ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” (1)

September 8th, 2015 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, สื่อ

001-IMG_1367-web

ปีนี้ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ทศวรรษแห่งการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง …

สงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งในสมรภูมิเอเชียก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น สงครามมหาเอเชียบูรพา (Greater East Asia War) สงครามแปซิฟิก (Pacific War) สงครามต่อต้านญี่ปุ่น (抗日战争) แล้วแต่ห้วงเวลาของสงคราม และประสบการณ์ของผู้คนในแต่ละประเทศ

ในห้วงเวลาสิบกว่าปีมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปยังเมืองนานกิง (หนานจิง) สามครั้ง โดยทุกครั้งผมล้วนมีโอกาสได้ไปเยือน หอที่ระลึกการสังหารหมู่ที่หนานจิง (南京大屠杀纪念馆) สถานที่ซึ่งบันทึกถึงความโหดร้ายอันแสนสาหัสของสงคราม ที่อาจจะเรียกได้ว่าเปลี่ยน “ผืนแผ่นดินอันงดงาม” ให้เป็น “นรกบนดิน”

002-IMG_1375-web

เมืองนานกิงยามเย็น (ภาพถ่ายในเดือนเมษายน 2554)

ตึกจื่อเฟิง (紫峰; Zifeng Tower ) ตึกระฟ้า สูง 450 เมตรในเมืองนานกิง โดยถือเป็นอาคารที่สูงที่สุดอันดับ 4 ของจีน และอันดับที่ 11 ของโลก

ตึกจื่อเฟิง (紫峰; Zifeng Tower ) ตึกระฟ้า สูง 450 เมตรในเมืองนานกิง โดยถือเป็นอาคารที่สูงที่สุดอันดับ 4 ของจีน และอันดับที่ 11 ของโลก

เมืองนานกิงจากมุมสูง

เมืองนานกิงจากมุมสูง

ย้อนอดีตไปเมื่อปี ค.ศ.1937 หรือ 78 ปีก่อน หรือ 8 ปีก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุด นานกิงถือเป็นเมืองหลวงของประเทศจีนที่มีประชากรหนาแน่นถึงหนึ่งล้านคน ทั้งยังมีสถานะเป็น 1 ใน 7 เมืองหลวงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ก่อนที่ กองทัพญี่ปุ่นจะเริ่มรุกคืบเข้ามาปิดล้อมเมืองแห่งนี้ในช่วงปลายปี และทำให้เมืองหลวงแห่งนี้แตกสลายภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์

ความโหดร้ายของสิ่งที่กองทัพญี่ปุ่นทำที่นานกิงนั้นคงไม่ต้องพูดถึงซ้ำ เพราะ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีคนจีนเสียชีวิตถึงกว่า 300,000 คน ส่วนความเสียหายนั้นมิอาจประเมินค่าได้ มีหลักฐานเป็นบันทึก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว มากมายมหาศาล ส่วนตัวผมเองก็เคยเขียนถึงเหตุการณ์ดังกล่าวไว้แล้วในบทความเรื่อง “โศกนาฎกรรมแห่งหนานจิง” [1]

003-Image

ภาพบันทึกประวัติศาสตร์ความโหดร้ายที่ทหารกองทัพญี่ปุ่นทำไว้กับชาวเมืองนานกิง

004-DSC02516-web

หอที่ระลึกการสังหารหมู่ที่หนานจิง (南京大屠杀纪念馆) ซึ่งด้านหน้าระบุตัวเลข 300000 แสดงถึงจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในปี ค.ศ.1937

สำหรับคนจีน แน่นอนว่า “โศกนาฎกรรมที่นานกิง” เป็นหนึ่งในบาดแผลฉกรรจ์ของสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นความเจ็บปวดและความเจ็บแค้นที่ยากจะลืมเลือน ส่วนคนญี่ปุ่นเหตุการณ์ที่นานกิงเป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่กล่าวถึงกันนัก และทางญี่ปุ่นเองก็ยังตัดทอนเอาเนื้อหาส่วนนี้ออกจากบทเรียนประวัติศาสตร์ของนักเรียน มากกว่านั้นผู้นำของญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยยังปฏิเสธความเป็นจริงที่เกิดขึ้นที่นานกิงอีกด้วย หรือไม่ก็ใช้คำว่า “เสียใจ” แต่ไม่ “ขอโทษ”

ทำให้จนทุกวันนี้แม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า 80 ปี สงครามจะสิ้นสุดมา 70 ปีแล้ว คนญี่ปุ่นก็ยังถูกประณามจากเพื่อนบ้านว่าพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์

คนญี่ปุ่นถือว่าวันที่ 15 สิงหาคม 2488 (ค.ศ.1945) เป็น วันแห่งความพ่ายแพ้ คือ วันสิ้นสุดสงคราม หลังการออกอากาศพระสุรเสียงของพระจักรพรรดิโชวะ ส่วนคนจีนถือว่าวันที่ 9 กันยายน ปีเดียวกันนั้นเป็นวันประกาศชัยชนะในสงคราม โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2558 (ค.ศ.2015) ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนก็เพิ่งจัดให้มีการเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี วันแห่งชัยชนะเหนือญี่ปุ่น โดยกองทัพปลดแอกประชาชนจีนมีการขนทหาร และยุทโธปกรณ์ครั้งยิ่งใหญ่มาแสดงให้ชาวโลกเห็น ณ บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน

007-AFP

จีนบอกว่าสงครามต่อต้านญี่ปุ่นที่กินเวลายาวนานกว่า 8 ปี นั้น ทำให้มีชาวจีนเสียชีวิตไปมากกว่า 35 ล้านคน ส่วนความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมก็คิดเป็นมูลค่ามากถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ

ในส่วนของครอบครัวผมในฐานะคนไทยที่มีเชื้อสายเป็นลูกหลานชาวจีนโพ้นทะเล ก็ถือว่าบรรพบุรุษได้มีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุการณ์นี้โดยตรง อ้างอิงจากบันทึกของ “ยีกง” หรือ น้องชายคุณปู่ ลิ่มเตียม (วิเชียร ลิ้มทองกุล) ที่เคยบันทึกเรื่องนี้ไว้ในคำไว้อาลัยต่อการเสียชีวิตของ หยิวเจียว (ประสาท ลิ้มทองกุล) และลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์จีน ศิรินคร เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2528 ซึ่งเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า

“… น้องได้กลายเป็นธุลีไปแล้ว คงเหลือชื่อจารึกไว้ในสังคม พวกเราพี่น้องเป็นเด็กเกิดที่จังหวัดสุโขทัย ขณะนั้นคุณพ่อค่อนข้างยากจนจึงจัดส่งลูกๆ กลับไปเกาะไหหลำ ให้ญาติทางโน้นช่วยดูแล ระหว่างอยู่ที่เกาะไหหลำได้รับการศึกษาอบรมตามจารีตประเพณีจีนมาตลอด พี่ใหญ่หยิวตวน (ต่วน ลิ้มทองกุล) ศึกษาที่โรงเรียนมัธยมเค่งใฮ้ น้องหยิวเจียวเรียนที่โรงเรียนมัธยมกิ๋วซัว ได้รับการเลี้ยงดูจากคุณอาหญิงมาด้วยกันจึงมีความใกล้ชิดสนิทสนมกว่าพี่น้องทุกคน ผมได้กลับมาเมืองไทย และเดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศจีนอีกครั้ง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นบุกขึ้นเมืองจีน ผมในฐานะลูกจีนคนหนึ่ง จึงได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนายร้อยหวังปูแห่งประเทศจีน พอเรียนสำเร็จก็ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติการร่วมกับเสรีไทย น้องหยิวเจียวเป็นคนหนึ่งที่อาสาเข้าช่วยเหลืออย่างไม่คิดชีวิต ผลปฏิบัติงานเยี่ยมยอดอันเป็นการแสดงถึงความรักชาติ และความเสียสละอย่างใหญ่หลวง …” [2]

บันทึกของ “ยีกง” หรือ น้องชายคุณปู่ ลิ่มเตียม (วิเชียร ลิ้มทองกุล)

บันทึกของ “ยีกง” หรือ น้องชายคุณปู่ ลิ่มเตียม (วิเชียร ลิ้มทองกุล)

บาดแผล ความสูญเสีย ชีวิต และเลือดเนื้อที่คนรุ่นปู่ของผมต้องสูญเสียไป ทำให้เราไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่า ทำไมคนไทยเชื้อสายจีนรุ่นก่อนถึงประกาศ “ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบ” กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นญี่ปุ่นทั้งปวง อย่าว่าแต่คนญี่ปุ่น รถยนต์ญี่ปุ่น หรือข้าวของเครื่องใช้ เพราะแม้แต่อาหารญี่ปุ่นก็ยังเป็นเรื่องต้องห้าม

หลายปีก่อนผมจำได้ว่า ในหมู่นักธุรกิจชาวไทยมีคำแนะนำว่า เวลาไปเลี้ยงคู่ค้าหรือผู้ใหญ่ชาวจีน โดยเฉพาะชาวจีนที่มีอายุมากกว่า 50-60 ปีขึ้นไป พยายามหลีกเลี่ยงการนัดหมายที่ร้านอาหารญี่ปุ่นก็ด้วยเหตุผลนี้เอง

กระนั้นกระแสความเคียดแค้น-ร่องรอยโกรธเคืองกับความเป็นญี่ปุ่นก็ค่อยๆ เจือจาง และลดน้อยลงตามลำดับ เมื่อเวลาผ่านเลยไป ผู้คนเปลี่ยนผ่านจากรุ่นปู่ สู่รุ่นพ่อ จนมาถึงรุ่นผม

 

หมายเหตุ :
[1] โศกนาฎกรรม แห่ง หนานจิง โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล 23 กันยายน 2547
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9470000054927
[2] โรงเรียนนายร้อยหวังปู หรือ โรงเรียนนายร้อยหวงผู่ (黄埔军校; Huangpu Military Academy) เป็นสถาบันทางการทหารที่ก่อตั้งขึ้นโดยพรรคก๊กมินตั๋ง เมื่อปี 2467 (ค.ศ.1924) เพื่อเป็นกำลังรบสำคัญให้กับจีนในยุคสาธารณรัฐ และต่อมาเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

Tags: ···········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.