ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

เมื่อความจริงปรากฎว่า “ชายไทยกลัวเมีย” มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

September 15th, 2017 · No Comments · ประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จีน, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม, หนังสือ

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)

(ซ้าย) ภาพจิตรกรรมบนฝาประจันไม้กั้นห้องกุฏิสงฆ์เจ้าอาวาส จากวัดบางแคใหญ่ ตำบลแควน้อย อำเภออัมพวา สมุทรสงคราม ซึ่งเขียนถึงชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของชาวไทยในยุคต้นรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก http://www.era.su.ac.th/Mural/samuthsongkram/bangkae.html)


“ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษุที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย … การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง”
– – – ประเทศไทยในตำนานจีน (หน้าที่ 6-7)

หลายวันก่อน เฟซบุ๊กเพจ Chuan An Books ของสำนักพิมพ์ชวนอ่าน นำลิงก์เอกสารเก่าแก่เรื่อง “ประเทศไทยในตำนานจีน” เป็นฉบับ PDF ความยาวทั้งสิ้น 62 หน้า มาเผยแพร่ … ผมได้อ่านดูแล้วเห็นว่าน่าสนใจดีจึงอยากนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟัง

“ประเทศไทยในตำนานจีน” ฉบับนี้ตีบาร์โคดว่าเป็นของห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TULIB) จัดพิมพ์ขึ้นโดยกรมศิลปากรจากดำริของ นายพันเอก หลวงพรหมโยธี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อแจกจ่ายในงานฌาปนกิจศพของนายอึ้งยุกหลง ล่ำซำ ณ วัดทองธรรมชาติ เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2482

“หนังสือเรื่องนี้ต้นฉะบับเป็นภาษาจีน ปรากฎว่าได้เรียบเรียงขึ้นในสมัยราชวงศ์ไต้เชง แผ่นดินเขียนหลง โดยที่พระมหากษัตริย์พระองค์นั้นได้ทรงตั้งกรรมการประกอบด้วยปราชญ์ทางประวัติศาสตร์หลายคนเรียบเรียงขึ้น พระเจนจีนอักษรได้แปลถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพิมพ์ครั้งใหม่นี้ได้พิมพ์ตามฉะบับเดิม มิได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงประการใด คำว่า “สยาม” ก็คงปล่อยไว้ เพราะไม่ต้องการแก้ต้นฉะบับ คำอธิบายต่างๆ ซึ่งพิมพ์ด้วยอักษรตัวเล็กไว้ข้างล่างนั้น เป็นของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้พิมพ์ไว้ตามฉะบับเดิมด้วย” คำนำของหนังสือระบุ

ต้นฉบับภาษาจีนของ “ประเทศไทยในตำนานจีน” เขียนขึ้นในสมัยไต้เชง หรือ ต้าชิง (大清) ซึ่งก็คือราชวงศ์ชิง ในรัชสมัยของฮ่องเต้เฉียนหลง (乾隆) ซึ่งครองแผ่นดินจีนอยู่ในช่วงปี พ.ศ.2278-2339 (ค.ศ.1735-1796) โดยหากหักลบกันแล้ว ก็คือเขียนขึ้นประมาณ 150 ปี ก่อนหนังสือ “ประเทศไทยในตำนานจีน” จะตีพิมพ์เป็นภาษาไทยอีกครั้งในปี 2482

ย้อนไปในอดีต หากค้นจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ เป็นที่รู้จักของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยฮั่นตะวันตก (202 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.25) หรือเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว หนังสือฮั่นซู บทตี้หลี่จื้อ ระบุว่าในสมัยฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ (汉武帝; 157 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 87 ปีก่อนคริสต์ศักราช) เรือที่บรรทุกผ้าไหมอยู่เต็มลำที่ถูกส่งไปยังทำการทูตกับประเทศอินเดียได้ผ่านบริเวณซึ่งเป็นอ่าวไทยและผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

แผนที่หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ในยุคราชวงศ์หมิง (ภาพจาก https://kknews.cc/zh-cn/history/9yloyl.html)

