ดวงตาของหัวใจ http://mblog.manager.co.th/varitlim หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ ... 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม Sat, 19 Aug 2017 09:06:30 +0000 en-US hourly 1 http://wordpress.org/?v=4.3.1 คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!” http://mblog.manager.co.th/varitlim/make-your-bed/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/make-your-bed/#comments Sat, 19 Aug 2017 09:06:30 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=984 “ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก จงเริ่มต้นที่การเก็บที่นอนของคุณเอง (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) ถ้าคุณหัดเก็บที่นอนตัวเองทุกเช้า คุณจะทำภารกิจแรกของแต่ละวันได้สำเร็จ มันจะทำให้คุณเกิดความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ และมันจะกระตุ้นให้คุณทำภารกิจอื่นต่อไป และภารกิจอันต่อไป และภารกิจอันต่อไป โดยเมื่อสิ้นสุดวัน การทำภารกิจแรกได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นว่าภารกิจอีกหลายอย่างสำเร็จไปด้วย “การเก็บที่นอนของตัวเองตอนเช้ายังจะช่วยเสริมข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งเล็กๆ นี่แหละที่สำคัญสำหรับชีวิต ถ้าเพียงสิ่งเล็กๆ คุณยังทำไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้สำเร็จ และถ้าหากมีวันไหน คุณมีวันที่อับเฉาไร้โชค เมื่อคุณกลับมาถึงบ้าน คุณก็ยังได้กลับมาถึงเตียงที่ถูกเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) เตียงที่คุณเก็บ และเตียงที่ถูกเก็บเอาไว้เรียบร้อยจะปลอบขวัญคุณว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่าวันนี้” — พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน ผมได้ฟังคำปาฐกถาของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven) อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือของสหรัฐฯ นายใหญ่ของหน่วยซีล หน่วยรบที่เข้มแข็งและเลื่องชื่อที่สุดของสหรัฐฯ กลางดึกวันหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า Goalcast (ลิงก์ >> https://www.facebook.com/goalcast/videos/1533350906742094/?hc_ref=ARQT6epwDk5-9ZkE4YDnt1wFfpb2qt5Kp5mriuxrj4ch8TYg7SsaMCK6PJuSILTEBgQ&pnref=story) คลิปความยาวประมาณ 6 นาทีดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 และภายในเวลาไม่ถึงสองวันดีก็มีผู้เข้าไปชมทางเฟซบุ๊กมากกว่า 75 ล้านวิวแล้ว เมื่อไปค้นข้อมูลดูผมพบว่า การกล่าวปาฐกถาดังกล่าวของ […]

The post คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001

พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven)

“ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก จงเริ่มต้นที่การเก็บที่นอนของคุณเอง (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) ถ้าคุณหัดเก็บที่นอนตัวเองทุกเช้า คุณจะทำภารกิจแรกของแต่ละวันได้สำเร็จ มันจะทำให้คุณเกิดความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ และมันจะกระตุ้นให้คุณทำภารกิจอื่นต่อไป และภารกิจอันต่อไป และภารกิจอันต่อไป โดยเมื่อสิ้นสุดวัน การทำภารกิจแรกได้สำเร็จ ก็จะกลายเป็นว่าภารกิจอีกหลายอย่างสำเร็จไปด้วย

“การเก็บที่นอนของตัวเองตอนเช้ายังจะช่วยเสริมข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งเล็กๆ นี่แหละที่สำคัญสำหรับชีวิต ถ้าเพียงสิ่งเล็กๆ คุณยังทำไม่ได้ คุณก็จะไม่มีวันทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าได้สำเร็จ และถ้าหากมีวันไหน คุณมีวันที่อับเฉาไร้โชค เมื่อคุณกลับมาถึงบ้าน คุณก็ยังได้กลับมาถึงเตียงที่ถูกเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว (เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง) เตียงที่คุณเก็บ และเตียงที่ถูกเก็บเอาไว้เรียบร้อยจะปลอบขวัญคุณว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่ดีกว่าวันนี้” — พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน

ภาพจาก Pinterest

ภาพจาก Pinterest

ผมได้ฟังคำปาฐกถาของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน (William H. McRaven) อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือของสหรัฐฯ นายใหญ่ของหน่วยซีล หน่วยรบที่เข้มแข็งและเลื่องชื่อที่สุดของสหรัฐฯ กลางดึกวันหนึ่งผ่านทางเฟซบุ๊กเพจที่ชื่อว่า Goalcast (ลิงก์ >> https://www.facebook.com/goalcast/videos/1533350906742094/?hc_ref=ARQT6epwDk5-9ZkE4YDnt1wFfpb2qt5Kp5mriuxrj4ch8TYg7SsaMCK6PJuSILTEBgQ&pnref=story)

คลิปความยาวประมาณ 6 นาทีดังกล่าวถูกโพสต์ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 และภายในเวลาไม่ถึงสองวันดีก็มีผู้เข้าไปชมทางเฟซบุ๊กมากกว่า 75 ล้านวิวแล้ว

เมื่อไปค้นข้อมูลดูผมพบว่า การกล่าวปาฐกถาดังกล่าวของ พลเรือเอกวิลเลียม แฮรรี แมคเรเวน มีขึ้นในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน เมื่อปี 2557 (ค.ศ.2014) ซึ่งพลเรือเอกแมคเรเวนเป็นศิษย์เก่า และเคยได้รับเกียรติให้เป็นศิษย์เก่าเกียรติยศเมื่อปี 2555 (ค.ศ.2012) หลังเสร็จสิ้นจากภารกิจอันลือลั่นโลก นั่นคือหน่วยซีลสามารถสังหารนายอุซามะห์ บิน ลาดิน นายใหญ่ของกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ที่หลบซ่อนอยู่ในปากีสถานได้สำเร็จเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 (ค.ศ.2011)

003

พลเรือเอกแมคเรเวน ผู้ซึ่งหลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านวารสารศาสตร์ (Journalism) จาก ม.เท็กซัสออสติน ก็เข้ารับราชการในกองทัพเรือสหรัฐฯ ทันที โดยมีประสบการณ์ผ่านศึกสงครามและสมรภูมิมามากมาย ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงจากภารกิจเนปจูน สเปียร์ (Neptune Spear) หรือภารกิจพิเศษในการจัดการกับ บิน ลาดิน ผู้ก่อการร้ายระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาจากการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11 หรือการก่อวินาศกรรมภายในดินแดนสหรัฐฯ ที่สร้างความตกตะลึงให้กับคนทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (ค.ศ.2001) โดย พลเรือเอกแมคเรเวนรับหน้าที่ในการวางแผน จัดการและควบคุมดูแลภารกิจเนปจูน สเปียร์ภายใต้การดูแลด้านนโยบายของ ลีออน พาเนตตา ผอ.สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือ ซีไอเอ โดยในปีนั้น (ค.ศ.2011) นิตยสารไทม์ ยังมอบตำแหน่ง รองอันดับ 1 บุคคลแห่งปี (Runner-up Person of the Year) ให้กับ พลเรือเอกแมคเรเวนด้วย

004-The-Admiral

ในคลิปฉบับเต็มที่เผยแพร่ผ่านทางยูทูป University of Texas at Austin 2014 Commencement Address – Admiral William H. McRaven (https://www.youtube.com/watch?v=pxBQLFLei70) ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 19.26 นาที พลเรือเอกแมคเรเวน เล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาได้เรียนรู้จากการฝึกหน่วยซีลขั้นพื้นฐานที่ใช้เวลา 6 เดือน โดยสรุปสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญที่สุดมาให้ฟังเพียง 10 ข้อ

“ทุกเช้าของการฝึกหน่วยซีล ครูฝึกของผมซึ่งทั้งหมดเป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามจะเข้ามาในโรงนอน โดยสิ่งที่เขาทำเป็นอย่างแรกคือ ตรวจสอบเตียงของผม ถ้าคุณทำถูกตรงมุมเตียงจะเป็นเหลี่ยม ผ้าคลุมจะตึงแน่น หมอนก็จะอยู่ตรงกึ่งกลางหัวเตียงพอดี ส่วนผ้าห่มจะถูกพับอย่างเรียบร้อยที่ปลายเตียง มันเป็นภารกิจง่ายๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดามากๆ แต่ทุกเช้าพวกเราถูกสั่งให้ทำมันให้สมบูรณ์ที่สุด ตอนนั้นผมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับเรื่องนี้ เมื่อพิจารณาว่าเรากำลังจะถูกบ่มให้เป็นนักรบในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องเป็นหน่วยซีลที่ออกไปผจญกับการสู้รบในสนามรบอันโหดร้าย แต่ภูมิปัญญาแห่งการกระทำเล็กๆ นี้เองที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า …”

005

                นอกเหนือจาก การเก็บเตียงตัวเองทุกเช้า แล้ว อดีต ผบ.หน่วยซีล ยังบอกด้วยหากจะเปลี่ยนโลกคุณจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องหาเพื่อนหรือพันธมิตรเข้ามาช่วย, อย่าตัดสินคนอื่นจากภายนอก ให้พิจารณาจากภายใน (จิตใจ), อย่ามัวพร่ำบ่นกับเรื่องที่ไม่สมบูรณ์ หรือความไม่พอใจส่วนบุคคล จงมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป, อย่ากลัวกับความล้มเหลว, คิดนอกกรอบบ้างเมื่อเชิญหน้าอุปสรรค, อย่าหนีปัญหา, ในห้วงเวลาที่มืดมิดที่สุด คุณต้องมุ่งมั่นและทำให้ดีที่สุด, จงมองโลกในแง่ดีเมื่อพบกับปัญหาและอุปสรรค และสุดท้ายจงอย่า อย่า อย่ายอมแพ้!!!

นั่นเป็นข้อสรุป 10 ข้อ ที่กลั่นจากประสบการณ์ 30 กว่าปีของนักรบหน่วยซีล (และอดีตบัณฑิตด้านวารสารศาสตร์) ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อว่า Make Your Bed: Little Things That Can Change Your Life…And Maybe the World ซึ่งเขียนโดยพลเรือเอกแมคเรเวน และ เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ออกมาในปี 2560 นี้เอง และได้รับคำชื่นชมจากการรีวิวมากมาย (ซึ่งผมคงต้องหามาอ่านเร็วๆ นี้)

006-51xmvTNPdTL._SX351_BO1,204,203,200_

ในคลิปล่าสุดที่ถูกโพสต์เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ Goalcast คำพูดของ พลเรือเอกแมคเรเวน นอกจากจะมีผู้ชมมากกว่า 75 ล้านครั้งแล้ว (ไม่นับรวมกับผู้ชมผ่านทางต้นฉบับทางยูทูปอีกมากกว่า 4.8 ล้านครั้ง) มีผู้คลิกไลค์ 1.1 ล้านคน แชร์ต่อมากกว่า 2.3 ล้านครั้ง และแสดงความเห็นอีกเกือบแสนความเห็น

อย่างไรก็ตาม มีประโยคหนึ่งที่ พลเรือเอกแมคเรเวนกล่าว และผมเห็นว่าน่าขบคิดเป็นอย่างมากก็คือ หากความต้องการของคุณคือ การเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ … แล้วชีวิตที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น โลกที่คุณต้องการเปลี่ยนให้ดีขึ้น คือชีวิตแบบไหน โลกแบบไหนกันแน่?

 

The post คำสอนจาก ผบ.หน่วย SEAL : “ถ้าอยากจะเปลี่ยนชีวิตจงเริ่มต้นที่ “เก็บที่นอนตัวเอง” ทุกเช้า!” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/make-your-bed/feed/ 0
กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname02/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname02/#comments Sun, 18 Jun 2017 19:36:30 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=969 กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) ดาราดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง  รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince, ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 2559 ของเกาหลี นั่นคือ Train to Busan ที่ได้ชื่อภาษาไทยคือ ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง ไม่ทราบว่าตัว “กงยู” เองรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของปราชญ์นามอุโฆษของโลกอย่าง “ขงจื๊อ” แต่ถ้าจะให้สืบค้นไป จริงๆ ก็คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “เจียผู่ (家谱)” หรือ Family Tree ของตระกูลข่ง (孔氏) นั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า […]

The post กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) พระเอกหนุ่มเกาหลี หนึ่งในทายาทตระกูลข่ง

กงยู (Gong Yoo) หรือ กง จี ชอน (Gong Ji-chul) ดาราดังจากซีรีส์เกาหลีเรื่อง  รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ หรือ Coffee Prince, ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ (Guardian: The Lonely and Great God) รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังแห่งปี 2559 ของเกาหลี นั่นคือ Train to Busan ที่ได้ชื่อภาษาไทยคือ ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง

ไม่ทราบว่าตัว “กงยู” เองรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นลูกหลานของปราชญ์นามอุโฆษของโลกอย่าง “ขงจื๊อ” แต่ถ้าจะให้สืบค้นไป จริงๆ ก็คงไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงอะไร เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วว่า “เจียผู่ (家谱)” หรือ Family Tree ของตระกูลข่ง (孔氏) นั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

 

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ศาลเจ้าขงจื๊อที่วัดขงจื๊อ (孔庙) เมืองชีว์ฟู่ มณฑลซานตง

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

ตัวอักษร เซิงหมินเว่ยโหย่ว (生民未有) ลายมือของฮ่องเต้ยงเจิ้ง แห่งราชวงศ์หมิงที่วัดขงจื๊อ แสดงความเชิดชูขงจื๊อว่าเป็นเอกบุรุษเพียงหนึ่งเดียวทั้งในอดีตและอนาคต

การจัดทำ “บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูลข่ง” นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ที่ฮ่องเต้ถึงกับต้องให้ความเห็นชอบเอง โดยในสมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) ปฐมจักรพรรดิจูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่ ได้พระราชทานอักษร 8 ตัว ประกอบไปด้วย กง (公), เยี่ยน (彦), เฉิง (承), หง (弘), เหวิน (闻), เจิน (贞), ซ่าง (尚), อิ้น (胤) ให้ลูกหลานตระกูลข่งได้ใช้ประกอบการตั้งชื่อ [1]

 

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง จูหยวนจาง หรือ ฮ่องเต้หงอู่

