ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (8) … เส้นเลือดของโตเกียว

August 30th, 2010 · 29,501 Comments · ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, เศรษฐกิจ, ไอที - เทคโนโลยี

เย็นวันแรกอย่างเป็นทางการในโตเกียว ผมเดินท่อมๆ ฝ่าสายฝนไปยังสถานีอาโอยามะ-อิทโชเมะ (Aoyama-itchome) ที่อยู่ใกล้กับ Hotel Asia Center of Japan เพื่อไปสำรวจเส้นทางรถไฟใต้ดินของโตเกียว หนึ่งระบบขนส่งมวลชนใต้ดินที่ว่ากันว่ามีผู้ใช้มากที่สุดในโลก

 

 

.

“บ้านของผมแม้จะเล็ก แต่ผมก็มีความสุข … ผมนั่งรถไฟไปทำงานทุกวัน และผมก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับมัน” – – – ยูกิโอะ ซากาโมโตะ ซีอีโอบริษัท Elpida Memory บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น [19]

 

 

 เย็นวันแรกอย่างเป็นทางการในโตเกียว ผมเดินท่อมๆ ฝ่าสายฝนไปยังสถานีอาโอยามะ-อิทโชเมะ (Aoyama-itchome) ที่อยู่ใกล้กับ Hotel Asia Center of Japan เพื่อไปสำรวจเส้นทางรถไฟใต้ดินของโตเกียว หนึ่งระบบขนส่งมวลชนใต้ดินที่ว่ากันว่ามีผู้ใช้มากที่สุดในโลก

 

 

 ช่วงเย็นถึงค่ำ สถานีและบนขบวนรถแม้ผู้คนจะไม่พลุกพล่านและแออัดเหมือนในช่วง 7-9 โมงเช้า แต่ความขวักไขว่ของผู้คนที่สัญจรไปมานั้นต้องถือว่ามากกว่านครหลวงของเมืองอื่นที่ผมเคยสัมผัสหลายเท่า และจากการเฝ้ายืนสังเกตอยู่หน้าช่องตรวจบัตรโดยสารนี่เองที่ทำให้ผมถึงบางอ้อว่า เหตุใดคนญี่ปุ่นจึงได้คิดค้น บัตรโดยสารแบบ Integrated Circuit (IC) card ที่ทำการตลาดในนาม Suica และ Pasmo ซึ่งเป็นวิทยาการที่ถูกนำมาใช้ทดแทนตั๋วแถบแม่เหล็ก หรือ ตั๋วกระดาษทั่วไป

 

 

เนื่องจากบัตรโดยสารแบบ IC นี้สามารถส่งผ่านข้อมูลด้วยความไวเพียง “เสี้ยววินาที” (บัตรโดยสารชนิด IC นี้ในบ้านเราระบบ BTS และ MRT ก็นำมาใช้เช่นกัน) โดยในช่วงเสี้ยววินาทีหรือเพียง 0.02 วินาที นี้ เมื่อคุณวางบัตรแบบ IC เข้าใกล้กับรัศมีของเครื่องอ่านตั๋ว ข้อมูลบนบัตรโดยสารแบบ IC จะถูกอ่านและส่งต่อไปที่คอมพิวเตอร์กลางเพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนจะถูกประมวลผลกลับมาเหมือนกับที่ใช้ในระบบบัตรเครดิต จากนั้นเครื่องก็เขียนข้อมูลใหม่ลงไปในบัตร ซึ่งระบบนี้นอกจากจะทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องเสียเวลา มะงุมมะงาหรานับเศษเหรียญเพื่อซื้อตั๋ว หรือ ประหยัดพนักงานขายตั๋วแล้วยังช่วยทำให้ผู้โดยสารไม่ต้องควักบัตรโดยสารออกจากกระเป๋าสตางค์ ซึ่งทั้งเป็นการช่วยประหยัดเวลาและเป็นการป้องกันมิให้บัตรสูญหายอีกด้วย

 

 

 เห็นได้ชัดว่าความจำเป็นทางกายภาพ ความเร่งรีบทางสังคมและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นในเมืองใหญ่ได้บีบคั้นและก่อเกิดสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมารองรับ

 

 

 จริงๆ แล้ว ระบบรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียวถูกแบ่งบริหารโดย 3 บริษัทคือ โตเกียว เมโทร (Tokyo Metro), โทเอ (Toei Subway) และTokyo Waterfront Area Rapid Transit (TWR) ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้อาศัยชั่วคราวอย่างผมแล้วก็ไม่จำเป็นต้องรู้เท่าไรนักว่ารถไฟสายไหนใครบริหาร เพราะระบบของรถไฟใต้ดินของทั้งหมดมีการเชื่อมต่อกันทั้งหมดทั้งในเชิงกายภาพและระบบการชำระเงิน

