ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

“ฟง ฉังชิง” ขุนศึกผู้อาภัพแห่งราชวงศ์ถัง

January 13th, 2014 · No Comments · ต่างประเทศ, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, หนังสือ

เทพบุตรกู้บัลลังก์เล่ม 9

“…กระหม่อมกราบทูลก่อนตาย ฝ่าบาทอาจเข้าพระทัยว่ากระหม่อมเพ้อเจ้อเหลวไหล หลังจากที่กระหม่อมตายแล้ว ขอฝ่าบาทอย่าได้ประมาทโจรกบฏ หวังว่าประเทศชาติคืนสู่ความสงบ ชนชาติหูพินาศสิ้น อย่างนั้นเป็นความปรารถนาของกระหม่อมแล้ว ขอยืดคอดื่มยาพิษ หันหาอาทิตย์ถวายสาร หากแม้นตายแล้วมีญาณรับรู้ ขอเป็นต้นหญ้าหน้ากองทัพ ชักนำผืนธงกองทัพราชัน ปราบโจรกบฏโดยราบคาบ เป็นตายตอบแทนพระคุณ สำนึกเต็มตื้นเหลือประมาณ กระหม่อมฟงฉังชิงกราบทูล” [1]

หลายคนกับน้ำตาซึมเมื่อได้อ่านข้อความข้างต้นในจดหมายลาตายของ “แม่ทัพฟง ฉังชิง” ที่ปรากฎอยู่ในนิยายเรื่อง “เทพบุตร กู้บัลลังก์” นวนิยายจีนที่หยิบยืมช่วงหนึ่ง สมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์จีนยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) ยุคสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์หลายพันปีของจีนมาเป็นฉากหลัง โดยผู้ประพันธ์อ้างถึงเรื่องราวในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังเสวียนจง (唐玄宗, ค.ศ. 685–762) ฮ่องเต้องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ถัง สร้างเสริมตัวละคร รวมถึงเติมแต่งเหตุการณ์ เพื่อปลุกให้ยุทธนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้มีชีวิตขึ้นมา

แม่ทัพฟง ฉังชิง (封常清) หรือ ฟงไอ้จื่อ (ไอ้เตี้ยแซ่ฟง) เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญของเทพบุตรกู้บัลลังก์ เขียนโดยจิ่วถู เนื่องจากฟง ฉังชิงเป็นอาจารย์และเปรียบได้กับบิดาบุญธรรมของตัวละครเอกสองตัวในนิยายเรื่องนี้ คือ หวังสุน และ อวี้เหวินจื้อ อย่างไรก็ตาม ขณะที่หวังสุน และอวี้เหวินจื้อ [2] เป็นเพียงบุคคลและเรื่องราวในโลกแห่งจินตนาการของจิ่วถู … ฟง ฉังชิงกลับเป็นบุคคลที่มีชื่อจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์จีนอยู่จริง

แม้กระทั่งข้อความในจดหมายลาตายที่จิ่วถูกหยิบยกมาไว้ในท้ายเล่มที่ 7 ของเทพบุตรกู้บัลลังก์ (ภาคแปลไทยโดย อาจารย์ น.นพรัตน์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์) ก็เป็นข้อความที่ถอดมาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจริง โดยถูกบันทึกไว้ใน จดหมายลาตาย (遗表) เขียนโดยฟง ฉังชิง ในม้วนที่ 0330 ของเฉวียนถังเหวิน (全唐文) หรือในชื่อเต็มคือ ชินติ้งเฉวียนถังเหวิน (钦定全唐文)

เฉวียนถังเหวินหรือบันทึกสมัยถังฉบับสมบูรณ์นี้ เขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ถังก่อนที่ราชสำนักจีนในสมัยราชวงศ์ชิงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ในรัชสมัยฮ่องเต้เจียชิ่ง หรืออีกราวพันกว่าปีต่อมาจะนำต้นฉบับมาปรับปรุงแก้ไขโดยบัณฑิตมากกว่า 3,000 คน และใช้เวลามากกว่าสิบปี

