ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

One Dish A Day 7 : Gogyo สุดยอดราเม็งน้ำดำแห่งเกียวโต

November 22nd, 2013 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ท่องเที่ยว, วัฒนธรรม, อาหาร

ราเม็งมิโซะไหม้ (Burnt Miso Ramen; 850 เยน) - ราเม็งน้ำดำเลื่องชื่อแห่งร้าน Gogyo

ราเม็งมิโซะไหม้ (Burnt Miso Ramen; 850 เยน) – ราเม็งน้ำดำเลื่องชื่อแห่งร้าน Gogyo

พอเริ่มเข้าสู่ปลายปี ต่างประเทศอากาศเริ่มหนาว ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เพื่อนฝูง-มิตรสหาย ของผมจำนวนไม่น้อยต่างหนีไปเที่ยวญี่ปุ่นกันเป็นว่าเล่น เนื่องจากตั้งแต่กลางปี 2556 ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่งเปิดฟรีวีซ่า 15 วัน ให้กับนักท่องเที่ยวไทย ทำให้ผมนึกถึงการเขียนเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นขึ้นมาหลายอย่าง

ก่อนหน้านี้ บล็อกนี้ว่ากันถึงเรื่องเส้นๆ มาต่อเนื่องสองตอน คือ “ตอนที่ 3 : ก๋วยเตี๋ยวหมูข้างวัดเอี่ยมฯ” กับ “ตอนที่ 4 : คนกินเส้น” ทำให้เมื่อจะเขียนถึงอาหารญี่ปุ่นก็เลยอดไม่ได้ที่จะเขียนถึงเรื่องอาหารเส้นยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นอย่าง “ราเม็ง”

ราเม็ง (Ramen) เป็นอาหารประจำชาติของชาวญี่ปุ่น ที่ได้รับอิทธิพลมาจากบะหมี่ของประเทศจีน โดยมาจากภาษาจีนที่เรียกว่า ลาเมี่ยน (拉面) ซึ่งแปลว่า “เส้นที่ถูกดึง” ส่วนชาวเกาหลีก็เรียกอาหารประเภทเดียวกันนี้ว่า Ramyeon (ซึ่งผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนเกาหลีเขาออกเสียงว่าอย่างไร) แต่ที่แน่ๆ คือน่าจะมีรากศัพท์มาจากภาษาจีนเช่นเดียวกัน

ราเม็งหลั่งไหลเข้าสู่ญี่ปุ่นพร้อมกับวัฒนธรรมจีนในช่วงการปฏิรูปสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868-1912) อย่างไรก็ตามเมื่อบะหมี่จีนเข้ามาในญี่ปุ่นก็เกิดการปรุงแต่งด้วยวัตถุดิบท้องถิ่นของชาวญี่ปุ่น เช่น โชยุและเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น จนในที่สุดกลายเป็นอาหารจีนในญี่ปุ่นที่ผิดแผกแตกต่างไปจากต้นฉบับอย่างมาก

หลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดการค้าเสรีอย่างเป็นทางการโดยโชกุนโทคุกาวะ ไชน่าทาวน์ก็ถูกสร้างขึ้นตามเมืองท่าต่างๆ ในญี่ปุ่น เช่น โยโกฮาม่า ฮาโกดาเตะ โกเบ ทำให้อาการประเภทเส้นชนิดนี้ยิ่งแพร่หลายขึ้นไปอีก ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปในอดีต พอกล่าวถึงอาหารเส้น ชาวญี่ปุ่นจะนึกถึงโซบะ (อาหารญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งบัควีท) ขณะที่เมื่อกล่าวถึงบะหมี่ของจีน คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า “ชินะโซบะ” โดย “ชินะ” คือ คำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกประเทศจีนในสมัยก่อน

