ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

ก่อนที่ “นักข่าว” จะเริ่มถามหา “จรรยาบรรณ” จากผู้อื่น

October 10th, 2008 · 2,180 Comments · การเมือง, ชีวิต-สังคม, ไม่เข้ากลุ่ม

10 ตุลาคม 2551

 

ภาพเหตุการณ์อังคารที่ 7 ตุลาคม 2551

.

วริษฐ์ ลิ้มทองกุล

 ลายวันมานี้ ผมรู้สึกเอือมระอาเต็มทีกับการเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ เปิดโทรทัศน์เพื่อติดตามข่าวไม่ว่าจะฟรีทีวีช่องใด 3 5 7 9 หรือ ไทยทีวี หรือแม้แต่ Nation Channel ที่เป็นเคเบิลทีวีก็ตาม

 

 

 จากการนำเสนอข่าวสารของสถานีโทรทัศน์เหล่านี้ เกี่ยวกับเหตุการณ์ “ตำรวจฆ่าประชาชน” ในวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 ผมเริ่มตระหนักแล้วว่ามาตรฐานของสื่อมวลชนบ้านเรานั้นมัน “ต่ำเตี้ยติดดิน” เสียเหลือเกิน

 

 

 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากกรณีที่มี พิธีกร-นักข่าว-คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ หลายคนออกมาตำหนิ การปฏิเสธไม่รับ ส.ส.พลังประชาชนขึ้นเครื่องบินของกัปตันบริษัทการบินไทยท่านหนึ่ง และ การออกแถลงการณ์ของอาจารย์แพทย์ 8 สถาบันที่ประกาศว่าจะไม่รับรักษา “ตำรวจ” ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเป็นตำรวจที่แต่งเครื่องแบบ หรือ ใช้ชั้นยศตำรวจเข้ารับการรักษาและยืนยันว่าในกรณีที่เป็นกรณีฉุกเฉินตำรวจทุกๆ คน จะได้รับการบริการที่ดีที่สุด

 

 

 แถลงการณ์ไม่รักษาตำรวจ (ภายใต้เงื่อนไข) ของแพทย์เช่นนี้ มีความหมายว่า อาจารย์แพทย์เหล่านี้มิได้ปฏิเสธการรักษาหรือช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ แต่แพทย์กลุ่มนี้ปฏิเสธการกระทำของอาชีพ “ตำรวจ” ซึ่งคนในอาชีพนี้จำนวนหลายร้อยหลายพันคนแสดงความเป็น “อมนุษย์” ออกมาในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาฯ โดยเป็นการแสดงการปฏิเสธใน “เชิงสัญลักษณ์”

 

 

 ส่วนตัวแล้ว ผมมีความผูกพันกับแวดวงแพทย์ค่อนข้างมาก เพราะ สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนฝูงของผมหลายคนก็เป็นแพทย์ เป็นพยาบาล ผมทราบดีว่า แพทย์-พยาบาล เหล่านี้มีจรรยาบรรณและมโนสำนึกมากแค่ไหนในการปฏิบัติหน้าที่และทำตามความรับผิดชอบ

 

 

 อย่าว่าแต่ระดับ อาจารย์แพทย์-พยาบาลเลยครับ เพราะแม้แต่ระดับลูกศิษย์ ผมก็เชื่อว่าทุกท่านประกอบอาชีพด้วยความรับผิดชอบที่สูงส่งกว่าอาชีพหลายอาชีพ ซึ่งความรับผิดชอบในทำนองเดียวกันนี้ผมว่าบรรดานักบิน และ กัปตันเครื่องบินนั้นก็มีในระดับที่ไม่แตกต่างไปจากแพทย์-พยาบาลเท่าใดนัก

 

 

การที่ตำรวจ นักการเมือง หรือ นักข่าว ออกมาแสดงปฏิกิริยา ไถ่ถามหาจรรยาบรรณจากบรรดากัปตัน และ อาจารย์แพทย์เหล่านั้น ผมขอถาม ตำรวจ นักการเมืองและนักข่าวก่อนว่า พวกคุณลองถามถึง “จรรยาบรรณ” ของตัวเองหรือยัง?