กลับมาถึงเรื่องของแม่ทัพผู้อาภัพแห่งราชวงศ์ถัง ……

001-8ad4b31c8701a18bc4b5ebd

ไม่มีหลักฐานระบุชัดว่าฟง ฉังชิง เกิดเมื่อไหร่ แต่มีหลักฐานระบุชัดว่าเขาถูกสั่งประหารชีวิตเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ.756 ระหว่างการก่อกบฏอันลู่ซันและสื่อซือหมิง (安史之乱; ค.ศ.755-763) เหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนแห่งยุครุ่งเรืองของราชวงศ์ถังไปสู่ยุคแห่งความเสื่อมโทรม

บรรพบุรุษของ ฟง ฉังชิง เป็นชาวเมืองอีซื่อ (ปัจจุบันคือเมืองยุ่นเฉิง ในมณฑลซานซี) ฟง ฉังชิงกำพร้าพ่อแม่แต่เล็ก โดยได้รับการเลี้ยงดูจากผู้เป็นตา ครั้งหนึ่งเมื่อตาทำผิดกฎหมายและถูกลงโทษด้วยการถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดน ฟง ฉังชิงจึงต้องระเห็จออกจากดินแดนจงหยวนพร้อมกับตาไปใช้ชีวิตอยู่ยังเขตอันซี ซึ่งเป็นเขตชายแดนทางตะวันตกในสมัยนั้น

ในยุคที่ราชวงศ์ถังรุ่งเรืองถึงขีดสุด “อันซี (安西)” เป็นเขตปกครองทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของจีนในยุคราชวงศ์ถัง ซึ่งหากทาบกับแผนที่ประเทศจีนในปัจจุบันก็ครอบคลุมเทือกเขาเทียนซานทั้งหมด และกินพื้นที่ไปจรดอาหรับ ซึ่งในเวลานั้นจีนเรียกว่าชาวต้าสือ โดยศูนย์บัญชาการของเขตอันซีนั้นตั้งอยู่ ณ เมืองอาเค่อซู (阿克苏; Aksu) ทางตะวันตกของมณฑลซินเกียงในปัจจุบัน

แผนที่เขตปกครองต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ถัง โดยเขตอันซีอยู่บริเวณซ้ายบนสุด

แผนที่เขตปกครองต่างๆ ในสมัยราชวงศ์ถัง โดยเขตอันซีอยู่บริเวณซ้ายบนสุด

ผู้เป็นตาของ ฟง ฉังชิง ได้รับมอบหมายให้จากกองทัพอันซีให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นทหารดูแลประตูเมืองทางทิศใต้ของ และมักจะใช้พื้นที่บนกำแพงเมืองอบรมสั่งสอนหลานชายของตัวเอง จนกระทั่งฟง ฉังชิงเติบใหญ่

เมื่อฟง ฉังชิงก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม ในเวลานั้น ขุนนางเจี๋ยตู้สื่อ (节度使) [3] หรือ แม่ทัพใหญ่แห่งอันซีในเวลานั้นได้แก่ ฟูเหมิงหลิงฉา โดยทัพอันซีของฟูเหมิงหลิงฉามีขุนพลดาวรุ่งคนหนึ่งนาม เกา เซียนจือ (高仙芝) ซึ่งประกอบด้วยทั้งความสามารถ และกองกำลังองครักษ์หนุ่มที่ทั้งแกร่งกล้าและอาจหาญราว 30 นาย ด้วยปณิธานอันแรงกล้าที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทัพอันซี ในสังกัดของเกา เซียนจือ ฟง ฉังชิงจึงเขียนจดหมายถึงเกาเพื่อหวังจะสมัครเป็นองครักษ์ในสังกัดของเกา ทว่าด้วยรูปร่างผ่ายผอม หน้าตาก็อัปลักษณ์ ทั้งยังมีขาสั้นกว่าคนทั่วไป เกาจึงปฏิเสธคำขอของฟง

เมื่อทราบดังนั้นฟง ฉังชิงจึงเขียนจดหมายฉบับที่สองส่งถึงเกา เซียนจือ ซึ่งเกาก็ตอบปฏิเสธอีก โดยระบุว่าตนเองมีองครักษ์เพียงพอแล้ว และฟงก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการแต่อย่างใด ฟงเมื่อได้ทราบดังนั้นก็รู้สึกผิดหวังอย่างมากและตอบโต้เกาไปว่า

