ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

ซินเกียง … ในวันฟ้าใส

July 8th, 2009 · No Comments · ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว

ผมมีความทรงจำดีๆ กับ “ซินเกียง” ไม่น้อยซึ่งเก็บบันทึกเอาไว้ทั้งในรูปของงานเขียน ภาพถ่าย ขออนุญาตพาทุกคน ย้อนอดีตกลับไปในปี 2548 กลับไปในวันที่ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของซินเกียง … ซินเกียงในวันที่ฟ้า (ยัง) สดใส

 

ห้างสรรพสินค้า ย่านเอ้อเต้าเฉียว อุรุมชี

.

ข่าวเหตุการณ์จลาจลที่เมืองอุรุมชี (อูหลู่มู่ฉี) มณฑลซินเกียง ประเทศจีน ตั้งแต่วันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 4-5 กรกฎาคม 52 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 156 คน และผู้บาดเจ็บอีกมากกว่าหนึ่งพันคน ทำเอาผมใจหาย …

 

 

 

 

 ใจหายที่ 1 – เพราะรู้สึกเศร้าใจและเสียใจต่อความขัดแย้ง ความรุนแรง และความสูญเสียที่เกิดขึ้น

 ใจหายที่ 2 – การได้เห็นภาพผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ทำเอาผมหวนย้อนคิดไปถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ในช่วงปี 2551

 ใจหายที่ 3 – การได้รู้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกับ การต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในประเทศจีน ซึ่งการต่อสู้ของชาวอุยกูร์ในซินเกียง ในหลายๆ มิติก็มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเช่นกัน

 

 

 ผมไม่ได้โทษว่าใครผิด รัฐบาลจีนก็มีเหตุผลของรัฐบาลจีน ชนเผ่าอุยกูร์ที่เป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ที่สุดในมณฑลซินเกียง ก็มีเหตุผลของพวกเขา เมื่อการเจรจา-การใช้แนวทางสันติ ไม่สัมฤทธิ์ผล การใช้ความรุนแรงย่อมตามมา

 

 

… ฤๅ การฆ่าฟันคือสันดานดิบดั้งเดิมของมนุษย์?

 

 

 โดยส่วนตัว ผมมีความทรงจำดีๆ กับ “ซินเกียง” ไม่น้อยซึ่งเก็บบันทึกเอาไว้ทั้งในรูปของงานเขียน ภาพถ่าย ซึ่งทั้งหมดนี้เคยทยอยเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์มาตั้งแต่ปี 2549 และ เคยตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มในชื่อ “รองเท้าบนรอยทราย”

 ขออนุญาตพาทุกคน ย้อนอดีตกลับไปในปี 2548 กลับไปในวันที่ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของซินเกียง … ซินเกียงในวันที่ฟ้า (ยัง) สดใส

 

**********************************

จดหมายจากซินเกียง

 

 

 

สวัสดีครับแม่ ….

 

 

ขอโทษนะครับที่ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากปักกิ่งเลาะเรื่อยจากซีอานมาจนกระทั่งตุนหวง ระยะเวลาเดือนกว่าๆ มานี้ผมไม่ได้เขียนจดหมายหาแม่เลย วันนี้ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้า หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว ผมก็มานั่งมองพระอาทิตย์ขึ้นตามกิจวัตรในการนั่งรถไฟข้ามวันข้ามคืน บรรยากาศท้องฟ้ายามเช้าวันนี้ทำเอาผมนึกถึงแม่ขึ้นมาถนัดใจ

 

 

 

 

 เมื่อเช้านี้ขณะที่รถไฟใกล้เข้าเทียบท่า ทิวทัศน์นอกหน้าต่างเป็นทิวเขาซ้อนทิวเขา แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหมู่เมฆลงมาตกกระทบกับทิวเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ คล้ายกับว่ามีสิ่งมหัศจรรย์กำลังอุบัติขึ้น ผมได้แต่นั่งตาลอย มองเหม่อไปกับสิ่งมหัศจรรย์ที่ว่า