 

 

ทุกวันนี้ ตำรวจทำหน้าที่ผู้พิทักษ์ราษฎร์ ได้ดีและครบถ้วน แล้วหรือ?

ทุกวันนี้ นักการเมืองทำหน้าที่รักษา ปกป้อง และเพิ่มพูนผลประโยชน์ของชาติและประชาชนได้ดีแล้วหรือ?

ทุกวันนี้ นักข่าวทำหน้าที่ ผู้สื่อข่าวได้เที่ยงตรง ไม่บิดเบือนและสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมแล้วหรือ?

จริงๆ แล้ว เพื่อความเป็นธรรม ผู้ประกอบอาชีพ “ตำรวจ-นักการเมือง-นักข่าว” ไม่ควรตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง แต่ผมอยากให้คุณลองไปถามพ่อค้า แม่ค้า ข้างถนน สัก 5 คน 10 คน ก็พอว่าเขารู้สึกอย่างไรกับ “ตำรวจ-นักการเมือง-นักข่าว”

 

 

 ผมเอง ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบอาชีพเป็น “นักข่าว”

 

 

 ผมยอมรับโดยดุษณี และ ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า โดยค่าเฉลี่ยแล้ว บุคลากรในวิชาชีพข่าวทุกวันนี้มีจรรยาบรรณ มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าผู้ประกอบวิชาชีพนักบิน และแพทย์-พยาบาล มหาศาล

 

 

 ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรู้สึกละอาย และ รู้สึกสลดใจทุกครั้งที่เพื่อนร่วมอาชีพ ไปถามหา “จรรยาบรรณ” จากบุคคลในวิชาชีพอื่นที่เขาออกมาแสดงจุดยืนและทัศนะทางสังคม โดยเฉพาะจุดยืนทางการเมืองและทัศนะต่อสังคม ทั้งๆ ที่ โดยขอบเขตของอาชีพแล้วพวกเขาไม่ได้มีหน้าที่จะต้องออกมาแสดงจุดยืน หรือ ความรับผิดชอบใดๆ เลย

 

 

 จากเหตุการณ์เมื่อวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551

 

 

 ทำไม อาจารย์แพทย์จากหลายสถาบัน จึงต้องออกมาปฏิเสธรักษาตำรวจ ทั้งๆ ที่เขาอยู่เฉยๆ รักษาคนไข้ รับตรวจคนไข้โรงพยาบาลเอกชน ทำคลีนิกหาเงินไม่ดีกว่าหรือ?

ทำไม กัปตันการบินไทย ต้องออกมาเสี่ยงกับถูกสอบสวน ตกงาน จากการปฏิเสธที่จะรับ ส.ส.พปช.ขึ้นเครื่องบิน ทั้งๆ ที่เขาก้มหน้าก้มตาขับเครื่องบินไปให้ถึงจุดหมายไม่ดีกว่าหรือ?

 

 

 ผมตอบให้ก็ได้ว่า ก็เพราะ พวกเขาเหล่านี้มีมโนสำนึกของความเป็น “คน” ของความเป็น “มนุษย์” น่ะสิครับ

 

 

 คุณพ่อผมสอนเอาไว้ว่า“เหนือจรรยาบรรณของอาชีพ ก็คือ มโนสำนึกของความเป็นคน”

 

 

การที่แพทย์และนักบินเหล่านี้ลงมือ กระทำการข้างต้นก็แสดงว่าเขาตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้ และพวกเขาก็ทราบดีว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดจรรยาบรรณของอาชีพ แต่เขาก็ต้องทำ เพราะมโนสำนึกของความเป็นคน บอกให้เขาทำอย่างนั้น

 

 