“ข้าพเจ้า ฟง ฉังชิง มีความเลื่อมใสต่อท่าน ในฐานะที่ท่านมีความเที่ยงธรรม จึงมีความประสงค์จะรับใช้ท่านอย่างจริงใจ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเขียนจดหมายเสนอตัวต่อท่านด้วยตัวเอง เนื่องจากข้าพเจ้าไม่มีใครที่จะเป็นปากเป็นเสียงแทนข้าพเจ้าได้ เหตุใดท่านจึงปฏิเสธข้าพเจ้า? หากท่านตัดสินคนด้วยความสามารถและการกระทำ นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่นายทหารควรจะทำ แต่หากท่านตัดสินคนด้วยรูปลักษณ์ภายนอก ท่านก็จะสูญเสียจื่ออี้ว์ไป [4]”

แม้จะกล่าวถึงขนาดนี้แล้วเกา เซียนจือก็ยังคงไม่ยอมรับฟง ฉังชิงเข้าสังกัด ทำให้ฟงต้องใช้ไม้ตายคือ เฝ้าอยู่หน้าประตูที่พักของเกาอยู่ถึงสิบวัน จนกระทั่งเกาใจอ่อน ยอมรับ “ไอ้เตี้ยแซ่ฟง” เข้ามาเป็นองครักษ์ในสังกัด

เมื่อฟง ฉังชิง เข้ามาเป็นองครักษ์สังกัดของเกา เซียนจือ ก็แสดงความสามารถ และเปล่งประกายรัศมีของอนาคตแม่ทัพใหญ่ด้วยการโจมตีชนเผ่าและแคว้นรอบๆ ที่ไม่ยอมสยบต่อราชสำนักถังไม่ว่าจะเป็นต๋าซี เสี่ยวป๋อลี่ว์ เป็นต้น จนกระทั่งเกาได้ดำรงตำแหน่งขุนนางเจี๋ยตู้สื่อแห่งอันซี โดยฟงได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยแม่ทัพ

004-Tang_XianZong

ฮ่องเต้ถังเสวียนจง

เมื่อเกา เซียนจือถูกราชสำนักโยกย้ายไปประจำตำแหน่งอื่น ฟงที่ยังอยู่โยงกับทัพอันซีก็สร้างวีรกรรมและผลงานให้กับทัพราชันแห่งราชวงศ์ถังมากมายจนกระทั่ง ในปีที่ 13 ของศักราชเทียนเป่า (ค.ศ.754) ฮ่องเต้ถังเสวียนจงจึงมีราชโองการแต่งตั้ง ฟง ฉังชิงเป็นขุนนางเจี๋ยตู้สื่อแห่งเขตอันซี

ปีต่อมา ค.ศ.755 เมื่อ อันลู่ซาน เจี๋ยตู้สื่อแห่งเขตฟ่านหยาง ซึ่งคุมดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือ (ปัจจุบันคือดินแดนบริเวณปักกิ่ง บางส่วนของมณฑลเหอเป่ย และเหลียวหนิง) และผู้ช่วยนามสื่อซือหมิง ก่อกบฏล้มราชวงศ์ขึ้น โดยอ้างว่าเพื่อกำจัดขุนนางโฉด หยาง กว๋อจง พี่ชายของพระสนมเอกหยาง กุ้ยเฟย อันและสื่อเคลื่อนทัพฟ่านหยางที่มีกำลังกว่า 150,000 นาย บุกเข้าสู่แดนจงหยวน โดยสามารถยึดครองพื้นที่ตอนเหนือของแม่น้ำฮวงโหได้เกือบหมด

เมื่อทราบแน่ชัดว่ากบฏอันลู่ซาน มุ่งเป้ามายังนครฉางอาน ฮ่องเต้ถังเสวียนจงจึงมีพระบัญชาเรียกตัวฟง ฉังชิงกลับมายังนครฉางอานเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการปราบกบฏ โดยในตอนแรกฟงเชื่อว่าทัพกบฏของอันลู่ซานไม่ได้แข็งแกร่งมากมายนัก จึงอาสานำทัพไปยังเมืองลั่วหยาง นครตะวันออกที่อยู่ไม่ห่างนักจากนครฉางอานเพื่อปราบกบฏ ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้ถังเสวียนจงจึงบัญชาให้ฟงระดมไพร่พลและประชาชนเข้าสกัดกั้น

