ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (7) … “กิโมโน” ใต้ “ชุดสูท”

August 24th, 2010 · 27,445 Comments · ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ศิลปะ-วรรณกรรม, ไอที - เทคโนโลยี

ญี่ปุ่น 360 องศา อธิบายถึง “ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” วัฒนธรรมที่ถูกกลั่นมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทางภูมิศาสตร์ ทางประวัติศาสตร์ ทางชนชาติไว้ว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีลักษณะเด่น 4 ประการคือ มีความหลากหลาย, มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนอื่นให้เป็นของญี่ปุ่น, เน้นหนักในรูปธรรมมากกว่านามธรรม และมีความเป็นเอกภาพ

 

.

 “เมื่อเปรียบเทียบกับเสื้อผ้าแบบสากลแล้ว เสื้อผ้าแบบญี่ปุ่นหรือการแต่งกายแบบญี่ปุ่นจะหมายถึงชุดกิโมโน ซึ่งโดยทั่วไปคือ ชุดยาว (เหมือนชุดติดกันผ่าหน้า ในปัจจุบันแล้วเอามาทบกันที่ด้านหน้าและผูกด้วยผ้าคาดเอวที่เรียกว่า ‘โอบิ’) …

 “ชุดกิโมโนในปัจจุบันสวมใส่กันทั้งหญิงและชาย เมื่อมาถึงสมัยเอโดะ (Edo; ค.ศ.1603–1868) ได้มีการนำชุดกิโมโนไปสัมพันธ์กับการแสดงฐานะทางชนชั้นในระบบขุนนาง ชุดกิโมโนจึงเริ่มมีข้อบังคับที่หลากหลายขึ้นโดยเฉพาะผู้ชาย … เมื่อเข้าสมัยเมจิ (Meiji; ค.ศ.1868–1912) การแต่งงานแบบสากลก็เริ่มแพร่หลายจากเชื้อพระวงศ์ไปสู่ทหาร ข้าราชการและเหล่านักศึกษาตามลำดับ และในที่สุดก็แพร่หลายสู่ประชาชนทั่วไป” – – – ญี่ปุ่น 360 องศา [14]

 

 

 สองเดือนก่อนหน้าที่จะเดินทางมาโตเกียว ผมใช้เวลาว่างเดินหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นตามร้านหนังสือเมืองไทยจากหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือทั่วไป ร้านคิโนะคุนิยะ อิเซตัน ร้านหนังสือญี่ปุ่นในย่านสุขุมวิท สีลม รวมไปถึงหยิบหนังสือ “ญี่ปุ่นหลากมุม” (หนังสือสารคดีรางวัลพิเศษ นายอินทร์อะวอร์ด)  “นางาซากิ ยลเสน่ห์ล้ำ…ย้ำอดีตลึก” ของ “หนุ่ม” โฆษิต ทิยพ์เทียมพงษ์ เพื่อนเก่าสมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และ “โตเกียวไม่มีขา” ของคุณนิ้วกลมขึ้นมาอ่านซ้ำ บิวท์อารมณ์ “ญี่ปุ่น” อยู่พักใหญ่

 

 

 ทั้งนี้ ระหว่างไปเดินที่ธนิยะพลาซ่า ผมก็พบของดีสำหรับคนไม่ประสีประสาเกี่ยวกับญี่ปุ่นอย่างตัวเองเข้า นั่นคือ “หนังสือญี่ปุ่น 360 องศา”

 

 

 ญี่ปุ่น 360 องศาเป็นสารานุกรมฉบับย่อที่แนะนำถึงเรื่องราวในทุกๆ มิติของญี่ปุ่นอย่างเป็นระบบและมีการแบ่งหมวดหมู่อย่างน่าสนใจ โดยหนังสือเล่มนี้ถูกปรับปรุงมาจาก “กระจกส่องญี่ปุ่น” ซึ่งแปลมาจากหนังสือ Nihon tate yoko (หรือชื่อในภาคภาษาอังกฤษคือ Japan as it is) ของบริษัทกัคคุชูเคนคิว ซึ่งสำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) และ รศ.ปราณี จงสุจริตธรรมและคณะได้นำมาแปล-ปรับปรุงต้นฉบับเป็นภาษาไทย ทั้งจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มอย่างสละสลวย-กะทัดรัด

 

 

 ญี่ปุ่น 360 องศา อธิบายถึง “ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” วัฒนธรรมที่ถูกกลั่นมาจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ทางภูมิศาสตร์ ทางประวัติศาสตร์ ทางชนชาติไว้ว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่นมีลักษณะเด่น 4 ประการคือ มีความหลากหลาย, มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมของคนอื่นให้เป็นของญี่ปุ่น, เน้นหนักในรูปธรรมมากกว่านามธรรม และมีความเป็นเอกภาพ [15]

 

 