ทั้งนี้ตามประเพณี-วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน ในการเรียบเรียง “เจียผู่” บางเล่มจะมีการเรียง “ลำดับรุ่น” อย่างชัดเจนตามชื่อของแต่ละรุ่นในสายตระกูลซึ่งได้ตั้งไว้ก่อนแล้ว ในชนบทจะเรียกวิธีการเรียบเรียงนี้ว่า “ไผเป้ย” ซึ่งหมายถึงการเรียงลำดับตามรุ่นนั่นเอง เนื่องจากสังคมจีนโบราณถือชายเป็นใหญ่ ดังนั้นในการตั้งชื่อเด็กชายจะต้องใช้ตัวอักษรที่กำหนดให้เป็นชื่อรุ่นประกอบในชื่อของเด็กชายด้วยเสมอ สำหรับชื่อที่มีสามตัวอักษร ตัวอักษรที่เป็นชื่อรุ่นอาจใช้เป็น “ตัวกลาง” หรือ “ตัวท้าย” ของชื่อก็ได้ อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของตัวอักษรชื่อรุ่นนี้ไม่กำหนดตายตัว แต่ละรุ่นอาจวางในตำแหน่งที่ต่างกัน แต่ทั้งนี้ก็มีธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติต่อๆ กันมา [2]

กระนั้น ตัวอักษรจีน 8 ตัวที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ตระกูลข่งก็ไม่เพียงพอ ทำให้ในเวลาต่อมาปราชญ์ในตระกูลข่งจึงได้เพิ่มเติมตัวอักษรเพื่อใช้เป็น “ชื่อรุ่น” เข้าไปอีก จนเพียงพอให้ลูกหลานใช้ประกอบการตั้งชื่อได้ถึงรุ่นที่ 105 (ซึ่งนับต่อไปได้อีกหลายร้อยปี) โดยตัวอักษรของรุ่นที่ 105 คือคำว่า “ชาง ()” ซึ่งเป็นอักษรที่มีความหมายมงคล แปลว่า ความเจริญรุ่งเรือง มั่งคั่ง งอกงาม

 

"เจียผู่" ตระกูลข่ง

“เจียผู่” ตระกูลข่ง

เดือนมีนาคม 2560 ผมมีโอกาสเดินทางที่ชีว์ฟู่ เมืองบ้านเกิดของขงจื๊อในมณฑลซานตง … อีกครั้ง

การเดินทางมาซานตงครั้งนี้ของผมถือเป็นครั้งที่สอง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้นเป็นทริปส่งท้ายเมื่อครั้งผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง

การมาชีว์ฟู่ครั้งนี้ ปี 2560 ผมมีโอกาสได้พบกับ “ลูกหลานขงจื๊อ” สองคน คนหนึ่งเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 74 ส่วนอีกคนเป็นคนตระกูลข่ง รุ่นที่ 75

จริงๆ คนในตระกูลข่งที่มีชื่อเสียง และมีอิทธิพลในประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม การปกครองจีนนั้นมีจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ ข่ง เสียงซี (孔祥熙) หรือ H. H. Kong อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐจีนในช่วง ค.ศ.1938-1939 และสามีของ ซ่ง อ่ายหลิง พี่สาวคนโตแห่งสามสาวตระกูลซ่งที่ทรงอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนทั้งในยุคสาธารณรัฐ และยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี ขณะไปเยือนเยอรมนี พบกับฮิตเลอร์ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.1937

ข่ง เสียงซี นั้นเป็นคนตระกูลข่งรุ่นที่ 75 เช่นเดียวกับ ข่ง เสียงหลิน (孔祥林; สังเกตว่าอักษรตัวกลาง นั้นมีคำว่า “เสียง (祥)” ซึ่งแปลว่า มงคล, รุ่งเรือง) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ นักวิชาการที่ได้ขึ้นชื่อว่าเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมขงจื๊อมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศจีน โดยหากมีผู้นำระดับสูงของจีน หรือของประเทศต่างๆ มาเยือนเมืองชีว์ฟู่ อ.ข่ง เสียงหลินก็จะเป็นผู้นำชมและบรรยายความสำคัญของสถานที่ต่างๆ

อ.ข่ง เสียงหลิน เป็นผู้พาผมกับคณะของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ชมมรดกโลก 3 แห่งในเมืองชีว์ฟู่ นั่นคือ วัดขงจื๊อ (孔庙) สุสานขงจื๊อ (孔林) และจวนตระกูลข่ง (孔府)

สถานที่ทั้งสามแห่งนี้ ถือเป็นได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 เมื่อปี พ.ศ.2537 และถือเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจากในประเทศจีนและทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านคนต่อปี

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ผู้เขียนกับ ข่ง เสียงหลิน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวัฒนธรรมขงจื๊อ ลูกหลานตระกูลข่งรุ่นที่ 75

ลูกหลานตระกูลข่งอีกคนที่ผมได้เจอที่เมืองชีว์ฟู่ ระหว่างงานเลี้ยงรับรองช่วงค่ำก็คือ ข่ง เจี้ยนกั๋ว (孔建国)

คุณข่ง เจี้ยนกั๋ว เป็นทายาทขงจื๊อรุ่นที่ 74 เกิดที่มณฑลเจ้อเจียง ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็น ครูบาอาจารย์ หรือ นักวิชาการเหมือนกับบรรพบุรุษ แต่เขาเป็นนักการเงิน นักลงทุน โดยมีบริษัททางด้านการเงิน เช่น Yinjia Financial (银嘉金服) และ บริษัท Free my Pay (付临门) ตั้งอยู่ที่ทั้ง นครปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้

ลูกหลานรุ่นที่ 74 ของขงจื๊อคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะบริษัท Free my Pay ที่เขาทำตอนนี้คือ ตัวกลางการรับชำระเงิน (3rd Party Payment Gateway)หรือช่องทางการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ mPOS (mobile Point Of Sale) ร้านสะดวกซื้อ บัตรเครดิต/เดบิต เอทีเอ็ม ฯลฯ เหมือนกับบริการที่คนไทยรู้จักอย่างเช่น Paypal, Paysabuy, True money เป็นต้น

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

ข่ง เจี้ยนกั๋ว นักธุรกิจลูกหลานขงจื๊อรุ่นที่ 74

Free my Pay (付临门)

Free my Pay (付临门)

หลังอาหารค่ำ ผมมีโอกาสได้ขอเข้าไปจับมือและพูดคุยสั้นๆ กับ ข่ง เจี้ยนกั๋ว ผมกระซิบบอกกับเขาว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้กระทบไหล่กับลูกหลานหนึ่งในยอดปราชญ์ของโลกอย่างขงจื๊อ เขายิ้มและตอบกลับว่า ยินดีต้อนรับคนไทยมาเที่ยวเมืองชีว์ฟู่ บ้านเกิดบรรพบุรุษเขา

เห็นไหมครับว่า ทายาทขงจื๊อ พี่น้องของกงยู แต่ละคนนี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ^_^

อ้างอิง :
[1]  孔氏家谱; http://www.baike.com/wiki/%E5%AD%94%E6%B0%8F%E5%AE%B6%E8%B0%B1
[2] เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html

The post กระทบไหล่ลูกหลาน “ขงจื๊อ” และ ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนจบ) appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname02/feed/ 0
สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname01/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname01/#comments Sun, 11 Jun 2017 05:36:56 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=962 ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่องความเชื่อของชาวจีนว่า หากนับจากตัวเราไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกยืนยันว่า ต้นทางพันธุกรรมของมนุษย์โลกทุกวันนี้คือ มนุษย์เพศหญิงที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอัฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว โดยตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve) คำถามน่าสนใจต่อมาก็คือหากลองถามตัวเอง และคนรอบข้างว่า เรารู้จัก ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน 3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น 20 รุ่น หรือมากกว่านั้น? บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้คนทั่วๆ ไป หากรู้จักบรรพบุรุษแค่ 5 รุ่น 10 รุ่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะระบบการจดบันทึกวงศ์วานว่านเครือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Tree ของครอบครัวคุณนั้นต้องทำได้ค่อนข้างดีและสมบูณ์มาก แต่จริงๆ เรื่องเหล่านี้ชาติพันธุ์ที่คิดค้นเรื่องนี้ไว้เป็นชาติแรก และทำมาอย่างต่อเนื่องหลายพันปีแล้วก็คือ “ชาวจีน” เมื่อหลายพันปีก่อน […]

The post สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001-Kongfuzi

ขงจื๊อ (ซ้าย) กงยู (ขวา)

ตอนที่แล้ว ผมเขียนถึงเรื่องความเชื่อของชาวจีนว่า หากนับจากตัวเราไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ แต่นักวิทยาศาสตร์ในโลกตะวันตกยืนยันว่า ต้นทางพันธุกรรมของมนุษย์โลกทุกวันนี้คือ มนุษย์เพศหญิงที่อาศัยอยู่ในแถบทวีปอัฟริกาเมื่อ 150,000 ปีที่แล้ว โดยตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve)

คำถามน่าสนใจต่อมาก็คือหากลองถามตัวเอง และคนรอบข้างว่า เรารู้จัก ปู่ ย่า ตา ทวด และบรรพบุรุษย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน 3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น 20 รุ่น หรือมากกว่านั้น?

บอกตรงๆ ว่าทุกวันนี้คนทั่วๆ ไป หากรู้จักบรรพบุรุษแค่ 5 รุ่น 10 รุ่นก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว เพราะระบบการจดบันทึกวงศ์วานว่านเครือ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Family Tree ของครอบครัวคุณนั้นต้องทำได้ค่อนข้างดีและสมบูณ์มาก

แต่จริงๆ เรื่องเหล่านี้ชาติพันธุ์ที่คิดค้นเรื่องนี้ไว้เป็นชาติแรก และทำมาอย่างต่อเนื่องหลายพันปีแล้วก็คือ “ชาวจีน”

เมื่อหลายพันปีก่อน ชาวจีนมีประดิษฐกรรมที่เรียกว่า เจียผู่ (家谱) หรือ บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล

เนื้อหาสำคัญของเจียผู่ ประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรก คือแผนภูมิการสืบสายตระกูล กล่าวคือเป็นเนื้อหาที่บันทึกว่าคนคนหนึ่งในตระกูลสืบเชื้อสายมาจากใคร นับเป็นลำดับรุ่นที่เท่าไหร่ บิดาของผู้นั้นคือใคร ส่วนที่สอง เป็นเนื้อหาหลักของเจียผู่ เนื้อหาส่วนนี้จะแนะนำคนในตระกูลทีละคนตามลำดับก่อนหลังในแผนภูมิแสดงลำดับการสืบสายตระกูล โดยจะแนะนำรายละเอียดต่างๆ ของแต่ละคน เช่น ชื่อและสมญานาม ชื่อบิดา ลำดับพี่น้อง ยุคสมัยที่ดำรงชีวิตอยู่ ตำแหน่งขุนนาง บรรดาศักดิ์ อายุขัย วันถึงแก่กรรมและคู่สมรส เป็นต้น เนื้อหาส่วนที่สองของเจียผู่ จึงมีลักษณะเป็นชีวประวัติของคนในตระกูล จำนวนตัวอักษรที่ใช้ในการแนะนำบุคคลแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ที่แนะนำยาวจะใช้ตัวอักษรประมาณห้าสิบกว่าตัว ส่วนที่แนะนำสั้นๆ จะใช้ตัวอักษรเพียงสองสามตัวเท่านั้น สำหรับเนื้อหา ส่วนที่สาม เป็นภาคผนวก [1]

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

เจียผู่ตระกูลเจ้า (ซ้าย) เจียผู้ตระกูลเกา (ขวา) ภาพจากอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ การคิดค้นเรื่องแซ่ (姓) หรือ นามสกุล ขึ้นมา ทำให้การนับญาติและสืบลำดับวงศ์ตระกูลของจีนนั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยจากสถิติล่าสุดปีนี้ พ.ศ.2560 แซ่ 10 อันดับแรกของชาวจีนที่มีคนใช้มากที่สุดนั้น มีดังนี้คือ

อันดับ 1 – แซ่หลี่ (李; อาจเรียก ลี / ลี้ ก็ได้) บนแผ่นดินใหญ่มีคนเชื้อชาติฮั่นแซ่หลี่ราว 95.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.94 ของประชากร

อันดับ 2 – แซ่หวัง (王; อาจเรียก เฮ้ง / อ้วง / อ๋อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 88.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.41

อันดับ 3 – แซ่จาง (张; อาจเรียก เตีย / เตียว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 84.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 7.07

อันดับ 4 – แซ่หลิว (刘; อาจเรียก เล่า / เล้า) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 64.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5.38

อันดับ 5 – แซ่เฉิน (陈; อาจเรียก ตั้ง / ตัน / ตั๊น / ฉั่น  / ด่าน) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 54.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 4.53 ทั้งนี้ในประเทศไทย “แซ่เฉิน” ถือเป็นตระกูล/แซ่ของชาวจีนโพ้นทะเลในไทยที่มีจำนวนมากและเป็นที่รู้จักมากที่สุด

อันดับ 6 – แซ่หยาง (杨; อาจเรียก เอี้ย / เอี๊ย / หย่ง / หยุ่ง / หย่าง / หย่อง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 37 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.08

อันดับ 7 – แซ่เจ้า (赵; อาจเรียก จ้าว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 27.5 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.29

อันดับ 8 – แซ่หวง (黄; อาจเรียก ว่อง / หวัง / อึ้ง / อึ๊ง) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 26.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.23 ทั้งนี้คนไทยมักจะเรียกสับสนระหว่างแซ่หวง (黄) ที่ตัวเขียนจีนแปลว่าสีเหลือง กับ แซ่หวัง (王) ที่แปลว่าราชา

อันดับ 9 – แซ่โจว (周) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 25.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.12

อันดับ 10 –  แซ่อู๋ (吴; อาจเรียก หวู / โง้ว) บนแผ่นดินใหญ่มีลูกหลานราว 24.6ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.05

