ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (10) … หนุ่มสาวที่กลัวฝน

September 19th, 2010 · No Comments · ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, เศรษฐกิจ

“สเปคผู้ชาย” ที่ผู้หญิงญี่ปุ่นกำลังมองหานั้นอยู่ที่ระดับรายได้ 6 ล้านเยนต่อปี และมีแนวโน้มว่า หลังจากที่ผู้หญิงญี่ปุ่นหาหนุ่มชาวญี่ปุ่นตรงตามสเปคดังกล่าวไม่ได้ก็หันไปหา หนุ่มๆ จากชาติอื่นแทน

 “คนไทยส่วนใหญ่ก็มีภาพของสังคมญี่ปุ่นที่เป็นแบบแผนตายตัวหรือมีลักษณะสถิตย์ (Static) ความเข้าใจเช่นนี้มีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนความรู้สึกของชนชั้นกลางในสังคมไทยที่ครึ่งหนึ่งรับรู้ภาพประเทศญี่ปุ่นเฉพาะด้านที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ดังเช่นที่เกิดในกลุ่มนักศึกษาไทยในทศวรรษ 2510 มาสู่ความชื่นชมคลั่งไคล้สังคมและวัฒนธรรมญี่ปุ่นในทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา เพราะรูปแบบที่ตายตัวนั้นง่ายต่อการรับรู้ของคน” – – – Japanization[26]

 ปกติเมื่อได้ยินว่า ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่ระบบเศรษฐกิจก้าวหน้า ประเทศที่สภาพสังคมค่อนข้างมีเสถียรภาพ อาชญากรรมน้อย ผู้คนมีวินัย เพราะประชาชนมีระดับรายได้ค่อนข้างสูงอย่าง “สังคมญี่ปุ่น” ประสบปัญหาของการมีอัตราการเกิดต่ำ คู่สามีภรรยามีบุตรน้อย และประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เพราะสังคมกำลังเข้าสู่ยุค สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) … ผมมักจะรู้สึกไม่ค่อยแปลกใจ

ที่ไม่แปลกใจก็เพราะผมเข้าใจ และทึกทักไปเองว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ คล้ายๆ กับญี่ปุ่น เช่น ประเทศในทวีปยุโรป อย่างสวิตเซอร์แลนด์หรือแถบสแกนดิเนเวีย ก็คงประสบปัญหาสังคมคล้ายคลึงกัน  

ในประเด็นนี้ ศ.มาซาฮิโร ยามาดะ (Masahiro Yamada) ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมวิทยาครอบครัว (Family Sociologist) จากมหาวิทยาลัยชูโอ อธิบายว่าในความเป็นจริงแล้วสถานการณ์ด้านประชากรที่ญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะมีลักษณะเฉพาะตัว กล่าวคือ พัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคมของญี่ปุ่นในห้วง 60 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงนั้นมีความเกี่ยวพันกับ “การแต่งงานและการมีบุตร” อย่างใกล้ชิด โดย ศ.ยามาดะ แบ่งซอยพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวออกเป็น 3 ช่วง [27] ด้วยกัน คือ

 

ช่วงที่ 1 : ช่วงเศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว (พ.ศ.2493-2516 หรือ ค.ศ.1950-1973) 

 ในช่วงนี้ด้วยความที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี (คล้ายคลึงกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศจีนในเวลานี้) ประชาชนยังไม่ค่อยคาดหวังในระดับคุณภาพชีวิตเพราะประเทศเพิ่งผ่านพ้นจากภาวะสงคราม ขณะที่รายได้ของผู้คนก็เพิ่มขึ้น ทำให้หนุ่ม-สาว ญี่ปุ่นเลือกแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย โดยผู้ชายเฉลี่ยแต่งงานตั้งแต่อายุ 27 ปี ขณะที่ผู้หญิงแต่งงานตั้งแต่อายุ 24.5 ปี อัตราการมีบุตรของชาวญี่ปุ่นค่อนข้างคงที่ ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ก็ค่อนข้างคงที่ไปด้วย