 ในแง่มุมของ ความหลากหลาย นอกเหนือจากตัวอย่างเรื่อง “กิโมโน” กับ “ชุดสูท” ที่กล่าวกันไปตั้งแต่แรกแล้ว ที่ผมสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนก็คือเรื่องอาหารการกิน คนญี่ปุ่นสามารถผสมผสานอาหารจากหลากหลายสัญชาติทั้ง แกงกะหรี่, แฮมเบอร์เกอร์, ซูชิ, สปาเก็ตตี้ ฯลฯ ไว้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันของตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

 นอกจากจะยินดีเปิดประตูรับเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมให้เข้ามาสู่สังคมแล้ว คนญี่ปุ่นยังมีความสามารถใน การทำให้เป็นของญี่ปุ่น หรือ สามารถปรับเปลี่ยน-ดัดแปลงวัฒนธรรมของคนอื่นให้กลายเป็นของตนเองอีกด้วย เช่น การปรับเปลี่ยนตัวอักษรจีนให้กลายเป็น “อักษรคันจิ (漢字)” ซึ่งในความหมายที่แท้จริงก็คือ “อักษรของชาวฮั่น”

 

 

 อีกตัวอย่างของการทำให้เป็นญี่ปุ่นก็คือ “กิโมโน” ชุดกิโมโนนั้นดั้งเดิมเป็นเครื่องแต่งกายที่มีรากมาจากประเทศจีน ตั้งแต่สมัย “ราชวงศ์ฮั่น” โดยชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “คันฟุคุ (Kanfuku)” หรือ “เครื่องแต่งกายของคนฮั่น (漢服)” เรื่อยมาจนถึง ศตวรรษที่ 8 ในสมัย “ราชวงศ์ถัง” แฟชั่นของชาวจีนกลายเป็นแฟชั่นล้ำสมัยสำหรับชาวญี่ปุ่น (เหมือนๆ กับที่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ต้นศตวรรษที่ 21 แฟชั่นญี่ปุ่น-เกาหลี ได้สวนทางเข้าไปแพร่หลายในประเทศจีน เพื่อนบ้านในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย)

 

 

 กระทั่งเวลาผ่านไปพ้นไปพันกว่าปี “เครื่องแต่งกายของชาวฮั่น” ก็ได้ถูกดัดแปลง ผสมผสานและหลอมรวมจนกลายเป็น “ชุดกิโมโน” เอกลักษณ์ประจำชาติของชาวญี่ปุ่นไปในที่สุด

 

 

 ไม่เพียงอาหาร ภาษา หรือ เครื่องแต่งกายที่คนญี่ปุ่นทำให้กลายเป็นของญี่ปุ่น เพราะแม้แต่เรื่องซับซ้อนอย่างศาสนาคนญี่ปุ่นก็สามารถทำให้เป็นของญี่ปุ่นได้ โดยในประเด็นนี้หนังสือญี่ปุ่น 360 องศา อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า “ศาสนาพุทธในสมัยคามาคุระ (Kamakura; ค.ศ.1185-1333) ก็เป็นตัวอย่างของการแปรเปลี่ยนให้เป็นศาสนาพุทธแบบญี่ปุ่น ศาสนาพุทธเข้ามาสู่ญี่ปุ่นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 แต่เพิ่งจะได้รับการยอมรับว่าเป็นศาสนาพุทธของชนชาติญี่ปุ่นโดยโฮเนน (Hounen) และศิษย์ของเขาที่ชื่อ ชินรัน (Shinran) ในสมัยคามาคุระ โฮเนนสอนว่าการสวดมนต์ถึงพระพุทธองค์สามารถไถ่ถอนสิ่งอกุศลได้ทั้งปวง ส่วนชินรันได้ย้ำว่าพระพุทธองค์ได้เตรียมดินแดนสุขาวดีไว้ให้แก่ผู้มีใจกุศลและลงโทษผู้มีใจอกุศล เนื่องจากท่านทั้งสองได้สั่งสอนในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนญี่ปุ่นและได้เผยแพร่กิจกรรมทางศาสนาด้วย จึงได้รับความศรัทธาจากประชาชนอย่างมากมายตั้งแต่นั้นมา” [16]

 

 

 สำหรับรูปธรรมของการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงศาสนาพุทธโดยรูปแบบของคนญี่ปุ่นที่คนไทยอาจจะเคยได้ยินมาบ่อยครั้งที่สุดก็คือ การที่พระญี่ปุ่นสามารถแต่งงานมีบุตรได้ ซึ่งหลักดังกล่าวนี้ถือว่าขัดแย้งกับหลักคำสอนดั้งเดิมและหลักคำสอนของศาสนาพุทธ สายนิกายเถรวาทในบ้านเราโดยสิ้นเชิง

 

 

 ความสามารถในการดัดแปลง ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและองค์ความรู้จากภายนอกให้เหมาะสมกับสภาวะและสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นยังสะท้อนให้เห็นได้ด้วยว่า คนญี่ปุ่น เน้นหนักในเรื่องของรูปธรรมมากกว่านามธรรม หรือ ให้น้ำหนักในวิธีการมากกว่าหลักการ

 

 

