ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

อย่าทำ ThaiPBS เป็น “สถานีกลางกลวง”

January 5th, 2009 · 507 Comments · การเมือง, ชีวิต-สังคม

หากไม่มีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปี 2548-2549 ที่มีปรากฎการณ์สนธิเป็นหัวหอก และ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่พวกท่านหลายคน เกลียดนักเกลียดหนา ก็เชื่อแน่ได้ว่า จุดที่ “ไทยพีบีเอส” ยืนอยู่และครอบครองอยู่ ย่อมจะยังเป็น “สถานีไอทีวี” และเป็นของ “เครือชินคอร์ป” เป็นแน่แท้

 

.

ผมตัดสินใจเปิดคอมพิวเตอร์ นั่งเขียน Blog นี้หลังจากได้ชมข่าวภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2552 ที่ผ่านมา

 

 

ช่วงระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสอาจเป็นฟรีทีวีช่องเดียวที่เหลืออยู่ผมใส่ใจจะดูอย่างจริงจัง

 

 

ทว่า ในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ในรายงาน “สถานการณ์เด่น 2551” ซึ่งสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนในรอบปี พ.ศ.2551 โดยพยายามจะยกการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาเป็นตุ๊กตา และ หยิบขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ ทำเอาผมผิดหวังและรู้สึกว่าตนเองจะต้องขออนุญาตกล่าวอะไรสักอย่างกับ “คนไทยพีบีเอส”

 

 

หลังจากฟังรายงานชิ้นนี้จบในเวลาใกล้สองทุ่ม ผมกลับพบว่ารายงานชิ้นดังกล่าวมิอาจสะท้อนภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และ กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคตข้างหน้าได้เลย รวมถึงเรื่องของการเมืองภาคประชาชน … จนอาจกล่าวได้ว่าเป็น รายงานข่าวของ “พวกกลางกลวง” อย่างแท้จริง

 

 

ประการแรก รายงานชิ้นดังกล่าวพยายามกล่าวว่า ปีที่ผ่านมากระแสของการเรียกร้องให้มีการเคลื่อนไหวเชิงสันตินั้นเป็นกระแสสูง โดยไทยพีบีเอสพยายามยกเอา การเคลื่อนไหวของกลุ่มนายโคทม อารียา และเครือข่าย โดยมีการฉายภาพข่าวของกลุ่มดังกล่าวหลายครั้งหลายตอน

 

 

ถามว่านักข่าวหรือ คุณเทพชัย หย่อง ผู้บริหารไทยพีบีเอส ไม่ทราบเลยหรือว่า การเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสานเสวนา เพื่อยุติความรุนแรง” ที่นายโคทม เป็นหนึ่งในผู้นำนั้นเป็นกลุ่มที่มีจุดมุ่งหมายแฝงเร้น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นแนวร่วมทางอ้อมของ “ระบอบทักษิณ”?

 

 

เหตุการณ์ครึ่งหลังของปี 2551 ได้พิสูจน์แล้วว่า นายโคทมและพรรคพวกของเขานั้นเป็นพวก ริบบิ้นขาว-กลางกลวง ตัวแม่ ที่มักจะหลบซ่อนตัวอยู่ในรูเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ภาครัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน อย่างเช่นในเหตุการณ์ตำรวจฆ่าประชาชนวันที่ 7 ตุลาคม 2551 หรือ วันที่เกิดเหตุปาระเบิดใส่พันธมิตร-ใส่บ้านผู้พิพากษา หรือ เกิดเหตุการณ์ยิงระเบิด M79 เข้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล-สนามบิน จนทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หลายคนเสียชีวิต แต่คนอย่างนายโคทมจะออกมาส่งเสียงร้อง สร้างภาพ หาคะแนนให้ตัวเองเมื่อสถานการณ์สงบเท่านั้น

 

 

จริงๆ แล้ว สถานการณ์ตลอดปีที่ผ่านมา มิได้พิสูจน์ถึงกระแสสูงของการเรียกร้องการเคลื่อนไหวเชิงสันติ แต่เป็นปีที่พิสูจน์ว่า “กลุ่มสานเสวนา” ไม่มีปัญญา ยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภาครัฐ และข้อเสนอของคนกลุ่มนี้ก็ไม่มีน้ำหนักและไม่สามารถประสานประโยชน์ของคนกลุ่มใดได้ เพื่อที่จะบรรลุไปสู่จุดมุ่งหมายสุดท้าย คือ สันติสุขในสังคม

 

