ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

อาจารย์ครับ! อย่าพยายาม “ตัดตีนให้เข้ากับเกือก” เลยครับ

December 15th, 2008 · No Comments · การเมือง, ชีวิต-สังคม

มีนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ สื่อมวลชนระดับ บก. รวมถึงผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งบ่นกับผมว่า ที่น่าตกใจก็คือ สิ่งที่ทำให้วิกฤตรอบนี้หนักหนากว่าวิกฤตรอบอื่นๆ ก็คือ นักวิชาการส่วนใหญ่ของประเทศนี้หมดปัญญาในการเสนอทางแก้ไข หาทางออก ให้กับประเทศเสียแล้ว

 

ภาพจากกรุงเทพธุรกิจ

.

ผมตัดสินใจนั่งเขียนบล็อกวันนี้ ทั้งๆ ที่ยังมีคอลัมน์ติดค้างกับนิตยสารผู้จัดการรายเดือน 360 องศาอยู่หนึ่งเรื่อง และ ยังมีคอลัมน์รีวิวหนังสือเกี่ยวกับจีนที่ต้องเขียนให้กับเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์รอวางอยู่บนโต๊ะอีกหนึ่งเล่ม

 

 

ช่วงสายวันนี้ (15 ธ.ค.) หลังนั่งดูการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ซึ่งผลก็ออกมาชัดเจนคือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินไป ด้วยคะแนน 235 ต่อ 198 เสียง

 

 

ผมเดินไปที่ห้องอ่านหนังสือ พลิกอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ตามปกติ แล้วผมก็ไปสะดุดกับรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่รายงานถึง การเสวนาหัวข้อ “การเมืองสยามประเทศ(ไทย) หลังรัฐบาลใหม่ และหลัง รธน.50” ที่จัดโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ วานนี้ (14 ธ.ค.)ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

 

 

ทั้งนี้นักวิชาการที่เข้าร่วมการเสวนาแต่ละคนต่างก็เลื่องชื่อว่าอยู่ข้างหรือเอียงข้าง ระบอบทักษิณอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อ.นิติศาสตร์ มธ., นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อ.รัฐศาสตร์ จุฬาฯ, อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เป็นต้น

 

 

อย่างไรก็ตาม ผมทนอ่านข่าวดังกล่าว เพราะเห็นชื่อผู้เข้าร่วมเสวนาคนหนึ่งคือ อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร หนึ่งในอาจารย์จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สถาบันที่ผมเป็นศิษย์เก่า อีกทั้งยังให้ความเคารพนับถือและชื่นชมมาตลอด เช่นเดียวกับ อ.ฉัตรทิพย์ อ.ณรงค์ อ.วรวิทย์ อ.สมเกียรติ อ.นวลน้อย อ.สมภพ ฯลฯ แม้จะไม่ได้เคยได้ได้ลงเรียนกับ อ.ผาสุกโดยตรงก็ตาม แต่ผมก็ติดตามหนังสือและทัศนะของ อ.ผาสุก และ อ.คริส เบเกอร์ มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพัฒนาการอุตสาหกรรมและพัฒนาการทางเศรษฐกิจประสบการณ์ของ เกาหลี ใต้ บราซิล ไทย, หนังสือเศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพ, หนังสือประวัติศาสตร์ไทย, การต่อสู้ของทุนไทย บทความ และ บทสัมภาษณ์อีกจำนวนมาก ฯลฯ

 

 

เช้าวันนี้ กรุงเทพธุรกิจรายงานทัศนะของ อ.ผาสุก ต่อ สถานการณ์ทางการเมืองไทยไว้ดังนี้ครับ

**********

“ผาสุก” ชี้พวกอภิชนตัวก่อโกลาหลในสังคมไทย

 

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร เมธีวิจัยอาวุโส อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สภาพเศรษฐกิจของสังคมไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนกว้างขึ้น ใกล้เคียงกับละตินอเมริกามากขึ้นทุกวัน รวมทั้งความแตกแยกทางการเมืองระหว่างชนชั้นกลางกับคนชนบท ชนชั้นกลางของไทยที่เคยเรียกร้องประชาธิปไตยในสมัยปี 2516 มาวันนี้กลับต้องการเปลี่ยนกติกาให้มีการแต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้คนในกลุ่มของตัวเองได้เข้าไปมีอำนาจ ขณะที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบ 1 คน 1 เสียง

 

 