อย่างไรก็ตาม ตระกูล/แซ่ ที่ถือว่ามีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์จีนอย่างต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดแซ่หนึ่ง ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าสามารถจดบันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล ได้สมบูรณ์ที่สุดกลับเป็น แซ่ในลำดับที่ 72 นั่นคือ แซ่ข่ง (孔) โดยบรรพบุรุษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็หนีไม่พ้น ขงจื๊อ (孔子)

“เจียผู่” หรือ Family Tree ของตระกูลข่งนั้นถือเป็นบันทึกตระกูลที่ถูกจดจารมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกคือ กว่า 2,500 ปี และจากข้อมูลที่อัพเดตเมื่อปี 2552 (ค.ศ.2009) มีรายชื่อลูกหลานตระกูลข่งบันทึกอยู่มากกว่า 80 รุ่น จำนวนมากกว่า 2 ล้านคน

เมื่อพลิกไปดูลูกหลาน “ตระกูลข่ง” ของขงจื๊อ จะพบว่าสร้างอิทธิพลกระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมโลก โดยตัวเขียน “ข่ง” ตามตัวอักษรโรมันสามารถเขียนเป็น Kung (ไต้หวัน), Hung (ฮ่องกง), Khong (เวียดนาม) หรือ Gong (เกาหลี) ก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น หนึ่งในลูกหลานขงจื๊อที่ผมเชื่อว่า คนไทย เด็กไทย สาวไทย ยุคนี้รู้จักดีที่สุดก็คือ ชายหนุ่มชาวเกาหลีใต้ผู้มีนามว่า กง ยู (Gong Yoo; กง จี ชอน)

หากใครไม่รู้จักชายผู้นี้ ลองไปเสิร์ชโดยใช้แฮชแท็กว่า #อย่ายุ่งกับกงยูผัวกู ดูสิ แล้วจะรู้ว่าทายาทขงจื๊อรายนี้ ของเขาแรงขนาดไหน!!! ^_^

003-GongYoo 

อ้างอิง :
[1]  เจียผู่ (บันทึกลำดับการสืบเชื้อสายประจำตระกูล) ; http://thai.cri.cn/learnchinese/lesson04/6.html
[2] 2017年姓氏排名 大陸李姓多 台灣陳姓多 「張偉」奪榜首 ; http://news.cnyes.com/news/id/3660142

The post สัมผัสตัวเป็นๆ ลูกหลาน “ขงจื๊อ” ญาติพี่น้อง “กงยู” (ตอนที่ 1) appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongsurname01/feed/ 0
จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม http://mblog.manager.co.th/varitlim/ourancestor/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/ourancestor/#comments Sun, 14 May 2017 17:30:56 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=951 สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง อาจารย์วิชาปรัชญาชาวเหอหนานบอกผมว่า คนจีนเชื่อว่า หากนับจากตัวเรา ไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ผิงไฟกองเดียวกัน กินข้าว-คีบเกี๊ยวจากหม้อเดียวกัน ถามว่าตอนนั้นผมเชื่อไหม ตอบเลยว่า “ไม่ค่อยเชื่อ” … ฝั่งนักคณิตศาสตร์ชาวตะวันตกคำนวณว่า หากคิดตัวเลขง่ายๆ เพียงแค่นับจากตัวเราขึ้นไปยัง พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย ทวด ฯลฯ เพียง 4 รุ่น หากไม่มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ (Inbreed) กันเลย “เรา” ทุกคนจะมีบรรพบุรุษ 30 คน แล้วถ้าคำนวณย้อนไปอีกเพิ่มจาก 4 รุ่น เป็น 40 รุ่นล่ะ? คำตอบก็คือ 2^40 (2 ยกกำลัง 40) เราก็จะมีบรรพบุรุษทั้งหมดกว่า 1,099,511 ล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล … […]

The post จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
ภาพจาก pinterest.com

ภาพจาก pinterest.com

สิบกว่าปีที่แล้ว สมัยเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง อาจารย์วิชาปรัชญาชาวเหอหนานบอกผมว่า คนจีนเชื่อว่า หากนับจากตัวเรา ไล่เรียงบรรพบุรุษไปประมาณ 500 รุ่นที่แล้ว ทุกคนต่างเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ผิงไฟกองเดียวกัน กินข้าว-คีบเกี๊ยวจากหม้อเดียวกัน

ถามว่าตอนนั้นผมเชื่อไหม ตอบเลยว่า “ไม่ค่อยเชื่อ” …

ฝั่งนักคณิตศาสตร์ชาวตะวันตกคำนวณว่า หากคิดตัวเลขง่ายๆ เพียงแค่นับจากตัวเราขึ้นไปยัง พ่อ แม่ ปู่ ยา ตา ยาย ทวด ฯลฯ เพียง 4 รุ่น หากไม่มีการผสมพันธุ์ในเครือญาติ (Inbreed) กันเลย “เรา” ทุกคนจะมีบรรพบุรุษ 30 คน

แล้วถ้าคำนวณย้อนไปอีกเพิ่มจาก 4 รุ่น เป็น 40 รุ่นล่ะ?

คำตอบก็คือ 2^40 (2 ยกกำลัง 40) เราก็จะมีบรรพบุรุษทั้งหมดกว่า 1,099,511 ล้านคน ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน เมื่อประมาณ 450 ปีก่อนคริสตกาล … ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจำนวนดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ประเมินกันว่าตั้งแต่โลกใบนี้มีมนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมา เคยมีมนุษย์ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้เพียงแค่ราว 107,000 ล้านคนเท่านั้น (ปัจจุบันโลกใบนี้มีประชากรอยู่ราว 7,300 ล้านคน) [1]

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It's Okay To Be Smart

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

003-Are-We-All-Related_[15-36-39]

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปได้เลยว่ามนุษย์ทุกคนต้องเกิดจากการผสมพันธุ์ลักษณะที่เป็นเครือญาติกัน (Inbreeding) แน่นอน ทั้งยังประเมินด้วยว่า นับตั้งแต่เผ่าพันธุ์ที่เชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์อุบัติขึ้นบนโลกเมื่อราว 2 แสนปีก่อน ถึงปัจจุบันน่าจะมีมนุษย์ตกทอดกันมาแล้วราว 7,000-8,000 รุ่น โดยจากการศึกษาทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางดีเอ็นเอสันนิษฐานว่า เมื่อ 150,000 ปีที่แล้วมีมนุษย์เพศหญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทวีปอัฟริกาเป็นต้นทางของพันธุกรรมของมนุษย์โลกที่อาศัยและมีชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันทั้งหมด โดยนักพันธุศาสตร์ตั้งฉายาให้เธอว่า ไมโตคอนเดรียล อีฟ (Mitochondrial Eve)

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It's Okay To Be Smart

ภาพจากยูทูป Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart

ขณะที่มนุษย์คนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับ “ไมโตคอนเดรียล อีฟ” นั้นไม่สามารถสืบสายพันธุ์ตกทอดกันมาถึงปัจจุบันได้

ดังนั้นหากสรุปเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือ หากสมมติฐานดังกล่าวถูกต้อง เราทุกคนบนโลกนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในทวีปใด ผิวสีอะไร ตัวสูงตัวเตี้ย ตาโตตาตี่ พูดภาษาอะไร หรือนับถือศาสนาใด ในอดีตอันไกลโพ้นล้วนแล้วแต่เป็นญาติพี่น้อง และมีบรรพบุรุษคนเดียวกันทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม หากถามเราแต่ละคนว่า รู้จักบรรพบุรุษของย้อนกลับไปได้กี่รุ่นกัน?

3 รุ่น 4 รุ่น 5 รุ่น หรือ 10 รุ่น?

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รู้จักคนรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปสุดที่รุ่นทวด แต่ส่วนน้อยนักที่จะทราบว่า บรรพบุรุษรุ่นเราเป็นใคร เคยประกอบอาชีพอะไร มีถิ่นกำเนิดมาจากที่ไหน ฯลฯ ด้วยข้อจำกัดทั้งทางด้านกายภาพ ภาษา การจดบันทึก ฯลฯ

เอาเข้าจริง หากปราศความสนใจและข้อมูลที่จดบันทึกทางประวัติศาสตร์ คนเราก็ไม่ต่างอะไรจาก “จอกแหนที่ไร้ราก” ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำแห่งกาลเวลา รอวันที่จะดับสลายไปในระยะเวลาไม่กี่สิบปี หรือ อย่างมากร้อยปีเท่านั้น

โดยส่วนตัว ชีวิตผมได้พึ่งอานิสงส์ของสิ่งที่เรียกว่า “แซ่” หรือ “ซิ่ง ()” ในวัฒนธรรมจีนมายึดเหนี่ยวไม่น้อย เพราะอย่างน้อยๆ ผมก็ทราบว่าบรรพบุรุษของผมแซ่ลิ้ม หรือในภาษาจีนกลางคือ “หลิน (林)” ที่แปลว่า “ป่า”

แซ่ลิ้ม หรือ หลิน ในปัจจุบัน ถูกเขียนภาษาอังกฤษได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น Lin, Lim, Liem, Lam, Im, Hayashi หรือ Ling แล้วแต่ว่าคนๆ นั้นเป็นคนจีนมาจากประเทศอะไรไม่ว่า จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐฯ หรือจากยุโรปก็ตาม

ตอนเรียนอยู่ที่ปักกิ่ง ผมเจอรุ่นน้องชาวเกาหลีใต้ ชื่อ “อิม มีราน” เธอรีบบอกเลยว่าเราเป็นญาติห่างๆ กัน เพราะชื่อจีนกลางของเธอคือ “หลิน เหม่ยหลาน”

ผมไม่ได้ถามว่าปู่แซ่อิมของเธอไปตั้งรกรากอยู่ที่เกาหลีได้อย่างไร และทำไมบรรพบุรุษแซ่ลิ้มของผมจึงไปตั้งรกรากอยู่บนเกาะไหหลำ เพราะถามไปเราก็คงนับญาติกันไม่ถูก

จากข้อมูลของสารานุกรมร้อยแซ่ (百家姓) ว่ากันว่า แซ่ลิ้มเป็นตระกูลที่มีสมาชิกมากเป็นอันดับ 17 บนแผ่นดินใหญ่ และใหญ่เป็นอันดับสองบนเกาะไต้หวัน โดยตามตำนานที่ตกทอดกันมา บรรพบุรุษของคน “แซ่ลิ้ม” ทั่วโลก คือ บุตรของปี่กาน (比干) อัครมหาเสนาบดีของ โจ้วอ๋อง กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาง (商紂王) [2]

ภาพวาดปี่กาน (比干) บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม ตามจินตนาการของจิตรกรจีน

ภาพวาดปี่กาน (比干) บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม ตามจินตนาการของจิตรกรจีน

ราชวงศ์ซาง เป็นราชวงศ์โบราณของจีนในช่วง 1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึง 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ก่อนจะเสียแผ่นดินให้กับราชวงศ์โจว

“ปี่กาน” ถือเป็นขุนนางผู้สัตย์ซื่อคนสุดท้ายที่พยายามปกป้องและยืดอายุราชวงศ์ซางให้ยืนยาวออกไป แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ

“กระทั่งรัชสมัยตี้ซิ่ง (帝幸) นั้น ศึกขัดแย้งทางการเมืองภายในทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ขุนนางรอบข้างต่างลุกฮือขึ้นต่อต้าน แม้ว่าต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รุนแรงนี้ แต่โจ้วอ๋อง (商紂) หรือตี้ซิ่ง (帝幸) กลับไม่คิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ทั้งไม่รับฟังคำตักเตือนจากผู้หวังดี ลุ่มหลงมัวเมาอยู่กับชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ ซึ่งยิ่งโหมกระพือความขัดแย้งภายในเพิ่มขึ้น

“ขณะเดียวกัน ก็เปิดศึกกับเผ่าตงอี๋ (東夷) เพิ่มภาระอันหนักอึ้งให้กับประชาชน และทำให้สูญเสียกำลังทหารภายในประเทศอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจวอู่อ๋อง (周武王) ยกทัพเข้ามาประชิดชายแดน โจ้วอ๋องจึงได้แต่รวบรวมกำลังพล เพื่อออกไปรับศึก ผลสุดท้ายกำลังทหารฝ่ายซางขาดกำลังใจในการรบ กลับเป็นฝ่ายยอมแพ้เปิดทางให้กับโจวอู่อ๋อง เมื่อเห็นดังนั้น โจ้วอ๋องจึงหอบทรัพย์สมบัติหลบหนีไปยังเมืองลู่ไถ สุดท้ายเสียชีวิตที่นั่น ราชวงศ์ซางจึงถึงกาลสิ้นสุด” นั่นคือ เรื่องราวที่ถูกบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อราว 1,100 ปี ก่อนคริสต์ศักราช หรือ 3,100 กว่าปีที่แล้ว

เมื่อเวลาผ่านไปๆ “ปี่กาน” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาของต้นกำเนิดตระกูลลิ้ม ก็กลายเป็นเทพองค์หนึ่ง โดยได้รับการยกย่องจากชาวจีนให้เป็น เทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋น หรือที่คนแต้จิ๋วในเมืองไทยเรียกว่า “บุ่งไฉ่ซิงเอี้ย (文财神爷)”

ภาพวาด "ปี่กาน" ในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋นองค์หนึ่ง (文财神)

ภาพวาด “ปี่กาน” ในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภฝ่ายบุ๋นองค์หนึ่ง (文财神)

 

อ้างอิง : 

[1] Are We All Related? by It’s Okay To Be Smart; https://www.youtube.com/watch?v=mnYSMhR3jCI

[2] 林姓; https://zh.wikipedia.org/wiki/%E6%9E%97%E5%A7%93

 