 

 

 จริงๆ สิ่งมหัศจรรย์ที่คนเราคิดฝันถึง บางทีก็อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน ทุกเช้า ทุกเย็น ทุกนาที ทุกวินาที แต่บางทีคนเราก็มัวแต่สาละวนกับชีวิตอันวุ่นวาย จนบางครั้งหลงลืมที่จะสนใจกับสิ่งมหัศจรรย์ที่อยู่รอบๆ ตัว โดยเฉพาะชีวิตของคนเมืองอย่างเราๆ ……

 

ทุ่งหญ้า และเทือกเขาต้นสนที่ ทุ่งปศุสัตว์หนานซาน (南山牧场) ชานเมืองอุรุมชี มณฑลซินเกียง

 

 หลังออกเดินทางจากเมืองตุนหวงเมื่อบ่ายแก่ๆ วานนี้ เมื่อเช้าผมก็เดินทางมาถึงเมืองอุรุมชีแล้วครับ อุรุมชี (Urumqi) หรือที่ภาษาจีนกลางออกเสียงว่าอูหลู่มู่ฉี (乌鲁木齐) เป็นเมืองเอกของมณฑลซินเกียง

 

 

 เขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเกียง หรือ ซินเจียง (新疆) อันแปลความหมายตรงตัวได้ว่า ‘ดินแดนใหม่’ เป็นมณฑลที่อยู่ทางตะวันตกสุดของประเทศจีนแล้วก็เป็นมณฑลที่ใหญ่ที่สุดของจีนด้วย โดยตามสถิติแล้วมณฑลแห่งนี้นั้นกินเนื้อที่ถึงร้อยละ 16 ของประเทศ หรือหากเทียบกับพื้นที่ของบ้านเราก็ใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณสามเท่ากว่าๆ เห็นจะได้ อย่างไรก็ตามทั้งมณฑลซินเกียงกลับมีประชากรเพียงแค่ 20 ล้านคนเท่านั้นเอง

 

 

 แต่จะว่าไปแล้ว ความน่าสนใจของซินเกียงกลับไม่ได้อยู่ที่เพียงขนาดของความใหญ่ของเนื้อที่แต่เป็นความหลากหลายของมณฑลแห่งนี้ ทั้งในด้านของธรรมชาติ-ทรัพยากร เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ของคนท้องถิ่น รวมไปถึงวัฒนธรรม-ประเพณีของชาวซินเกียงด้วย

 

 

 ว่ากันถึงเรื่องธรรมชาติ เช้าวันนี้หลังจากลงรถไฟและหาที่พักเรียบร้อยแล้ว ผมก็เหมารถมุ่งหน้าไปยัง เทียนฉือ (天池) หรือ ทะเลสาบสวรรค์ ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 115 กิโลเมตรหรือราว สองชั่วโมงรถยนต์

 

 

 ทะเลสาบสวรรค์ เป็นทะเลสาบสีครามที่อยู่ท่ามกลางการโอบล้อมของเทือกเขาเทียนซาน ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้ก็คืออยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,980 เมตรโดยยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาเทียนซานนั้นคือ ยอดป๋อเก๋อต๋า (博格达峰) ที่มีความสูงถึง 5,445 เมตร

 

 

 แม่ครับ เป็นดังเช่นที่คนจีนเขากล่าวไว้จริงๆ ว่า

 

 不到新疆不知地域的辽阔,不到西藏不知天堂的色彩

ไม่ถึงซินเกียงไม่รู้ความไพศาลของผืนแผ่นดิน ไม่ถึงทิเบตไม่รู้สีสันของสวรรค์ชั้นฟ้า

 