 “ผมเชื่อว่า ในช่วงนี้เองที่ค่านิยมและความปรารถนาในการเป็นแม่บ้านเต็มเวลาของผู้หญิงญี่ปุ่นเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว เพราะช่วงก่อนสงคราม คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตอยู่ในภาคเกษตรซึ่งสมาชิกในครอบครัวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ สามี ภรรยาหรือลูก ต่างก็ต้องทำงานในไร่ในนาด้วยกัน” ศ.ยามาดะกล่าวและอธิบายต่อว่า เมื่อมาถึงช่วงปี ค.ศ.1950-1973 ที่ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นเกิดการเปลี่ยนผ่านและปรับฐานของโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการค้า จำนวนมนุษย์เงินเดือนจึงเพิ่มขึ้น เมื่อรายได้ของผู้ชายเพิ่มขึ้นและพอเพียงแก่การเลี้ยงครอบครัวทั้งครอบครัว จึงเกิดแนวคิดและการสร้างค่านิยมที่ว่าผู้หญิงญี่ปุ่นต้องเป็นแม่บ้าน ทำงานเพื่อรับใช้ผู้ชาย 

 “ในเวลานั้น มีการสร้างจินตภาพที่ว่าหญิงสาวชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในชนบทจะต้องเข้ามาแสวงโชคในเมืองใหญ่ ก่อนที่จะตบแต่งไปกับสามีที่มีการศึกษาและมีฐานะมากกว่าครอบครัวในชนบทของตัวเอง โดยสามีทำงานหาเงินนอกบ้าน ส่วนภรรยาดูแลเรื่องราวในบ้านและเลี้ยงดูลูก”

ศ.มาซาฮิโร ยามาดะกับหนังสือเรื่องยุคสมัยของกิจกรรมกระตุ้นการแต่งงานในญี่ปุ่นที่มีการตีพิมพ์และได้รับความนิยมจนขายได้นับแสนเล่ม

ช่วงที่ 2 : ช่วงเศรษฐกิจชะงักงัน (พ.ศ.2517-2540 หรือ ค.ศ.1974-1997)

 ในปี พ.ศ.2516 (ค.ศ.1973) ที่ทั่วโลกประสบกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Crisis) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจญี่ปุ่น และเปลี่ยนแปลงอนาคตและวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไปโดยสิ้นเชิง

 หลังผ่านพ้นช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วมานานกว่า 20 ปีเมื่อถึงทศวรรษที่ 1970 ความเจริญทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนชาวญี่ปุ่นกว่าร้อยละ 90 ให้รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็น “ชนชั้นกลาง” ไปเรียบร้อย ทว่า เมื่อโลกและญี่ปุ่นประสบเข้ากับสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากราคาน้ำมันทำให้ เศรษฐกิจที่เคยเติบโตในระดับร้อยละ 10 ต่อไป ถดถอยลงมาเติบโตเพียงแค่ ร้อยละ 4 หรือบางปีหยุดนิ่งไม่เติบโตเลย ช่วงที่เศรษฐกิจชะงักงันนี้เองที่ทำให้เกิดวิกฤตการจ้างงานและทำให้เกิดช่องว่างระหว่างพนักงานเก่ากับพนักงานใหม่ขึ้นมา 

 เป็นที่ทราบกันว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็ว รัฐ กลุ่มธุรกิจและบริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นได้นำระบบการจ้างงานที่เรียกว่า ระบบการจ้างงานตลอดชีพ (Lifetime Employment) เข้ามาปรับใช้ โดยระบบนี้เองที่เชื่อกันว่าได้ฟื้นฟูประเทศและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นระบบที่เข้ากันกับจุดเด่นของวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นซึ่งยึดถือใน “ความมีเอกภาพ” ได้อย่างกลมกลืน เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำ บริษัทต่างๆ มีกำไรน้อย ระบบการจ้างงานตลอดชีพที่ก่อภาระต้นทุนให้กับบริษัทในระดับสูงจึงถูกบิดเบือนและถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ

 “ด้วยความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำลงมาก ขณะที่รายได้ของพนักงานในช่วงอายุ 40-50 ปี สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามมระบบเงินเดือนแบบเก่าที่ยึดเอาจากอายุงาน ในทางตรงกันข้ามเมื่อเปรียบเทียบกันรายได้ของพนักงานหนุ่ม พนักงานเข้าใหม่ กลับอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ …” ศ.ยามาดะอธิบายและว่า ขณะที่รายได้ของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้น แต่โอกาสในการทำงานของคนรุ่นใหม่กลับลดลง ในเวลานั้นคนญี่ปุ่นที่ย่างเข้าสู่วัยทำงานแทนที่จะออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเองหรือออกเรือนไปสร้างครอบครัวใหม่ จึงตัดสินใจที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ต่อไป

สถิติและสัดส่วนหนุ่ม-สาวชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ระหว่าง ค.ศ.1980-2007 (อ้างอิงจาก After Parasite Singles – The Real Story Behind Japan’s Marriage Crisis)

 “นี่เองที่เป็นจุดกำเนิดของสิ่งที่ผมเรียกว่า ปรากฎการณ์กาฝากครอบครัว (Parasitic Single Phenomenon) ซึ่งนำมาสู่สภาวะที่คนญี่ปุ่นครองตัวเป็นโสด ขณะที่ผู้ชายญี่ปุ่นไม่สามารถหางานที่มั่นคงและมีรายได้สูงได้ ผู้หญิงญี่ปุ่นก็คาดหวังที่จะหาสามีที่ค่อนข้างมีฐานะและสามารถที่จะหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสบายในอนาคต” นักสังคมวิทยาญี่ปุ่นผู้ริเริ่มให้คำจำกัดความของคำว่ากาฝากครอบครัวในปี 2540 ระบุ 

 ในช่วงเวลาเศรษฐกิจชะงักงันต่อเนื่อง 20 กว่าปีนี้ ขณะที่ความคาดหวังในคุณภาพชีวิตของชาวญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น ความคาดหวังต่อรายได้กลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดการชะลอการแต่งงาน และ อัตราการเกิด/อัตราการเจริญพันธุ์ก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 “ยุคนี้ถือเป็นยุคทองของกาฝากครอบครัว (The Golden Age of Parasite Singles) เพราะนอกจากจำนวน หนุ่มสาวโสดที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว หนุ่มสาวญี่ปุ่นที่อาศัยติดอยู่กับพ่อแม่เพื่อรักษาระดับคุณภาพชีวิตของตัวเองเหล่านี้ยังรับผิดชอบงานในบ้านน้อยมาก โดยปล่อยให้แม่ของตัวเองทำงานบ้านเกือบทั้งหมด”

ซีรีย์โทรทัศน์เรื่อง “สาวปลาแห้ง ขอปิ๊งรัก หรือโฮตารุ โนะ ฮิคาริ (Hotaru no Hikari)” ภาค 1 ( ขณะที่ภาค 2 เพิ่งฉายในญี่ปุ่นช่วง ก.ค.-ก.ย. 2553 นี้เอง) อันเป็นเรื่องราวชีวิตของสาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์ผิดแผกไปจากผู้หญิงญี่ปุ่นในอดีต และ ในอุดมคติอย่างสิ้นเชิง

 

 ช่วงที่ 3 : ยุคหลังวิกฤต จุดเปลี่ยนของญี่ปุ่น (พ.ศ.2541-ปัจจุบัน หรือ ค.ศ.1998-ปัจจุบัน)

 พ.ศ.2540 วิกฤตเศรษฐกิจระลอกใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นจากวิกฤตต้มยำกุ้งในประเทศไทยได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับระบบเศรษฐกิจทั่วเอเชีย ทั้งมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ลามไปจนถึงไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ รวมถึงญี่ปุ่น 

