ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

“ปาฏิหาริย์” ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” (จบ)

May 25th, 2009 · 23,269 Comments · การเมือง, ชีวิต-สังคม

“… ถ้าผมตายวันที่ 17 เมษายน ซึ่งผมควรจะตาย วันนี้ก็เป็นเรื่องสมมติไปแล้วใช่ไหมครับพี่น้อง ไม่มีสนธิยืนอยู่ที่นี่ ไม่มีเอเอสทีวีต่อไป มีแต่ความอาลัยอาวรณ์ มีแต่คราบน้ำตา

.

 

ศุกร์ที่ 17 เม.ย. 2552 เวลา 15.32น.

รถหน่วยแพทย์กู้ชีพของวชิรพยาบาล พาคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาถึงตึก สก. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  หลังการผ่าตัดสมองโดยทีมแพทย์ฝีมือเยี่ยมที่ รพ.วชิรพยาบาล เสร็จสิ้น

 

 

 

 

 

 

หลังจากคณะแพทย์และพยาบาล รพ.จุฬาฯ นำคุณสนธิเข้าห้องไอซียูศัลยกรรมสมองที่ชั้น 8 ตึก สก. รถพยาบาลของ ญา – อดุลย์ ซึ่งอาการหนักที่สุดก็ตามมาจากโรงพยาบาลมิชชั่นหลังจาก แพทย์โรงพยาบาลมิชชั่นได้ช่วยชีวิตและพยายามอย่างสุดความสามารถ ทว่า เนื่องจากขาดแคลนเครื่องมือและบุคลากรที่จะดำเนินการผ่าตัดที่มีความซับซ้อน พวกเราจึงตัดสินใจให้นำ “ญา” มารักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาฯ

 

 

เย็นวันนั้น พ่อบอกผมว่า อาการของ “ญา” นั้นน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะกระสุนเข้าไปฝังในเนื้อสมอง ไม่นับรวมกับแขนอีกข้างหนึ่งที่โดนกระสุนอาวุธสงครามเข้าอย่างจัง จนกระดูกแหลก ครอบครัวของญา คุณพ่อ-คุณแม่ ภรรยา ซึ่งพื้นเพเป็นชาวมุสลิมจาก จ.เพชรบุรี แม้จะมีกำลังใจที่ดี แต่ต่างก็มีสีหน้าวิตกกังวลอย่างยิ่ง

 

 

ณ เวลานั้นชีวิตของสมาชิกแห่งครอบครัวแดงประดับเหมือนกับแขวนอยู่บนเส้นด้าย คาบเกี่ยวระหว่าง ความเป็น กับ ความตาย

 

 

…. อย่างไรก็ตาม “ปาฏิหาริย์” ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง

 

อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมสมอง ผู้ทำการผ่าตัด “ญา” บอกกับพ่อว่า โชคดีจริงๆ ที่กระสุนที่วิ่งเข้าไปฝังในสมองของ “ญา” นั้น ไม่ได้วิ่งเข้าด้านหน้า เพราะ ถ้ากระสุนอาวุธสงครามถูกยิงเข้าตรงๆ จากด้านหน้าสมองของ “ญา” คงจะแหลกละเอียดไปแล้ว ทว่าจากบาดแผลคล้ายว่า กระสุนกลับถูกปัดและไปกระทบชิ่งกับอะไรสักอย่างทำให้กระสุนวิ่งเข้าทางด้านหลังศีรษะด้านขวาแทน ซึ่งแนวกระสุนที่ถูกเบี่ยงเบนออกไปนั้นได้ทำให้ “ญา” ยังคงมีลมหายใจและเปิดโอกาสให้ทีมแพทย์ได้ช่วยชีวิต “ญา” ให้กลับสู่อ้อมอกครอบครัวของเขาอีกครั้ง

 “ปาฏิหาริย์จริงๆ” พ่อผมบอก

 

 

 

 

 

หลังจากเหตุการณ์ 17 เม.ย. ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมไปเยี่ยม “ญา” ที่โรงพยาบาล … “ญา” มีอาการรับรู้ และ สามารถพูดคุยได้แทบจะเหมือนคนปกติ … ขณะที่ถัดมาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ขาซ้ายที่หมอเกรงว่าอาจจะได้รับผลกระทบถึงขั้นอัมพฤกษ์จากการผ่าตัดสมองก็เริ่มขยับเขยื้อนได้!!!

