ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (5) … โกโบริใน “ทวีตภพ”

August 10th, 2010 · 835 Comments · ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ศิลปะ-วรรณกรรม, ไอที - เทคโนโลยี

สื่อมวลชนญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบทวิตเตอร์ก็เพราะบริการส่งข้อความที่จำกัดตัวอักษรไว้ที่ 140 ตัวอักษรนั้นเหมาะกับภาษาของพวกเขาอย่างมาก กล่าวคือ ภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นส่วนผสมของอักษรภาพและอักษรเสียง …

 

.

บ้านเราคำว่า “ทวีตภพ” ที่แปลมาจากคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Twituniverse/Twitverse ได้รับความนิยมในหมู่ “ทวีตเพิล (Tweetple)” มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์การก่อความรุนแรงระหว่างการชุมนุมทางการเมืองในช่วงเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

 

 

 ปัจจุบัน คนไทยและสื่อมวลชนไทยหลายแขนงกำลังตื่นเต้น (หรือบางส่วน “ตื่นตระหนก”) กับการรุกคืบเข้ามาของเครือข่ายสังคมออนไลน์ (Online Social Network) อย่างมาก จนถึงขนาดที่ในวันนักข่าว 5 มีนาคม 2553สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยถึงกับหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นปกบนหนังสือประจำปี ขณะเดียวกันในวาระครบรอบ 13 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ 4 กรกฏาคมนี้ก็มีการหยิบยกเอาประเด็นเรื่องของ “บทบาทและจริยธรรมสื่อสังคม” ขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการเสวนา

 

 

 เมื่อต้นปี 2553 ข้อมูลจาก Sysomos ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้ทวิตเตอร์ราว 720,000 คน [9] ถึงปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวก็น่าจะทะลุ 1 ล้านคนไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ข้อมูลจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊คในประเทศไทยจาก Facebakers ต้นเดือนกรกฎาคม 2553 ก็ระบุว่า ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊คมากถึงราว 4.2 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วนประมาณร้อยละ 6 ของจำนวนประชากรทั้งหมด หรือ ประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย [10]

 

 

หลังมื้ออาหารกลางวันกับเหล่าผู้บริหารหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น บนห้องอาหารของชมรมสื่อแห่งชาติญี่ปุ่น (Japan National Press Club) “เกียม” เพื่อนนักข่าวชาวมาเลเซียเดินเข้ามาคุยกับผมก่อนการประชุมภาคบ่ายจะเริ่มต้นขึ้น

 

 

 “เดี๋ยวนี้นักข่าวในมาเลเซียก็ต้องเรียนรู้และทำงานเพื่อตอบสนองสื่อใหม่ ทำงานบนโลกออนไลน์และสื่อบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ ควบคู่ไปกับงานบนสื่อดั้งเดิมเช่นกัน พวกเราต้องทำภารกิจได้หลากหลายมากขึ้น (Multitasking)” นักข่าวการเมืองวัย 28 ปีจากหนังสือพิมพ์เดอะซันบอก

 

 

 ผมพยักหน้าและบอกว่า กระแสในเมืองไทยและมาเลเซียก็คงไม่ต่างกันนัก โดยทั้งองค์กรสื่อและผู้สื่อข่าวก็ต้องปรับตัวด้วยกันทั้งคู่

 

 

 ด้าน “หงหยิ่น” นักข่าวสาววัย 29 ปีจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษเดอะนิว เปเปอร์ (The New Paper) ที่เดิมทียืนฟังอยู่ข้างๆ ก็เข้าร่วมในวงสนทนา พร้อมกับอธิบายถึงสถานการณ์และความเปลี่ยนแปลงของสื่อในสิงคโปร์ โดยเฉพาะเครือสิงคโปร์ เพรส โฮลดิงส์ (SPH) ที่เธอทำงานอยู่

 

 

 ปัจจุบันระบบและเทคโนโลยีด้านสื่อสารมวลชนของสิงคโปร์อาจถือได้ว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีสื่อยักษ์ใหญ่อยู่ 2 เครือ หนึ่ง คือ สิงคโปร์ เพรส โฮลดิงส์ (SPH) และสอง คือ มีเดียคอร์ป (MediaCorp) โดยสื่อในมือ SPH กุมตลาดด้านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ ขณะที่ Mediacorp นั้นกุมตลาดด้านสื่อโทรทัศน์และวิทยุ อย่างไรก็ตามรัฐบาลสิงคโปร์ยังคงมีอำนาจมากที่สุดในการกำหนดทิศทางและเนื้อหาของสื่อในเครือทั้งสองผ่านทางกองทุนเพื่อการลงทุนที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ (Temasek Holdings)