 ภูมิประเทศ และทิวทัศน์สองข้างทางของซินเกียง จากเมืองอุรุมชีไปถึงทะเลสาบสวรรค์ เปลี่ยนสลับไปมาจากทะเลทรายอันแห้งแล้งกลายเป็นภูเขาที่เรียงรายไปด้วยต้นสน จากผืนทะเลทรายที่ซุกซ่อนไว้ด้วยน้ำมันกลายเป็นภูเขาที่อุดมด้วยความชุ่มชื้นของธารน้ำ ว่ากันว่าทะเลสาบและธารน้ำที่หล่อเลี้ยงเมืองอุรุมชีก็มาจากชั้นหิมะและธารน้ำแข็งที่ละลายไหลเรื่อยลงมาจากเทือกเขาเทียนซานที่ว่านี้เอง

 

 

 ระหว่างทางไปกลับจากทะเลสาบสวรรค์ โชเฟอร์คนฮั่น ที่ดูแล้วมีนิสัยไม่เหมือนคนฮั่นทั่วไป แต่ดูร่าเริงและใจกว้างเหมือนชาวจีนทางตะวันตกเฉียงเหนือ (西北) เล่าให้ผมฟังว่า หากจะเที่ยวให้ทั่วมณฑลซินเกียง อย่างน้อยๆ คงต้องใช้เวลาสักหนึ่งเดือนครึ่ง เขาเล่าด้วยว่ามีชาวตะวันตก ญี่ปุ่น และเกาหลีจำนวนไม่น้อยที่นิยมวิธีการเช่าเหมารถเที่ยวซินเกียงเป็นเดือนๆ

 

 

 เป็นดังเช่นที่เขากล่าวขานกัน ความไพศาลของซินเกียงนั้นทำให้ ‘ระยะทาง’ เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการมาท่องเที่ยวซินเกียง เพราะถึงปัจจุบันแม้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจีนการคมนาคมจะสะดวกมากแล้วไม่ว่าจะเป็นทางเครื่องบิน รถไฟ หรือรถยนต์ แต่สำหรับมณฑลอย่างซินเกียงที่สนามบินและรางเหล็กยังกระจายไปไม่ทั่วถึงแล้ว พาหนะที่คล่องตัวที่สุดจึงกลายเป็น รถยนต์ ด้วยเหตุนี้สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการมาท่องเที่ยวซินเกียงนั้นกว่าครึ่งจำเป็นที่จะต้องจัดสรรให้กับค่าเดินทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

 เมื่อฟังแล้ว ผมก็ได้แต่ทอดถอนใจ ด้วยเวลาและเงินในกระเป๋าที่เหลืออยู่ไม่มากนัก ……

 

 

 แม่ครับ … ตอนนี้เวลาที่อุรุมชี เกือบสี่ทุ่มแล้วแต่ท้องฟ้าข้างนอกก็ยังสว่างอยู่เลย นอกหน้าต่างที่พัก ยังมีผู้คนออกมานั่งรับลม ดื่มเบียร์แกล้มของว่าง สนทนากันอย่างคึกคักเชียว จริงๆ แล้ว Time Zone ที่ซินเกียง และอุรุมชีนั้นอยู่ห่างจากปักกิ่งประมาณสองชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในหลายๆ ด้าน เวลาที่นี่จึงยังคงยึดตามเวลาที่ปักกิ่ง อย่างไรก็ตามเวลาทำการของสถานที่ราชการ และเวลาเปิด-ปิดร้านค้าต่างๆ ก็กระเถิบเลื่อนตามดวงอาทิตย์ไปโดยอัตโนมัติ อย่างเช่น ร้านค้าที่นี่นั้นโดยปกติแล้วมักจะเปิดบริการกันเวลา 10 โมงเช้าแทนที่จะเป็น 8 โมงเช้าดังเช่นพื้นที่อื่นๆ ของประเทศจีน

 

 

 พรุ่งนี้ผมจะออกไปชมเมืองอุรุมชีที่ว่ากันว่า เป็นเมืองอยู่ห่างจากมหาสมุทรที่สุดในโลก โดยห่างไกลจากมหาสมุทรถึง 2,250 กิโลเมตร และเป็นเมืองที่มีชาวจีนต่างเผ่าพันธุ์ต่างเชื้อสาย ปะปนอยู่รวมกันนับเป็นสิบๆ เผ่า เพียงแค่รู้อย่างนี้ผมก็ภาวนาอยากให้พระอาทิตย์รีบตกแล้วก็รีบขึ้นเร็วๆ เสียแล้ว