ในประเด็นนี้ หลักฐานไม่เพียงปรากฎออกมาในมุมของความเชื่อและศาสนา อย่างเช่น ศาสนาพุทธจากอินเดียที่มีเป้าหมายนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความหลุดพ้น เมื่อเข้ามาสู่ประเทศญี่ปุ่นก็กลายสภาพเป็นศาสนาของการสวดมนต์ภาวนาไป หรือ ที่ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นนั้นนับถือศาสนาใด หรือ เชื่อในสิ่งใด หรือ ไปไหว้ศาลเจ้าที่หัวมุมถนนก็เพียงเพื่อหวังผลตอบแทนทางใดทางหนึ่งเท่านั้น [17]

 

 

 ส่วนจุดเด่นเรื่อง ความเป็นเอกภาพ หนังสือญี่ปุ่น 360 ยกตัวอย่างเรื่องนี้ไว้อย่างเห็นภาพว่า “วัฒนธรรมของญี่ปุ่นเปรียบเหมือนขนมคินทาโร (Kintarou-ame) ซึ่งไม่ว่าจะตัดตรงไหนก็จะปรากฎภาพของคินทาโรให้เห็น ความเป็นเอกภาพนี้มีสาเหตุเนื่องมาจากชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่หนาแน่นในประเทศญี่ปุ่นอันคับแคบ และเนื่องจากชนชาติญี่ปุ่นดำเนินชีวิตประจำวันภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด ถี่ถ้วนของผู้ปกครองประเทศมาเป็นเวลานาน จึงได้สร้างค่านิยมให้ชาวญี่ปุ่นต้องคิดถึงกลุ่มองค์กรที่ตนสังกัดหรือประเทศชาติมากกว่าตัวบุคคล …”

 

ขอบคุณภาพจากอินเทอร์เน็ต

 

 อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นถึงลักษณะเด่นในด้านความเป็นเอกภาพของคนญี่ปุ่นก็คือ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ ซึ่ง “Samurai Blue” ทีมชาติญี่ปุ่นตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายด้วยการดวลลูกโทษแพ้ปารากวัย 5-3 เนื่องจาก ยูอิจิ โคมาโนะ ยิงชนคาน ระหว่างการแข่งขันรายการเดียวกัน ขณะที่มีกระแสข่าวว่าผู้เล่นในทีมยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่างเช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน มีเรื่องทะเลาะกันภายใน แย่งปลอกแขนกัปตันทีมกัน ในทางตรงกันข้ามหลังจากทีมญี่ปุ่นพ่ายแพ้กลับมาถึงสนามบินที่บ้าน ทั้งผู้จัดการทีม ทาเคชิ โอกาดะ นักเตะและสตาฟทุกคนต่างนั่งแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียงกันทั้งทีมโดยไม่มีใครต่อว่าใคร ซึ่งภาพการแถลงข่าวพร้อมกันทั้งทีมดังกล่าวเป็นภาพที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนักและตัวผมเองก็ไม่เคยเห็นปรากฎกับทีมฟุตบอลทีมไหนมาก่อน [18]

 

 

นอกจากนี้ ในเวลาต่อมาเมื่อ ยูอิจิ โคมาโนะ ผู้พลาดจุดโทษเดินทางกลับถึงบ้านเกิดในจังหวัดวากายามา ทางจังหวัดยังมอบรางวัลให้กับโคมาโนะอีกด้วย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ให้เหตุผลของการมอบรางวัลดังกล่าวว่า เพราะ ผลงานของโคมาโนะในฟุตบอลโลกได้สร้างแรงบันดาลใจและต่อเติมความฝันให้กับชาววากายามา

 

 

 โยโกยาม่าเซนเซ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมได้อธิบายถึงที่มาของความเป็นเอกภาพดังกล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า “ไปทำงาน” หรือ Shigoto (ชิโงะโตะ) นั้นแท้จริงแล้วความหมายดั้งเดิมของศัพท์คำนี้ก็คือ “การรับใช้ผู้อื่นด้วยความเคารพ (Serve others with respect)” ซึ่งนี่เองสะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ในการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนของสังคมญี่ปุ่น

 
 สำหรับผมแล้ว การที่สังคมหนึ่งๆ ให้นิยามของการทำงานว่าเป็นการทำงานเพื่อผู้อื่น ทำงานเพื่อสังคมนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะนั่นหมายความว่า สังคมนั้นๆ พยายามอบรมสั่งสอนให้ผู้คนในสังคมเข้าใจความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ การอยู่ร่วมกัน และทำให้ผู้คนลดละเลิกความเห็นแก่ตัว ความเป็น “ตัวกู-ของกู” ลงได้อย่างมหาศาล

 

 

หมายเหตุ :

[14] ญี่ปุ่น 360 องศา, สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม, 2549, หน้า 92.

[15] เรื่องเดียวกัน, หน้า 30-31.

[16] เรื่องเดียวกัน, หน้า 30.

[17] เรื่องเดียวกัน, หน้า 34.

[18] http://www.deccanchronicle.com/soccer/blue-samurai-return-home-596

[19] Japan defender Komano to get award, AP, 2 July 2010.

 

Tags: ·············

27,445 Comments so far ↓