 ช่วงปี 2540-2541 (ค.ศ.1997-1998) บริษัทญี่ปุ่นต้องประสบกับภาวะล้มละลายจากผลของวิกฤตเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ในทางสังคมวิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายและการละเมิดสิทธิของผู้เยาว์ในญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้นด้วย ในช่วงนั้นคำว่า Risutora หรือ การปรับโครงสร้าง ที่ถอดมาจากคำว่า Restructuring ในภาษาอังกฤษกลายเป็นคำศัพท์ฮิตของคนญี่ปุ่น (เหมือนกับศัพท์คำว่า IMF หรือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กลายเป็นศัพท์ที่ชาวบ้านร้านตลาดในเมืองไทยคุ้นเคยกันทั่วทุกหัวระแหง) และส่งผลให้ระบบ-โครงสร้างการจ้างงานตลอดชีพที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นบิดเบี้ยวยิ่งขึ้นไปอีก

 ในห้วงเวลาเดียวกัน เศรษฐกิจใหม่ (New Economy) และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลังยุคอุตสาหกรรม (Post-industrial Society) ซึ่งพลิกระบบการผลิตจากแบบจำนวนมากเป็นระบบการผลิตบนฐานความรู้และการสร้างนวัตกรรมใหม่ ก็บีบคั้นชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ให้หาทางออกด้วยการใช้ชีวิตในวิถีที่เรียกว่า ฟรีเตอร์ (Freeters) หรือ คนที่ประกอบอาชีพอิสระ-ไม่มีงานประจำแน่นอน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้เมื่อผนวกเข้ากับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและแรงกดดันทางการหางานแล้ว “ฟรีเตอร์” จึงแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว 

 โดยเมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเผยแพร่ตัวเลขระบุว่า “ฟรีเตอร์” ในญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากจำนวน 1.83 ล้านคนในปี 2533 เป็น 4.71 ล้านคนในปี 2544 ขณะที่ตัวเลขจากสถาบันวิจัยประชากรและสวัสดิการสังคมแห่งชาติญี่ปุ่น (NIPSSR) ก็ระบุชัดเจนว่า อัตราส่วนของของผู้ชายญี่ปุ่นในช่วงอายุ 18-35 ปี ที่ยังไม่แต่งงาน และมีงานประจำทำนั้นมีสัดส่วนลดลงจาก ร้อยละ 85 ในปี 2525 เหลือร้อยละ 60 ในปี 2548 

 “หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทำให้คนรุ่นใหม่หางานได้ยากขึ้นกว่าเดิม คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ก็มีทัศนคติต่อชีวิตในเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ไปเรียนต่อต่างประเทศน้อยลง และเปลี่ยนงานน้อยลง เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียงานประจำ …” ศ.ยามาดะกล่าว 

 ถึงตรงนี้ “ไกจิน” สัญชาติไทยจึงถามขึ้นว่า “สำหรับคนญี่ปุ่น การไปเรียนต่อต่างประเทศถือเป็นความเสี่ยงด้วยหรือ? เพราะ ค่านิยมโดยทั่วไปของคนไทยนั้นการไปเรียนต่อต่างประเทศถือเป็นจุดเด่นเสียด้วยซ้ำไป”

 เมื่อได้ยินดังนั้น ศ.ยามาดะ จึงหันไปหาลูกศิษย์ของตัวเองที่นั่งอยู่รอบโต๊ะและโยนคำถามของผมต่อไปให้นักศึกษาของตัวเองตอบ

หนุ่มสาวญี่ปุ่นยุคใหม่ ผู้ช่วยวิจัยและลูกศิษย์ของ ศ.ยามาดะ ที่ส่วนใหญ่เรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3-4 ม.ชูโอ

นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ม.ชูโอ ทั้ง 4 คนต่างก็พยักหน้ากันหงึกๆ ก่อนที่ ฟูมิโนริ ซาเอกิ นักศึกษาชั้นปี 4 ของภาควิชาสังคมศาสตร์ ม.ชูโอ จะอธิบายว่า ปัจจุบันวิธีการจ้างงานที่บริษัทญี่ปุ่นใช้ก็คือ วิธีสรรหาพนักงานใหม่ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา โดยส่วนใหญ่การหางาน-การนัดสัมภาษณ์งานจะเกิดขึ้นกับนักศึกษาในระดับชั้นปี 3 โดยใครที่ขึ้นปี 4 แล้วยังไม่มีบริษัทมาจองตัวทำงานเมื่อเรียนจบก็จะรู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง เพราะสำหรับคนญี่ปุ่น หากเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้ก็อาจถือได้ว่าแทบจะสูญเสียโอกาสในการหางานประจำทำไปชั่วชีวิตเลยทีเดียว (อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นสำหรับบางอาชีพ เช่น วิศวกร) ด้วยเหตุนี้นอกจากปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วแล้ว สาเหตุที่หนุ่ม-สาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ไปเรียนต่อต่างประเทศก็เพราะระบบการจ้างงานเช่นนี้นี่เอง  