“ขณะนี้คนส่วนน้อยที่เป็น อภิชน อยากทวนเข็มนาฬิกา ต้องการเห็นประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองอ่อนแอ เพื่อจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เป็นช่องว่างให้อภิชนเข้ามาใช้อำนาจ กลุ่มอภิชนเป็นรากฐานความโกลาหลทางการเมือง และจะมีปัญหาต่อไปเรื่อย ๆ หากอภิชนยังไม่ยอมรับความจริงว่า การเมืองไทยได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น กลุ่มอภิชนต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ปรับระบบสถาบัน กฎกติกาต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับคนส่วนใหญ่ในสังคม” นางผาสุก กล่าว

 

 

อ้างอิงจากข่าว :นักวิชาการรุมสับ “มาร์ค” ไม่สง่างาม อยู่สั้นแนะเร่งยุบสภา

**********

กล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา ผมรู้สึกผิดหวังกับทัศนะของ อ.ผาสุก วานนี้ และทำเอาผมเสียศรัทธากับอาจารย์ไปไม่น้อย เหตุผลก็คือ

 

 

ประเด็นแรก อ.ผาสุก ที่เคยให้ทัศนะแบบ “คม-ชัด-ลึก” และตรงไปตรงมา โดยไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทว่า วานนี้ทัศนะของอาจารย์ (อ้างอิงตามกรุงเทพธุรกิจ) ผิดพลาดอย่างร้ายแรง เพราะ ข้อเท็จจริงที่นำมาวิเคราะห์ก็คลาดเคลื่อนเสียแล้วครับ เนื่องจาก วาทกรรมแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 นั้น เป็นวาทกรรม ที่นักวิชาการฝ่ายระบอบทักษิณและคนในระบอบทักษิณใช้โจมตีแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ เมื่อหลายเดือนก่อน ตั้งแต่ยังมีการเคลื่อนไหวอยู่ ทั้งๆ ที่ แกนนำพันธมิตรฯ ทุกคน ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกว่า 70:30 นั้นเป็นเพียงตุ๊กตาทางการเมือง ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 50:50 หรือตัวเลขอื่นๆ ก็ได้

 

 

ที่สำคัญตัวเลข 70 ก็ไม่ได้เป็นตัวเลขของการแต่งตั้งเสียด้วยครับ แต่เป็นตัวเลขของการเลือกตั้ง คนตามกลุ่มสาขาอาชีพ ซึ่งพันธมิตรฯ เชื่อว่าน่าจะแก้ปัญหาการซื้อเสียงในเชิงภูมิศาสตร์ที่เป็นปัญหาเรื้อรังของการเมืองไทยได้ (ส่วน ประชาชน นักวิชาการ หรือ สื่อมวลชนกลุ่มอื่นจะวิพากษ์อย่างไร หรือคิดเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่มิใช่การนำข้อมูลผิดๆ มาวิเคราะห์ต่อเป็นตุเป็นตะเช่นนี้)

 

 

ประเด็นที่สอง ผมคิดว่า อ.ผาสุก ต้องตีความคำว่า “อภิชน” ให้ชัดเจนกว่านี้ว่า หมายถึงคนกลุ่มใด เนื่องจากอยู่ๆ อาจารย์จะไปกล่าวหาว่า คนกลุ่มนี้เป็นคนกลุ่มน้อยผู้ก่อความโกลาหล ผู้ที่อยากทวนเข็มนาฬิกา ผู้ที่ต้องการเห็นประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองอ่อนแอ ผู้ที่ต้องการจะเห็นการเมืองแบบแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง เพื่อจะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองเพื่อดึงอำนาจกลับเข้าสู่มือตัวเอง … การกล่าวหาเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก

 

 

“อภิชน” ของอาจารย์หมายถึง ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยกลุ่มใด ทหาร พันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มราชนิกูล สถาบันใดๆ หรือ อาจารย์ต้องการหมายความถึงกลุ่มประชาชน-นักวิชาการ ที่นำโดย อ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช อ.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ ที่ถวายฎีกาขอพระราชทานรัฐบาลเฉพาะกาลเมื่อสัปดาห์ก่อนกันแน่ …  ถ้าอาจารย์มีความซื่อตรงทางวิชาการอย่างที่เคยเป็นมา เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะชี้แจง

 

 