 

 

 หวังว่าแม่กับพ่อ และพี่ๆ คงสบายดีนะครับ ผมสัญญาว่าต่อไปนี้จนกระทั่งกลับไปปักกิ่งจะเขียนจดหมายถึงแม่อย่างสม่ำเสมอ ราตรีสวัสดิ์ครับ

 

รัก

ลูกชายตัวดี

 

ฝูงแกะที่ริมทะเลสาบสวรรค์

 

ทิวทัศน์ของทะเลสาบสวรรค์ (เทียนฉือ:天池) ในอ้อมกอดของเทือกเขาเทียนซาน

 

 

 

 

จดหมายจากซินเกียง : คนแปลกหน้า

 

 

 

 

สวัสดีครับแม่ ….

 

 ช่วงเที่ยงๆ ถึงบ่ายของวันนี้ผมไปเดินชมเมืองที่ย่านเอ้อเต้าเฉียว (二道桥) กลางเมืองอุรุมชีมาครับ ผมถ่ายรูปมาฝากแม่ด้วยหลายรูปเลย

 

 

 ย่านเอ้อเต้าเฉียวที่แม่เห็นในภาพนั้นเป็นตลาด เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ของเมืองอุรุมชี โดยสินค้าในย่านนี้นั้นมีทั้งของจากต่างประเทศและในประเทศ ทั้งยังมีสินค้าที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของคนจีนชาวฮั่น และคนจีนเชื้อชาติอื่นๆ อีกละลานตาทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น อาหาร ผลไม้ พรมเปอร์เซีย มีด ขนแกะ หมวก เสื้อผ้า ฯลฯ ที่สำคัญก็คือ เมื่อมายืนอยู่ในย่านนี้แล้วผมรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นทั้งคนแปลกหน้าและคนหน้าแปลก สำหรับคนท้องถิ่นขึ้นมาทันทีเลย

 

 

 จริงๆ ตั้งแต่เมื่อวานที่ลงรถไฟและเท้าสัมผัสพื้นดินของซินเกียงแล้วที่ผมรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า เหมือนตัวเองได้เดินทางมาถึงดินแดนอีกแห่งหนึ่งนอกผืนแผ่นดินจีน เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่อง รูปร่างหน้าตาของผู้คน ภาษาเขียนที่อยู่บนป้ายบอกทาง รวมไปถึงภาษาพูดของพวกเขาทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองถูกแปลกแยกออกจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

 

 

 จะว่าไปการถูกทำให้กลายเป็น ‘คนแปลกหน้า’ ของที่นี่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะ ซินเกียงนั้นเป็นเขตปกครองตัวเองของชนชาติอุยกูร์ (Uygur) หรือในภาษาจีนคือเหวยอู๋เอ่อ (维吾尔) ชนเผ่าที่นับถือศาสนาอิสลาม ภายใต้ขอบเขตขัณฑสีมาของซินเกียง นอกจากชาวฮั่นแล้วในบรรดาชนกลุ่มน้อยทั้งหมดที่มีอยู่ 46 กลุ่มนั้นชาวอุยกูร์นั้นถือว่ามีสัดส่วนมากที่สุด โดยมีประชากรมากกว่า 7 ล้านคน ด้วยเหตุนี้ภาษาบนป้ายร้านค้า ป้ายสินค้า ป้ายบอกทาง รวมถึงสถานที่ราชการต่างๆ นอกจากจะมีภาษาจีนแล้วก็ยังต้องมีภาษาเขียนของชาวอุยกูร์กำกับเอาไว้ด้วย

 

 