“ระบบนี้เกิดขึ้นจากความต้องการของบริษัทญี่ปุ่นที่เห็นว่าวิธีนี้เป็นวิธีการสรรหาพนักงานคุณภาพที่ดีที่สุด แต่จุดด้อยก็คือคนที่หางานประจำทำไม่ได้ก็จะเป็นพวก Drop out โดยเมื่อเวลาผ่านไปๆ คนเหล่านี้ก็ต้องหันไปเป็นฟรีเตอร์ ทำงานพาร์ทไทม์ ความคาดหวังในชีวิตก็ลดลงตามไปด้วย” ศ.ยามาดะกล่าวเสริม 

 ในช่วงเดียวกับที่ผู้ชายญี่ปุ่นรุ่นใหม่หางานประจำทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้หญิงญี่ปุ่นล่ะมีความคิด ความเห็นและทัศนะเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของตัวเองอย่างไร?  

 สมัยหนึ่งไม่นานมานี้ OLs ซึ่งเป็นคำย่อ ออฟฟิศเลดี้ (Office Ladies) กลายเป็นเพศที่ค้ำจุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยในปี 2528 (ค.ศ.1985) ญี่ปุ่นมีการออกฎหมาย ที่เปิดโอกาสในการจ้างงานอย่างเสมอภาค (Equal Employment Opportunities Law) ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นมีอิสระและบทบาททางเศรษฐกิจ-สังคมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็มีธุรกิจ-บริการ มากมายที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของกำลังซื้อของสาวๆ ชาวญี่ปุ่น [28]


เรนโฮ มูราตะ นักการเมืองหญิงเก่งชาวญี่ปุ่น

 ทั้งนี้ ภาพนักการเมืองสาวเท่ห์บวกเก่งอย่าง เรนโฮ มูราตะ (Renho Murata) อดีตพิธีกรสาวลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไต้หวัน วุฒิสมาชิกหญิงและรัฐมนตรีหญิงในรัฐบาลนายนาโอโตะ คัง ยิ่งขับให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงชาวญี่ปุ่นดูเป็น สาวมั่น สาวทำงานที่เก่งไม่แพ้ผู้ชาย

 กระนั้น ตัวเลข และข้อเท็จจริงบางประการก็ทำให้ นักสังคมวิทยาครอบครัวอย่าง ศ.ยามาดะต้องแปลกใจ  

 “ทุกวันนี้ ความใฝ่ฝันในอาชีพของผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากกลับไม่ใช่ความมีอิสระในการใช้ชีวิต หรือ ความทัดเทียมในหน้าที่การงานเท่ากับผู้ชาย แต่กลับเป็นการได้เป็นแม่บ้านเต็มเวลา (Full-Time Homemaker) ซึ่งทัศนคติดังกล่าวของผู้หญิงญี่ปุ่นในปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับทัศนคติของผู้หญิงญี่ปุ่นเมื่อ 20 ปีที่แล้วหรือ ทศวรรษที่ 1990 ถือเป็นการหันหลังกลับแบบ 180 องศา เลยทีเดียว” ศ.ยามาดะกล่าว และชี้แจงว่าหลักฐานอ้างอิงของเรื่องดังกล่าวเช่น จากการศึกษาโดยการสำรวจความเห็นประชากรของ สำนักงานคณะรัฐมนตรีในปี 2550 (ค.ศ.2007) ได้ชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี มีความคาดหวังที่จะเป็นแม่บ้านเต็มเวลามากถึงร้อยละ 23.0 มากกว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นที่อยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี (ร้อยละ 12.7) และ 40-49ปี (ร้อยละ 10.9) อย่างเห็นได้ชัด [29] 

