ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

จาก “นานกิง” ถึง “นางาซากิ” : แสงหิ่งห้อยบนนาฬิกาไม้ (4)

October 22nd, 2015 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, การเมือง, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, ภาพยนตร์, วัฒนธรรม, หนังสือ

001-IMG_3767-resize

11 นาฬิกา 2 นาที คือ เวลาที่เข็มสั้น-เข็มยาวบนนาฬิกาไม้เรือนนั้นบอกไว้

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 สามวันให้หลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่า บนเกาะฮอนชู เครื่องบินทิ้งระเบิด บี-29 ที่ได้ชื่อเล่นว่า Bockscar พร้อมกับเครื่องบินอีก 5 ลำ ได้รับภารกิจพิเศษให้นำระเบิดปรมาณูแบบระเบิดเข้าข้างใน โดยใช้วัสดุกัมมันตรังสีพลูโตเนียม (Plutonium implosiontype) ชื่อเล่น “แฟตแมน (Fat Man)” ซึ่งมีความแตกต่างจากระเบิดปรมาณู “ลิตเติลบอย (Little Boy)” ที่ถูกทิ้งที่ฮิโรชิม่าที่เป็นระเบิดแบบกระบอกปืน ใช้วัสดุกัมมันตรังสียูเรเนียม (Uranium gun-type) ทว่ามีอำนาจในการทำลายล้างใกล้เคียงกันคือ เทียบเท่ากับลูกระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 15,000-21,000 ตัน [1]

ช่วงเช้ามืดก่อนฟ้าสาง Bockscar พร้อมฝูงบินออกเดินทางจากฐานบินในมหาสมุทรแปซิฟิก มุ่งหน้าไปยังโคะคุระ (小倉市) เมืองเล็กๆ ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นใช้เป็นแหล่งผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดสำหรับการทำสงคราม ทว่า ด้วยอุปสรรคทางด้านสภาพอากาศและทัศนวิสัยทำให้ในเวลาต่อมา Bockscar จึงเบนหัวไปทางเมืองนางาซากิเป้าหมายรองของภารกิจในวันนั้นแทน

ภาพจาก www.nationalmuseum.af.mil

ภาพจาก www.nationalmuseum.af.mil

ก่อนหน้าเดือนสิงหาคม 1945 กองทัพอเมริกันทำการศึกษา และเลือกเป้าหมายในการทิ้งระเบิดปรมาณูไว้ 5 เมือง ด้วยกัน ประกอบไปด้วย โคะคุระ, ฮิโรชิม่า, โยโกฮาม่า, นีงะตะ และเกียวโต ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพญี่ปุ่นทั้งสิ้น ทั้งการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ท่าเรือ โรงงานผลิตเครื่องบิน โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเหล็ก ฯลฯ แต่ในเวลาต่อมามาได้มีการตัดชื่อเกียวโตออก ด้วยเหตุผลที่เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา และจิตวิญญาณของอารยธรรมญี่ปุ่น

เอ็ดวิน โอ. ไรซ์ชาว ศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และกองทัพสหรัฐฯ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศญี่ปุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเคยเปิดเผยว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการตัดชื่อเกียวโตออกจากเป้าหมายของการทิ้งระเบิดปรมาณูก็คือ เฮนรี แอล. สติมสัน รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ

“… บุคคลเดียวที่ควรจะได้เครดิตจากการรักษาเกียวโตให้รอดพ้นจากการความย่อยยับก็คือ เฮนรี แอล. สติมสัน รัฐมนตรีกระทรวงสงครามในเวลานั้น สติมสันผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าชื่นชมเมืองเกียวโต เพราะหลายทศวรรษก่อนหน้านั้นเขาเคยไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กับภรรยาที่นั่น” [2]

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ของกองทัพอเมริกันเอง ระบุว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 1945 ชื่อของ “นางาซากิ” ได้ถูกบรรจุเข้าไปในรายชื่อเป้าหมายของการทิ้งระเบิดปรมาณูแทน “เกียวโต”

