ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

Tokyo Diary (6) … “กิโมโน” ใต้ “ชุดสูท”

August 15th, 2010 · 134 Comments · ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, เศรษฐกิจ, ไอที - เทคโนโลยี

จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อครั้งผมอยู่ที่ประเทศจีน “มิซูซุ” เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เรียนเอกวัฒนธรรมจีน ณ มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งด้วยกัน เคยเล่าให้ฟังว่า คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าอย่างเช่นพ่อ-แม่ของเธอนั้นมีความภาคภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นมาก จนถึงขั้นรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นไม่ใช่คนเอเชียและประเทศญี่ปุ่นมิได้เป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย ทว่า สำหรับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่แล้ว ความรู้สึกทำนองดังกล่าวก็มีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

 

.

ในช่วง 14 วันของโครงการ NSK-CAJ Fellowship Program ครั้งที่ 31 รายการอบรม สัมมนาและดูงานที่ทางฝ่ายต่างประเทศของสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นออกแบบและจัดเตรียมไว้ให้สำหรับสื่อมวลชนจาก 7 ชาติอาเซียน ไม่เพียงจำกัดอยู่เพียงการพบปะ พูดคุย หรือไปเยี่ยมเยียนบรรดาหนังสือพิมพ์-สื่อมวลชนญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการทำความเข้าใจและขอความเห็นจากพวกเราในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเกี่ยวพันกับ คน สังคม และประเทศญี่ปุ่นในมิติอื่นๆ

 

 

 หรือหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้จัดโครงการนี้ไม่เพียงมุ่งเน้นการสานสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชนญี่ปุ่นกับสื่อมวลชนจากภูมิภาคอาเซียน แต่ยังมีความมุ่งหวังให้สื่อจาก 7 ชาติอาเซียนทำความเข้าใจในภาวะเศรษฐกิจ ธุรกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย

 

 

 สำหรับประเด็นตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยและถามความคิดเห็นนั้นมีการลงรายละเอียดลึกไปถึงในระดับปฏิบัติการ อย่างเช่น การพูดคุยถึงปัญหาการรับพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลชาวต่างชาติ (ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย) เข้าทำงานในญี่ปุ่น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากค่านิยมของคนญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมองว่าอาชีพพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลเป็นอาชีพที่เคร่งเครียด, มีชั่วโมงในการทำงานที่ยาวนาน, งานหนักขณะที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ส่งผลให้เกิดภาวะการขาดแคลนบุคลากรชาวญี่ปุ่นในสาขาอาชีพนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคสมัยของ สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ทำให้มีความต้องการแรงงานด้านสาธารณสุขดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

 

 

 สภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของญี่ปุ่นดังเช่นที่กล่าวนี้เอง นำมาสู่การลงนามในข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Economic Partnership Agreement : EPA) ระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลฟิลิปินส์และอินโดนีเซียเมื่อหลายปีก่อน

 

 

ปัญหาดังกล่าวสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นถึงกับเชิญเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการมาอธิบายถึงความเป็นมา สภาพการณ์ ณ ปัจจุบันของแรงงานต่างชาติด้านสาธารณสุขในญี่ปุ่น ปัญหาด้านงบประมาณ ปัญหาสังคม ปัญหาด้านการเมืองที่นำมาสู่ความจำเป็นในการนำเข้าแรงงานด้านสาธารณสุขชาวต่างชาติ ฯลฯ

 

 

 โดยประเด็นสำคัญที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นหลายฉบับในช่วงเดือนมิถุนายน 2553 และเป็นที่วิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็คือ ในการจัดการสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพดังกล่าวนั้น จากผู้สอบนับร้อยคนกลับมีพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลจาก 2 ชาติอาเซียนผ่านการทดสอบภาษาญี่ปุ่นเพียงไม่ร้อยละ 1 เท่านั้น …

 

 

 จากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ชัดว่า ภารกิจของสื่อมวลชนในการเป็นสะพานเชื่อม เพื่อทำความเข้าใจ ถ่ายทอดข่าวสารและสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคโลกานุวัตรนั้นมีความลำบากและซับซ้อนมากขึ้นทุกทีๆ โดยสาเหตุประการหนึ่งของความยากลำบากดังกล่าวก็คือ ประเทศแต่ละประเทศ สังคมแต่ละสังคม ชุมชนแต่ละชุมชนล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างทางภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และการเมืองในระดับหนึ่ง ซึ่งความแตกต่างและช่องทางทางความเข้าใจเหล่านั้นมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการถกเถียง ขัดแย้ง และง่ายดายที่จะถูกขยายความให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ในที่สุด