เพราะถ้าหากอาจารย์ไม่ชี้แจงให้ชัดเจน ผู้อ่านก็อาจจะจัดกลุ่มทัศนะของอาจารย์ ให้รวมพวกเข้าไปอยู่ในกลุ่มเดียวกับ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือ นักวิชาการส่วนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้โดยง่าย  แต่ที่หนักหนาไปกว่านั้นก็คือผู้อ่านบางพวกที่มีทัศนะสุดโต่งไปอีกก็อาจจะ จัดอาจารย์เข้าไปในกลุ่มของนักวิชาการเสื้อแดงได้ง่ายๆ …… ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่อาจารย์ และ ผมในฐานะลูกศิษย์ไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้น เพราะ คนที่ติดตามผลงานของอาจารย์ต่างทราบดีว่า อาจารย์เป็นผู้หนึ่งที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ถูกต้องของระบอบทักษิณอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ อ.คริส เบเกอร์ ก็แสดงทัศนะต่อเมืองไทยที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับความเป็นจริง ในสื่อฝรั่งมาตลอด

 

 

ผมไม่อยากให้ “ศาสตราจารย์” ในแวดวงสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ของประเทศไทย (ที่มีน้อยยิ่งกว่าน้อย) ต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือจากสังคมไปอีกคน เช่นเดียวกับที่ อ.นิธิ เคยสูญเสียไปแล้ว

 

 

อาจารย์ครับในฐานะที่ผมเป็นสื่อมวลชน ผมมีเรื่องอยากจะเรียนอาจารย์และบรรดานักวิชาการในมหาวิทยาลัย ดังนี้ครับ

 

 

มีคนหลายคนบอกให้ความเห็นกับผมว่า วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในรอบนี้ คล้ายกับเป็นการปอก เป็นการผ่า เป็นการเปลือย บรรดาบุคคลในแวดวงต่างๆ ทั้งแวดวงราชการ ทหาร-ตำรวจ สื่อมวลชน ภาคเอกชน รวมไปถึง “นักวิชาการ” ว่ามีความรู้สึกนึกคิด ความเสียสละ-ความเห็นแก่ตัว ความลึกล้ำ-ตื้นเขิน มากน้อยเพียงไร?

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ สื่อมวลชนระดับ บก. รวมถึงผู้อาวุโสจำนวนหนึ่งบ่นกับผมว่า ที่น่าตกใจก็คือ สิ่งที่ทำให้วิกฤตรอบนี้หนักหนากว่าวิกฤตรอบอื่นๆ ก็คือ นักวิชาการส่วนใหญ่ของประเทศนี้หมดปัญญาในการเสนอทางแก้ไข หาทางออก ให้กับประเทศเสียแล้ว เพราะ ความเห็นส่วนใหญ่ที่ออกมาเป็นความเห็นที่ตื้นเขิน เป็นบทวิเคราะห์ที่ขาดข้อมูลดิบที่ชัดเจน-แม่นยำ นอกจากนี้ตัวนักวิชาการเองยังขาดความกล้าหาญทางวิชาการ และที่สำคัญตั้งอยู่บน ทิฐิทางวิชาการและทฤษฎีทางชนชั้นเก่าๆ ที่ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม

 

 

คล้ายกับนักวิชาการไทยทุกวันนี้พยายามหาคำตอบทางการเมืองด้วยการ ตัดตีนให้เข้ากับเกือก!

 

 

ผมไม่อยากบอกเลยว่า ด้วยความเปลี่ยนแปลงของสำนึกทางการเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมืองและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ประชาชน มวลชนปัจจุบันนั้น มีระดับการศึกษาเพิ่มขึ้น ทั้งยังสัมผัสกับเหตุการณ์ สัมผัสกับข้อมูล และอยู่กับโลกความเป็นจริงมากกว่านักวิชาการหลายคนมากนัก ซึ่งนั่นย่อมทำให้ความสำคัญของทัศนะของนักวิชาการลดลงโดยอัตโนมัติ

 

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ลูกศิษย์เศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 29

 

Tags:

