ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

วันปีใหม่ “ใกล้ปืนเที่ยง” ณ ป้อมพระจุลฯ

January 3rd, 2018 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ท่องเที่ยว, ประวัติศาสตร์

DSC_8628

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมา ผมกับครอบครัวไม่ได้เดินทางไปไหนไกล แต่เลือกเดินทางในบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล

จุดหมายในวันปีใหม่ ปี 2561 นี้ของเราคือ การเดินทางไปสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือ ป้อมพระจุล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ และพาเด็กๆ ไปชมเรือหลวงแม่กลอง ที่ปลดระวางและถูกบูรณะให้เป็นพิพิธภัณฑ์เรือรบไทย

การเดินทางจากพื้นที่เขตกรุงเทพฯ ไปยังป้อมพระจุลฯ ถือว่าสะดวกสบาย เพียงขึ้นทางด่วนไปลงทางออกสุขสวัสดิ์ วิ่งถนนพระราม 2 มุ่งหน้าพระสมุทรเจดีย์ เมื่อเจอแยกพระสมุทรเจดีย์ (ที่มีหอนาฬิกา) ก็เลี้ยวขวา และตรงไปเรื่อยๆ จนสุดทางจะเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวไทยพอดิบพอดี

ป้อมพระจุล-map

ความสำคัญของป้อมพระจุลฯ หรือในอีกชื่อคือ ป้อมแหลมฟ้าผ่านั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทางทหารของประเทศ และถือเป็นปราการทางน้ำด่านสำคัญก่อนเข้าสู่เมืองหลวงกรุงเทพมหานคร โดยในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อป้องกันการรุกรานจากอังกฤษและฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2427 ได้มีการสร้างป้อมปืนใหญ่ขึ้นในบริเวณนี้ซึ่งถือเป็นชัยภูมิเหมาะสม เพราะหากมีเรือรบของข้าศึกบุกเข้ามาทางปากน้ำ ป้อมแห่งนี้ซึ่งเป็นป้อมปืนใหญ่แบบตะวันตก และติดตั้งปืนใหญ่อาร์มสตรอง 155 มิลลิเมตร (ปืนใหญ่เสือหมอบ) จำนวน 7 กระบอกเป็นอาวุธหลักของป้อมก็จะสามารถทัดทานฆ่าศึกเอาไว้ได้ระดับหนึ่ง

169270

ป้อมพระจุลฯ ถือเป็นป้อมปราการของสยามที่ทันสมัยมากที่สุดในเวลานั้น ทั้งนี้ในช่วงวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 รัฐบาลฝรั่งเศสได้แจ้งแก่ฝ่ายไทยว่า ผู้การโบรี (Bory) จะนำเรือปืนแองกงสตอง (Inconstant) และเรือโกแมต (Comete) เข้ามายังกรุงเทพฯ กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ ทรงคัดค้านว่าละเมิดสนธิสัญญาฉบับ พ.ศ. 2399 ในวันที่ 11 กรกฎาคม เรือทั้งสองลำจึงมุ่งหน้ามากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย จึงได้เกิดการต่อสู้บริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและป้อมผีเสื้อสมุทร ต่างฝ่ายได้รับความเสียหาย โดยฝรั่งเศสสามารถฝ่ากระสุนเข้ามาจอดที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศสได้และยื่นคำขาดต่อไทย และเป็นที่มาที่ทำให้เกิดการเสียดินแดนครั้งที่สำคัญของไทยคือ ราชอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมด รวมทั้งสิบสองจูไทยต้องตกอยู่ใต้ปกครองของฝรั่งเศส รวมเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 143,800 ตารางกิโลเมตร พลเมืองประมาณ 600,000 คน (ข้อูลจาก วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 โดยสถาบันพระปกเกล้า >> https://goo.gl/Bh1vgr)

DSC_8495

DSC_8569

DSC_8496

DSC_8493

DSC_8550

DSC_8637

อากาศช่วงแดดร่มลมตกในวันปีใหม่ที่ป้อมพระจุลฯ เย็นสบาย ลมทะเลจากปากอ่าวไทยพัดเอาไอเย็นเข้ามาเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับทุกคนในช่วงปีใหม่ เราเดินขึ้นไปชมส่วนต่างๆ บน “เรือหลวงแม่กลอง” ก่อน

เรือหลวงแม่กลอง (หรือ พิพิธภัณฑ์ ร.ล.แม่กลอง ในปัจจุบัน) ถูกต่อขึ้นที่อู่เรืออุระงะ เมืองโยะโกะซุกะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2479 ขึ้นระวางประจำการเมื่อ พ.ศ.2480 หรือ 80 ปีที่แล้ว มีระวางขับน้ำ 1,400 ตัน กำลังพลประจำเรือ 173 นาย เครื่องจักรชนิดเครื่องจักรไอน้ำจำนวน 2 เครื่อง กำลัง 2,500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 17 นอต (ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง) ปฏิบัติการได้ไกล 16,000 ไมล์ทะเล ร.ล.แม่กลองเคยปฏิบัติภารกิจสำคัญต่าง ๆ เช่น เคยเป็นเรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 เคยร่วมปฏิบัติการในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา เป็นเรือฝึกของนักเรียนนายเรือ และนักเรียนจ่าทหารเรือ จนถือได้ว่าเป็น “เรือครู” ของทหารเรือ ก่อนถูกปลดระวางประจำการเมื่อ พ.ศ. 2539 รวมระยะเวลาประจำการ 59 ปี นับว่าเป็นเรือรบที่ประจำการยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์กองทัพเรือไทย