ในเวลานั้น นางาซากิถือเป็นเมืองท่าทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของญี่ปุ่น อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักเบาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น อาวุธยุทโธปกรณ์ เรือรบ และเครื่องมือต่างๆ โดยแหล่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนางาซากิในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองล้วนแล้วแต่อยู่ในกำมือของบริษัทที่มีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกองทัพแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิ เช่น อู่ต่อเรือของบริษัทมิตซูบิชิ โรงงานผลิตปืน โรงงานผลิตเหล็ก เป็นต้น โดยหากเปรียบเทียบเป็นสัดส่วนของการจ้างงาน โรงงานที่ผลิตยุทโธปกรณ์สงครามเหล่านี้จ้างงานคนในเมืองนางาซากิกว่าร้อยละ 90 อีกทั้งยังถือเป็นอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดของอุตสาหกรรมที่มีในนางาซากิในขณะนั้นอีกด้วย [3]

11.01น. เมื่อกลุ่มเมฆเหนือเมืองนางาซากิเปิดออกเพียงเล็กน้อย Bockscar ที่เหลือเชื้อเพลิงเพียงน้อยนิด จึงทิ้งระเบิดปรมาณูแฟตแมนที่ในแกนบรรจุพลูโตเนียมหนักราว 6.4 กิโลกรัมลงไปยังเป้าหมายบริเวณเขตอุตสาหกรรมของเมืองนางาซากิในตำบลอุราคามิ ก่อนที่ระเบิดจะทำงานในอีก 47 วินาทีต่อมา โดยระเบิดทำงานเหนือพื้นดินประมาณ 500 เมตร ก่อให้เกิดกลุ่มควันรูปดอกเห็ดที่ลอยตัวสูงกว่า 18 กิโลเมตร

อำนาจในการทำลายล้างของมฤตยูปรมาณูแฟตแมนนั้นมากมายมหาศาล เทียบเท่ากับลูกระเบิดทีเอ็นทีประมาณ 21,000 ตัน ทั้งยังก่อให้เกิดความร้อนประมาณ 3,900 องศาเซลเซียส และทำให้เกิดลมพายุพัดแรงมากกว่า 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

008-DSCF6204-web

แม้ไม่ต้องเห็นด้วยตาเนื้อก็สามารถจินตนาการออกว่า เวลานั้นหุบอุราคามิ พื้นที่ทางตอนเหนือของนางาซากิ เมืองท่าอันงดงามแห่งเกาะคิวชู ได้กลายสภาพเป็นนรกบนดิน แรงระเบิด ความร้อน เปลวเพลิง และลมพายุเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้ไม่ระเหยกลายเป็นไอ ก็เผาผลาญกลายเป็นเถ้าถ่าน เหลือไว้เพียงซากปรักหักพัง

อนึ่ง ในวันที่มฤตยูปรมาณูพลูโตเนียมสำแดงฤทธิ์ เมืองนางาซากิมีประชากรประมาณ 240,000 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตทันทีจากระเบิดจำนวน 73,884 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของประชากร ส่วนอีก 74,909 คน หรืออีกราวร้อยละ 30 ได้รับบาดเจ็บและมีอาการเจ็บป่วยในระดับที่แตกต่างกันออกไป

รัศมีและแรงเสียหายจากแรงระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ

รัศมีและแรงเสียหายจากแรงระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ

003-DSCF6179-web

004-DSCF6175-web

005-DSCF6183-web

006-DSCF6194-web

หมวกที่มีเศษกะโหลกของมนุษย์ติดอยู่

หมวกที่มีเศษกะโหลกของมนุษย์ติดอยู่

009-DSCF6226-web

ที่ร้านขายของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ระเบิดปรมาณูนางาซากิ (Nagasaki Atomic Bomb Museum) ผมเห็นภาพถ่ายเด็กชายอายุประมาณสิบขวบคนหนึ่ง กำลังแบกเด็กวัยแบเบาะไว้บนหลัง ภาพดังกล่าวถูกถ่ายที่นางาซากิ ณ จุดฌาปนกิจที่ใดสักที่โดยฝีมือของช่างภาพชาวอเมริกันนาม โจ โอ’ดอนเนล ผู้ซึ่งรับได้มอบหมายจากกองทัพสหรัฐฯ ให้เก็บบันทึกภาพความเสียหายของญี่ปุ่น ผลกระทบของประชาชนและผู้คนหลังสงครามสิ้นสุดลง