No Comments so far ↓

  • สิงห์คะนองนา

    เห็นด้วยกับคุณวริษอย่างแรงคับ นักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มีเยอะคับ ไอ้กระผมมันความรู้น้อยเกินกว่าจะอธิบายได้เป็นฉากๆ แต่ความเข้าใจในข้อเขียนนี้มีจมหู อาจารย์คนนั้นพูดว่า กลุ่มอภิชนส่วนน้อยเป็นใหญ่ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แล้วบอกว่านี่คือการทวนเข็มนาฬิกา คนความรู้น้อยอย่างผมไม่เข้าใจ ว่า ถ้ากลุ่มอภิชนกลุ่มน้อยที่พูดถึง หมายถึงภาคประชาชนที่ตื่นตัวในทางการเมือง และเริ่มรู้สิทธิของตัวเองและสังคม จะแสดงออกให้นักการเมืองได้รู้ว่า ระบอบประชาธิปไตยใครเป็นใหญ่ ระหว่างประชาชนกับนักการเมือง ใครคือผู้ที่จะต้องได้รับประะโยชน์สูงสุดระหว่าง นักการเมืองกับประชาชน นักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน หรือประชาชนต้องรับใช้นักการเมือง หรือนักการเมืองต้องรับใช้นักการเมืองด้วยกันเองโดยไม่สนใจประชาชน ภาษาบ้านผมเค้าเรียกว่า ให้รู้ว่า ใครใหญ่ คนที่มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้ยังไงคับ ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะว่าสถาบันประชาชนอ่อนแอกว่านักการเมืองเหรอคับ ถึงได้เกิดการซื้อเสียง ปล้นชาติโดยหลบหลีกการถูกตรวจสอบได้โดยสุจริตจน ชาติวุ่นวายป่นปี้ ผมนึกว่า การเมืองประชาธิปไตย คือประชาชนเป็นใหญ่ ประโยชน์สูงสุดโดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์โดยนักการเมือง เพื่อนักการเมืองซะอีก แล้วอย่างนี้มันจะแปลกตรงไหนคับ ที่การเมืองภาคประชาชนหรืออภิชน ที่คนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ พูดถึง จะมีความเข้มแข็งขนาด ตรวจสอบการทำงานภาคการเมืองของนักการเมืองโดยเข้มข้น มันกลายเป็นความก่อความวุ่นวายเหรอคับ ถามจิงๆ

  • สิงห์คะนองนา

    เห็นด้วยกับคุณวริษอย่างแรงคับ นักวิชาการและนักหนังสือพิมพ์ประเภทที่ว่านี้มีเยอะคับ ไอ้กระผมมันความรู้น้อยเกินกว่าจะอธิบายได้เป็นฉากๆ แต่ความเข้าใจในข้อเขียนนี้มีจมหู อาจารย์คนนั้นพูดว่า กลุ่มอภิชนส่วนน้อยเป็นใหญ่ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แล้วบอกว่านี่คือการทวนเข็มนาฬิกา คนความรู้น้อยอย่างผมไม่เข้าใจ ว่า ถ้ากลุ่มอภิชนกลุ่มน้อยที่พูดถึง หมายถึงภาคประชาชนที่ตื่นตัวในทางการเมือง และเริ่มรู้สิทธิของตัวเองและสังคม จะแสดงออกให้นักการเมืองได้รู้ว่า ระบอบประชาธิปไตยใครเป็นใหญ่ ระหว่างประชาชนกับนักการเมือง ใครคือผู้ที่จะต้องได้รับประะโยชน์สูงสุดระหว่าง นักการเมืองกับประชาชน นักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน หรือประชาชนต้องรับใช้นักการเมือง หรือนักการเมืองต้องรับใช้นักการเมืองด้วยกันเองโดยไม่สนใจประชาชน ภาษาบ้านผมเค้าเรียกว่า ให้รู้ว่า ใครใหญ่ คนที่มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ไม่เข้าใจเรื่องนี้ได้ยังไงคับ ที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะว่าสถาบันประชาชนอ่อนแอกว่านักการเมืองเหรอคับ ถึงได้เกิดการซื้อเสียง ปล้นชาติโดยหลบหลีกการถูกตรวจสอบได้โดยสุจริตจน ชาติวุ่นวายป่นปี้ ผมนึกว่า การเมืองประชาธิปไตย คือประชาชนเป็นใหญ่ ประโยชน์สูงสุดโดยประชาชน เพื่อประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์โดยนักการเมือง เพื่อนักการเมืองซะอีก แล้วอย่างนี้มันจะแปลกตรงไหนคับ ที่การเมืองภาคประชาชนหรืออภิชน ที่คนที่ถูกเรียกว่าอาจารย์ พูดถึง จะมีความเข้มแข็งขนาด ตรวจสอบการทำงานภาคการเมืองของนักการเมืองโดยเข้มข้น มันกลายเป็นความก่อความวุ่นวายเหรอคับ ถามจิงๆ

  • varitlim

    ด้วยความเคารพ อ.ผาสุก เป็นผู้ให้นิยามคำว่า “ธนกิจการเมือง (Money Politics)” กับ “ระบอบทักษิณ” เอง

    ผมเชื่อว่าอาจารย์ไม่ลืมหรอก เพียงแต่จะพูดหรือไม่เท่านั้นเอง

  • varitlim

    ด้วยความเคารพ อ.ผาสุก เป็นผู้ให้นิยามคำว่า “ธนกิจการเมือง (Money Politics)” กับ “ระบอบทักษิณ” เอง

    ผมเชื่อว่าอาจารย์ไม่ลืมหรอก เพียงแต่จะพูดหรือไม่เท่านั้นเอง