The post จริงหรือที่เขาว่า “มนุษย์ทุกคนล้วนเป็นญาติกัน”? กับ บรรพบุรุษของคนแซ่ลิ้ม appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/ourancestor/feed/ 0
สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ” http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongfu/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongfu/#comments Fri, 05 May 2017 16:03:33 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=938 ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลีบดอกบ๊วยสีขาวอมชมพูร่วงกลาดเกลื่อนอยู่เต็มพื้นหิน ซื่อเหอย่วน (บ้านจีนแบบโบราณ) ที่ผมมาเยือนในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต คฤหาสน์จีนโบราณขนาด 150 กว่าห้อง เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ เพราะมันคือ หนึ่งในเพชรเม็ดงามของเมือง ชีว์ฟู่ (曲阜) แห่งมณฑลซานตง บ้านเกิดของขงจื๊อ (孔子) นักปราชญ์ชาวจีนและศาสดาของลัทธิขงจื๊อที่มีชีวิตอยู่ช่วง 2500 ปีก่อน ปรัชญา แนวคิด คำสอน ตั้งแต่ตอนนั้นยังตกทอดมาถึงลูกหลานชาวจีนและชาวโลกมาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน                 เมืองชีว์ฟู่มีสถานที่สำคัญสามแห่งที่ผู้มาเยือนห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ประกอบไปด้วย หนึ่ง วัดขงจื๊อ (ข่งเมี่ยว; 孔庙) สอง สุสานขงจื๊อ (ข่งหลิน; 孔林) และ สาม จวนตระกูลข่ง (ขงฝู่; 孔府) คนจีนเรียกสถานที่ทั้งสามแห่ง รวมๆ ว่า “สามข่ง (三孔)” ซึ่งหากจะเปรียบเทียบความสำคัญของ “สามข่ง” แห่งเมืองชีว์ฟู่ ก็คงคล้ายคลึงกับ “สังเวชนียสถาน” ในมโนทัศน์ของชาวพุทธ หรือ “เมกกะ” […]

The post สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001-IMG_1442

ณ มุมเล็กๆ มุมหนึ่ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ กลีบดอกบ๊วยสีขาวอมชมพูร่วงกลาดเกลื่อนอยู่เต็มพื้นหิน

ซื่อเหอย่วน (บ้านจีนแบบโบราณ) ที่ผมมาเยือนในวันนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งอดีต

คฤหาสน์จีนโบราณขนาด 150 กว่าห้อง เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ เพราะมันคือ หนึ่งในเพชรเม็ดงามของเมือง ชีว์ฟู่ (曲阜) แห่งมณฑลซานตง บ้านเกิดของขงจื๊อ (孔子) นักปราชญ์ชาวจีนและศาสดาของลัทธิขงจื๊อที่มีชีวิตอยู่ช่วง 2500 ปีก่อน ปรัชญา แนวคิด คำสอน ตั้งแต่ตอนนั้นยังตกทอดมาถึงลูกหลานชาวจีนและชาวโลกมาต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

002-IMG_1427

003-DSC_7028

004-DSC_7029

                เมืองชีว์ฟู่มีสถานที่สำคัญสามแห่งที่ผู้มาเยือนห้ามพลาดโดยเด็ดขาด ประกอบไปด้วย หนึ่ง วัดขงจื๊อ (ข่งเมี่ยว; 孔庙) สอง สุสานขงจื๊อ (ข่งหลิน; 孔林) และ สาม จวนตระกูลข่ง (ขงฝู่; 孔府)

คนจีนเรียกสถานที่ทั้งสามแห่ง รวมๆ ว่า “สามข่ง (三孔)”

ซึ่งหากจะเปรียบเทียบความสำคัญของ “สามข่ง” แห่งเมืองชีว์ฟู่ ก็คงคล้ายคลึงกับ “สังเวชนียสถาน” ในมโนทัศน์ของชาวพุทธ หรือ “เมกกะ” ในความรู้สึกของชาวมุสลิม เนื่องจาก วัดขงจื๊อ จวนตระกูลข่ง และสุสานขงจื๊อ เป็นสถานที่จริง และหลักฐานทางวัฒนธรรมที่สามารถพิสูจน์และจับต้องได้ ซึ่งตกทอดกันมาต่อเนื่องนับพันปี

วัดขงจื๊อ ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 478 ปีก่อนคริสตกาล หรือ 2495 ปีก่อน

สุสานขงจื๊อ ถือเป็นที่กลบฝังร่างของ “เทพนักปราชญ์ (圣人)” ขงจื๊อ และทายาทเชื้อสายตระกูลข่งมาต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 พันปี โดยถือเป็นสุสานประจำตระกูลที่ใหญ่โตมโหฬาร  และมีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก

ส่วน จวนตระกูลข่ง ที่ผมยืนอยู่นี้ ฮ่องเต้สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (ค.ศ.1055) มีพระราชโองการให้สร้างขึ้น เป็นที่พักอาศัยของลูกหลานตระกูลข่งหลายชั่วอายุคน

สถานที่ทั้งสามแห่งไม่เพียงถูกยกย่องให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของชาวจีน แต่ยังถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 18 ที่ภูเก็ต ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994)

005-IMG_1391

แผนที่จวนตระกูลข่ง (Kong Family Mansion)

ทุกคนที่มาเยือนจวนตระกูลข่ง (หรือคฤหาสน์ตระกูลข่ง) ต้องเดินผ่านบริเวณรอยต่อระหว่าง “คฤหาสน์ชั้นนอก” ซึ่งใช้เป็นที่รับแขก และ “คฤหาสน์ชั้นใน” ซึ่งในเป็นที่พักอาศัย

ณ จุดรอยต่อระหว่างคฤหาสน์ชั้นนอกกับชั้นในมีกำแพงใหญ่วางตั้งอยู่ บนกำแพงปรากฎภาพสัตว์ประหลาดรูปร่างหน้าตาคล้ายกิเลน แต่จริงๆ แล้วมันถูกเรียกว่า “ทาน ()”

ตามตำนาน “ทาน” เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่ด้วยอุปนิสัยที่แปลกประหลาดดุร้าย ทั้งยังกอปรด้วยความโลภ ทำให้มันกลืนกินเพชรนิลจินดา และเงินทองของมีค่าอยู่เป็นนิจ แม้ว่ารอบกายของมันจะละลานไปด้วยของสมบัติพัสถาน ส่วนกีบทั้งสี่ก็คีบเอาสมบัติทั้งหลายของแปดเซียน (โป๊ยเซียน) เอาไว้ แต่เจ้าสัตว์สวรรค์ตัวนี้ก็ยังไม่พึงพอใจ จนในที่สุดแม้แต่ “ดวงอาทิตย์” ที่ทอแสงอยู่บนท้องฟ้า มันก็ยังคิดจะกลืนกิน!

ลูกหลานตระกูลข่ง นำภาพสัตว์สวรรค์ผู้เต็มไปด้วยความไม่รู้จักเพียงพอตัวนี้มาวางตั้งเอาไว้ ณ พื้นที่ระหว่างคฤหาสน์ชั้นนอก และชั้นใน ก็เพื่อจะเป็นอุบายในการอบรมสั่งสอนลูกหลาน ให้รู้จักเตือนตัวเองทุกครั้งก่อนออกก้าวเท้าจากบ้าน โดยสิ่งที่สอนก็มิใช่เรื่องทางกายภาพอย่างควรก้าวเท้าซ้าย หรือ ก้าวเท้าขวาออกก่อน แต่เน้นย้ำในเรื่องที่สำคัญกว่าคือ สอนว่า “จงอย่าโลภ”

เพราะ เมื่อความโลภเข้าครอบงำตนเมื่อใด ความมืดมิด และความฉิบหายย่อมบังเกิดเมื่อนั้น!

006-DSC_7006

007-DSC_7058

The post สัตว์ประหลาด และปริศนาธรรมที่ “บ้านขงจื๊อ” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/kongfu/feed/ 0
ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ” http://mblog.manager.co.th/varitlim/dinneratdiaoyutai/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/dinneratdiaoyutai/#comments Wed, 05 Apr 2017 05:47:26 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=920 ผมเคยเข้าไปที่ “เตี้ยวหยูไถ” (หรือ “เตี้ยวอี๋ว์ไถ”) กรุงปักกิ่ง 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว ครั้งที่สองจำได้ว่าเข้าไปทำข่าว การประชุมหารือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 5 (5th Strategic Economic Dialogue หรือ SED V) เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างนายหวัง ฉีซาน รองนายกรัฐมนตรี กับนายเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สมัยที่สมัยประธานาธิบดีจีนยังเป็น หู จิ่นเทา และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ครั้งที่ไปทำข่าวการประชุมช่วงต้นเดือนธันวาคม 2551 อากาศหนาวมาก ผมกับภรรยาซึ่งเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งต้องยืนต่อแถวนานนับชั่วโมงเพื่อผ่านตรวจสอบสัมภาระและใบอนุญาต เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญระดับประเทศ แน่นอนว่าระดับเรือนพักรับรองแห่งรัฐ (State Guesthouse) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า กั๋วปิงก่วน (国宾馆) นั้นความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยย่อมไม่ธรรมดา ทั้งในเรื่องของการเข้า-การออก ความสำคัญ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วย ซึ่งผมจะหยิบยกมาเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องกินของเรา เตี้ยวหยูไถ (钓鱼台) หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ศาลาตกปลา” […]

The post ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001

ผมเคยเข้าไปที่ “เตี้ยวหยูไถ” (หรือ “เตี้ยวอี๋ว์ไถ”) กรุงปักกิ่ง 2-3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อสิบห้าปีมาแล้ว ครั้งที่สองจำได้ว่าเข้าไปทำข่าว การประชุมหารือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ ครั้งที่ 5 (5th Strategic Economic Dialogue หรือ SED V) เมื่อปี 2551 ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างนายหวัง ฉีซาน รองนายกรัฐมนตรี กับนายเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ สมัยที่สมัยประธานาธิบดีจีนยังเป็น หู จิ่นเทา และประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังชื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช

ครั้งที่ไปทำข่าวการประชุมช่วงต้นเดือนธันวาคม 2551 อากาศหนาวมาก ผมกับภรรยาซึ่งเป็นนักข่าวประจำกรุงปักกิ่งต้องยืนต่อแถวนานนับชั่วโมงเพื่อผ่านตรวจสอบสัมภาระและใบอนุญาต เนื่องจากเป็นการประชุมสำคัญระดับประเทศ

แน่นอนว่าระดับเรือนพักรับรองแห่งรัฐ (State Guesthouse) หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า กั๋วปิงก่วน (国宾馆) นั้นความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยย่อมไม่ธรรมดา ทั้งในเรื่องของการเข้า-การออก ความสำคัญ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาด้วย ซึ่งผมจะหยิบยกมาเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องกินของเรา

บรรยากาศและแผนที่ "เตี้ยวหยูไถ"

บรรยากาศและแผนที่ “เตี้ยวหยูไถ”

เตี้ยวหยูไถ (钓鱼台) หรือที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ศาลาตกปลา” ตั้งอยู่ในเขตไห่เตี้ยน ทางทิศตะวันตกของกรุงปักกิ่ง ใกล้ๆ กับสวนสาธารณะยู่ยวนถาน (玉渊潭公园) ซึ่งโดยปกติจะจัดเทศกาลดอกซากุระบาน (樱花) ทุกๆ ปีในช่วงต้นเดือนเมษายน

สถานที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอย่างน้อย 800 ปี ตั้งแต่สมัยอาณาจักรจิน หรือ จินกั๋ว (ค.ศ.1115-1234) โดยฮ่องเต้จินจางจงโปรดตกปลาที่นี่ จนมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง โดย จักรพรรดิเฉียนหลงก็ดำริให้สร้างที่นี่ขึ้นเป็นพระราชวัง เป็นที่ประทับแปรพระราชฐาน

สำหรับ “เตี้ยวหยูไถ” ในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้น พรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วง ค.ศ.1958-1959 สมัยเหมา เจ๋อตง มีนโยบายให้สร้างกลุ่มตึก และปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อรองรับแขกบ้านแขกเมือง ขณะที่ในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม “เตี้ยวหยูไถ” ก็ถูกใช้ให้เป็นหนึ่งในศูนย์บัญชาการกลุ่มปฏิวัติวัฒนธรรมส่วนกลาง (中央文革小组) ทั้งยังถูกใช้เป็นที่พักผ่อนของแกนนำผู้เป็นมันสมองของการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่าง ประธานเหมา, มาดามเจียง ชิง, เฉิน ป๋อต๋า, คัง เซิง เป็นต้นด้วย

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีจีน เลี้ยงต้อนรับประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่เรือนรับรองหมายเลข 18 เตี้ยวหยูไถ ในปี ค.ศ.1972

ปัจจุบัน รัฐบาลจีนใช้ “เตี้ยวหยูไถ” ซึ่งกินพื้นที่ประมาณ 420,000 ตารางเมตร วัดเป็นความยาวจากเหนือจรดใต้ 1 กิโลเมตร และตะวันออกจรดตะวันตก 0.5 กิโลเมตร เป็นสถานที่รับแขกบ้านแขกเมือง ที่พักบุคคลสำคัญ จัดประชุม และจัดเลี้ยงสำคัญๆ ระดับประเทศ ดังเช่นที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ “เกล็ดหิมะในสายหมอก” ความว่า

“หมู่เรือนรับรองที่สร้างขึ้นมี 15 หลัง เรียงรายไปตามรอบทะเลสาบ ที่มีพื้นที่ถึง 50,000 กว่าตารางเมตร แต่ละหลังมีลักษณะสถาปัตยกรรมแตกต่างกันไป แต่ก็สร้างได้อย่างประณีตสอดคล้องกลมกลืนกับพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถเดิมในท่ามกลางทิวทัศน์อันงามตระการ มีสายน้ำซีซานไหลผ่านยู่ว์หยวนถานคดเคี้ยวไปตามศาลาและสะพานหินต่างๆ นอกจากนั้น ในบริเวณเตี้ยวหยูว์ไถยังมีสโมสร ร้านขายของที่ระลึก ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข ห้องถ่ายเอกสาร ห้องส่งโทรเลข ห้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สถานีบริการรถแท็กซี่ ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่แขกบ้านแขกเมืองที่มาพัก ในด้านอาหารก็มีรสชาติอร่อย เป็นอาหารชั้นเลิศจากกุ๊กฝีมือเยี่ยม ที่มีความสามารถประกอบอาหาร สำหรับงานเลี้ยงแบบต่างๆ ทั้งอาหารจีน อาหารฝรั่ง อาหารในราชสำนัก และอาหารพื้นถิ่นของภูมิภาคต่างๆ

