ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (3) … เยือนสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น

July 25th, 2010 · 15,726 Comments · ต่างประเทศ, เศรษฐกิจ, ไอที - เทคโนโลยี

หลังจากมื้ออาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้น 1 ของโรงแรม โทโมโกะซัง (Tomoko Hattori) ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ และ นัตสึกิซัง (Natsuki Takahashi) สตาฟหนุ่มของ สมาคมผู้พิมพ์-ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งญี่ปุ่น (Nihon Shinbun Kyokai; NSK) มายืนรอพวกเราอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมตามตารางการนัดหมายที่ถูกส่งให้ตั้งแต่ผมทางอีเมล์ตั้งแต่ยังอยู่ที่เมืองไทย

 

.

09.10น. หลังจากมื้ออาหารเช้าที่ห้องอาหารชั้น 1 ของโรงแรม โทโมโกะซัง (Tomoko Hattori) ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ และ นัตสึกิซัง (Natsuki Takahashi) สตาฟหนุ่มของ สมาคมผู้พิมพ์-ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งญี่ปุ่น (Nihon Shinbun Kyokai; NSK) มายืนรอพวกเราอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมตามตารางการนัดหมายที่ถูกส่งให้ตั้งแต่ผมทางอีเมล์ตั้งแต่ยังอยู่ที่เมืองไทย

 

 

 โทโมโกะซัง วัย 50 กว่าปีมีลักษณะของสุภาพสตรีญี่ปุ่นทุกกระเบียดนิ้ว ตัวเล็ก สุภาพ มักจะกล่าวขอบคุณ พร้อมกับโค้งคำนับให้ทุกคนตลอดเวลา โทโมโกะซังพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยชัดเจนนัก และมักจะพูดติดปากในประโยคที่ว่า “Why don’t you try? (ซึ่งผมสันนิษฐานว่าเป็นประโยคสุภาพที่เธอคุ้นเคยในภาษาญี่ปุ่นและเธอถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาษาอังกฤษโดยอัตโนมัติ)” แต่กำลังหัดเรียนภาษาจีนกลาง ซึ่งนั่นทำให้การสื่อสารระหว่างเราง่ายขึ้น

 

 

 นัตสึกิซัง เป็นคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ดูเนี้ยบทุกท่วงท่า ไม่แตกต่างไปจากวิธีการเรียบเรียงเนื้อหาในอีเมล์ที่นัตสึกิซังส่งถึงพวกเราทุกคนก่อนหน้านี้ ยิ่งเมื่อได้ทราบว่านัตสึกิซังจบจากสหรัฐอเมริกาก็ยิ่งทำให้ผมไม่รู้สึกประหลาดใจเลยว่า ทำไมหนุ่มญี่ปุ่นผู้นี้ถึงเขียนภาษาอังกฤษได้สละสลวยไม่แพ้เจ้าของภาษา

 

 

 “ผมไม่ค่อยเหมือนคนญี่ปุ่นทั่วไป หลังจากจบชั้นมัธยมผมก็ไปเรียนด้านสื่อสารมวลชนที่แอมเฮิร์ส แมสซาชูเซตส์ (University of Massachusetts Amherst) สหรัฐอเมริกาครับ จบเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และมาทำงานกับ NSK ได้ถึงตอนนี้ก็ 3 ปีแล้ว …” นัตสึกิซังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อสาวๆ กล่าวชื่นชมว่าพูดภาษาอังกฤษได้ชัดเจนขณะเดียวกันเขาก็ยังกล่าวเสริมอีกด้วยว่า นอกจากภาษาอังกฤษแล้วเขาก็กำลังเรียนภาษาจีนกลางอยู่เช่นกัน เพราะงานของฝ่ายต่างประเทศเริ่มต้องมีธุระในการติดต่อกับผู้สื่อข่าวจากจีนบ่อยครั้งขึ้น

 

นัตซึกิซังและโทโมโกะซัง เจ้าหน้าที่จาก NSK ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นมิตรชาวญี่ปุ่นผู้น่ารักของพวกเรา

 

 ในจำนวนนักข่าวอาเซียน 7 ชาติ มี ผม เกียม (Giam) นักข่าวจากมาเลเซีย และ หงหยิ่น (Hung Yin) นักข่าวจากสิงคโปร์ที่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้

 

 

 สำหรับ “เกียม” ผู้มีชื่อจีนว่า เหยียน ซื่อคุน เนื่องจากพ่อแม่เป็นคนจีนเชื้อสายไหหลำ ที่ไปตั้งรกรากอยู่ที่ปีนัง ประกอบกับการที่เขาถูกจับให้เข้าโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนภาษาจีนกลาง ตามแบบแผนของแผ่นดินใหญ่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม จนถึงมัธยม ทำให้ภาษาจีนกลายเป็นภาษาแม่สำหรับหนุ่มมาเลย์เชื้อสายจีนผู้นี้ไปโดยปริยาย