 

 

 แตกต่างจากกรุงเทพมหานครที่ระบบขนส่งมวลชนแบบรางอันประกอบไปด้วย รถไฟลอยฟ้า (BTS) และ รถไฟใต้ดิน (MRT) แม้จะมีเพียงแค่บริษัทละ 1-2 สาย แต่กลับไม่เชื่อมระบบชำระเงินเข้าหากัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างมีระบบการชำระเงินของตัวเอง ซึ่งสร้างความยุ่งยากและสับสนให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้ใช้บริการ

 

 

 ระบบรถไฟใต้ดินของกรุงโตเกียวนั้นใหญ่โตมโหฬารและมีความซับซ้อนมาก เพราะครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองชั้นในและรอบนอกของกรุงโตเกียวทั้งหมด ด้วยเส้นทางรถไฟใต้ดินมากถึง 14 สาย กินความยาวรางมากถึง 328.8 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยสถานี 282 สถานี และรองรับผู้โดยสารเฉลี่ยต่อวันมากถึง 8.7 ล้านคน [20]

 

 

 มาโดกะซัง หรือ มาโดกะ โอกิทานิ (Madoka Ogitani) หรือ สตาฟสาวของสมาคมผู้พิมพ์-ผู้โฆษณา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งญี่ปุ่น (NSK) บอกกับเราว่าทุกวันเธอต้องอาศัยการโดยสารรถไฟบนดินและรถไฟใต้ดินจากบ้านในเมืองโยโกฮามา เข้ามาทำงานในกรุงโตเกียวทุกวันโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-3 ชั่วโมง ส่วนนัตซึกิซังผู้ประสานงานหนุ่มของ NSK ก็บอกกับเราเช่นกันว่าเขาก็ต้องอาศัยรถไฟจากอพาร์ทเมนต์ในเมืองคาวาซากิ (บ้านเกิดของรถมอเตอร์ไซค์คาวาซากิ) เพื่อมาทำงานในกรุงโตเกียวเช่นกัน โดยทุกวันใช้เวลาเดินทางไป-กลับราว 2 ชั่วโมง

 

 

 … ด้วยเหตุนี้รถไฟใต้ดิน (และบนดิน) จึงเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคมหลักของผู้คนกว่า 13 ล้านคนที่ใช้ชีวิตในกรุงโตเกียวและพื้นที่ใกล้เคียง

 

 

 ไม่เพียงแต่ความพลุกพล่าน แออัด และเร่งด่วนของชีวิตบนรถไฟในญี่ปุ่นจะก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ดังเช่นบัตรโดยสารแบบ IC ที่ผมได้กล่าวไปแล้วตั้งแต่ตอนต้น แต่ภายใต้ปัจจัยและสภาวะแวดล้อมพิเศษ ชาวญี่ปุ่นยังสร้าง กฎเกณฑ์-กติกา-มารยาท-วัฒนธรรม ในการใช้รถไฟของตัวเองขึ้นมาใหม่ด้วย

 

 

ความสำคัญของ “กฎเกณฑ์-กติกา-มารยาท-วัฒนธรรมในการใช้รถไฟในญี่ปุ่น” นั้นสังเกตได้จากการที่ หนังสือประกอบภาพ The Rules of Living in Japan ที่ถูกแปลเป็นภาษาไทยในชื่อ “รู้ไว้ก่อนใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น” หนังสือซึ่งถูกเขียนออกมาให้กับ “ไกจิน (Gaijin; แปลว่าคนนอก)” อันหมายความถึง “คนต่างชาติ” ได้อ่านนั้นถึงกับระบุเรื่องมารยาทบนรถไฟและรถเมล์ไว้ในเรื่องแรกของบทแรกเลยทีเดียว [21]

 

 

สำหรับ มารยาทในการใช้รถไฟ-รถเมล์ในญี่ปุ่น เช่น

 

– ในโตเกียวมีกฎการใช้บันไดเลื่อนคือ เมื่อก้าวขึ้นบันไดเลื่อนควรชิดซ้าย เพื่อเว้นช่องว่างทางขวามือให้คนที่เร่งรีบสามารถเดินขึ้นไปได้