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรที่พัฒนากลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันกับอาณาจักรจีนนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยกล่าวอย่างคร่าวๆ ได้ดังนี้คือ อาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อกับราชวงศ์ถัง (ค.ศ.618-907) อาณาจักรละโว้มีการติดต่อกับราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ.960-1127) อาณาจักรสุโขทัยมีการติดต่อกับราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) อาณาจักรอยุธยามีการติดต่อกับราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) และราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1912) ส่วนอาณาจักรธนบุรีและรัตนโกสินทร์นั้นมีการติดต่อกับราชวงศ์ชิงและรัฐบาลจีนหลังการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์เมื่อปี พ.ศ.2454 (ค.ศ.1911)

ชัดเจนว่าตำราต้นฉบับนี้ภาษาจีนเรียบเรียงขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี จึงต้องย้ำเตือนกับผู้อ่านไว้ก่อนว่า ทั้งหมดเป็นข้อมูลทางการของกรุงศรีอยุธยา หรือ สยาม (เสี้ยมหลอก๊ก) ที่รับทราบอย่างเป็นทางการในราชสำนักของจีนยุคราชวงศ์ชิง โดยตอนที่ 1 ว่าด้วยภูมิประเทศและขนบธรรมเนียม ที่ผมยกมานี้ขุนเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) แปลออกจากหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้า เล่ม 34 หน้า 40 และ 41 โดยหนังสือหวงเฉียวบุ๋นเหี่ยนทงเค้านี้เป็นหนังสือหลวง ขุนนาง 66 นายเป็นเจ้าพนักงาน เรียบเรียงในสมัยราชวงศ์ชิง ในแผ่นดินเฉียนหลงปี 42 (ตรงปีระกา พ.ศ.2320 ในครั้งกรุงธนบุรี) มีเรื่องราวและรายละเอียดดังนี้

########################

เสี้ยมหลอก๊ก

เสี้ยมหลอก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเมืองก้วงหลำ (เมืองกวางตังเดี๋ยวนี้) เฉียงหัวนอน (เฉียงใต้) เมืองกั้งพู้จ้าย (กำพูชา) ครั้งโบราณมีสองก๊ก (๑) (สยาม คือ สุโขทัย) ก๊ก ๑ หลอฮก (ละโว้) ก๊ก ๑ อาณาเขตต์ ๑,๐๐๐ ลี้เศษ (นับก้าวเท้าแต่ ๑ ถึง ๓๖๐ ก้าวเท้า จึงเรียกว่าลี้) ปลายแดนมีภูเขาล้อมตลอด

ในอาณาเขตต์แบ่งเป็นกุ๋น (เมืองประเทศราช) กุ้ย (อำเภอ) กุ้ยขึ้นฮู้ (เมือง) ฮู้ขึ้นต๋าคูสือ (เมืองพระยามหานคร คือ เมืองเอกเมืองโท)

ต๋าคูสือมี ๙ (แต่งตำรานี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา) คือ
(๑) เสี้ยมหลอ (กรุงศรีอยุธยา)
(๒) ค้อเล้าสี้ม้า (เมืองนครราชสีมา)
(๓) จกเช่าปั๊น (เมืองสัชชนาลัย)
(๔) พี่สี่ลก (เมืองพิษณุโลก)
(๕) สกก๊อตท้าย (เมืองสุโขทัย)
(๖) โกวผิวพี้ (เมืองกำแพงเพ็ชร)
(๗) ต๋าวน้าวสี้ (เมืองตะนาวศรี)
(๘) ท้าวพี้ (เมืองทะวาย)
(๙) ลกบี๊ (เมืองนครศรีธรรมราช)