 

 

 “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยความที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างรวดเร็วยิ่ง คนสิงคโปร์บริโภคข่าวสารข้อมูลกันมากขึ้น ผู้คนก็เข้าสู่โลกออนไลน์กันมากขึ้น ทำให้อุปกรณ์อย่างเช่นแบล็กเบอรี่ ไอโฟน และสมาร์ทโฟนต่างๆ ที่เอื้ออำนวยต่อการรับข่าวสาร กลายเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนมีใช้ …” หงหยิ่นกล่าว และว่า ในส่วนของเว็บไซต์มีธงนำคือเว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ STOMP (Straits Times Online Mobile Print ; www.stomp.com.sg), เว็บไซต์ข่าวภาษาจีนมีเจ่าเป้า หรือ หนังสือพิมพ์เช้าออนไลน์ (www.zaobao.com) ,ในส่วนของวิดีโอข่าวออนไลน์มี RazorTV (www.razor.tv), ขณะที่ข่าวบนมือถือผ่านแอปพลิเคชั่นบนไอโฟนก็มีให้เลือกหลายเจ้าทั้ง สเตรทส์ ไทมส์ รวมทั้งหนังสือพิมพ์ของหงหยิ่นเองคือ The New Paper ก็มีไอโฟนแอปของตัวเองเช่นกัน

 

 

 พฤติกรรมการบริโภคข่าวสารของคนเปลี่ยนไปมาก ลักษณะงานและเทคโนโลยีของสื่อสารมวลชนอย่างเราเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนตามไปด้วย โดยเฉพาะเรื่องของโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ยูทูป ฯลฯ

 

เว็บไซต์ www.stomp.com.sg

 

 ในประเทศญี่ปุ่น แม้ทวิตเตอร์จะยังไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนักเหมือนกับที่สื่อไทย หรือ สื่อสิงคโปร์พยายามเข้าไปมีบทบาทในการสื่อสารกับคนอ่านและผู้รับข่าวสาร แต่จำนวนผู้ทวิตเตอร์ในประเทศญี่ปุ่นนั้นถือว่ามีอัตราการเพิ่มที่สูงในลำดับต้นๆ ของโลก

 

 

 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 หนังสือพิมพ์เดอะ เจแปน ไทมส์ (The Japan Times) เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ของเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเทศญี่ปุ่นโดยระบุว่า แม้ “เฟซบุ๊ค” จะไม่ค่อยได้รับความนิยมในหมู่คนญี่ปุ่นเพราะในตลาดญี่ปุ่นมีคู่แข่งอย่างเว็บไซต์ที่ชื่อ “มิกซี่” (Mixi; htpp://mixi.jp) แต่ทุกวันนี้คนญี่ปุ่นกลับคลั่งไคล้ใน “บริการทวิตเตอร์” เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่บริการทวิตเตอร์บนโทรศัพท์มือถือเริ่มเปิดให้ชาวญี่ปุ่นใช้ตั้งแต่ตุลาคม 2552 [11]

 

 

 “ทุกวันนี้ สัดส่วนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวญี่ปุ่นที่ทวีตนั้นอยู่ที่ร้อยละ 16.3 เปรียบเทียบกับสัดส่วนชาวเน็ตของญี่ปุ่นที่ใช้เฟซบุ๊คที่มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น โดยสัดส่วนคนใช้ทวิตเตอร์ในญี่ปุ่นถือว่าแซงหน้าชาวอเมริกันที่อยู่ที่ร้อยละ 9.8 ไปแล้ว …ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ใช้ทวิตเตอร์ในญี่ปุ่นนั้นมีมากถึง 8 ล้านคน” เจแปน ไทมส์ระบุ

 

 

 ขณะที่เว็บไซต์วิเคราะห์การทวีตของคนทั่วโลกอย่าง Tweet Sentiments ก็ยืนยันข้อมูลว่า ปัจจุบันในบางช่วงเวลาชาวญี่ปุ่นทวีตบ่อยกว่าคนในประเทศเจ้าของบริการอย่างชาวอเมริกันเสียอีก โดยมีการประเมินกันว่าชาวญี่ปุ่นทวีตมากถึง 8 ล้านข้อความต่อวัน หรือ คิดเป็นสัดส่วนของปริมาณการทวีตโดยคนทั่วโลกแล้วเท่ากับร้อยละ 12

 

 

 ทำไมชาวญี่ปุ่นถึงสนุกสนานกับ “ทวีตภพ” กันนัก?