 
– การรอขึ้นรถไฟให้ยึดหลัก “ออกก่อน-เข้าทีหลัง” และต้องเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
– ควรระมัดระวังท่านั่งบนรถไฟ ท่านั่งที่ถูกต้องคือการนั่งขาตรงเข่าชิด ส่วนกระเป๋าให้ “วางตั้ง” ไว้บนตัก ไม่ควรวางนอน สำหรับการนั่งในท่าเอียงขาจะเป็นการกินพื้นที่และรบกวนคนข้างๆ

 

ตัวอย่างท่านั่งที่ถูกต้องบนรถไฟญี่ปุ่น

– หากมีสัมภาระใหญ่ให้วางกระเป๋าสัมภาระไว้บนชั้นวางของ
– หากต้องการอ่านหนังสือพิมพ์บนรถไฟ ก็ควรพับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารให้เล็กไม่เกินความกว้างของไหล่เพื่อไม่ให้รบกวนผู้อื่น
– ควรปิดโทรศัพท์มือถือเมื่ออยู่ใกล้บริเวณที่นั่งพิเศษสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ เนื่องจากคลื่นความถี่จากโทรศัพท์มือถืออาจส่งสัญญาณรบกวนต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจได้
– บนรถไฟเวลางีบหลับควรก้มหน้า
– ไม่ควรแต่งหน้าบนรถไฟ เพราะเป็นการไม่สุภาพ
– หากพกพา “ร่ม” ขึ้นรถไฟ (ไม่ว่าจะแบบกันแดดหรือแบบกันฝน) ควรรัดสายร่มให้เรียบร้อย และถ้าร่มเปียกต้องระวังมิให้น้ำฝนกระเด็นไปถูกผู้อื่น
– บนรถไฟญี่ปุ่นถ้าเห็นสุนัขนำทาง การแสร้งเป็นมองไม่เห็นสุนัขคือความเมตตา เพราะ การลูบหัว ให้อาหาร เล่นกับสุนัขจะทำให้สุนัขนำทางเสียสมาธิและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคนตาบอดที่เป็นเจ้าของได้

 

– เวลาเปิด-ปิดประตูทางเชื่อมระหว่างตู้รถไฟให้เปิด-ปิด โดยระมัดระวัง เนื่องจากอาจสร้างความรบกวนต่อผู้อื่น

ฯลฯ

 

 

 

 ผมสังเกตว่ากฎเกณฑ์ ระเบียบและมารยาทเหล่านี้นั้น แท้จริงแล้วต่างเป็นสิ่งที่ “ผู้มีวัฒนธรรม” ในสังคมเกือบทุกสังคมควรจะปฏิบัติอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่คนญี่ปุ่นยกเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรและใช้บอกเล่า อบรม คนในสังคมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ก็เพราะคนญี่ปุ่นยึดมั่นในคำว่า “ความเป็นเอกภาพ” ของสังคมดังที่เคยกล่าวไว้แล้วในตอนที่แล้วนั่นเอง

 ………………………

 ลึกลงไปใต้ดิน ผมยืนมองแผนที่รถไฟใต้ดินอันซับซ้อนและยุ่งเหยิงของกรุงโตเกียว

 

 เมื่อเพ่งไปบนแผนที่ สิ่งที่ผมมองเห็น มิใช่จุดหมายปลายทางชื่อดังอย่างกินซ่า ชิบูย่า ชินจูกุหรือรอปปองหงิ มิใช่ระบบขนส่งที่มีการจัดการชั้นยอด มิใช่เส้นทางรถไฟที่ซับซ้อนสับสนหรือความเร่งรีบของผู้คน

 

 

แต่กลับเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในมหานครแห่งโลกตะวันออกแห่งนี้ ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน [22]

 

 

 

 

หมายเหตุ :

[19] In Japan, Underpaid—and Loving It, Bloomberg Businessweek, 5-11 July 2010, p14.

[20] http://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_subway

[21] รู้ไว้ก่อนใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น, สำนักพิมพ์ภาษาและวัฒนธรรม, 2553, หน้า 12-15.

[22] โตเกียว (東京) หรือ “ตงจิง” ในภาษาจีนกลางมีความหมายว่า “นครหลวงทางทิศตะวันออก”

Tags: ·············

29,501 Comments so far ↓

  • Jade

    I know this if off topic but I’m looking into starting my own blog and was curious what all is needed to get set up?

    I’m assuming having a blog like yours would
    cost a pretty penny? I’m not very internet savvy so I’m not 100% sure.
    Any recommendations or advice would be greatly appreciated.
    Kudos

    Look into my homepage: web site (Jade)