 ความหลากหลายทางชนชาติของชาวซินเกียงนั้นมีสาเหตุและที่มาที่ไปอันยาวนาน ประการแรก เมื่อพิจารณาจากลักษณะทางภูมิศาสตร์แล้วก็จะเห็นได้ชัด คือ ซินเกียงนั้นมีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1.66 ล้านตารางกิโลเมตรหรือมากกว่าสามเท่าของประเทศไทย มีพรมแดนที่ติดกับประเทศอื่นๆ อีก 6 ประเทศและทอดยาวกว่า 5,600 กิโลเมตร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่ซินเกียงประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยมากมายถึง 46 กลุ่ม เช่น อุยกูร์ คาซัค หุย มองโกล เคอร์กิซ ทาจิก ตาตาร์ ซีป๋อ (Sibos) นั้นสภาพทางภูมิศาสตร์ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

 

 ประการที่สอง นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์เชื่อกันว่า นับแต่อดีตกาลพื้นที่ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นมณฑลซินเกียงนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าหลากหลายชนเผ่าอยู่แล้ว อย่างเช่น ในสมัยฮั่นก็มี ชนเผ่า Sai (Sak) โย่วจื่อ (Rouzhi) อูซุน (Wusun) เชียง ซงหนู และฮั่น อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้เป็นต้น

 

 

 แม่ครับ ในจำนวนชนเผ่าโบราณเหล่านี้ แม่คงเคยผ่านตาชื่อชนเผ่าบางเผ่ามาบ้างแล้ว อย่างเช่น ซงหนู (匈奴) ชนเผ่าเร่ร่อน ใช้ชีวิตบนหลังม้าที่ถือว่าเป็นคู่ปรับสำคัญของชาวฮั่นตั้งแต่เมื่อหลายพันปีก่อน โย่วจือ (月氏 หรือ เย่ว์จือ) ชนเผ่าที่ จางเชียน (张骞) นักการทูตผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ให้ไปสานสัมพันธ์กับชนเผ่านี้เพื่อสู้รบกับซงหนู หรือ อูซุน (乌孙) ชนเผ่าที่ในการปฏิบัติภารกิจทางการทูตกับดินแดนตะวันตกครั้งที่สอง จางเชียนได้รับมอบหมายให้ไปสานสัมพันธ์เพื่อบุกโจมตีซงหนูอีกครั้ง

 

 

 ในสมัยเว่ย จิ้น ราชวงศ์เหนือ-ใต้ (ราว ค.ศ.220-589) ก็มีชนเผ่าอย่างเช่น Rouran (Jorjan) Tuyunhun Gaoche (Tolos หรือ Teli) Yeda เป็นต้น

 

 

 ต่อมาในสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง (ราว ค.ศ.518-907) ชนเผ่าเติร์ก (Turk) และ Tubo ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในดินแดนนี้ สำหรับชาวเติร์กนี้ในเวลาต่อมาได้มีการสู้รบภายในเพื่อแย่งตำแหน่งข่าน และถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายตะวันออก และฝ่ายตะวันตก (สำหรับชนเผ่านี้ ในนิยายกำลังภายในเรื่องมังกรคู่สู้สิบทิศก็คือ ถูเจี๋ยตะวันออก และถูเจี๋ยตะวันตก) ขณะที่พวก Tubo นั้นก็คือบรรพบุรุษของชาวทิเบตในปัจจุบัน

 

 

 ช่วงปี ค.ศ.840 ในสมัยของราชวงศ์ถัง บรรพบุรุษของชาวอุยกูร์เดินทางเข้ามาในดินแดนแถบซินเกียง ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับราชวงศ์ถังอย่างแนบแน่น ทั้งนี้นับจากราชวงศ์ฮั่นเป็นต้นมา ราชวงศ์ถังถือได้ว่าเป็นยุคที่สองที่ชาวจีนได้กลับเข้ามาแผ่อิทธิพลและมีบทบาทต่อชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในดินแดนแถบนี้อีกครั้ง โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ต้องส่งเครื่องบรรณาการให้กับราชสำนักถังตามกำหนดระยะเวลา