ฮู้มี ๑๔
(๑) ไช้ณะ (เมืองไชยนาท)
(๒) บู้เล้า
(๓) บี๊ไช้ (เมืองพิชัย)
(๔) ตงปั๊น
(๕) ลูโซ่ง
(๖) พีพี่ (พริบพรี คือ เมืองเพ็ชรบุรี)
(๗) พีลี้
(๘) ไช้เอี้ย (เมืองไชยา)
(๙) ตอเท้า
(๑๐) กันบู้ลี้ (เมืองกาญจนบุรี)
(๑๑) สี้หลวง (เมืองสระหลวง คือ พิจิตร)
(๑๒) อ๊วดไช้ย็อก (เมืองไทรโยค)
(๑๓) ฟั้นสีวัน (เมืองนครสวรรค์)
(๑๔) เจี่ยมปันคอซัง (ชุมพร กุย ปราณ)

กุ้ยมี ๗๒ พื้นแผ่นดินข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงปลายตีน (ทิศเหนือ) หรือเฉียงเหนือมีหินกรวด ด้วยเป็นอาณาเขตต์เสี้ยมก๊ก อาณาเขตต์หลอฮกก๊กอยู่ฝ่ายทิศตะวันออกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ พื้นแผ่นดินราบและชุ่มชื่น เมืองหลวนมีแปดประตู กำแพงเมืองก่อด้วยอิฐ เลียบรอบกำแพงเมืองประมาณ ๑๐ ลี้เศษในเมืองมีคลองน้ำเล็กเรือไปมาได้ นอกเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตกเฉียงหัวนอนหรือเฉียงใต้ ราษฎรอยู่หนาแน่น ก๊กอ๋อง (พระเจ้าแผ่นดิน) อยู่ในเมืองข้างฝ่ายทิศตะวันตก ที่อยู่สร้างเป็นเมืองเลียบรอบกำแพงประมาณสามลี้เศษ เต้ย (พระที่นั่ง) เขียนภาพลายทอง หลังคาเต้ยมุงกระเบื้องทองเหลือง ซิด (ตำหนักและเรือน) มุงกระเบื้องตะกั่ว เกย เอาตะกั๋วหุ้มอิฐ ลูกกรงเอาทองเหลืองหุ้มไม้ ก๊กอ๋องชุดเสงกิมจึงไช้เกีย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จตำบลใด ก็ทรงราชยาน) บางครั้งก็ทรงช้างที่มีกูบสั่ว (พระกลดและร่ม) ที่กั้นทำด้วยผ้าแดง ก๊องอ๋องหมวยต่างเคงเต้ย (พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกนอกท้องพระโรงทุกเวลาเช้า) พวกขุนนางอยู่ที่พื้นปูพรม นั่งพับเข่าตามลำดับ แล้วยกมือขึ้นประณมถึงศีรษะ ถวายดอกไม้สดคนละหลายช่อ มีกิจก็เอาบุ๋นจือ (หนังสือ) อ่านขึ้นถวายด้วยเสียงอันดัง คอยก๊กอ๋องวินิจฉัยแล้วจึงกลับ

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาในยุคโบราณจากฝีมือชาวตะวันตก

เสี้ยมหลอก๊กมีขุนนาง ๙ ตำแหน่ง
(๑) อกอาว์ว๊าง (ออกญา)
(๒) อกบู้ล้า (ออกพระ)
(๓) อกหมัง (ออกเมือง)
(๔) อกควน (ออกขุน)
(๕) อกมุ้น (ออกหมื่น)
(๖) อนบุ่น
(๗) อกปั๋ง (ออกพัน)
(๘) อกล้ง (ออกหลวง)
(๙) อกคิว

การตั้งแต่งขุนนางให้เจ้าพนักงานไปเลือกเอาราษฎรในหมู่บ้าน มอบให้ต๋าคูสือๆ จึงให้ผู้ที่จะเป็นขุนนางนำหนังสือมาถวายอ๋องๆ ก็สอบไล่ตามวิธีที่เคย และสอบไล่ข้อปกครองราษฎรด้วย แม้ผู้ที่มาสอบไล่ตอบถูกต้อง อ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางเข้ารับราชการตามตำแหน่ง ที่ตอบไม่ถูกต้องก็ไม่ได้เป็นขุนนาง วิธีสอบไล่นั้นสามปีครั้งหนึ่ง แต่หนังสือชาวเสี้ยมหลอก๊กเขียนไปทางข้าง ด้วยไม่ได้เล่าเรียนห่างยี่ (หนังสือจีน)