 

 

 “จงหาเหตุผลจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพื่อที่เราจะได้ทำความเข้าใจกับผู้อื่นได้มากขึ้น”

 

 

 ข้างต้นเป็นประโยคที่เอ่ยจากปากของชายชายญี่ปุ่นวัย 82 ปี ที่ชื่อ โซโซ โยโกยาม่า (Sozo Yokoyama) …

 

 

 โยโกยาม่าเซนเซ (อาจารย์โยโกยาม่า) ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมญี่ปุ่นและผู้เขียนหนังสือ Hidden Values of Japan ได้รับเชิญจากสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นให้เป็นวิทยากรอธิบายเรื่อง “วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น” ให้กับสื่อจาก 7 ชาติอาเซียนในช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน 2553

 

 

 “ภาษาคือเสียงของหัวใจ (Language is the sound of the heart)”

 

 

 โยโกยาม่าเซนเซใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงต้นตำรับพูดคุยกับเราและอธิบายให้พวกเราฟังว่า ในแง่มุมทางภาษาศาสตร์แล้ว ภาษาญี่ปุ่นนั้นมีเอกลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของชนชาติมากมาย

 

 

 “ยกตัวอย่างเช่นคำว่า ‘โอฮาโย โกไซอิมัส (Ohayo gozaimas)’ ที่แปลว่าสวัสดีตอนเช้านั้น แม้ในพจนานุกรมจะบอกว่า ‘โอฮาโย โกไซอิมัส’ แปลว่า ‘สวัสดีตอนเช้า’ แต่ความหมายดั้งเดิมของคำพูดที่ชาวญี่ปุ่นใช้ทักทายกันทุกเช้าคำนี้นั้นจริงๆ แปลความหมายได้ว่า คุณตื่นเช้าจัง! (You’re Early)” ผู้เขียนหนังสือ Hidden Values of Japan กล่าวและอธิบายต่อว่า ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะกลายเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรมและมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเช่นทุกวันนี้ ในอดีตสังคมญี่ปุ่นก็เป็นเพียง “สังคมเกษตร” ที่ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อม พึ่งพิงธรรมชาติ และใช้ชีวิตร่วมกับความผันแปรของฤดูกาลในการดำรงชีวิต ดังเช่นสัตว์ทั้งหลายที่ต้องเร่งหาอาหารในยามที่ผลหมากรากไม้ผลิใบและออกผลเพื่อเตรียมไว้สำหรับฤดูหนาว ด้วยเหตุนี้เอง การทักทายกันในช่วงเช้าว่า “คุณตื่นเช้านะ” จึงบ่งชี้ให้เห็นถึงปรัชญาในการดำรงชีวิตของคนญี่ปุ่นประการหนึ่งก็คือ “เวลาเป็นของมีค่า (Time is Precious)”

 

 

“นั่นเองทำไมคนต่างชาติอย่างพวกเธอจึงสังเกตและบ่นกันมากว่าคนญี่ปุ่นนั้นเดินเร็วมาก … ซึ่งบางครั้งในสายตาของคนญี่ปุ่นแก่ๆ อย่างฉันก็เห็นด้วยว่ามันรวดเร็วเกินไป” โยโกยาม่าเซนเซบอกพร้อมด้วยรอยยิ้ม

 

 

“วัฒนธรรมญี่ปุ่นก็เหมือนกับชุดกิโมโนที่สวมอยู่ภายใต้สูทตะวันตก”

 

 

 ประโยคต่อมาของโยโกยาม่าเซนเซ นั้นคล้ายคลึงกับที่ Lonely Planet หนังสือนำเที่ยวยอดนิยมของเหล่าแบ็คแพคเกอร์อธิบายไว้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นว่า “เดอะ เจแปนีส (The Japanese)” หรือ “คนญี่ปุ่น” นั้นมีเอกลักษณ์ในตัวเองสูงมาก ขณะเดียวกันก็มีความทระนงในเผ่าพันธุ์ของตัวเองมากเช่นเดียวกัน

 

 