 

 

 ต่อมาเมื่ออิทธิพลของชาวฮั่นก็ถูกขับออกไป ดินแดนในแถบนี้ก็ตกอยู่ในความควบคุมของอาณาจักรอุยกูร์ Qarakhanid และ Karakitay กว่าสี่ศตวรรษ โดยในช่วงเวลาภายใต้การปกครองของอาณาจักร Qarakhanid ศาสนาอิสลามได้ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ยังดินแดนในแถบนี้ที่แต่เดิมมีแต่ ศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋า ลัทธิบูชาไฟ (Zoroastrianism) ระหว่างช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านมีการสู้รบกันระหว่างอาณาจักรของสองศาสนา อย่างเช่น การสู้รบระหว่างอาณาจักร Karahan ที่นับถือศาสนาอิสลาม กับอาณาจักร Yutian ที่นับถือศาสนาพุทธ ในช่วงกลางศตวรรษที่ 10 โดยการสู้รบครั้งนี้ดำเนินไปยาวนานกว่าสี่สิบปีจนอาณาจักร Karahan ได้รับชัยชนะในที่สุด

 

 

 ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 ดินแดนในแถบซินเกียงตกอยู่ในการปกครองของกองทัพมองโกล โดยในเวลาเดียวกันศาสนาอิสลามก็แทรกซึมเข้าไปในชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณนี้ไม่ว่าจะเป็นอุยกูร์ คาซัค เคอร์กิซ หรือทาจิกอย่างแพร่หลาย จนในที่สุดในช่วงต้นของศตวรรษที่ 16 ศาสนาอิสลามก็เข้ามาแทนที่ศาสนาพุทธอย่างเต็มตัว

 

 

 แม่ครับ แม่อาจสงสัยว่า ในดินแดนที่มีชนกลุ่มน้อยหลากหลายเผ่าพันธุ์เช่นนี้ ทั้งยังนับถือศาสนาที่ผิดแผกแตกต่างไปจากชาวจีนในภูมิภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด แล้วดินแดนในแถบนี้ตกเป็นของชาวจีนเมื่อไหร่กัน?

 

 

 ค.ศ.1755 ราชสำนักชิงส่งกองทหารเข้ามายึดและปกครองดินแดนในแถบนี้ โดยครอบคลุมไปถึงเมืองคาชการ์ (Kashgar) หรือ คาสือ (喀什) ในภาษาจีนกลาง เมืองการค้าใหญ่ทางตะวันตกสุดของซินเกียงที่นับแต่อดีตกาล เป็นจุดพักและแหล่งการค้าสำคัญของเส้นทางสายไหม

 

 

 การครอบครองดินแดนในแถบซินเกียงโดยชาวจีนภาคกลางนั้นดำเนินมาเรื่อยจวบจนสิ้นราชวงศ์ชิง และประเทศจีนก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความวุ่นวาย โดยในช่วงต้นศตวรษที่ยี่สิบหลังราชวงศ์ชิงล่มสลายลงดินแดนในแถบนี้ถูกปกครองโดยเหล่าขุนศึก จนกระทั่งในทศวรรษที่ 40 ได้มีความพยายามตั้งรัฐอิสระขึ้นมา โดยการนำของชาวคาซัคนามว่า Osman

 

 

 Osman พร้อมทั้งพรรคพวกชาวคาซัค อุยกูร์ และมองโกลได้ก่อการจลาจลขึ้น และสามารถยึดดินแดนในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของซินเกียงได้สำเร็จ โดยในเดือนมกราคม ค.ศ.1945 (พ.ศ.2488) ได้มีการตั้ง สาธารณรัฐเตอร์กีสถานตะวันออก (Eastern Turkestan Republic) ขึ้น หลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐอิสระขึ้นฝั่งรัฐบาลจีนก๊กมินตั๋งได้พยายามหว่านล้อมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ให้กลับมารวมอยู่กับจีนอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากขณะนั้นพรรคก๊กมินตั๋งกำลังทำสงครามติดพันอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