ปัจจุบันพระตำหนักเตี้ยวหยูว์ไถที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่เรือนรับรอง ยังคงรักษารูปแบบเดิมในสมัยพระจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงไว้อย่างครบถ้วน เช่น มีเรือนหย่างหยวน ภายในเรือนหลังนี้มีทางเดินได้โดยรอบ มีหินซ้อนกันเป็นรูปภูเขา ข้างหน้าเรือนมีธารน้ำไหลผ่านไปรวมตัวกันเป็นสระที่สวยงาม หรือหอชิงลู่ก็ตั้งอยู่ในบริเวณที่งดงามเขียวขจีด้วยต้นสนและไผ่ใบเขียว ส่วนศาลาเซียวปี้ก็มีสถาปัตยกรรมอันวิจิตร สระของศาลานี้เป็นที่พักผ่อนตกปลา สอดคล้องกับชื่อ “เตี้ยวหยูว์ไถ” ที่มีความหมายว่า “บริเวณที่ยกพื้นขึ้นสำหรับตกปลา” (เตี้ยว () = ตกปลา, ตกเบ็ด, หยูว์ () = ปลา, ไถ () = เวที, ยกพื้น, พลับพลา)” (อ้างอิงจาก : ศูนย์การเรียนรู้จีนศึกษาบรมราชกุมารี สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์; http://bclc-tu.com/politics10_page23.html)

004-Snowflakes-in-Mist-Streams-web

                เข้าเรื่องกินของเราบ้างดีกว่า

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าไปเหยียบเตี้ยวหยูไถอีกครั้ง ครานี้กับคณะของสภาวัฒนธรรมไทย-จีน และส่งเสริมความสัมพันธ์ และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ตามคำเชิญของคุณหลู จวิ้นชิง ประธานสมาคมนักธุรกิจยอดเยี่ยมเชื้อสายจีน และประธานกรรมการบริษัท ทูจอย แฮปปิเนส อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสต์เมนท์ กรุ๊ป จำกัด

005-IMG_1569-web

                ชุดอาหารที่ถูกจัดขึ้นโต๊ะประมาณสิบรายการ รังสรรค์โดยเฮดเชฟคุณ เจิ้ง เหว่ย (郑伟) นั้นถือว่าเป็นอาหารชั้นเลิศทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย

006-IMG_1576-web

################

ออเดิร์ฟเย็น – Abalone Cold Platter (鲍仔冷头盘)

อาหารเรียกน้ำย่อย 4 อย่าง  – Appitizers (四品小菜)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

ขนมปัง และเค้กต่างๆ – Pastries (点心)

ผลไม้ – Fruits (鲜水果盘)

ซุปปลิงทะเล - Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

ซุปปลิงทะเล – Sea Cucumber Roe in Superior Soup (参皇养生汤)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ - Steamed Abalone with Shark's Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

พระกระโดดกำแพงสูตรเตี้ยวหยูไถ – Steamed Abalone with Shark’s Fin and Fish Maw (钓鱼台佛跳墙)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด - Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

ปลาหิมะอบกับซอสงาและมัสตาร์ด – Baked Codfish with Sesame & Mustard Sauce (麻香青芥焗鳕鱼)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ - Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เนื้อส่วนท้องวัวตุ๋นพริกไทยดำ – Braised Beef with Black Pepper (黑椒一品牛腩)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก - Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เห็ดหลินจือเคี่ยวกับใจผัก – Braised Cabbage Heart and Mushroom (灵芝菇扒菜胆)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ - Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

เสาวรสต้มกับยางต้นท้อ – Peach Gum with Passion Fruit (百香果炖桃胶)

################

                ขณะที่ในส่วนของภาชนะ ถ้วย ชาม ราม ไห  นั้นใช้สีเหลืองจักรพรรดิ เรียกได้ว่าระดับน้องๆ เครื่องถ้วยโถโอชามที่รัฐบาลใช้จัดเลี้ยงผู้นำประเทศในช่วงการประชุมสุดยอดกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หรือ เอเปค ในปี 2557 เลยทีเดียว

แม้ทุกวันนี้ “เตี้ยวหยูไถ” จะเปิดบางส่วน เช่นโรงแรมเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลทั่วไป ขณะที่เรือนรับรองบางแห่งในจำนวนสิบกว่าหลัง ก็เปิดให้เอกชนเช่าใช้ได้ในบางโอกาส โดยจะพิจารณากรณีเป็นแขกของบุคคลหรือหน่วยงานสำคัญเท่านั้น ทำให้โอกาสที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ จะมีโอกาสได้เหยียบย่าง หรือเข้าไปสัมผัสบรรยากาศเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ในชีวิตมีเพียงไม่กี่ครั้งจริงๆ

The post ครั้งหนึ่งในชีวิต…พาไปกินโต๊ะจีนมื้อสุด Exclusive ที่ “เตี้ยวหยูไถ” appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/dinneratdiaoyutai/feed/ 0
Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้ http://mblog.manager.co.th/varitlim/kobecurry/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/kobecurry/#comments Sat, 18 Feb 2017 16:22:58 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=895 “เนื้อโกเบ” … แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าน้ำลายสอ แต่พอตรวจสอบเงินในกระเป๋าที่มีอยู่ไม่กี่ร้อย ก็รู้เลยว่าวาสนา ณ นาทีนี้ไม่น่าจะพอเพียง ก่อนจะไปลิ้มลองเนื้อวัวระดับพรีเมียม ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากญี่ปุ่น เราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า จริงๆ แล้ว “เนื้อโกเบ” นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่ ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรวัวประมาณ 4 ล้านตัว โดยหนึ่งในสามของวัวเหล่านี้เป็นโคนม ขณะที่วัวอีก 2.7 ล้านนั้นเป็นโคเนื้อ โดยใน 2 ใน 3 โคเนื้อเหล่านี้ถูกจัดให้เป็น วากิว (和牛) “วากิว” เป็นภาษาญี่ปุ่นมาจากการนำเอา 2 คำมารวมกันคือ “วะ หรือ วา (和)” หมายความถึงประเทศญี่ปุ่น และ “กิว (牛)” แปลว่าเนื้อวัว ดังนั้นคำว่า “วากิว” จึงหมายถึงเนื้อวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น (แค่นั้นเองจริงๆ) ซึ่งในบรรดาวัวที่เลี้ยงในประเทศ จะมีวัวอยู่ 4 สายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ พันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Japanese Black) พันธุ์ญี่ปุ่นขนน้ำตาล […]

The post Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้ appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001-IMG_3235

“เนื้อโกเบ” … แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกว่าน้ำลายสอ แต่พอตรวจสอบเงินในกระเป๋าที่มีอยู่ไม่กี่ร้อย ก็รู้เลยว่าวาสนา ณ นาทีนี้ไม่น่าจะพอเพียง

ก่อนจะไปลิ้มลองเนื้อวัวระดับพรีเมียม ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกจากญี่ปุ่น เราไปดูกันก่อนดีกว่าว่า จริงๆ แล้ว “เนื้อโกเบ” นั้น มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

ปัจจุบันญี่ปุ่นมีประชากรวัวประมาณ 4 ล้านตัว โดยหนึ่งในสามของวัวเหล่านี้เป็นโคนม ขณะที่วัวอีก 2.7 ล้านนั้นเป็นโคเนื้อ โดยใน 2 ใน 3 โคเนื้อเหล่านี้ถูกจัดให้เป็น วากิว (和牛)

“วากิว” เป็นภาษาญี่ปุ่นมาจากการนำเอา 2 คำมารวมกันคือ “วะ หรือ วา (和)” หมายความถึงประเทศญี่ปุ่น และ “กิว (牛)” แปลว่าเนื้อวัว ดังนั้นคำว่า “วากิว” จึงหมายถึงเนื้อวัวที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น (แค่นั้นเองจริงๆ) ซึ่งในบรรดาวัวที่เลี้ยงในประเทศ จะมีวัวอยู่ 4 สายพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าวัวญี่ปุ่นสายพันธุ์ใหม่ ได้แก่ พันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Japanese Black) พันธุ์ญี่ปุ่นขนน้ำตาล (Japanese Brown) พันธุ์ญี่ปุ่นเขาสั้น (Japanese Shorthorn) และพันธุ์ญี่ปุ่นไม่มีเขา (Japanese Polled)

002-1-map_hyogo

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

วัวที่เลี้ยงในทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะที่มาทำเป็น “เนื้อโกเบ” จาก japantimes.co.jp

สำหรับ “เนื้อโกเบ (神户牛)” คือ เนื้อวัวจากเมืองทาจิมา จังหวัดเฮียวโงะ (เมืองโกเบก็อยู่ในเขตจังหวัดเฮียวโงะ) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนามาจากเลี้ยงดูวัวทาจิมา สายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำ (Kuroge washu หรือ Japanese Black) ซึ่งแป็นวัวสายพันธุ์ใหม่ โดยเนื้อของวัวสายพันธุ์ญี่ปุ่นขนดำจะมีฟองไขมันเม็ดละเอียดแทรกซึมอยู่ในอณูเนื้อแดงทำให้เนื้อมีความนุ่ม อีกทั้งฟองไขมันก็มีความหอมหวาน จัดเป็นวัวเนื้อสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและในต่างแดน

ในเชิงคุณภาพเนื้อวัวโกเบ จะต้องเป็นเนื้อในระดับเกรด A4 หรือ B4 ขึ้นไป และมีอัตราฟองไขมัน (BMS) ตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น ทั้งนี้ วัวโกเบมีจุดเด่นคือ มีอัตราการให้เนื้อสูง พื้นที่หน้าตัดของเนื้อสันมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เนื้อเยื่อเป็นเส้นใยที่ละเอียด ฟองไขมันเล็ก คุณภาพดี ละลายในอุณหภูมิต่ำ จึงมีความนุ่มและรสชาติดีเป็นพิเศษกว่าวัวชนิดอื่นๆ

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

อัตราฟองไขมัน (BMS) โดยเนื้อที่ผ่านคุณสมบัติในการเป็น “เนื้อโกเบ” ต้องมีตั้งแต่ระดับ 6 ขึ้นไปเท่านั้น (ภาพบนจาก NHK World) ส่วนเกรดเนื้อก็ต้องระดับ A4 หรือ B4 ขึ้นไปจึงจะผ่านเกณฑ์ (ภาพล่างจาก www.oumiushi.com)

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเนื้อโกเบชาวญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์กับผู้ดำเนินรายการ Eating Japan เกี่ยวกับเนื้อวัวโกเบว่า จะเป็นเนื้อที่มาจากวัวตัวผู้ หรือวัวตัวเมียก็ได้ แต่ถ้าเป็นตัวผู้ต้องเป็นวัวที่ทำหมันแล้ว ส่วนวัวตัวเมียก็ต้องเป็นวัวบริสุทธิ์ หรือ วัวสาวที่มีอายุต่ำกว่าปีและไม่เคยตกลูกมาก่อน

ด้วยความพิถีพิถันด้านสายพันธุ์ การฟูมฟัก และการคัดแล้วคัดอีกเช่นนี้ทำให้ Larry Olmsted นักเขียนของฟอร์บส์ ผู้เขียนเรื่อง Food’s Biggest Scam: The Great Kobe Beef Lie เคยให้ข้อมูลไว้ว่า จริงๆ แล้ว แต่ละปีมีวัวญี่ปุ่นเพียงแค่สามพันกว่าตัวเท่านั้นที่ผ่านมาตรฐานในการถูกจัดว่าเป็น “เนื้อโกเบ” และเนื้อโกเบส่วนใหญ่หรือราวร้อยละ 90 ถูกจำหน่ายเพื่อบริโภคในประเทศญี่ปุ่น โดยที่เหลืออีกร้อยละ 10 ถูกส่งออกนอกญี่ปุ่น (ประเทศไทยก็ติดอยู่ในลิสต์ด้วยนะ) ดังนั้นเนื้อโกเบจึงมีราคาแพงหูฉี่

ดังนั้น ด้วยความจำกัดจำเขี่ยของกำลังการผลิต ทำให้ร้านอาหารนอกญี่ปุ่นจำนวนมากที่อ้างว่าขาย “เนื้อโกเบ” นั้นจึงเป็นเรื่องขี้ฮกทั้งเพ!

(บน) อักษรระบุ "เนื้อโกเบ" บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

(บน) อักษรระบุ “เนื้อโกเบ” บนดอกเบญจมาศ สัญลักษณ์ที่จะประทับเฉพาะบนเนื้อที่ผ่านการคัดสรรแล้วเท่านั้น (ล่าง) ถ้วยทองแดงรูปวัวที่จะมอบให้ร้านที่มีสิทธิ์ซื้อและขายเนื้อโกเบเท่านั้น (ภาพจาก : www.kobe-niku.jp)

ข้อมูลปี 2560 (ค.ศ.2017) ราคาเมนูสเต็กเนื้อโกเบในภัตตาคารโมริยะ สาขาซันโนมิยะ ภัตตาคารที่มีชื่อเสียงลำดับต้นๆ ของการเสิร์ฟเนื้อโกเบ ในเมืองโกเบ จ.เฮียวโงะ เริ่มต้นที่ราว 9,200 เยน หรือเกือบ 3,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A4 น้ำหนัก 130 กรัม) และสูงถึง 16,000 เยน หรือราว 5,000 บาท (สำหรับเนื้อโกเบเกรด A5 ชั้นเยี่ยม น้ำหนัก 130 กรัม)

005-kobe-beef-in-kobe

แล้วคนมีเงินหลักร้อยอย่างผมจะกินเนื้อโกเบยังไง?