 Lonely Planet วิเคราะห์ต่อว่า คนญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะพิเศษบางประการที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ โดยสิ่งเหล่านี้อาจมีความเกี่ยวพันกับปัจจัยเหล่านี้ เช่น ญี่ปุ่นเป็นประเทศบนเกาะ, ก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นไม่เคยถูกปกครองจากอำนาจภายนอกมาก่อนและอิทธิพลของศาสนาคริสต์ก็ไม่ได้มากมายอะไร, แต่ไหนแต่ไรมาสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมชนบทที่เลี้ยงชีพด้วยการประกอบกสิกรรม, ด้วยสาเหตุที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นเกาะซึ่งเต็มไปด้วยเทือกเขา-เนินเขา ทำให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ราบจึงมีความหนาแน่นสูง ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้นและเกิดระบบการปกครองที่เป็นลำดับชั้น [13]

 

 

ทั้งนี้ จากประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อครั้งผมอยู่ที่ประเทศจีน “มิซูซุ” เพื่อนชาวญี่ปุ่นที่เรียนเอกวัฒนธรรมจีน ณ มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่งด้วยกัน เคยเล่าให้ฟังว่า คนญี่ปุ่นรุ่นเก่าอย่างเช่นพ่อ-แม่ของเธอนั้นมีความภาคภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นมาก จนถึงขั้นรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นไม่ใช่คนเอเชียและประเทศญี่ปุ่นมิได้เป็นส่วนหนึ่งของเอเชีย ทว่า สำหรับคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่แล้ว ความรู้สึกทำนองดังกล่าวก็มีความเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว โดยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาทำให้คนญี่ปุ่นเริ่มยอมรับและปรับตัวให้เข้ากับการแผ่ขยายอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมของจีนมากขึ้น

 

 

กลับมาถึงเรื่องของ “สูท” กับ “กิโมโน” …

 

 

จากประสบการณ์ในการติดต่อกับทาง นัตสึกิซังเจ้าหน้าที่หนุ่มของสมาคมหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่น ทำให้ผมทราบว่าในการทำงานคนญี่ปุ่นนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกและการแต่งตัวเป็นอย่างมาก โดยนัตซึกิซังได้เขียนอีเมล์ถึงผู้สื่อข่าวจากชาติอาเซียนทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ชายว่า ระหว่างการอบรมและดูงานนั้น “กางเกงยีนส์” เป็นของต้องห้ามโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีการกำชับกำชาเสียด้วยว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่อยู่ในญี่ปุ่นนั้นขอให้ผู้สื่อข่าวทุกคนเตรียมนามบัตรมาอย่างน้อย 100 ใบ

 

 

ในการทำความรู้จักและการติดต่องานกับชาวญี่ปุ่น การแลกนามบัตรนั้นถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ และถือเป็นมารยาทที่ต้องปฏิบัติตาม ขณะที่สำหรับความรู้สึกของคนไทยแล้ว “นามบัตร” ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นทางการ ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ ซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยความห่างเหินและความไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจกันเท่าใดนัก

 

 

 อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมอย่างเช่นการสวมชุดสูทผูกไทเคร่งขรึม กับ การยื่นนามบัตรในระหว่างการทำความรู้จักกลับถูกผสมผสานเข้ากันกับวัฒนธรรมในการโค้งคำนับจนลำตัวแทบจะขนานกับพื้น ธรรมเนียมในการเยี่ยมเยียน การเชื้อเชิญ การให้ของขวัญ รวมไปถึงการแสดงความขอบคุณ ความเคารพและขนบธรรมเนียม ประเพณี ฯลฯ ที่ค่อนข้างซับซ้อน มีระเบียบแบบแผนและมีพิธีรีตองมากกว่าสังคมอื่นๆ

 

 

 ขณะเดียวกันสังคมญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะพยายามสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความเป็นอนุรักษ์นิยมก็มีภาพลักษณ์ที่สร้างความขัดแย้งในตัวเองหลายประการ เช่น มีค่านิยมที่หลงใหลในวัฒนธรรมตะวันตกและความก้าวหน้าของสหรัฐอเมริกาแต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่กลับพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก, มีภาพลักษณ์ของความเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมแต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์โป๊กลับเฟื่องฟูและเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย, มีเอกลักษณ์ในเรื่องของความสุภาพ แต่ในบางมิติทางวัฒนธรรมก็อุดมด้วยความกดดันและแฝงไว้ด้วยความรุนแรง อย่างเช่น เพลง ภาพยนตร์ การ์ตูน ฯลฯ

 

 

 เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ ทำให้ผมยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่า สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมชุดกิโมโนภายใต้ชุดสูท หรือ สังคมชุดสูทภายใต้กิโมโนกันแน่ …

 

 

หมายเหตุ :

[13] Lonely Planet Japan 11th edition, Oct 2009, p56.

 

Tags: ············

134 Comments so far ↓