หลังจากเด็กๆ ปีนป่ายขึ้นไปดูส่วนต่างๆ ของ ร.ล.แม่กลอง อย่างตื่นตาตื่นใจ ครอบครัวของเราก็พากันมาเดินชมป้อมพระจุลจอมเกล้า และสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ในฉลองพระองค์ชุดจอมทัพเรืองามสง่า พระหัตถ์ทรงกระบี่ปกปักษ์แผ่นดินไทย

DSC_8573

DSC_8588

DSC_8638

ระหว่างที่พวกเราเดินชมอาวุธยุทโธปกรณ์กลางแจ้งภายในอุทยานฯ ป้อมพระจุล และกำลังจะเดินทางกลับนั้นเอง ผมบังเอิญไปสะดุดตากับ “ปืน 47/40 มิลลิเมตร ล้อสนาม” ซึ่งระบุว่า ผลิตโดยบริษัท Hotchkiss Vicker Armstrong ประเทศอังกฤษ (บริษัทผู้ผลิตเดียวกับ ปืนใหญ่อาร์มสตรอง 155 มม. หรือ ปืนใหญ่เสือหมอบ อันเลื่องชื่อ) โดยปืน 47/40 นี้ มีชื่อเล่นว่า “ปืนเที่ยง”

  • ความกว้างปากกระบอก 47 มิลลิเมตร
  • ความยาวลำกล้อง 1,880 มิลลิเมตร
  • น้ำหนักปืน 230 กิโลกรัม
  • ระยะยิงไกลสุด 3,100 เมตร

DSC_8643

ส่วนคำบรรยายระบุว่า “ปืนเที่ยง” นี้ เข้าประจำการในกองทัพเรือเมื่อปี พ.ศ.2436 โดยติดตั้งที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า และใช้ยิงบอกเวลาเที่ยงวันในพระนคร จึงได้ชื่อเรียกว่า “ปืนเที่ยง”

ไอ้เราในฐานะนักเรียนภาษาไทยได้เห็นดังนี้ เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบไปเปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อดูความหมายของสำนวน “ไกลปืนเที่ยง” ที่ถูกระบุไว้ว่าในหน้าที่ 162 ว่า

ไกลปืนเที่ยง       (สํา) ว. ไม่รู้อะไรเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญ.

DSC_8639

DSC_8642

DSC_8646

DSC_8647

พอค้นข้อมูลต่อไปก็พบรายละเอียดเพิ่มเติมที่มาของสำนวนนี้จากว่า เว็บไซต์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (http://www.stou.ac.th/study/sumrit/1-58(500)/page1-1-58(500).html) ระบุที่มาของสำนวน “ไกลปืนเที่ยง” ว่า

“เป็นสำนวนที่เกิดจากการกระทำ โดยมีที่มาจากเหตุการณ์ในอดีต เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการยิงปืนขึ้นฟ้า เวลา 12 นาฬิกา ที่พระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนที่อยู่ไกลออกไปหรือนอกเมืองมากก็จะไม่ได้ยินเสียงปืน หมายถึง ข่าวคราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพระนคร เปรียบเทียบว่าคนที่อยู่ไกลออกไปก็จะไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย”

ส่วนเว็บไซต์ เกร็ดภาษาไทย.com (https://goo.gl/K78jEs) ให้ข้อมูลเรื่องนี้เช่นกันระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 2431 ในรัชกาลที่ 5 เริ่มยิงปืนใหญ่ในเวลา 12.00 นาฬิกา ในพระนคร เพื่อให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนอยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน ซึ่งสมัยก่อนเขาจัดลำดับชั้นพวกขุนนางก็จะอยู่บริเวณรอบ ๆ พระนคร และพวกต่างชาติก็จะอยู่ออกมารอบนอก เช่น เยาวราชก็พวกคนจีนอยู่ บ้านแขก (แถววงเวียนใหญ่) ก็พวกแขกอยู่ เป็นการกำหนดรัศมีทำให้เกิดสำนวน “ไกลปืนเที่ยง”

“ไกลปืนเที่ยง” จึงเป็นสำนวนที่กล่าวถึงพวกไม่ค่อยทราบหรือรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จึงเกิดเป็นสำนวนพูด หมายไปถึงข่าวคราวต่าง ๆ ที่เกิดในพระนครคนอยู่ไกลไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ เลยว่า “อยู่ไกลปืนเที่ยง” และหมายเลยไปถึงว่า “เป็นคนบ้านนอกคอกนา”

ปีใหม่ปีนี้ เมื่อได้มาเห็น “ปืนเที่ยง” กับตา ต่อไปถ้าใครมาต่อว่าต่อขาน บอกว่าเป็นคนอยู่ “ไกลปืนเที่ยง” ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ก็คงจะไม่ได้แล้วกระมัง 5555

Tags: ···········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.