 ตัวเลขดังกล่าว ประเด็นนี้กลายเป็นประเด็นทางสังคมที่กลุ่มสตรีนิยม (Feminist) และ กลุ่มต่อต้านสตรีนิยม (Anti-feminist) ต่างหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน แต่โดยข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทัศนะของคนรุ่นใหม่ชาวญี่ปุ่นที่ถูกบ่มเพาะด้วยปรากฎการณ์ “กาฝากสังคม” ได้ก่อให้เกิด คนญี่ปุ่นพันธุ์ใหม่ขึ้นมา 

 “ปัญหาใหญ่ที่สุดของวิกฤตประชากรญี่ปุ่น ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นต้องแต่งงานกับผู้ชายญี่ปุ่นที่มีงานประจำ (Full-time Job) ขณะที่ในข้อเท็จจริง คือ รัฐและสังคมไม่สามารถสร้างงานรองรับแรงงานที่เกิดใหม่ได้เพียงพอ พร้อมกันนั้นเองระบบการจ้างงานตลอดชีวิตก็ทำให้องค์กร/บริษัทญี่ปุ่นต้องปกป้องคนทำงานในระดับกลาง-ระดับสูงที่ทำงานมานาน ส่วนค่านิยมและความคาดหวังในระดับคุณภาพชีวิตที่สูงเกินศักยภาพในทางเศรษฐกิจของหนุ่ม-สาวญี่ปุ่นก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข” ศ.ยามาดะกล่าว 

 นอกจากนี้ ศ.ยามาดะ ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาของท่านและทีมงานพบว่า ขณะนี้ “สเปคผู้ชาย” ที่ผู้หญิงญี่ปุ่นกำลังมองหานั้นอยู่ที่ระดับรายได้ 6 ล้านเยนต่อปี (รายได้ 6 ล้านเยนต่อปี ในช่วงค่าเงินญี่ปุ่นแข็งโป๊กๆ แบบนี้ ไม่เท่าไหร่หรอกครับ ตกแค่ปีละ 2 ล้านกว่าบาทเอง) โดยประเด็นที่ศาสตราจารย์และทีมงานกำลังเจาะลึกก็คือ แนวโน้มที่ผู้หญิงญี่ปุ่นหลังจากหาคู่ชาวญี่ปุ่นตรงตามสเปคดังกล่าวไม่ได้ก็หันไปหา หนุ่มๆ จากชาติอื่นแทน 

 ภายหลังการบรรยายและแลกเปลี่ยนความเห็นเสร็จสิ้นผู้ช่วยของ ศ.ยามาดะ เข้ามาแนะนำตัวกับผมและฝากฝังว่า ถ้าผมเจอะเจอ หรือ รู้จักคู่หนุ่มไทย-สาวญี่ปุ่น คู่ใดก็ขอความกรุณาให้ช่วยแนะนำด้วย เพราะทีมงานมีความต้องการที่จะทำการสัมภาษณ์เพื่อมาประเมินและสรุปผลวิจัยต่อไป 

ได้ฟังปัญหาสังคมของญี่ปุ่นและเรื่องราวบางส่วนของบรรดาหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นพันธุ์ใหม่ บางครั้งไอ้หนุ่มชาวไทยอย่างผมก็สะดุ้งอยู่เหมือนกัน เพราะชีวิตของหนุ่มสาวชาวไทยจำนวนไม่น้อยก็ปรากฎภาพของการประพฤติตัวเป็น “กาฝากครอบครัว” หรือมากกว่านั้นคือ เป็น “กาฝากสังคม” เช่นเดียวกัน

 

หมายเหตุ :

[26] อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, Japanization, สำนักพิมพ์ openbooks, 2548, หน้า 10.

[27] Masahiro Yamada, After Parasite Singles – The Real Story Behind Japan’s Marriage Crisis, 2009.

[28] สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย, ใช่…ผู้หญิงญี่ปุ่น, นิตยสารผู้จัดการ, มิถุนายน 2548.

[29] The Survey Report about Gender Equality 2007, Cabinet Office of Japan.

Tags: ···················

No Comments so far ↓