 

 

 สื่อมวลชนญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คนญี่ปุ่นชื่นชอบทวิตเตอร์ก็เพราะบริการส่งข้อความที่จำกัดตัวอักษรไว้ที่ 140 ตัวอักษรนั้นเหมาะกับภาษาของพวกเขาอย่างมาก กล่าวคือ ภาษาญี่ปุ่นนั้นเป็นส่วนผสมของอักษรภาพและอักษรเสียง ทำให้คำภาษาอังกฤษที่สิ้นเปลืองเนื้อที่ของตัวอักษรมากเช่น คำว่า Information ในภาษาอังกฤษใช้เนื้อที่ของตัวอักษร 11 ตัว ในภาษาญี่ปุ่นกลับใช้เนื้อที่เพียง 2 ตัวเท่านั้น

 

 

 เหตุผลประการต่อมาคือ การทวีตสามารถใช้นามแฝงได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อ-นามสกุลจริง เหมือนในบริการเครือข่ายสังคมอื่นๆ อย่างเช่น Mixi ที่ในการสมัครเข้าเครือข่ายจำเป็นต้องใช้ข้อมูลของโทรศัพท์ในประเทศญี่ปุ่นในการอ้างอิง ซึ่งนามแฝงนี้เองถือเป็นเสน่ห์สำคัญของทวิตเตอร์ในหมู่ชาวญี่ปุ่น

 

 

 ไม่เพียงคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป องค์กรทางธุรกิจในญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็เริ่มใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดด้วย ยกตัวอย่างเช่นบริษัทขายปลีกเสื้อผ้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Uniqlo ก็หันมาใช้บริการของทวิตเตอร์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 พื่อกระจายข่าวสารและกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของที่ร้านมากขึ้น

 

 

 นอกจากนี้ ยังมีชาวญี่ปุ่นบางส่วนให้ความเห็นด้วยว่า การรำพึงรำพันจำนวน 140 ตัวอักษร ผ่านทวิตเตอร์นั้น มีลักษณะคล้ายกับบทกวีญี่ปุ่นอย่าง “ไฮกุ (Haiku)” [12]ไม่น้อย กล่าวคือ เรียบง่ายและไม่ยึดติดกับแบบแผน

 

 

จากปัจจัยเหล่านี้เองจึงมีการประเมินกันว่า จำนวนผู้ใช้ทวิตเตอร์ในญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคน เป็น 20 ล้านคนในเร็ววันนี้!

 

 

      หลังสอบ

ในฝูงชน ผู้คนกำลังส่งเสียงเชียร์

แต่ฉันเดินคนเดียว

– – – กวีนิรนาม

 

 

ข้อมูลอ้างอิงจาก

[9] www.greyreview.com/2010/01/26/twitter-in-asia-total-users-by-country/

[10] www.facebakers.com/countries-with-facebook/TH/

[11] Yuri Kageyama, World’s tweet is Japan’s ‘mumble’ on hit Twitter, The Japan Times, 30 June 2010, p3.

[12] ไฮกุ (俳句, haiku) บทกวีญี่ปุ่นประเภทหนึ่งมีการตัดทอนความยาวลงให้เหลือเพียงตัวอักษร 3 วรรค ยาว 5-7-5 รวมเป็นตัวอักษรเพียง 17 ตัว ไฮกุ มีพื้นฐานคือ เรียบง่าย และ ดั้งเดิม จึงไม่ยึดติดกับแบบแผน ไม่มีข้อจำกัด ไหลเรื่อยตามธรรมชาติ สั้นกระชับที่สุด ตรงที่สุด และเป็นไปอย่างฉับพลัน ตามสภาวะสัจจะ เรียบง่ายและตรงความรู้สึก ออกมาจากใจของกวี โดยปราศจากอุปสรรคขวางกั้น (ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดียไทย)

 

Tags: ··············

835 Comments so far ↓