 

ประการที่สอง รายงานชิ้นดังกล่าวพยายามเสนอภาพการตื่นขึ้นของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนิสิต-นักศึกษา ที่หลับไหลมานับสิบปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ปี 2535 หรือหากจะให้พูดอย่างเจาะจงลงไปมากกว่านั้นก็คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

 

 

ทว่า คนทำสกู๊ปชิ้นนี้ของไทยพีบีเอสก็ทำสกู๊ปอย่างตื้นเขิน โดยมีการยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวเรียกร้องของกลุ่มนิสิต นักศึกษาที่แทบจะไม่มีน้ำหนักอะไรต่อสังคม ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่กิ๊ก ที่เกิดจากการรวมตัวกันของนิสิต นักศึกษาเพียงกลุ่มเล็กมากๆ และส่วนใหญ่จะปรากฎตัวกันอยู่แต่ในอินเทอร์เน็ต แต่ละเลยที่จะพูดถึงบทบาทของกลุ่มเยาวชนพันธมิตรฯ กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสาธิตมัฆวานฯ กลุ่ม Young PAD และ กลุ่มอื่นๆ ที่มี การสร้างเครือข่ายอย่างจริงจัง ทั้งยังมีความเสียสละและเคลื่อนไหวเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับกลุ่มพันธมิตรฯ อยู่นับแรมเดือน

 

 

มากกว่านั้น คนทำสกู๊ปชิ้นดังกล่าวของไทยพีบีเอส ยังทำการบ้านขาดอีกหลายชิ้น อย่างเช่น คำให้สัมภาษณ์ของอดีตนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในเหตุการณ์เดือนตุลาฯ (ถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็น อ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ หรือ อ.อเนก เหล่าธรรมทัศน์) ที่เมื่อมีผู้ถามว่า “เหตุใด ณ พ.ศ.นี้ นิสิต-นักศึกษา จึงไม่สามารถเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทางสังคม เหมือนเมื่อ 30 กว่าปีก่อนได้?”

 

 

คำตอบของ อาจารย์ท่านนั้นก็คือ “สมัยที่พวกผมยังเป็นนักศึกษา การศึกษาเฉลี่ยของคนไทยอยู่แค่ชั้น ป.6 ในสมัยนั้นนิสิต-นักศึกษาที่ได้เรียนปริญญาตรี เรียนมหาวิทยาลัย ถือว่าเป็นผู้มีความคิด เป็นปัญญาชน เป็นผู้นำทางสังคมแล้ว คนร่วมชุมนุมก็มีแต่ชาวบ้าน ชาวไร่-ชาวนา คนใช้แรงงาน … แต่สมัยนี้ ยกตัวอย่าง พันธมิตรฯ คนเข้าร่วมชุมนุมต่างมีระดับความรู้สูงจนถึงปริญญาเอก ประกอบอาชีพแพทย์ วิศวกร อาจารย์ สถาปนิก นักกฎหมาย เจ้าของกิจการ ฯลฯ แถมผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่จบปริญญาตรีกันทั้งนั้น ผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ประกอบด้วยความรู้-ประสบการณ์-เครือข่าย-สื่อ-กำลังทรัพย์ อย่างนี้แล้ว “นิสิต-นักศึกษา” จะเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อย่างไร?”

 

 

เป็นไปได้ว่า คนทำสกู๊ปชิ้นนี้ของไทยพีบีเอสอาจยังยึดติดอยู่กับ กรอบแนวคิดทฤษฎีการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเดิมๆ สมัยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เหมือนกับที่เอ็นจีโอ หรือ นักวิชาการกลางกลวงบางคนคิดอยู่ ดังนั้นจึงตีโจทย์เรื่องของบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิต-นักศึกษายุคนี้ในบริบทของการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชนไม่แตก

 

 

ถ้าคนทำสกู๊ปชิ้นนี้ของไทยพีบีเอสคิดไม่ออก ผมอยากให้ลองมาพิสูจน์กับ กลุ่มน้องๆ Young PAD ก็ได้ว่า ความคิดและความกล้าหาญของพวกเขานั้น เกินหน้าเกินตาบรรดา อาจารย์ และ ดร.ในรั้วมหาวิทยาลัยบางแห่งไปแล้วแค่ไหน

 

 