 

 

 ด้าน “หงหยิ่น” ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore; NUS) และนักข่าวจาก The New Paper ก็เช่นเดียวกัน เธอบอกผมว่าปกติเธอก็พูดภาษาจีนกลางกับพ่อและแม่ที่บ้านเป็นประจำอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ หงหยิ่นจึงพูดภาษาอังกฤษและจีนกลางได้แบบน้ำไหลไฟดับ

 

 

 … เมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่พวกเราจะได้ฝึกพูดภาษาญี่ปุ่นกับทั้ง โทโมโกะซัง และ นัตสึกิซัง อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งสองคนกลับหัวเราะและบอกว่า “อย่างนั้นต้องซ้อมพูดภาษาจีนกับเราเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกันแล้ว”

 

 

 หลังจากแจกจ่ายบัตร Suica [4] กันอย่างทั่วถึงแล้ว โทโมโกะซังและนัตสึกิซังก็พาคณะสื่อมวลชนจากอาเซียนเดินเท้าจากโรงแรมที่พักไปยังสถานีโนกิซากะที่อยู่ห่างไปราว 5 นาที เพื่อขึ้นรถไฟใต้ดินสายชิโยดะ (Chiyoda Line) ที่เชื่อมต่อไปยังสถานีคาซูมิกาเซกิ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับ Nippon Press Center Building

 

 

 ในช่วงเช้าเราได้พบกับคณะผู้บริหารระดับสูงของ NSK ทั้ง คุณเมกุมิ โทมิตะ (Megumi Tomita) ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ คุณราล์ฟ คาสเซล (Ralph Cassell) ที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศ และนักหนังสือพิมพ์อเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นมายาวกว่า 27 ปี

 

 

 “ผมทำงานให้กับ NSK เฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์น่ะ ผมอยู่ญี่ปุ่นไม่นานเท่าไหร่หรอก แค่ 20 กว่าปีเท่านั้น ตอนแรกไม่ได้กะจะมาอยู่ยาว มันเป็นความบังเอิญ …” คุณราล์ฟบอก ก่อนที่การสนทนาจะถูกตัดบทไปเมื่อเลขาธิการทั่วไปของ NSK มาถึง

 

 

คุณอากิระ คาวาชิมา (Akira Kawashima) เลขาธิการทั่วไปของสมาคมผู้พิมพ์-ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งญี่ปุ่น กล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนจากอาเซียนอย่างเป็นทางการ พร้อมกับอธิบายว่า โครงการอบรมและแลกเปลี่ยน NSK-CAJ Fellowship Program นั้นถือเป็นโครงการที่สำคัญที่สุดโครงการหนึ่งของ NSK และถือเป็นโครงการอบรม-แลกเปลี่ยนผู้สื่อข่าวโครงการแรกที่ทาง NSK ดำเนินการกับสื่อมวลชนต่างประเทศ

 

 

คุณอากิระให้ความเห็นว่า เชื่อว่าข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นที่พวกเราได้ในการอบรม 2 สัปดาห์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังว่าพวกเราจะได้ใช้ระหว่างการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) ครั้งที่ 18 ที่ประเทศญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 นี้ที่เมืองโยโกฮามา โดยประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนี้คาดว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เขตการค้าเสรีและการลงทุนของหมู่ประเทศในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Rim)

 

ศ.ชูจิโร ยูราตะ นักเศรษฐศาสตร์จาก ม.วาเซดะ

 

 หลังเสร็จสิ้นการปฐมนิเทศแล้ว วิทยากรคนแรกของเราคือ ศาสตราจารย์ชูจิโร ยูราตะ [5] นักวิชาการจาก Graduate School of Asia-Pacific Studies แห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่มาบรรยายและแลกเปลี่ยนกับพวกเราในประเด็นเรื่องการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (รวมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) และ นโยบายด้านการค้าเสรีของญี่ปุ่น

 

 

 ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของญี่ปุ่น สรุปให้ฟังว่าโดยภาพรวมของทั้งภูมิภาคเศรษฐกิจของญี่ปุ่นอยู่ในภาวะถดถอยและสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับจีน นอกจากนี้สภาพสังคมญี่ปุ่นก็ยังเป็นสังคมของผู้สูงอายุ (Aging Society) ทำให้คาดได้ว่าภายใน 30-40 ปีข้างหน้า อินเดียและอินโดนีเซียจะก้าวขึ้นมาเป็นขั้วความเจริญทางเศรษฐกิจ (Economic Growth Pole) อันใหม่ของภูมิภาคนี้

 

 