แต่ก๊กอ๋องนั้นหลีวฮวด (ไว้พระเกษายาว) ฮกเซก (เครื่องแต่งพระองค์) มงกุฎทำด้วยทองคำประดับป้อเจียะ (เพ็ชรนิลจินดาที่เกิดจากหิน) รูปคล้ายต๋าวหมง (หมวกยอดแหลมสำหรับนายทหารใส่เมื่อเวลาออกรบศึก) เสี่ยงอี (ภูษาเฉียง) ยาวสามเชียะ (นับนิ้ว ๑ ถึง ๑๐ เรียกว่าเชียะ) ใช้แพรตึ้งห้าสี เหียอี (ภูษาทรง) ทำด้วยด้ายห้าสี เอ๋ย. บ๋วย (ฉลองพระบาท ถุงพระบาท) ทำด้วยแพรดึ้งสีแดง

ขุนนางและราษฎรไว้ผมยาวเกล้ามวยใช้ปิ่นปักและใช้ผ้าขวาพันศีรษะ ขุนนางตำแหน่งที่ ๑ ถึงที่ ๔ ใช้หมวกทองคำประดับปอเจี๊ยะ (เพลอย) ตำแหน่งที่ ๕ ถึงที่ ๙ ใช้หมวกทำด้วยแพร่ตึ้งและทำด้วยกำมะหยี่ นุ่งห่มใช้ผ้าสองผืน รองเท้าทำด้วยหนังโค ผู้หญิงใส่ก่วย (รัดเกล้า) ค่อนไปข้างหลัง เครื่องปักผมใช้เข็มเงินเข็มทอง หน้าผัดแป้ง นิ้วมือนั้นใส่แหวน รัดเกล้าและแหวนของคนจนทำด้วยทองเหลือง ผ้าห่มทำด้วยด้ายห้าสียกดอก ผ้านุ่งก็ทำด้วยด้ายห้าสีแต่เอาไหมทองยกดอก นุ่งผ้าสูงพ้นดิน ๒-๓ นิ้ว ใส่รองเท้าคีบทำด้วยหนังสีดำสีแดง

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ตอนพระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัทวะของนายจุนทะ ภาพช้างอัญเชิญโกศไปสู่สวรรค์แวดล้อมด้วยเหล่าเทวดา ในการเสด็จดับขันธปรินิพพาน (จากหนังสือจิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ หน้าที่ 179) โดยภาพจิตรกรรมฝาผนังชุดนี้เขียนขึ้นราวปี พ.ศ.2338 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการสร้างบ้านสร้างเมืองในยุครัตนโกสินทร์ ผู้คนล้วนอพยพมาจากฝั่งธนบุรี ซึ่งเดิมก็เป็นชาวอยุธยา แม้แต่ช่างเขียนภาพก็เช่นเดียวกันคือเป็นช่างที่มาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา

ฤดูปีเดือนในเสี้ยมหลอก๊กไม่เที่ยง พื้นแผ่นดินก็เปียกแฉะ ชาวชนต้องอยู่เรือนเป็นหอสูง (เรือนโบราณที่มีชั้นบนชั้นล่าง ชั้นบนจีนเรียกว่าหอ) หลังคามุงด้วยไม้หมากเอาหวายผูก ที่มุงด้วยกระเบื้องก็มี เครื่องใช้ไม่มีโต๊ะ เก้าอี้และม้านั่ง ใช้แต่พรมกับเสื่อหวายปูพื้น ประชาชนนับถือเซกก่า (พุทธศาสนา) ผู้ชายบวชเป็นเจง (พระภิกษุ) ผู้หญิงบวชเป็นหนี (นางชี) ไปอยู่ตามวัด ผู้ที่มียศศักดิ์และมั่งมีนั้น เคารพหุด (นับถือพระภิกษะที่สำเร็จ) มีเงินทองถึงร้อยก็ทำทานกึ่งหนึ่งด้วยไม่มีความเสียดาย