ณ เมืองลั่วหยาง ฟง ฉังชิงระดมไพร่พลได้ราว 6 หมื่นนาย โดยสามารถดำเนินการทำลายสะพานข้ามแม่น้ำฮวงโหเพื่อสกัดกั้นทัพกบฏได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตามปัญหากลับปรากฎชัดขึ้นเมื่อไพร่พล 6 หมื่นนายที่ระดมมานั้นส่วนใหญ่เป็นประชาชนทั่วไป หรือไม่ก็ลูกขุนน้ำขุนนางซึ่งไม่เคยได้รับการฝึกฝนทางทหารมาก่อน ทำให้ขาดศักยภาพในการทำการรบ เนื่องจากตลอดช่วงร้อยกว่าปีของราชวงศ์ถัง ในดินแดนจงหยวนบ้านเมืองสงบสุขเกินไป ผู้คนจึงไม่เคยนึกว่าจะมีการก่อกบฏ หรือ ภัยสงครามกล้ำกรายเข้ามาใกล้ตัวขนาดนี้ ประกอบกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของขุนนางกลุ่มก๊วนต่างๆ ภายในราชสำนักถัง ทำให้ทัพอาสาของฟง ฉังชิง นอกจากไม่มีนายทหารชาญศึกแล้วยังขาดอาวุธยุทโธปกรณ์ และกำลังบำรุงที่จำเป็นอีกด้วย

หลังจากนำทัพต้านทัพกบฏของอันลู่ซานได้สามครั้งแต่ประสบความพ่ายแพ้ทั้งหมด ฟง ฉังชิงจึงจำต้องล่าถอยจากเมืองลั่วหยาง ร่นมาทางทิศตะวันตกเพื่อสมทบกับทัพของ “เกา เซียนจือ” (เจ้านายเก่าของฟง ฉังชิง) ที่ตั้งทัพรออยู่ที่เขตปกครองส่าน (陕郡) ความพ่ายแพ้และการถอยทัพของ ฟง ฉังชิง ทำให้ฮ่องเต้ถังเสวียนจงพิโรธมาก มีบัญชาสั่งปลดฟงออกจากตำแหน่งจากแม่ทัพใหญ่ให้เหลือเพียงสามัญชนธรรมดา และให้ไปอยู่โยงในทัพของเกาเพื่อช่วยเหลือเกาในการทำสงครามต้านทัพกบฏ

หลังจากแม่ทัพใหญ่ทั้งสองพบกันที่เขตปกครองส่านก็หารือร่วมกันและได้ข้อสรุปว่า โดยภูมิศาสตร์และปัจจัยอื่นๆ เขตปกครองส่านคงไม่เหมาะในการต้านทัพกบฏของอันลู่ซานจึงเห็นตรงกันว่าควรถอยทัพไปยัง “ด่านถง (ถงกวน หรือ 潼关; ปัจจุบันอยู่บริเวณเมืองเว่ยหนาน มณฑลส่านซี) น่าจะประสบผลในการต้านทัพกบฏมากกว่า ทำให้เกาสั่งถอยทัพมายันทัพกบฏไว้ที่ด่านถง ซึ่งก็ประสบผลจริง

ภาพเก่าของด่านถงกวน ในมณฑลส่านซี ซึ่งมีการซ่อมแซมครั้งสุดท้ายในสมัยราชวงศ์หมิง

ภาพเก่าของด่านถงกวน ในมณฑลส่านซี ซึ่งมีการซ่อมแซมครั้งสุดท้ายในสมัยราชวงศ์หมิง

ทว่า การถอยทัพอย่างต่อเนื่องของทัพราชาแห่งราชวงศ์ถังโดยการสั่งการของสองแม่ทัพใหญ่ ถือเป็นการเปิดจุดอ่อนให้ศัตรูในราชสำนักถังได้เพ็ดทูลฮ่องเต้ถังเสวียนจงว่า แม่ทัพใหญ่ทั้งสองละเลยและทุจริตต่อหน้าที่ โดย ขันที เปียน หลิ่งเฉิง ขุนนางตรวจสอบซึ่งอยู่ข้างกายฮ่องเต้ เพ็ดทูลให้ร้ายสองแม่ทัพใหญ่ว่ามีความผิดดังนี้คือ ฟง ฉังชิงให้ราคาทัพกบฏของอันลู่ซานมากเกินความเป็นจริง ขณะที่เกา เซียนจือก็ละทิ้งเขตปกครองส่าน ถอยร่นมาตั้งทัพที่ด่านถงโดยพละการ นอกจากนั้นยังกล่าวหาโดยเลื่อนลอยด้วยว่าทั้งคู่ลักลอบขายเสบียงทหาร ยักยอกเงินเดือนไพร่พล ส่งผลให้ทัพราชันเกิดความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ถังเสวียนจงจึงมีราชโองการสั่งประหารชีวิตสองแม่ทัพใหญ่ทั้งสองเสีย