 ประเด็นในการบรรยายเข้มข้นและลงลึกมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นได้โยนคำถามเข้ามากลางวงนักข่าว และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการแผ่อิทธิพลทางเศรษฐกิจจากจีน ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพจากจีน ความหวาดกลัวต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุนของเกาหลีใต้ที่มีต่อมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเจ้าเดิมอย่างญี่ปุ่น ปัญหาจากปัจจัยทางการเมืองที่เข้ามากระทบกับนโยบายการค้าและการลงทุนในญี่ปุ่น ฯลฯ

 

 

ตัวอย่างหนึ่งที่ ศ.ยูราตะ ยกขึ้นมากล่าวถึง จากการรัฐบาลญี่ปุ่นดำเนินนโยบายในการปกป้องภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สินค้าเกษตรราคาถูกของต่างประเทศไม่สามารถเข้ามาตีตลาดได้ แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศจะแพงมากก็ตามที ก็คือ กรณีคอนยัคคุ (Konnyaku หรือ Devil’s Tongue) ที่บ้านเรารู้จักกันในนาม “หัวบุก” (ซึ่งพบเห็นบ่อยๆ ตามร้านอาหารญี่ปุ่น)

 

 

 ศ.ยูราตะเล่าว่า สาเหตุที่ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นเก็บภาษีนำเข้า “คอนยัคคุ” สูงถึงเกือบร้อยละ 1000 โดยปราศจากเหตุผลทางเศรษฐกิจมารองรับก็อันเนื่องมาจากการที่ ณ จังหวัดกุนมะ (Gunma) ซึ่งเป็นแหล่งผลิตคอนยัคคุสำคัญของญี่ปุ่น ดันเป็นบ้านเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายต่อหลายคน อย่างเช่น นายยาสุโอะ ฟูกูดะ (อยู่ในตำแหน่งช่วงปี 2550-2551) นายเคอิโซ โอบูชิ (2541-2543) นายยาซูฮิโร นากาโซเน (2525-2530) ทำให้การผลักดันและดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและการค้าเสรีที่ไปกระทบกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในจังหวัดกุนมะจึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

 

 

 เมื่อได้รับฟังข้อมูลดังกล่าว ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ไม่ได้ปลื้มอกปลื้มใจอะไรนักหนากับนโยบายการค้าเสรีแบบตะพึดตะพือ แม้จะรู้สึกยินดีด้วยกับเกษตรกรชาวญี่ปุ่นที่ได้นักการเมืองและผู้นำที่ดี แต่ก็อดรู้สึกสะทกสะท้อนใจกับสิ่งที่เกิดกับเกษตรกร-ชาวนา-ชาวสวน-ชาวไร่คนไทยไม่ได้

 

 

… เกษตรกรไทยที่แต่ไหนแต่ไรมา ในทางการเมืองไม่เพียงตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองชั่ว แต่ในทางเศรษฐกิจ ในเรื่องปัญหาปากท้อง ยังต้องตกเป็นเหยื่อนักวิชาการและนักการเมืองไทยที่มัดมือชกพวกเขาด้วยการผลักดันนโยบายการค้า-การลงทุน ซึ่งแอบแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องอย่างเต็มเปี่ยม โดยผลักภาระในการปรับตัว ในแข่งขันให้กับ ชาวไร่-ชาวนา ตาดำๆ ทุกครั้งไป

 

หมายเหตุ :

[4] Suica คือ หนึ่งในตั๋วรถไฟและบัตรเงินสดประเภทจ่ายล่วงหน้า (Prepaid Card) โดยบัตรชนิดนี้ใช้เทคโนโลยี Integrated Circuit (IC) card ซึ่งพัฒนาโดย East Japan Railway Company และถูกตั้งชื่อว่า Super Urban Intelligent Card หรือเรียกสั้นๆ คือ Suica มีสัญลักษณ์เป็นรูปนกเพนกวิน ขณะที่ บัตร Suica เปิดให้บริการครั้งแรก 424 สถานีในเขตคันโต (โตเกียวและปริมณฑล) ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2001 ทั้งนี้นอกจากขึ้นรถไฟแล้ว บัตร Suica ยังสามารถใช้ซื้อของได้ตามร้านค้าทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (Vending Machine) ก็ได้ นอกจาก Suica แล้วยังมีบัตรยี่ห้ออื่นที่ได้รับความนิยมจากชาวโตเกียวด้วย คือ PASMO (กรุณาอ่านเพิ่มเติมจาก : บอกลาเงินสดด้วย PASMO-Suica โดย ชุมพล ธีรลดานนท์ จากนิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2550)

[5] เข้าชมเว็บไซต์ของ ศ.ดร.ชูจิโร ยูราตะ ได้ที่ http://www.waseda.jp/gsaps/faculty/urata/index_e.html

 

 

Tags: ············

15,726 Comments so far ↓