แม้ชาวชนถึงแก่ความตาย ก็เอาน้ำปรอทกรอกปากแล้วจึงเอาไปฝัง ศพคนจนเอาไปทิ้งไว้ที่ฝั่งทะเล ในทันใดก็มีกาหมู่หนึ่งมาจิกกิน บัดเดี๋ยวหนึ่งก็ศูนย์สิ้น ญาติพี่น้องของผู้ตายร้อยไห้เอากระดูกทิ้งลงในทะเล เรียกว่าเนี้ยวจึ่ง (ฝังศพกับนก) การซื้อขายใช้เบี้ยแทนตั้งจี๋ (กะแปะทองเหลือง) ปีใดไม่ใช้เบี้ยแล้วความไข้ก็เกิดชุกชุม

ขุนนางและราษฎรที่มีเงิน จะใช้จ่ายแต่ลำพังนั้นไม่ได้ต้องเอาเงินส่งไปเมืองหลวงให้เจ้าพนักงาน หลอมหล่อเป็นเมล็ด (คือเงินผดด้วง) เอาตราเหล็กตีมีอักษรอยู่ข้างบนแล้วจึงใช้จ่ายได้ เงิน ๑๐๐ ตำลึงต้องเสียค่าภาษีให้หลวง ๖ สลึง ถ้าเงินที่ใช้จ่ายไม่มีอักษรตราก็จับผู้เจ้าของเงินลงโทษว่าทำเงินปลอม จับได้ครั้งแรกตัดนิ้วมือขวา ครั้ง ๒ ตัดนิ้วมือซ้าย ครั้ง ๓ โทษถึงตาย การใช้จ่ายเงินทองสุดแล้วแต่ผู้หญิง ด้วยผู้หญิงมีสติปัญญา ผู้ชายที่เป็นสามีก็ต้องเชื่อฟัง

ชาวชนเสี้ยมหลอก๊กมีชื่อไม่มีแซ่ ถ้าเป็นขุนนางเรียกว่าอกม้ง (ออกนั้นๆ) ผู้ที่มั่งมีเรียกว่านายม้ง ยากจนเรียกว่าอ้างม้ง ขนบธรรมเนียมของชาวชนนั้นแข็งกระด้าง การรบศึกสงครามชำนาญทางเรือ ไต้เจี่ยง (นายทหารใหญ่) ดาบและจี่เอาเซ่งทิ (เครื่องราง) พันกายสำหรับป้องกันหอก ดาบ และจี่ (ลูกธนู) เซ่งทินั้นกระดูกศีรษะผี ว่ายิงฟันแทงไม่เป็นอันตราย

สิ่งของที่มีในประเทศ อำพันทองที่หอม ไม้หอมสีทอง ไม้หอมสีเงิน เนื้อไม้ ไม้ฝาง ไม้แก่นดำ งาช้าง หอระดาน กระวาน พริกไทย ไต๊ปึงจื่อ (ผลไม้) เฉียงหมุยโล่ว (น้ำลูกไม้กลั่น) ไซรเอี๋ยเซียม (แพรมาจากเมืองพุทเกด) แพรลายทอง สิ่งของที่กล่าวนี้เคยเอามาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ

ทองคำและหินสีต่างๆ ที่มีในประเทศ ทองคำก้อน ทองคำทราย ป๊อเจียะ (พลอยหินต่างๆ) ตะกั่วแข็ง
สัตว์สี่เท้า สัตว์สองเท้า สัตว์มีเกล็ด ที่มีในประเทศ แรด ช้าง นกยูง นกแก้วห้าสี ลกจูกกู (เต่าหกเท้า)
ผลไม้และต้นไม้ที่มีในประเทศ ไม้ไผ่ใหญ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่เลี้ยง ผลทับทิม แตง ฟัก

สิ่งของมีกลิ่นหอม กฤษณา ไม้หอม กานพลู หลอฮก (ละโว้เครื่องยา) แต่หลอฮกนั้นกลิ่นหอมคล้ายกฤษฎา นามประเทศคงจะตั้งตามชื่อของสิ่งนี้

Tags: ·······

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.