 
……………………….

 

เช้าวันหนึ่ง หลังเหตุการณ์ 17 เม.ย.

 

 

 

ผมกับพี่ๆ ทีมงานหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ พวกเรานั่งสนทนากันเป็นปกติถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ระหว่างที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสอยู่นั้น อยู่ๆ ผมก็โพล่งถามขึ้นมาว่า “พี่! ถ้าวันนั้นคุณสนธิไม่รอดล่ะ วันนี้จะเป็นยังไง?”

 

 

บทสนทนาที่กำลังสนุกสนาน หยุดลงอย่างกระทันหัน …

 

 

ใจพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็ปราศจากคำตอบเช่นกันว่า หากเช้ามืดวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. การลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุลสำเร็จเรียบร้อยตามแผนที่ “ผู้บงการ” ปรารถนา วิถีชีวิตของพวกเราจะเป็นอย่างไร? สื่อเครือเอเอสทีวีผู้จัดการจะเป็นอย่างไร? ชีวิตของพนักงานทุกคนจะเป็นอย่างไร? พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเป็นอย่างไร?

 

ที่สำคัญที่สุดชะตาของบ้านเมืองจะก้าวเดินไปในทิศทางใด?

 

 

“… ถ้าผมตายวันที่ 17 เมษายน ซึ่งผมควรจะตาย วันนี้ก็เป็นเรื่องสมมติไปแล้วใช่ไหมครับพี่น้อง ไม่มีสนธิยืนอยู่ที่นี่ ไม่มีเอเอสทีวีต่อไป มีแต่ความอาลัยอาวรณ์ มีแต่คราบน้ำตา แล้วพี่น้องเข้าใจหรือยัง วันที่ผมพูดกับพี่น้องว่า ชีวิตมีแต่ความว่างเปล่า … ทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติหมด เหลืออยู่อย่างเดียว ถ้าเราทำคุณให้กับแผ่นดิน อานิสงส์ จะตกกับตัวเรา ลูกหลานเรา และกับบรรพบุรุษเรา” คำตอบของคุณสนธิในการประชุมสภาพันธมิตรฯ ช่วงเช้าวานนี้ (24 พ.ค.) ดูจะให้คำตอบได้ชัดเจนที่สุด

 

 

จากคำกล่าวของคุณสนธิข้างต้น หากจะย้อนไปถึงวันที่ 9 กันยายน 2548 ที่คุณสนธิและ “พี่แอ้ม” สโรชา พรอุดมศักดิ์ หยิบ นิทานเรื่อง “ลูกแกะหลงทาง” ออกมาบอกเล่าในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่อง 9 จนกระทั่งถูกปลดออกจากผังด้วยคำสั่งของ “ใครบางคน” ในอีกไม่กี่วันถัดมา

 

ก้าวแรกของการต่อสู้ของคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในปี 2548

จาก “ปฐมบท” ของการต่อสู้ในวันนั้น ผ่านการทดสอบ ผ่านการดิ้นรน ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน มาจนถึงวันนี้

 

 

การต่อสู้ของมวลชนภายใต้การนำของชายชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อให้เกิดเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ปรากฎการณ์สนธิ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การต่อสู้ 193 วัน อันนำมาสู่การล่มสลายของระบอบทักษิณและการเสื่อมถอยถึงขีดสุดของ “ระบบการเมืองแบบเก่า” จะว่าไปก็เป็นปาฏิหาริย์อยู่ในตัวมันแล้วมิใช่หรือ?

 

 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเชื่อมั่นว่า “ปาฏิหาริย์” ไม่ได้ล่องลอยอยู่ในอากาศ แต่อยู่ในกำมือและอยู่ในความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ของพวกเราทุกคน

Tags: ·····

23,269 Comments so far ↓