ประการที่สาม เป็นเรื่องน่าขันอย่างมาก ที่เมื่อกล่าวถึงช่องทางในการแสดงความคิดเห็นและปลดปล่อยทางการเมืองของกลุ่มนิสิต-นักศึกษาแล้ว ไทยพีบีเอส กลับไปสัมภาษณ์คนอย่าง นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บก.บห.เว็บไซต์ประชาไท

 

 

ผมไม่ทราบว่า ไทยพีบีเอส ที่หนึ่งในกรรมการบริหารสถานีคือ นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ประชาไท และ ผอ.เทพชัย จะทราบหรือไม่ว่า เว็บไซต์ประชาไทนั้นเป็นเว็บไซต์หนึ่งที่มีการเผยแพร่บทความ ข้อความ และความเห็นที่ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสถาบันเบื้องสูงของประเทศไทยมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนอาจกล่าวได้ว่า “ประชาไท” ที่ นายชูวัสเป็น บก. นั้นเป็นหนึ่งใน “เว็บหมิ่นตัวแม่” (ในระนาบเดียวกับเว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน) ที่ถึงปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐ หรือ ตำรวจหน้าไหนกล้าแตะต้อง

 

 

แม้ว่าในช่วงหลัง ประชาไท จะพยายามแยกส่วนเว็บบอร์ดออกจากตัวเว็บข่าว โดยแยกออกมาเป็น www.prachataiwebboard.com แต่ก็ถือว่าไม่ได้ช่วยอะไร เพราะผู้บริหารเว็บประชาไท อาจรวมถึงผู้ก่อตั้งก็ควรจะมีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น มิใช่หรือ?

 

 

ผมทราบดี และอยากจะย้ำเตือนคนไทยพีบีเอส โดยเฉพาะกรรมการที่ชื่อจอน อึ๊งภากรณ์ว่า สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส (ที่เรียกตัวเองว่าเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ) นั้นมิได้เกิดจากอากาศธาตุ … เพราะ หากไม่มีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปี 2548-2549 ที่มีปรากฎการณ์สนธิเป็นหัวหอก และ การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่พวกท่านหลายคน เกลียดนักเกลียดหนา ก็เชื่อแน่ได้ว่า จุดที่ “ไทยพีบีเอส” ยืนอยู่และครอบครองอยู่ ย่อมจะยังเป็น “สถานีไอทีวี” และเป็นของ “เครือชินคอร์ป” เป็นแน่แท้

 

 

ผมอยากเตือนอีกด้วยว่า งบประมาณมากกว่าสองพันล้านบาทต่อปีที่ไทยพีบีเอสใช้ และ คนไทยพีบีเอสได้นั้นก็ไม่ได้เป็นเงินที่เสกขึ้นมาจากอากาศธาตุ แต่เป็นทรัพยากรที่ถูกดึงมาจากกระเป๋าของประชาชนทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น กรุณาอย่าทำให้ไทยพีบีเอส เป็น “ทีวีเอ็นจีโอ” หรือ “สถานีริบบิ้นขาว-สถานีกลางกลวง” ที่ถูกครอบงำโดยคนบางกลุ่ม

 

 

เพราะ ถ้าคุณทำให้ไทยพีบีเอสเป็นเช่นนั้นจริง ผู้เจ็บปวดจะเป็นคนอย่างผม คนที่ต้องรับโทรศัพท์จากพวกคุณ ในวันที่ศูนย์ข่าวภาคเหนือของพวกคุณโดน นปก.เชียงใหม่บุก แล้วได้ยินเสียงร้องว่า

 

 

“ส่งพันธมิตรฯ มาช่วยพวกเราด้วย!!!”

 

 

ป.ล.คืนวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. รายงานสถานการณ์เด่น 2551 ของไทยพีบีเอสก็นำเสนอเรื่องประเด็น “เขาพระวิหาร” อีก แต่เป็นรายงานที่ไม่กล่าวถึงที่มาที่ไปของปัญหาเลย ว่าเกิดจากนายนพดล ปัทมะและการแสวงหาผลประโยชน์ของระบอบทักษิณ ทว่า กลับมากล่าวหาสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยในช่วงปี 2551 ทำให้การเจรจาเรื่องดังกล่าวไม่คืบหน้า โดยในรายงานมีการฉายภาพการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ประกอบ ทั้งยังไม่ได้กล่าวเลยว่ากลุ่มพันธมิตรฯ นี่แหละที่เป็นผู้จุดประเด็นและชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของการเจรจา และการทับซ้อนของผลประโยชน์ จนในที่สุดนำมาสู่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าคณะรัฐมนตรีทำผิดมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2550

Tags: ····

507 Comments so far ↓