 

 หลังพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีชัยเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง ในปี ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ผนวกดินแดนแห่งนี้กลับเข้ามาเป็นของจีนดังเดิม โดยในช่วงต้นปี ค.ศ.1951 (พ.ศ.2494) ทางการจีนได้จับตัวนาย Osman ผู้นำของกลุ่มที่ทำการเคลื่อนไหวเพื่อแยกดินแดนและประหารชีวิตเสีย

 

 

 อย่างไรก็ตาม การเด็ดหัว นาย Osman ผู้นำของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อแยกตัวเป็นอิสระกลับไม่ได้ทำให้ความเคลื่อนไหวในการแบ่งแยกดินแดนนั้นสิ้นสุดลง และแม้ในปี ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) รัฐบาลจีนจะจัดตั้งให้ซินเกียงกลายเป็น เขตปกครองตนเองชนชาติอุยกูร์ ซินเกียง (新疆维吾尔治自区) ซึ่งเป็นการให้อำนาจแก่ชาวอุยกูร์ในการดูแลจัดการตนเอง ทั้งยังทุ่มงบประมาณมหาศาล สร้างทางรถไฟจากเมืองหลานโจว (เมืองเอกของมณฑลกานซู่) มายังเมืองอุรุมชี เพื่ออพยพชาวฮั่นให้เข้าไปอยู่ในมณฑลซินเกียงเพิ่มขึ้น แต่การเคลื่อนไหวและการใช้ความรุนแรงเพื่อต่อต้านอิทธิพลของรัฐบาลจีนก็ยังดำรงอยู่

 

 

 เขาว่ากันว่า ปัจจุบัน ลึกลงไปในจิตใจแล้วชาวอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยบางส่วนก็ยังคงมีความรู้สึกรังเกียจชาวฮั่นอยู่ โดยชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มองว่าชาวฮั่นเข้ามากอบโกยเอาประโยชน์จากดินแดนของพวกเขา และแย่งงานคนท้องถิ่นทำ …….

 

 

 ได้ยินอย่างนี้แล้วผมก็อดนึกถึงความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของบ้านเราไม่ได้

 

 

 เล่าถึงตรงนี้แล้ว ต้องขอโทษด้วยนะครับที่อาจทำให้แม่ต้องเป็นห่วง แต่แม่ก็ไม่ต้องกังวลไปนะครับเพราะเขาว่า ปัจจุบันการเคลื่อนไหวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนนั้นกระจุกอยู่ในเพียงบางเมือง และทางตอนใต้ของมณฑลซินเกียงเท่านั้น ส่วนตัวผมเองก็สัญญาว่าจะท่องเที่ยวอย่างระมัดระวัง และก็ดูแลตัวเองอย่างดี

 

 

 ฝากสวัสดีพ่อ กับพี่ๆ แล้วก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับ

 

 

รัก

ลูกชายตัวดี

ป้ายธนาคาร Bank of China แบบ 3 ภาษา จีน อังกฤษ และภาษาถิ่น

การทำละหมาดในช่วงบ่ายวันศุกร์

Tags: ······

No Comments so far ↓

  • ยูซูฟ

    กลางปี 2010 ผมไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ กาซการฺ (喀什)ทูรุฟาน (吐露盘)อูรูมมูฉี (乌鲁木齐)ประทับใจมากๆ ผู้คนที่นั่นนิสัยดีมาก มีอยู่ 2 ครั้งด้วยกันไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ข้างเคียง ผมลืมของสำคัญไว้ สุดท้าย 1 สัปดาห์ให้หลังมีคนเก็บมาคืนให้ถึงที่บ้านเพื่อน ส่วนอีกครั้ง ผมกลับมาปักกิ่งแล้ว เพื่อนที่นั่นก็บอกว่ามีคนเอาของที่ลืมมาคืนให้ แล้วก็จัดส่งให้เสร็จสับเลยละ ผู้คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์อย่างคนที่นั่น อยากให้มีมากๆ ในไทยด้วยครับ