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสเดินทางไปประชุมที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คืนวันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในการงาน ผมจึงเดินออกจากโรงแรมไปยังร้านซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในย่านรปปงหงิเพื่อหาของฝากให้กับตัวเองและคนที่บ้าน ซึ่งหนึ่งในสินค้าลำดับต้นๆ หนีไม่พ้นยา เครื่องสำอาง และวัตถุดิบในการประกอบอาหาร ขนม และของกินเล่นต่างๆ

ระหว่างที่เดินเล่นในซูเปอร์มาร์เก็ตผมก็ไปเจอเจ้า แกงกะหรี่เนื้อโกเบ (Kobe Beef Curry) เข้า หยิบกล่องขึ้นมาพลิกซ้ายพลิกขวา พลิกหน้าพลิกหลัง ใช้ทักษะเดาตัวคันจิที่คล้ายอักษรภาษาจีนได้ความว่าเป็นแกงกะหรี่เนื้อโกเบสำเร็จรูป เผ็ดระดับ 4 น้ำหนัก 180 กรัม สำหรับรับประทานหนึ่งคน วิธีรับประทานก็ง่ายแสนง่ายคือ แกะกล่อง เอาเข้าไมโครเวฟ ไม่เกิน 2 นาทีก็เอามาราดข้าวรับประทานได้แบบชิลๆ

006-Kobe-Curry1

พอเหลือบไปเจอป้ายราคาก็ยิ่งเร้าใจเข้าไปใหญ่เพราะอยู่ในช่วงจัดโปรโมชัน ราคารวมภาษี แค่ 624 เยน หรือ ประมาณ 200 บาทเท่านั้น … เห็นดังนั้นจะช้าอยู่ไย หยิบลงตะกร้าทันทีทันใด

หลังจากกลับมาเมืองไทยได้พักใหญ่ เช้าวันหนึ่ง ผมจึงได้ฤกษ์หยิบเจ้า “แกงกะหรี่เนื้อโกเบ” มาแกะห่อ หวังจะลิ้มลองให้หนำใจ ซึ่งผลก็เป็นดังนี้ครับ

ลงมือฉีกกล่องตามภาพคำแนะนำบนกล่องคือ ฉีกกลาง แล้วเอาเข้าไมโครเวฟได้ทันที ทั้งนี้หากใช้ไฟ 500W ก็ใช้เวลา 2 นาที, ใช้ไฟ 600W ก็ 1 นาที 40 วินาที หรือ ใช้ไฟแรง 700W ก็แค่ 1 นาที 20 วินาทีก็พอ

007-IMG_9475

008-IMG_9476

009-IMG_9477

010-IMG_9479

พอเอาเจ้ากล่องแกงกะหรี่เข้าไมโครเวฟ ก็หันไปตักข้าวหอมมะลิไทยเรานี่แหละ (ลืมหุงข้าวญี่ปุ่น) และเปิดตู้เย็นหยิบนัตโตะ (ถั่วเน่า) มาเตรียมคลุกเคล้าเตรียมเป็นกับแกล้มเสริม แป๊บเดียวไมโครเวฟก็ดัง

ฉีกกล่องกระดาษ หยิบเอาถุงสีเหลืองข้างในออกมาฉีกซองเอาราดใส่จานข้าว ก็ได้กลิ่นหอมแกงกะหรี่ ส่วนเนื้อแกงที่ไหลออกมาก็เป็นสีน้ำตาลเข้มๆ เหมือนกับแกงกะหรี่สำเร็จรูปส่วนใหญ่ โดยพอไปค้นดูส่วนประกอบของแกงกะหรี่ซองนี้ก็ได้ความว่า นอกจากจะมีเนื้อโกเบแล้ว ยังประกอบไปด้วยหัวหอม กล้วย กระเทียม มะเขือเทศบด เป็นต้นอีกด้วย

011-IMG_9480

012-IMG_9485

013-IMG_9487

ใช้ช้อนตักเนื้อแกงผสมกับข้าวสวยร้อนๆ กลิ่นเนื้อก็กระโดดมาแตะจมูก กินคำแรกถือว่า รสชาติกลมกล่อมทีเดียว ขณะที่พอควานหาเนื้อโกเบที่เป็นก้อนๆ เล็กๆ ก็พอจะมีอยู่ 3-4 ชิ้น (ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อติดมัน คาดว่าน้ำหนักรวมน่าจะประมาณ 10 กรัม 555) พอตักอีกคำ คราวนี้เป็น ข้าว-แกงเนื้อโกเบ-นัตโตะ ก็เข้ากันใช้ได้ทีเดียว

สรุปโดยรวมแล้วข้าวแกงกะหรี่เนื้อโกเบจานนี้รสชาติไม่เลวเลยทีเดียว พอเห็นเนื้อเห็นมันวัวอยู่บ้าง ส่วนผสมอื่นๆ ก็เข้ากันดีกับเนื้อวัว แต่รสชาติความเผ็ดระดับ 4 สำหรับคนไทยอย่างเราถือว่า “ไม่เผ็ด” หรืออาจถึงขั้น “จืด” เลยทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้น แลกกับเงิน 200 บาท กับประสบการณ์ได้กินเนื้อโกเบ (แม้จะเพียงไม่กี่กรัม) ก็ต้องบอกว่า … คนรักเนื้อต้องลองครับ ^_^

014-IMG_9494

015-IMG_9499

คำนี้เนื้อวัวโกเบเป็นชิ้น กับข้าวหอมมะลิไทย (และผงโรยข้าวรสปลา)

ข้อมูลอ้างอิง :

 

 

The post Review : แกงกะหรี่ “เนื้อโกเบ” แค่ 200 บาท ก็ฟินได้ appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/kobecurry/feed/ 0
สึกิจิที่ไม่ได้มีแค่ “ปลา กับ ซูชิ” ตอนจบ http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji03/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji03/#comments Fri, 15 Jul 2016 06:01:52 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=865 ตลาดสึกิจิไม่ได้มีแค่ “ปลา” กับ “ซูชิ” …. อย่างที่เคยเล่าไปว่า ตลาดสึกิจิถูกแบ่งพื้นที่เป็นตลาดภายใน และตลาดภายนอก ตลาดภายในมีร้านค้าส่งปลา อาหารทะเล และสินค้าอื่นๆ ประมาณ 680 ร้าน ส่วนตลาดภายนอกมีร้านค้าประมาณ 400 ร้าน รวมแล้วมากกว่า 1,000 ร้าน ช่วงหลายปีหลังมานี้สึกิจิไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินเตร็ดเตร่เข้าไปยังตลาดด้านใน โดยยอมให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่หลั่งไหลมาเยี่ยมชมตลาดแห่งนี้มักจะเข้าไปรบกวนการทำงาน ของผู้ปฏิบัติงานและพ่อค้า สังเกตได้จากรถสามล้อขนปลาแบบคนยืนขับที่แล่นไปมาอย่างขวักไขว่ ซึ่งหลายครั้งเกือบที่จะเฉี่ยวชนเอานักท่องเที่ยวที่มัวแต่ถ่ายรูป หรือ มัวแต่เซลฟี They have no manners. They take a picture without permission. พวกเขาไม่มีมารยาท พวกเขาถ่ายรูปโดยไม่ได้ขออนุญาต I want to bring fishes to my shop fast. ฉันต้องการจะเอาปลาไปส่งที่ร้านของฉันให้เร็วที่สุด   ผมเห็นป้ายข้างต้นตั้งแต่ปี 2553 เมื่อครั้งไปเยือนสึกิจิครั้งแรก […]

The post สึกิจิที่ไม่ได้มีแค่ “ปลา กับ ซูชิ” ตอนจบ appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
024-DSC_5634-web

ตลาดสึกิจิไม่ได้มีแค่ “ปลา” กับ “ซูชิ” …. อย่างที่เคยเล่าไปว่า ตลาดสึกิจิถูกแบ่งพื้นที่เป็นตลาดภายใน และตลาดภายนอก ตลาดภายในมีร้านค้าส่งปลา อาหารทะเล และสินค้าอื่นๆ ประมาณ 680 ร้าน ส่วนตลาดภายนอกมีร้านค้าประมาณ 400 ร้าน รวมแล้วมากกว่า 1,000 ร้าน

ช่วงหลายปีหลังมานี้สึกิจิไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินเตร็ดเตร่เข้าไปยังตลาดด้านใน โดยยอมให้เฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น สาเหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่หลั่งไหลมาเยี่ยมชมตลาดแห่งนี้มักจะเข้าไปรบกวนการทำงาน ของผู้ปฏิบัติงานและพ่อค้า สังเกตได้จากรถสามล้อขนปลาแบบคนยืนขับที่แล่นไปมาอย่างขวักไขว่ ซึ่งหลายครั้งเกือบที่จะเฉี่ยวชนเอานักท่องเที่ยวที่มัวแต่ถ่ายรูป หรือ มัวแต่เซลฟี

001-DSC_2126-web

They have no manners. They take a picture without permission.

พวกเขาไม่มีมารยาท พวกเขาถ่ายรูปโดยไม่ได้ขออนุญาต

I want to bring fishes to my shop fast.

ฉันต้องการจะเอาปลาไปส่งที่ร้านของฉันให้เร็วที่สุด
 

ผมเห็นป้ายข้างต้นตั้งแต่ปี 2553 เมื่อครั้งไปเยือนสึกิจิครั้งแรก และเริ่มเห็นสัญญาณของการที่เหล่านักท่องเที่ยวเข้าไปรบกวนการทำงานของพ่อค้าแม่ขายในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อนนักข่าวชาวอินโดนีเซียของผม ดูป้ายบ่นและตักเตือนถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในตลาดสึกิจิ (ภาพถ่ายเมื่อกรกฎาคม 2553)

เพื่อนนักข่าวชาวอินโดนีเซียของผม ดูป้ายบ่นและตักเตือนถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยวในตลาดสึกิจิ (ภาพถ่ายเมื่อกรกฎาคม 2553)

ปัญหาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนนั้นมีอยู่ทุกที่ สิบกว่าปีก่อนเมื่อผมมีโอกาสได้ไปเยือนลี่เจียง (丽江) เมืองท่องเที่ยวสำคัญในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้เหมือนกันว่า ชนเผ่าน่าซี (纳西族) ซึ่งเป็นชนเผ่าท้องถิ่นต่างอพยพย้ายสำมะโนครัวออกจากเมืองเก่าลี่เจียงแล้ว เพราะผลกระทบจากนักท่องเที่ยว และผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการปล่อยบ้านให้ร้านค้าต่างๆ เช่า ซึ่งทำรายได้มากกว่าการเก็บบ้านอยู่อาศัยเอง

ส่วนประเทศไทยเรา ผลกระทบจากการท่องเที่ยวต่อวิถีชีวิตของชุมชนนั้นเกิดขึ้นแทบทุกหัวระแหง ตั้งแต่กรุงเทพ เชียงใหม่ ยันภูเก็ต ตั้งแต่บนดอยสูงของภาคเหนือ ยันเกาะแก่งอันสวยงามในท้องทะเลอันดามัน

แต่เท่าที่ผมสังเกต ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างวิถีชีวิตของชุมชน กับ การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ค่อนข้างดีพอสมควรประเทศหนึ่ง

ศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ

ศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ

ที่ด้านหน้าประตูทางเข้าตลาดชั้นใน เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าชินโต นามิโยเกะ อินาริ (Namiyoke Inari Shrine; (波除神社) ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 17 สมัยกรุงเอะโดะ โดยชื่อของนามิโยเกะในภาษาญี่ปุ่นนั้นมีความเป็นมงคลในหมู่พ่อค้าและชาวประมงเพราะแปลได้ว่า “คุ้มครองจากกระแสคลื่น”

ศาลเจ้านามิโยเกะปัจจุบันนั้นถูกสร้างใหม่ขึ้นใน ค.ศ.1937 หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่คันโตในปี ค.ศ.1923 และในเวลาต่อมากลายเป็นศาลเจ้าประจำอย่างเป็นทางการของคนที่ทำงานอยู่ในตลาดสึกิจิ  ภายในนอกจากจะมีที่สิงสถิตย์ของเทพเจ้าให้คนมากราบไหว้และขอพรแล้ว เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูใหญ่เข้าไปฝั่งซ้ายและขวา จะสังเกตเห็นหัวสิงโตจำลองโดยฝั่งซ้ายจะเป็นหัวสิงโตสีแดง (เพศเมีย) และฝั่งขวาเป็นหัวสิงโตสีดำ (เพศผู้) ซึ่งแต่ละหัวมีน้ำหนักเกือบหนึ่งตัน

ผู้คนในตลาดสึกิจิ และชาวบ้านโดยรอบจะจัดเทศกาลเฉลิมฉลองให้ศาลเจ้าแห่งนี้ทุกสามปีในช่วงกลางเดือนมิถุนายนในนาม Tsukiji Lion Dance Festival (獅子祭) โดยครั้งล่าสุดจัดขึ้นในปี 2558 (ค.ศ.2015)

004-DSC_5662-web

005-DSC_2180-web

006-Liondance-festival-web

ภาพTsukiji Lion Dance Festival (獅子祭) จาก http://www.namiyoke.or.jp/

007-DSC_2179-web

ฝั่งตรงข้ามศาลเจ้านามิโยเกะ เป็นที่ตั้งของร้านขายปลีกและส่งปลาโอแห้ง หรือ คัตสึโอบูชิ (Katsuobushi; 鰹節)ส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในอาหารญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสองเครื่องปรุงสำคัญของน้ำซุปดาชิ (Dashi; 出汁) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของอาหารญี่ปุ่นมากมายหลายชนิด

ถัดมาอีกหน่อยเป็นร้านขายผักดอง ร้านขายอาหารแห้ง ร้านขายข้าวกล่องเบนโตะ ร้านขายไข่ม้วน ร้านขายมีด ร้านขายตาชั่ง ร้านขายเครื่องครัว ร้านขายไก่ย่างยากิโทริ ร้านขายผักและต้นวาซาบิสด … เมื่อเดินข้ามถนน ลัดเลาะไปตามซอกซอยอีกหน่อย ผมเดินหาร้านขายหอยเชลล์ตากแห้ง หรือที่พ่อครัวแม่ครัวบ้านเราเรียกกันติดปากว่า กัวป๋วย (干贝) หรือ เอ็นหอย ซึ่งราคาในบ้านเราแพงหูฉี่ตกกิโลกรัมละหลายพันบาท โดยในญี่ปุ่นกัวป๋วยคุณภาพดีๆ นั้นถือว่าราคาถูกกว่าบ้านเราเกินครึ่ง

เมื่อได้กังป๋วยถุงใหญ่ในราคาย่อมเยา กับ กุ้งซากุระแห้งอีกสองห่อเล็กๆ ผมเดินถ่ายภาพเก็บความทรงจำครั้งสุดท้าย ก่อนเดินกลับไปยังสถานีรถไฟใต้ดินสึกิจิที่เดิมที่ขึ้นมาเมื่อตอนเช้ามืด