ราเม็งกลายเป็นอาหารแพร่หลายในญี่ปุ่นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนข้าวสาร ส่งผลให้เส้นราเม็งที่ทำมาจากแป้งสาลีกลายเป็นอาหารหลักสำหรับคนทั่วไป ขณะเดียวกันทหารญี่ปุ่นที่เดินทางไปรบที่ประเทศจีนพอกลับมาบ้านก็นำวิชาความรู้และรสชาติที่จดจำได้จากตอนไปรุกรานแผ่นดินใหญ่มาทำเป็นร้านราเม็งข้างทาง และนี่เองจึงเป็นเอกลักษณ์ของร้านราเม็งที่เป็นการกินนอกบ้าน ร้านริมทาง จนเรียกได้ว่าเป็นอาหารของสามัญชนคนเดินดินของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง [1]

ปัจจุบันว่ากันว่าญี่ปุ่นมีร้านราเม็งมากกว่า 30,000 ร้าน และมีร้านใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ทั้งยังมีการแบ่งประเภทราเม็งออกเป็นหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ราเม็งซุปกระดูกหมู ราเม็งซุปเกลือ ราเม็งซุปเต้าเจี้ยว ราเม็งซุปซีอิ๊ว เป็นต้น

ด้วยความชื่นชอบส่วนตัวของผู้เขียน One Dish A Day วันนี้จึงขอพาท่านผู้อ่านไปรับประทานราเม็งเจ้าอร่อยแห่งเกียวโต เมืองหลวงเก่าแก่ของญี่ปุ่น ที่มีเอกลักษณ์เป็นน้ำซุปสีดำ จนได้ฉายาว่า “ราเม็งน้ำดำแห่งเกียวโต”

Gogyo เป็นร้านราเม็งซึ่งเป็นที่รู้จักดีของชาวต่างชาติ และชาวไทย เพราะเคยติดอันดับ 1 ของร้านอาหารยอดนิยมในเกียวโต ขณะที่ในปัจจุบันก็ยังติดอยู่ในอันดับต้นๆ จากการจัดอันดับร้านอาหารในเกียวโตของเว็บไซต์ Tripadvisors [2] ซึ่งต้องยอมรับว่าร้านนี้แม้จะได้รับความนิยมจากคนต่างชาติอย่างพวกเรา ด้วยหลายสาเหตุ เช่น รสชาติอร่อย บริการดี มีเมนูภาษาอังกฤษ พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้ พนักงานคุ้นเคยกับชาวต่างชาติ แต่ผมก็ไม่ทราบเช่นกันว่าร้านนี้เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่น หรือ ชาวเกียวโตเจ้าถิ่นมากน้อยขนาดไหน (เพราะผมไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

หน้าร้านราเม็ง Gogyo ใกล้กับตลาดนิชิกิ (http://www.ramendining-gogyo.com/shop_kyoto/index.html)

หน้าร้านราเม็ง Gogyo ใกล้กับตลาดนิชิกิ (http://www.ramendining-gogyo.com/shop_kyoto/index.html)

ร้านราเม็ง Gogyo (五行; แปลได้ว่าธาตุทั้งห้า) ตั้งอยู่ ณ บ้านเก่าแห่งหนึ่งในตรอกใกล้กับตลาดนิชิกิ (Nishiki Market) ตลาดอาหารและจุดท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งกลางกรุงเกียวโต ซึ่งหายากพอสมควร แต่ก็ไม่ยากเกินไปหากมี Google Map และพยายามจำหน้าร้านไว้ให้ได้

จากการค้นข้อมูลจากบล็อกของบล็อกเกอร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องญี่ปุ่น ผมพบว่าที่ตั้งของร้าน Gogyo ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่น้อย กล่าวคือ ที่ตั้งของร้านแห่งนี้เดิมทีเป็นนิวาสสถานของเกอิชาชื่อดังของเกียวโตในยุคปลายศตวรรษที่ 19 ต้นศตวรรษที่ 20 นาม ยูกิ คาโต หรือ มอร์แกน โอยูกิ (ค.ศ.1881-1963) ตำนานของเกอิชาผู้นี้มีอยู่ว่า เธอมีโอกาสได้พบกับมหาเศรษฐีฝรั่งชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหลานชายของเจ้าของเจพี มอร์แกน นามจอร์จ ดี. มอร์แกน