เมื่อขันทีเปียน หลิ่งเฉิง นำราชโองการของเจ้าเหนือหัวถึง “ด่านถง” ที่แม่ทัพใหญ่ทั้งสองตั้งทัพยันกับกบฎอยู่นั้น เปียนก็ได้อ่านราชโองการประหารชีวิต “ฟง ฉังชิง” เป็นคนแรก ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้ไพร่พลเป็นอย่างมาก โดยก่อนถูกประหารฟงได้ฝาก “จดหมายลาตาย” ฉบับข้างต้นผ่านขันทีเปียนไปถึงเจ้าเหนือหัว ก่อนที่เปียนจะอ่านราชโองการประหารชีวิต “เกา เซียนจือ” ต่อไป

ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ก่อนถูกประหารชีวิตทั้ง ฟง ฉังชิงและเกา เซียนจือ ต่างยอมรับความผิดทางทหารต่อความพ่ายแพ้และการถอยร่นให้กับทัพกบฏของอันลู่ซาน แต่ทั้งคู่ยืนกรานว่า มิเคยประพฤติหรือแม้แต่จะคิดคดทรยศต่อแผ่นดินด้วยการลักลอบขายเสบียงทหาร หรือการยักยอกเงินไพร่พลแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ประวัติศาสตร์ยังบันทึกไว้ด้วยว่า ก่อนเกา เซียนจือจะถูกประหาร แม่ทัพใหญ่ได้หันไปมองซากศพของฟง ฉังชิง ศิษย์รักที่เปรียบเสมือนลูกชายคนหนึ่ง เพราะร่วมเป็นร่วมตายด้วยการรบทัพจับศึกกันมาต่อเนื่องยาวนาน โดยเกาได้อุทานว่า “…คงเป็นชะตาฟ้าลิขิตที่บันดาลให้เราทั้งคู่ตกตายร่วมกัน!”

 

เกา เซียนจือ นำทัพราชันแห่งราชวงศ์ถังพิชิตดินแดนตะวันตก ในจินตนาการของศิลปินจีนยุคหลัง

เกา เซียนจือ นำทัพราชันแห่งราชวงศ์ถังพิชิตดินแดนตะวันตก ในจินตนาการของศิลปินจีนยุคหลัง

หมายเหตุ :

[1] ต้นฉบับ 封常清(唐),遗表,《全唐文/卷0330》 ฉบับแปลภาษาไทยจาก เทพบุตรกู้บัลลังก์ เล่ม 7, จิ่วถู ประพันธ์, น.นพรัตน์ เรียบเรียง.

[2] ตระกูลอวี้เหวินถือเป็นตระกูลใหญ่ในสมัยราชวงศ์สุย-ถัง

[3] เจี๋ยตู้สื่อ (节度使) ถือเป็นขุนนางบู๊ระดับสูงในสมัยถัง เปรียบได้กับแม่ทัพภาคของกองทัพไทยในปัจจุบัน แต่ว่ามีอำนาจและหน้าที่มากกว่า เนื่องจากในสมัยถัง เขตปกครองอยู่ห่างไกล ขณะที่ราชสำนักถังก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงดูหรือส่งกำลังบำรุงให้กับเขตปกครองเหล่านี้ “เจี๋ยตู้สื่อ” ในฐานะแม่ทัพใหญ่จึงมีอำนาจในการสั่งสมกองกำลัง เรียกเก็บภาษีท้องถิ่น จัดการงบประมาณ และสามารถสืบทอดตำแหน่งให้กับทายาทได้

[4] “จื่ออี้ว์ (子羽)” เป็นฉายาของลูกศิษย์ของขงจื๊อผู้หนึ่งที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่มีความสามารถมาก

 

Tags: ···········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.