ภาพจาก rarehistoricalphotos.com

ภาพจาก rarehistoricalphotos.com

“ผมเห็นเด็กชายอายุประมาณสิบขวบเดินผ่านไป เขาแบกเด็กชายวัยแบเบาะไว้บนหลัง ห้วงเวลานั้นในญี่ปุ่น เรามักจะเห็นเด็กโตแบกน้องชายหรือน้องสาวขึ้นหลังเดินไปไหนมาไหนเป็นปกติ แต่เด็กชายคนนี้ไม่ใช่ ผมเห็นว่าเขาเดินทางมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์สำคัญอะไรสักอย่าง เขาไม่ได้ใส่รองเท้า ใบหน้าเขาเรียบเฉย ส่วนศีรษะของเด็กน้อยพับไปด้านหลัง เหมือนกับว่ากำลังหลับไหลอยู่ เด็กชายผู้นั้นยืนอยู่ตรงนั้นประมาณ 5 หรือ 10 นาทีได้

“ก่อนที่ชายใส่หน้ากากสีขาวจะเดินเข้าไปหาเขา และปลดเชือกที่รัดเด็กน้อยบนหลังออก ตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นว่าเด็กน้อยคนนั้นเสียชีวิตไปแล้ว ชายผู้นั้นจับแขนและขาของร่างที่ไร้วิญญาณก่อนวางลงบนกองไฟ เด็กชายยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่พักใหญ่ มองเปลวไฟ เขากัดริมฝีปากล่างแน่นกระทั่งเลือดไหลซิบออกมา เมื่อเปลวไฟค่อยๆ มอดลงราวกับอาทิตย์ยามอัสดง เด็กชายผู้นั้นจึงเดินจากไปอย่างเงียบๆ” โอ’ดอนเนลเล่าให้ฟัง [4]

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพนี้เองที่ว่ากันว่าเป็นแรงบันดาลใจให้สตูดิโอจิบลินำไปดัดแปลงสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies) หรือ 火垂るの墓 ทว่า ชูตัวละครเป็นพี่ชายเซตะกับน้องสาวเซ็ตสึโกะ ซึ่งเป็นชาวเมืองโกเบที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยพ่อของทั้งคู่เป็นทหารเรือที่ออกไปรบ ขณะที่แม่เสียชีวิตระหว่างการหลบหนีการระดมทิ้งระเบิดของเครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร

เมื่อพี่ชายและน้องสาวขาดพ่อและแม่ ทำให้ต้องย้ายไปพักอาศัยอยู่กับญาติ แต่ด้วยภาวะสงครามที่ทุกอย่างยากลำบากทำให้ทั้งสองคนต้องออกมาหาที่อยู่และใช้ถ้ำเป็นที่พักอาศัย ขณะที่อาหารการกินก็ค่อยๆ ขาดแคลนและหมดลง จนในที่สุดพี่ชายต้องมองดูน้องสาว เซ็ตซึโกะขาดอาหารและค่อยๆ เสียชีวิต ขณะที่เซตะเองก็จบชีวิตลงเช่นกันในเวลาต่อมา

ผมยืนจ้องมองภาพเด็กชายที่กำลังแบกร่างน้องชายตัวน้อยที่ไร้วิญญาณอยู่พักใหญ่ ขณะที่ภาพฉากต่างๆ ในภาพยนตร์ “สุสานหิ่งห้อย” ก็ย้อนกลับมาทบทวนในความทรงจำ … ผมถึงกับน้ำตาซึม

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

ภาพจากภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง สุสานหิ่งห้อย (Grave of the Fireflies)

หมายเหตุ :
[1] หลักการพื้นฐานของลูกระเบิดอะตอม (The Basic Principle of the Atomic Bomb) โดย โกมล อังกุรรัตน์ ศูนย์ไอโซโทปรังสี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน), http://www0.tint.or.th/nkc/nkc55/content55/nstkc55-067.html
[2] Why Did Henry Stimson Spare Kyoto from the Bomb?: Confusion in Postwar Historiography, http://booksandjournals.brillonline.com/content/journals/10.1163/18765610-01902004
[3] Atomic bombings of Hiroshima and Nagasaki, https://en.wikipedia.org/wiki/Atomic_bombings_of_Hiroshima_and_Nagasaki
[4] A Japanese boy standing at attention after having brought his dead younger brother to a cremation pyre, 1945, http://rarehistoricalphotos.com/japanese-boy-standing-attention-brought-dead-younger-brother-cremation-pyre-1945/

Tags: ···············

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.