เมื่อเดินทางมาถึงญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1902 มอร์แกนได้พบเจอโอยูกิในโรงละครเกอิชา ย่านกิออน ของเกียวโต และตกหลุมรักโอยูกิอย่างหัวปักหัวปำ หลังจากเทียวไล้เทียวขื่ออยู่นาน ก็พยายามขอเกอิชาสาวแต่งงานอยู่หลายครั้งหลายครา ทว่าถูกปฏิเสธ ด้วยระยะห่างทางวัฒนธรรมระหว่างสองซีกโลก ประกอบกับในตอนนั้นโอยูกิก็มีคนรักอยู่แล้วเป็นเด็กหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ทว่า มอร์แกนก็ตามตื้อโอยูกิอยู่นานนับปี จนในที่สุดเล่าลือกันว่าครั้งหนึ่งเมื่อโอยูกิกล่าวติดตลกกับเศรษฐีหนุ่มชาวอเมริกันว่า หากมอร์แกนสามารถหาเงินมาวางตรงหน้าเธอได้ 400,000 เยน เธอจะยอมแต่งงานด้วย สุดท้ายเมื่อมอร์แกนขนเงินก้อนดังกล่าวมามอบให้จริง โอยูกิจึงต้องทำตามคำสัญญา โดยยกเงินก้อนนั้นให้กับคนรักชาวญี่ปุ่นของเธอ และตบแต่งให้กับชาวอเมริกันเมื่อปี ค.ศ.1903 [3]

004

ประวัติชีวิตของยูกิ คาโต หรือ มอร์แกน โอยูกิ เป็นตำนานในหมู่ชาวเกียวโต ไม่นับกับชีวิตคู่อันรันทดระหว่างหนุ่มอเมริกัน-สาวญี่ปุ่นที่ถูกกีดกันจากครอบครัวมหาเศรษฐีอเมริกัน เนื่องจากไม่ต้องการลูกสะใภ้-หลานสะใภ้ที่เกิดจากการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์ ทว่า เรื่องราวความรักของทั้งคู่กลับเป็นที่ยอมรับของชาวโลกและประทับใจชาวญี่ปุ่นจนมีการนำเรื่องราวความรักของเธอออกมาเขียนเป็นนิยาย และละครเวที โดยต่อมาทั้งคู่ได้ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส กระทั่งเมื่อมอร์แกนเสียชีวิตในปี ค.ศ.1915 โอยูกิก็ใช้ชีวิตในฝรั่งเศสต่อจนถึงปี ค.ศ.1938 ก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่เกียวโต ณ บ้านหลังนี้ ที่ในเวลาต่อมากลายเป็นร้านราเม็ง Gogyo ในปัจจุบัน

กลับมาว่ากันถึงเรื่องราเม็ง ไฮไลท์ของเรากันบ้าง … Gogyo เป็นร้านราเม็งที่มีจุดเด่นตรงน้ำซุปสีดำ โดยสีดำในน้ำซุปนั้นมาจากการเผาไหม้ของ “โชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น)” และ “มิโซะ (เต้าเจี้ยว)” ที่ดัดแปลงให้เข้ากับราเม็งจนกลายมาเป็นเมนู “ราเม็งซีอิ๊วญี่ปุ่นไหม้ (Burnt Soy-sauce Ramen)” และ “ราเม็งมิโซะไหม้ (Burnt Miso Ramen)”

คราวนี้ผมกับสาวคู่ใจ เราสั่งราเม็งน้ำดำมาทั้งสองแบบ คือ ทั้งราเม็งซีอิ๊วญี่ปุ่น (850 เยน)  และราเม็งมิโซะ (850 เยน) พร้อมกับเกี๊ยวซ่าขนาด 5 ชิ้น (ชุดละ 280 เยน) อีกคนละ 1 ชุด จุดเด่นของราเม็งน้ำดำทั้งสองแบบ คือ ความเข้มข้นของน้ำซุปที่น่าจะมีส่วนผสมของมันหมู ประกอบกับน้ำมันสีดำที่ใช้เพื่อกักเก็บความร้อนของน้ำซุปให้คงอยู่กับเส้นได้นานขึ้น ทำให้รสชาติของราเม็งน้ำดำทั้งสองแบบเป็นแบบจัดจ้าน เข้มข้น มันหยดย้อย ซึ่งฟังดูเหมือนจะเลี่ยนๆ ทว่า ผมบอกได้เลยว่าราเม็งชามนี้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวจนได้รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์

