ว่าจะเป็น หวย หุ้น บ่อน หรือกาสิโน จริงๆ แล้วเป็น “เกมสถิติ” ที่ “เจ้ามือไม่มีวันแพ้ (The House Always Wins)” ต่างหาก อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ ผมจึงได้ยิน ได้ฟังและได้ขบคิดเกี่ยวกับ เกี่ยวกับผลรับเชิงเศรษฐ กิจที่อาจเกิดขึ้นหากรัฐอนุญาตให้มีการตั้งบ่อนการพนันมาตั้งแต่สมัยยังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ […]

[Read more →]

Tags:·········