  • ยูซูฟ

    กลางปี 2010 ผมไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่ กาซการฺ (喀什)ทูรุฟาน (吐露盘)อูรูมมูฉี (乌鲁木齐)ประทับใจมากๆ ผู้คนที่นั่นนิสัยดีมาก มีอยู่ 2 ครั้งด้วยกันไปเที่ยวเมืองเล็กๆ ข้างเคียง ผมลืมของสำคัญไว้ สุดท้าย 1 สัปดาห์ให้หลังมีคนเก็บมาคืนให้ถึงที่บ้านเพื่อน ส่วนอีกครั้ง ผมกลับมาปักกิ่งแล้ว เพื่อนที่นั่นก็บอกว่ามีคนเอาของที่ลืมมาคืนให้ แล้วก็จัดส่งให้เสร็จสับเลยละ ผู้คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์อย่างคนที่นั่น อยากให้มีมากๆ ในไทยด้วยครับ

  • chaba2550

    ทิวทัศน์งดงามมากเลยนะคะ..

    ขอให้สงบสันติกันโดยไว

  • chaba2550

    ทิวทัศน์งดงามมากเลยนะคะ..

    ขอให้สงบสันติกันโดยไว

  • chairojt

    คราวหน้าวิเคราะห์เรื่องการจราจลที่เกิดให้อ่านกันหน่อนดิครับ

    ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย…ขอบคุณล่สงหน้าครับ

    ปล.ขอบคุณแล้ส ต้องเขียนให้อ่านนะครับ…5555

  • chairojt

    คราวหน้าวิเคราะห์เรื่องการจราจลที่เกิดให้อ่านกันหน่อนดิครับ

    ผมไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนเลย…ขอบคุณล่สงหน้าครับ

    ปล.ขอบคุณแล้ส ต้องเขียนให้อ่านนะครับ…5555

  • jingit

    ภาพซินเจียงสวยมากครับ ผมสงสัยที่ๆมีอิสสะลาม ที่ที่นั้นมักจะมีความรุนแรง สงสารจังกับคนที่งมงายกับความรุนแรง ทำไมไม่ฉุกคิดให้ใช้ความรัก ความเมตตา ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อความสุข ความเจริญของทุกฝ่ายร่วมกัน

  • jingit

    ภาพซินเจียงสวยมากครับ ผมสงสัยที่ๆมีอิสสะลาม ที่ที่นั้นมักจะมีความรุนแรง สงสารจังกับคนที่งมงายกับความรุนแรง ทำไมไม่ฉุกคิดให้ใช้ความรัก ความเมตตา ความกรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อความสุข ความเจริญของทุกฝ่ายร่วมกัน

  • ช่อฟ้า

    ชอบอ่านเรื่องและดูภาพของคุณมาก
    มีเรื่องดีๆ เขียนให้อ่านอีกนะ จะคอยอ่าน

  • ช่อฟ้า

    ชอบอ่านเรื่องและดูภาพของคุณมาก
    มีเรื่องดีๆ เขียนให้อ่านอีกนะ จะคอยอ่าน

  • sazzie

    เมื่อเช้าดูข่าวที่เด็กผู้ชายถูกล้อมกรอบแล้วหดหู่ค่ะ
    จะอะไรยังไง ก็ไม่อยากให้เด็กต้องร่วมตกเป็นเหยื่อด้วยเลย
    โชคดีที่หนูน้อยนั่นปลอดภัยค่ะ ..

  • sazzie

    เมื่อเช้าดูข่าวที่เด็กผู้ชายถูกล้อมกรอบแล้วหดหู่ค่ะ
    จะอะไรยังไง ก็ไม่อยากให้เด็กต้องร่วมตกเป็นเหยื่อด้วยเลย
    โชคดีที่หนูน้อยนั่นปลอดภัยค่ะ ..