ราเม็งซีอิ๊วญี่ปุ่นไหม้ (Burnt Soy-sauce Ramen; 850 เยน)

ราเม็งซีอิ๊วญี่ปุ่นไหม้ (Burnt Soy-sauce Ramen; 850 เยน)

005-Soup-and-Chachu

น้ำซุป และ ชาชูราเม็งน้ำดำแห่ง Gogyo

รสชาติเข้มข้นไม่เหมือนใครของน้ำซุปและน้ำมันดำ โดดเด่นเสียจนอาจกล่าวได้ว่าผลักให้รสชาติขององค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นราเม็ง หมูย่าง(ชาชู) ไข่ต้ม รวมถึงเครื่องเคียงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผัก และสาหร่ายแผ่น ให้กลายเป็นเพียง “ลูกคู่” เท่านั้น

ความเอร็ดอร่อยหลังการได้ซู้ด! เส้นราเม็ง และลิ้มลองเนื้อหนังต่างๆ ในชามจนครบถ้วน เมื่อคีบเกี๊ยวซ่ามาแกล้มกับซุปน้ำดำก็นับได้ว่าเป็นความสุขสมประการหนึ่งของชีวิต และเมื่อได้ลองลิ้มชิมรสแล้วก็ยากที่จะลืมเลือน

เกี๊ยวซ่าขนาด 5 ชิ้น (280 เยน)

เกี๊ยวซ่าขนาด 5 ชิ้น (280 เยน)

อย่างไรก็ตามหากใครที่ไม่ถูกปากกับราเม็งน้ำดำรสชาติเข้มข้น ที่นี่ก็มีชิโอะราเม็ง (ราเม็งซุปเกลือ; 850 เยน), ราเม็งซุปกระดูกหมู (850 เยน) รวมไปถึง ทสึเคเมน (Tsukemen หรือ Dipping Ramen; ราคา 900 เยน) ซึ่งเป็นราเม็งที่เสิร์ฟแบบแยกเส้นแยกซุป รวมถึงกับแกล้มอย่างอื่นให้ได้ลิ้มลองด้วยเช่นกัน

ด้วยความสวยงามของบ้านทรงญี่ปุ่นดั้งเดิม และการปรับบรรยากาศของเจ้าของร้านให้ดูอบอุ่นเป็นกันเอง ทำให้ Gogyo ถูกจัดให้เป็นร้านราเม็งที่มิใช่ร้านราเม็งข้างถนน แต่เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์เสียมากกว่า เพราะมีการเสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายรูปแบบด้วยเช่นกัน ^_^

บรรยากาศภายในร้าน Gogyo ช่วงเย็น

บรรยากาศภายในร้าน Gogyo ช่วงเย็น

เวลาเปิดให้บริการของร้าน Gogyo :
จันทร์-ศุกร์ กลางวัน 11.30-15.00น. (Last Order 14.30น.) กลางคืน 18.00-24.00น. (L.O. 23.30)
เสาร์ กลางวัน 11.30-16.00น. (Last Order 15.30น.) กลางคืน 17.00-24.00น. (L.O. 23.30)
อาทิตย์ กลางวัน 11.30-16.00น. (Last Order 15.30น.) กลางคืน 17.00-23.00น. (L.O. 22.30)
โทรศัพท์ : 075-254-5567

 

หมายเหตุ :
[1] All About Ramen, นิตยสาร WAttention Wonderland Japan Thailand Edition,Vol.1 สิงหาคม 2556, หน้าที่ 20-21.
[2] http://www.tripadvisor.com.sg/Restaurants-g298564-Kyoto_Kyoto_Prefecture_Kinki.html
[3] http://uncoveringjapan.com/2013/09/25/good-eats-gogyo-kyoto/

Tags: ···········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.