ซึ่งนั่นเอง ผมเห็นว่าคือ ความกล้าหาญ ความสูงส่ง และความหมายที่แท้จริงของความเป็นคน

 

 

ส่วนตัวผมถือว่าเป็นเรื่องน่าขบขันอย่างยิ่ง ที่ตำรวจ นักการเมืองและนักข่าวไปถามหาจรรยาบรรณเอาจากอาจารย์แพทย์และกัปตันเครื่องบิน เพราะ แค่จิตสำนึกของการปฏิบัติตามจรรยาบรรณ พวกท่านก็ไม่ผ่านแล้ว อย่าว่าแต่การบังคับให้ตัวเองทำตามมโนสำนึกของความเป็นคน

 

 

ในส่วนของนักข่าว

 

… การเสนอข่าวอย่างบิดเบือนว่า พันธมิตรฯ ขาขาด นั้นเป็นขอทานที่ปลอมมา

… การเสนอข่าวโดยการฟังความจากตำรวจแต่เพียงข้างเดียว โดยปราศจากการหาข้อมูลเพิ่มเติม การกลั่นกรองและการวิเคราะห์ โดยระบุว่า “น้องโบว์” อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หนีบระเบิดปิงปองไปด้วยก่อนเสียชีวิต

… การเสนอภาพข่าวโดยระบุว่า พันธมิตรฯ เครือข่ายศิลปินได้รับบาดเจ็บปางตายเพราะระเบิดในมือขวาตัวเองระเบิด แต่มือซ้ายก็กำระเบิดเอาไว้ด้วย

ฯลฯ

 

 

ถุยส์ส์ส์… ผมขอแสดงความดูถูกและดูหมิ่นพิธีกร-ผู้สื่อข่าว ของสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ที่คิดและพูดเช่นนี้อย่างไม่เกรงใจ เพราะการแสดงทัศนะและความเห็นเช่นนี้ แสดงว่าท่านนอกจากจะไม่ได้ลงสนามจริงแล้ว ท่านยังไม่ใส่ใจที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการนำเสนอข่าวอีกด้วย ซึ่งนั่นในทางหนึ่งย่อมถือเป็นการละเมิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ส่วนในอีกทางหนึ่งต้องถือว่าท่านปราศจากมโนสำนึกของความเป็นคนอย่างสิ้นเชิง เพราะท่านกำลังดูถูกและดูหมิ่นผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างน่าละอาย

 

 

 วิกฤตการเมืองของประเทศทุกวันนี้ ผู้มีอาชีพนักการเมือง ตำรวจ และนักข่าว มีส่วนรับผิดชอบมาก จนถึงมากที่สุด ก็เพราะพวกท่านไม่ทำหน้าที่ตัวเองให้ถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพนั่นเองที่ทำให้ประชาชนและบุคลากรจากวิชาชีพอื่นต้องเข้ามาร่วมแก้ไข ก็เพราะท่านทุจริต ท่านละเลยต่อหน้าที่นั่นเองจึงทำให้พี่น้องจากวิชาชีพอื่นต้องมาทนลำบากกอบกู้ประเทศชาติ

 

 

 ได้โปรดเถิดครับ เพื่อนๆ พี่ๆ นักข่าวทั้งหลาย ได้โปรดปฏิบัติตามหน้าที่และจรรยาบรรณของตัวเองให้ครบถ้วนเสียก่อนเถอะ ก่อนที่จะไปถามหาจรรยาบรรณและมโนสำนึกจากผู้อื่น

 

 

สุดท้ายนี้ จากก้นบึ้งของหัวใจ ผมขอสดุดีและแสดงความคารวะ ต่อ อาจารย์แพทย์ แพทย์ พยาบาล กัปตันจักรี จงศิริ รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นประชาชนจากทุกสาขาอาชีพว่า ทุกท่านคือผู้ยิ่งใหญ่และผู้เสียสละให้กับประเทศชาติและสังคมอย่างแท้จริง

Tags: ·····

2,180 Comments so far ↓