ตะวันเริ่มสายโด่งแล้ว พ่อค้าหลายคนเดินถือกับสะพายกระเป๋าเก็บความเย็นกลับไปยังร้านของตน บ้างใช้รถลากกล่องโฟมบรรจุอาหารทะเลมุ่งไปยังสถานีรถไฟใต้ดินทางเดียวกัน การพบกันครั้งนี้ของผมกับตลาดปลาสึกิจิคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าในอนาคตตลาดแห่งนี้จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นพื้นที่ซึ่งใช้ทำอะไร ผมคงหาเวลากลับมาเยี่ยมเยียนมันอีกวันใดวันหนึ่ง

ลาก่อนสึกิจิ ขอบคุณสำหรับอาหารอร่อยๆ และความทรงจำอันงดงาม สักวันหนึ่งเราคงได้พบกันอีก

008-DSC_2174-web

ร้านขายปลีก-ส่งปลาโอตากแห้ง (Katsuobushi) หน้าตลาดสึกิจิ

009-DSC_2185-web

ปลาโอตากแห้งก่อนถูกไสเป็นแผ่นบาง

010-DSC_2101-web

ร้านขายมีดในตลาดสึกิจิ

011-DSC_2102-web

ร้านขายของแห้งและของชำ

012-DSC_2188-web

ร้านรบทำอาหารกล่อง เบนโตะ

013-DSC_2204-web

014-DSC_2203-web

ร้านขายไข่ม้วนโดยเฉพาะ

015-IMG_8714-web

ร้านยากิโทริ

016-DSC_2212-web

ต้นวาซาบิที่วางขายกันสดๆ

017-DSC_5601-web

ไข่หอยเม่นขายกันเป็นกล่องๆ

018-DSC_5678-web

019-DSC_5704-web

ร้านขายตาชั่ง

020-DSC_5708-web

พอเริ่มสายคนที่ทำงานในตลาดสึกิจิก็เริ่มออกมาหาอาหารเช้าทานกัน

021-DSC_5588-web

022-DSC_5579-web

ร้านขายผักผลไม้บริเวณตลาดด้านนอกของสึกิจิ

023-DSC_2213-web

024-IMG_8712-web

025-DSC_2167-web

The post สึกิจิที่ไม่ได้มีแค่ “ปลา กับ ซูชิ” ตอนจบ appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji03/feed/ 0
กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2 http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji02/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji02/#comments Fri, 08 Jul 2016 07:47:09 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=834 “ศาสตร์ของการเสิร์ฟซูชิที่มีคุณภาพคือ หนึ่ง ต้องรู้ว่าปลาอะไรที่อยู่ในฤดูและปลาอะไรควรจะกินเวลาใด สอง แหล่งที่มาของปลาก็สำคัญ และ สามคือหาร้านขายปลาที่น่าเชื่อถือและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน สามสิ่งนี้สำคัญที่สุด” – – – ทายาทแห่งร้านไดวะซูชิ   ฝนเดือนมิถุนายนของกรุงโตเกียวยังคงโปรยปราย ผมกดชัตเตอร์ถ่ายรูปป้ายสถานีสึกิจิ (Tsukiji Station; 築地駅) เพื่อบันทึกความทรงจำ ก่อนที่ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะถูกย้ายไปยังเขตโทโยสุ (Toyosu; 豊洲) ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งโตเกียวจะเป็นเจ้าภาพในปี 2563 หรือ ค.ศ.2020 เขาว่าสาเหตุที่ต้องย้ายเพราะ สึกิจิเป็นตลาดเก่า ที่อยู่ใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงโตเกียวอย่างเช่น ย่านกินซ่ามากเกินไป อีกทั้งสาธารณูปโภคก็เสื่อมโทรม สู้ตลาดแห่งใหม่ที่โทโยสุไม่ได้ เพราะที่นั่นทั้งตลาดจะติดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้สาธารณูปโภคด้านการขนส่ง-โลจิสติกส์ที่โทโยสุก็สะดวกสบาย และอยู่ห่างจากตลาดเดิมเพียงแค่ราวสองกิโลเมตร คำถามที่ผมและทุกคนสงสัยคือ เมื่อตลาดย้ายไป สึกิจิก็จะไม่ใช่ตลาดปลาอีกต่อไป แล้วเสน่ห์ของสึกิจิที่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโทโยสุจะยังหลงเหลืออยู่สักเท่าไร? จากสถานีรถไฟใต้ดิน ผมเดินลัดเลาะไปบริเวณริมถนน ด้านขวาเป็นถนนชินโอฮาชิ ซ้ายเป็นร้านค้าบริเวณตลาดนอกของสึกิจิ ทั้งร้านผัก ผลไม้ ราเม็ง อาหารทะเล ร้านข้าวหน้า (ดงบุริ) ร้านเทมปุระ ฯลฯ … […]

The post กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2 appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001-IMG_5224-web

“ศาสตร์ของการเสิร์ฟซูชิที่มีคุณภาพคือ หนึ่ง ต้องรู้ว่าปลาอะไรที่อยู่ในฤดูและปลาอะไรควรจะกินเวลาใด สอง แหล่งที่มาของปลาก็สำคัญ และ สามคือหาร้านขายปลาที่น่าเชื่อถือและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน สามสิ่งนี้สำคัญที่สุด” – – – ทายาทแห่งร้านไดวะซูชิ

 

ฝนเดือนมิถุนายนของกรุงโตเกียวยังคงโปรยปราย ผมกดชัตเตอร์ถ่ายรูปป้ายสถานีสึกิจิ (Tsukiji Station; 築地駅) เพื่อบันทึกความทรงจำ ก่อนที่ตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้จะถูกย้ายไปยังเขตโทโยสุ (Toyosu; 豊洲) ในเดือนพฤศจิกายน 2559 นี้เพื่อรองรับมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ซึ่งโตเกียวจะเป็นเจ้าภาพในปี 2563 หรือ ค.ศ.2020

เขาว่าสาเหตุที่ต้องย้ายเพราะ สึกิจิเป็นตลาดเก่า ที่อยู่ใกล้ย่านดาวน์ทาวน์ของกรุงโตเกียวอย่างเช่น ย่านกินซ่ามากเกินไป อีกทั้งสาธารณูปโภคก็เสื่อมโทรม สู้ตลาดแห่งใหม่ที่โทโยสุไม่ได้ เพราะที่นั่นทั้งตลาดจะติดเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้สาธารณูปโภคด้านการขนส่ง-โลจิสติกส์ที่โทโยสุก็สะดวกสบาย และอยู่ห่างจากตลาดเดิมเพียงแค่ราวสองกิโลเมตร

คำถามที่ผมและทุกคนสงสัยคือ เมื่อตลาดย้ายไป สึกิจิก็จะไม่ใช่ตลาดปลาอีกต่อไป แล้วเสน่ห์ของสึกิจิที่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็นโทโยสุจะยังหลงเหลืออยู่สักเท่าไร?

001-DSC_5563-web

ตลาดสึกิจิปัจจุบัน (บน) กับโทโยสุ (ล่าง) ตลาดปลาแห่งใหม่ที่สึกิจิจะต้องย้ายไปในเดือนพฤศจิกายน 59 นี้ (ภาพ Google Map)

ตลาดสึกิจิปัจจุบัน (บน) กับโทโยสุ (ล่าง) ตลาดปลาแห่งใหม่ที่สึกิจิจะต้องย้ายไปในเดือนพฤศจิกายน 59 นี้ (ภาพ Google Map)

จากสถานีรถไฟใต้ดิน ผมเดินลัดเลาะไปบริเวณริมถนน ด้านขวาเป็นถนนชินโอฮาชิ ซ้ายเป็นร้านค้าบริเวณตลาดนอกของสึกิจิ ทั้งร้านผัก ผลไม้ ราเม็ง อาหารทะเล ร้านข้าวหน้า (ดงบุริ) ร้านเทมปุระ ฯลฯ … ผมแวะซื้อปลาไหลย่างเสียบไม้ที่ร้านแห่งหนึ่ง ว่ากันว่าคนญี่ปุ่นชอบกินปลาไหลย่าง (อุนางิ) ที่สุดในช่วงหน้าร้อนช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี่แหละ

คุณปู่วัยเจ็บสิบใกล้แปดสิบเจ้าของร้าน ถามผมว่าจะทานที่นี่ใช่ไหม เมื่อผมตอบว่าใช่ แกก็เลือกปลาไหลย่างไม้อวบอ้วนที่สุดในถาดส่งให้คุณย่าไปอุ่นร้อน ก่อนที่จะส่งให้ผมพร้อมหยิบเงิน 600 เยนใส่ตะกร้า ผมยืนลิ้มรสปลาไหลย่างเสียบไม้ พร้อมกับมองผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา …

6 โมงกว่าแม้จะเป็นเวลาที่ดูเช้าสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่สำหรับคนที่ทำงานในตลาดแห่งนี้ถือว่าสายแล้ว บางคนทยอยออกมาหาของกิน ส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมการประมูลปลาทูน่าก็เริ่มทยอยเดินทางกลับ เวลาของตลาดเช้าทุกแห่งในโลกคงคล้ายๆ กันคือ เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังมืด พอฟ้าสางตลาดก็เริ่มวาย

003-DSC_5598-web

004-DSC_5603-web

หลังจากส่งปลาไหลย่างเข้าไปรองท้อง ผมก็เดินต่อไปที่ตรอกเล็กๆ ในตลาดสึกิจิด้านใน ซึ่งเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวทั้งญี่ปุ่นและต่างชาติ

ในตลาดสึกิจิมีร้านซูชิยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวอยู่สองร้าน ร้านแรกคือซูชิได (寿司大) และ ร้านที่สองคือไดวะซูชิ (大和寿司)  ตัวผมเองเคยตื่นเช้ามาต่อคิวลิ้มลองซูชิที่ร้านไดวะสองครั้ง เพราะไม่อาจตื่นเช้าและทนรอซูชิที่ร้านซูชิไดได้ไหว โชคดีที่ครั้งแรกได้ลิ้มลองฝั่งที่คุณลูกคุมร้าน และ ครั้งที่สองได้ลิ้มลองฝั่งที่มีคุณพ่อเป็นคนคุม

วันนี้ทั้งสองร้านมีคนรอคิวยาวหลายสิบคน ซูชิไดแถวยาวเลยหัวโค้งไป น่าจะเฉียด 70-80 คิว ส่วนไดวะซูชิน่าจะอยู่ที่ 30-40 คิว ขณะที่พื้นที่ในร้านเพียงพอรองรับลูกค้าได้ครั้งละประมาณสิบคนเท่านั้น

ถามว่า ทำไมในชีวิตต้องมากินซูชิที่ตลาดปลาสึกิจิให้ได้สักครั้งหนึ่ง ว่ากันว่าบางคนรอคิวนาน 6-7 ชั่วโมง เพื่อให้ได้กินซูชิที่สึกิจิเพียง 10 กว่าชิ้น?

คิวหน้าร้านซูชิได (Sushi Dai) ภาพถ่ายเมื่อเดือนเมษายน 2555

คิวหน้าร้านซูชิได (Sushi Dai) ภาพถ่ายเมื่อเดือนเมษายน 2555

006-IMG_5199-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งพ่อ)

007-IMG_5554-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งพ่อ)

008-IMG_5197-web

ร้านไดวะซูชิ (ฝั่งลูก)

009-IMG_5552-web

ลูกชายเจ้าของร้านซูชิไดวะ (เห็นหน้า)

คำตอบหนึ่งน่าจะอยู่ที่ชื่อเสียงเรียงนามของ “ซูชิ” อาหารที่วันนี้ถูกยกระดับให้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของอาหารญี่ปุ่น และกลายเป็นอาหารที่แพร่หลาย กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทั้งนี้ “ซูชิ (Sushi)” ที่คนทั่วโลกรู้จักกันนั้น ภาษาญี่ปุ่นนั้นเรียกขานว่า “นิงิริซูชิ”

นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) หรือ ข้าวที่ปั้นเป็นก้อนพอคำและวางเนื้อปลาไว้ข้างบน ถูกเรียกขานกันในนามซูชิสไตล์ “เอะโดะมาเอะ” คำว่า “เอะโดะมาเอะ (江戸前)” เมื่อแปลเป็นไทยก็มีความหมายว่า หน้าเมืองเอะโดะ ดังนั้นซูชิสไตล์เอะโดะมาเอะจึงหมายถึง การนำเนื้อปลาสดที่จับได้จากทะเลหน้าเมืองเอะโดะ หรืออีกนัยหนึ่งคือ “อ่าวโตเกียว” มาแล่และจิ้มโชยุเพื่อรับประทาน [1]

การนำชิ้นเนื้อปลาสดมาวางบนข้าวซูชิ ที่เกิดจากการนำข้าวมาผสมกับน้ำส้มสายชูและเหล้ามิริน ปั้นเป็นคำใส่วาซาบิเล็กน้อยจนกลายเป็นซูชิสไตล์เอะโดะ หรือ เอะโดะมาเอะนั้น กำเนิดขึ้นเมื่อ 200 กว่าปีก่อน ประมาณ ค.ศ.1800 โดยสมัยนั้นซูชิในลักษณะดังกล่าวชิ้นใหญ่กว่าในปัจจุบัน และมักวางขายในร้านแผงลอย โดยผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็จะยืนกินเหมือนคนปัจจุบันรับประทานอาหารฟาสต์ฟูด

005-C0000253c

ภาพจาก Tokyo Metropolitan Library (http://www.library.metro.tokyo.jp/)

อีกเหตุผลหนึ่งของการตื่นแต่เช้ามืดดั้นด้นมากินซูชิที่สึกิจิก็คือ ถ้าต้องการลิ้มลองซูชิที่สดที่สุดในโตเกียว คงไม่มีที่ไหนเสิร์ฟซูชิได้สด ใหม่ (ส่วนอร่อยนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) เท่ากับร้านซูชิในตลาดสึกิจิอีกแล้ว เพราะอย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า สึกิจิเป็นแหล่งซื้อขายปลาและอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทุกวันมีการซื้ออาหารทะเลน้ำหนักราว 3-4 พันตัน และถูกส่งออกไปทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ

ว่ากันว่า การแบ่งเกรดปลาเพื่อไปทำอาหารตามสายตาพ่อครัวญี่ปุ่นก็คือ

สดที่สุด – ซาซิมิ/ซูชิ (นี่เองเป็นเหตุว่าทำไมซาซิมิถึงแพง)
สดรองลงมา – ย่างเกลือ
ไม่ค่อยสด – เอาไปต้ม
คุณภาพแย่สุด – เอาไปทอด/ชุบแป้งทอด

สำหรับวิธีการสั่งซูชิ ถ้าไม่ภาษาญี่ปุ่นไม่กระดิก วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือสั่งคอร์สโอมาคาเสะ (Omakase) ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “แล้วแต่พ่อครัว” โดยพ่อครัวจะจัดปลาตามฤดูกาล ที่สด และดีที่สุดประจำวันให้ แบ่งเสิร์ฟตามคำ โดยสนนราคาคอร์สโอมาคาเสะ ของร้านซูชิตลาดสึกิจิก็จะอยู่ที่ราว 3,500 – 5,000 เยน โดยบางครั้งจะมีการแถมนู่นนี่ให้ตามแต่ใจเชฟ และดวงของเราว่าถูกชะตากับเชฟหรือไม่

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการไปเยือน ซูชิไดและไดวะซูชิ สองร้านดังของสึกิจิ คือ Cash Only รับแต่เงินสด ไม่รับบัตรเครดิตนะคร้าบบบ ^_^

010-IMG_5555-web

011-IMG_5557-web

012-IMG_5227-web

013-IMG_5572-web

014-IMG_5568-web

015-IMG_3096-web

016-IMG_3102-web

017-IMG_5224-web

018-IMG_3098-web

019-IMG_5194-web

ป้าย Cash Only หน้าร้านไดวะซูชิ

020-IMG_5574-web

พนักงานร้านซูชิในตลาดสึกิจิกำลังตระเตรียมปลา

ข้อมูลอ้างอิง :

[1] ส่องวิถีพิธีญี่ปุ่น (Shikitari) ฮารุฮิโตะ ทสึชินะ เขียน ยุวลักษณ์ ลิขิตธนวัฒน์ มูระเซะ แปล, หน้า 128.

The post กินซูชิ บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 2 appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji02/feed/ 0
บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1 http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji01/ http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji01/#comments Thu, 30 Jun 2016 10:29:13 +0000 http://mblog.manager.co.th/varitlim/?p=815 04.30น. นาฬิกาปลุกดังขึ้น กลางโรงแรมเล็กๆ ในย่านอุเอะโนะ มหานครโตเกียว ผมเอื้อมมือไปปิดนาฬิกา ก่อนงัวเงียลุกขึ้นมาแปรงฟัน และล้างหน้าแบบลวกๆ ก่อนจะสวมเสื้อแจ็คเกตกันฝน หยิบกระเป๋ากล้องสะพายออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานีโอกาชิมาชิ เพื่อที่จะจับรถไฟใต้ดินสายฮิบิยา ไปยังสถานีสึกิจิปลายทาง ปลายเดือนมิถุนายน 2559 โตเกียวชุ่มฉ่ำไปด้วยร่องรอยของน้ำฝน บรรยากาศเช้ามืดของกรุงโตเกียวแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง บนชานชลาสถานีรถไฟใต้ดินมีคนยืนอยู่ไม่กี่คน เมื่อขึ้นไปบนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังตลาดสึกิจิ ที่นั่งก็มีว่างให้จับจองเกือบทุกตู้ มีสาวๆ ในชุดกิโมโนคู่หนึ่งนอนสัปหงกอยู่ใกล้ที่นั่งริมประตูคล้ายว่าพวกเธอเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนและกำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน เมื่อพูดถึงชื่อ “สึกิจิ (Tsukiji; 築地市場)” เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ แต่คนที่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นอย่างปลาดิบ เชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดค้าส่งอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนปีละหลายล้านคน ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยหลายแห่งมักจะติดป้ายว่า “ปลานำเข้าตรงจากตลาดสึกิจิ สัปดาห์ละ X เที่ยว” อันเป็นการอ้างอิงถึงคุณภาพปลาว่าอยู่ในระดับดีที่สุด และจะทำให้สามารถตั้งราคาขายให้สูงขึ้นไปด้วยได้ ตลาดสึกิจิ ถือเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุมิดะ ใกล้ย่านใจกลางมหานครโตเกียว ติดกับย่านกินซ่า ย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ชื่อดัง โดยพื้นที่ของตลาดมีขนาดใหญ่ถึง 230,000 ตารางเมตร หรือพอๆ กับพื้นที่ของสนามฟุตบอล 30 สนามเรียงต่อกัน ไม่เพียงมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดแห่งนี้ก็มโหฬารตามไปด้วย กล่าวคือ ทุกวันตลาดแห่งนี้มีการซื้อขายอาหารทะเลและสินค้าต่างๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 […]

The post บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1 appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
001-DSC_2129

04.30น. นาฬิกาปลุกดังขึ้น กลางโรงแรมเล็กๆ ในย่านอุเอะโนะ มหานครโตเกียว

ผมเอื้อมมือไปปิดนาฬิกา ก่อนงัวเงียลุกขึ้นมาแปรงฟัน และล้างหน้าแบบลวกๆ ก่อนจะสวมเสื้อแจ็คเกตกันฝน หยิบกระเป๋ากล้องสะพายออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังสถานีโอกาชิมาชิ เพื่อที่จะจับรถไฟใต้ดินสายฮิบิยา ไปยังสถานีสึกิจิปลายทาง

ปลายเดือนมิถุนายน 2559 โตเกียวชุ่มฉ่ำไปด้วยร่องรอยของน้ำฝน บรรยากาศเช้ามืดของกรุงโตเกียวแตกต่างจากช่วงเวลากลางวันอย่างสิ้นเชิง บนชานชลาสถานีรถไฟใต้ดินมีคนยืนอยู่ไม่กี่คน เมื่อขึ้นไปบนรถไฟที่มุ่งหน้าไปยังตลาดสึกิจิ ที่นั่งก็มีว่างให้จับจองเกือบทุกตู้ มีสาวๆ ในชุดกิโมโนคู่หนึ่งนอนสัปหงกอยู่ใกล้ที่นั่งริมประตูคล้ายว่าพวกเธอเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนและกำลังอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน

002-DSC_2132-web

เมื่อพูดถึงชื่อ “สึกิจิ (Tsukiji; 築地市場)” เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้ แต่คนที่ชอบกินอาหารญี่ปุ่นอย่างปลาดิบ เชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อ เพราะตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดค้าส่งอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเยือนปีละหลายล้านคน

ร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยหลายแห่งมักจะติดป้ายว่า “ปลานำเข้าตรงจากตลาดสึกิจิ สัปดาห์ละ X เที่ยว” อันเป็นการอ้างอิงถึงคุณภาพปลาว่าอยู่ในระดับดีที่สุด และจะทำให้สามารถตั้งราคาขายให้สูงขึ้นไปด้วยได้
ตลาดสึกิจิ ถือเป็นตลาดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุมิดะ ใกล้ย่านใจกลางมหานครโตเกียว ติดกับย่านกินซ่า ย่านช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ชื่อดัง โดยพื้นที่ของตลาดมีขนาดใหญ่ถึง 230,000 ตารางเมตร หรือพอๆ กับพื้นที่ของสนามฟุตบอล 30 สนามเรียงต่อกัน

ไม่เพียงมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร แต่มูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดแห่งนี้ก็มโหฬารตามไปด้วย กล่าวคือ

  • ทุกวันตลาดแห่งนี้มีการซื้อขายอาหารทะเลและสินค้าต่างๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,500 ล้านเยน หรือกว่า 5 แสนล้านเยนต่อปี ซึ่งนั่นหากคำนวณเป็นเงินไทยก็ 500 ล้านบาทต่อวัน และ 170,000 ล้านบาทต่อปี
  • ทุกๆ วันมีการประมูลปลาทูน่าซึ่งถูกจับและส่งจากทั่วโลกมายัง ณ ตลาดแห่งนี้เฉลี่ย 3,000 ตัว
  • เฉพาะมูลค่าของปลาทูน่าที่ประมูลซื้อขายกันในตลาดแห่งนี้ตกปีละ 20,000 ล้านเยน หรือ 6,800 กว่าล้านบาท
  • อาหารทะเลน้ำหนักราว 3-4 พันตัน นับร้อยนับพันชนิด ถูกซื้อขายผ่านตลาดแห่งนี้ทุกวัน และถูกส่งออกไปทั่วโลกกว่า 60 ประเทศ
  • ตลาดสึกิจิถูกแบ่งพื้นที่เป็นตลาดภายใน และตลาดภายนอก โดยตลาดภายในมีร้านค้าส่งปลา อาหารทะเล และสินค้าอื่นๆ ประมาณ 680 ร้าน ส่วนตลาดภายนอกมีร้านค้าประมาณ 400 ร้าน รวมแล้วมากกว่า 1,000 ร้าน
  • มีคนเข้าออกเพื่อทำงานในตลาดแห่งนี้ประมาณ 14,000 คนต่อวัน ไม่รวมลูกค้าและนักท่องเที่ยวอีกหลายหมื่นคน

003-DSC_2112-web

004-DSC_2113-web

005-DSC_2117-web

จากสถิติระบุว่า 1 ใน 6 ส่วน ของอาหารทะเลที่บริโภคกันทั่วโลกในแต่ละปีอยู่บนโต๊ะอาหารของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนั่นเองบ่งชี้ให้ว่าตลาดสึกิจิมีความสำคัญแค่ไหนต่อชีวิตประจำวันของชาวญี่ปุ่น

ย้อนไปในอดีตประมาณ 400 กว่าปีก่อน สมัยโตเกียวยังใช้ชื่อเอะโดะ และถูกปกครองด้วยโชกุน โตกุกาว่า อิเอยาสึ โชกุนผู้กำลังก่อร่างสร้างมหานครแห่งใหม่ได้อพยพชาวประมงมาจากโอซาก้า และให้สิทธิ์ในการจับปลาแก่ชาวประมงเหล่านี้เพื่อป้อนให้ห้องครัวภายในพระราชวังเอะโดะ โดยเมื่อมีปลาเหลือจากที่ส่งเข้าวังเอะโดะแล้วชาวประมงทั้งหลายจึงนำปลาและอาหารทะเลต่างๆ มาจำหน่ายบริเวณเชิงสะพานนิฮอนบาชิ (Nihonbashi; 日本橋) ซึ่งต่อมาก็ขยายตัวเป็นตลาดใหญ่โต ว่ากันว่า อาหารทะเลที่ซื้อขายกันบริเวณตลาดเชิงสะพานนิฮอนบาชิเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้น หากคิดเป็นมูลค่าเงินเยนปัจจุบันก็อาจมีมูลค่าสูงถึง 100ล้านเยนเลยทีเดียว

006-Nohombashi

ภาพจาก http://nihombashi-tokyo.com/

007-Nohombashi

ภาพจาก http://nihombashi-tokyo.com/

กระทั่งช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในโตเกียว (Great Kanto earthquake) ในวันเสาร์ที่ 1 กันยายน ค.ศ.1923 ทำให้เกิดความเสียหายมหาศาลและมีผู้เสียชีวิตมากกว่าหนึ่งแสนคน บ้านพัก อาคารในกรุงโตเกียวต่างราบเป็นหน้ากลอง ตลาดปลานิฮอนบาชิก็พังทลายลงไปด้วยเช่นกัน จนต่อมาทางการกรุงโตเกียวจึงสร้างตลาดสึกิจิ ณ พื้นที่ปัจจุบันขึ้นมาทดแทน และเปิดให้บริการเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1935

ทุกวันนี้ตลาดสึกิจิเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่าง ผู้ค้าส่งหลัก (Primary Wholesaler) กับ ผู้ค้าส่งรอง หรือ ยี่ปั๊ว (Secondary Wholesaler) ไปยังร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และผู้บริโภค โดยบทบาทของยี่ปั๊วนั้นคือการคัดสรร ประมูล แล่ปลา และควบคุมคุณภาพสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยอีกที

008-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

009-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

010-tsukiji

ภาพจากรายการ Tsukiji Market : Begin Japanology โดย NHK World

ยี่ปั๊ว หรือ พ่อค้าส่งรองในตลาดสึกิจิจะมีความเชี่ยวชาญอาหารทะเลแต่ละประเภท ชนิด เช่น ปลาทูน่า ปลาไหล หอย กุ้ง ปลาหมึก หอยเม่น ฯลฯ แตกต่างกันไป เพื่อจัดจำหน่ายอาหารทะเลตามชนิด ตามคุณภาพ และงบประมาณ ที่เหมาะกับลูกค้าที่สุด
ทั้งนี้บางร้านขายปลาในตลาดแห่งนี้มีประวัติการจำหน่ายปลาและอาหารทะเลมายาวนานกว่า 400 ปี เรียกได้ว่าทำธุรกิจขายปลามาหลายชั่วอายุคน และมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการขายปลาตกทอดมายาวนานกว่าตลาดสึกิจิที่มีอายุ 81 ปีเสียอีก

011-DSC_2135

012-DSC_2141

013-DSC_2118-web

ข้อมูลอ้างอิง :
– รายการ Tsukiji Market  : Begin Japanology season 1 EP3 โดย NHK World
– รายการ World’s Largest Fish Market – Tsukiji Market : Japanology Plus Season 1 EP 18 โดย NHK World
– รายการ Trails to Tsukiji : NHK Program, 2014
– สารคดี Planet Food Goes Fishing โดย Pilot Guides (http://www.pilotguides.com/tv-shows/planet-food/series-6/planet-food-goes-fishing/)
– Origin Tsukiji Market (http://www.tsukiji-market.or.jp/youkoso/konjyaku/origin.htm)
– http://nihombashi-tokyo.com/

 

The post บอกลา “สึกิจิ” ตอนที่ 1 appeared first on ดวงตาของหัวใจ.

]]>
http://mblog.manager.co.th/varitlim/tsukuji01/feed/ 0