ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

แด่ … มนุษย์ต่างดาวที่ชื่อ ถวัลย์ ดัชนี

September 20th, 2014 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ชีวิต-สังคม, ท่องเที่ยว, วัฒนธรรม, ศิลปะ-วรรณกรรม, หนังสือ

IMG_0761-web

“ผมเตรียมตัวตายไว้ตั้งแต่อายุ 35 แล้ว เพราะเมื่อ 35 ผมหมดภาระจากเรื่องที่มนุษย์เขาทำกัน เช่น ส่วนใหญ่จะหาบ้าน ที่อยู่อาศัย หาเครื่องนุ่มห่ม หายารักษาโรค หรือหาอาหารการกิน ทีนี้พอผมอายุ 35 ผมพ้นภาระเรื่องเหล่านี้แล้ว บ้านเป็นสิบๆ หลัง ไม่ใช่หลังเดียว”ถวัลย์ ดัชนี

………………………

ธันวาคม 2553 ผมและภรรยา เดินทางขึ้นไปทำบุญที่จังหวัดเชียงราย พร้อมกับครอบครัวของคุณสุรวิชช์ วีรวรรณ โดยเราพักกันอยู่ที่บ้านไร่ในตำบลนางแล อำเภอเมือง

บ่ายแก่ๆ ของวันที่เราไปถึง คุณสุรวิชช์ก็เอ่ยชวนผมกับภรรยาขึ้นว่า จะไปชม “บ้านดำ” ของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ที่อยู่ซอยข้างๆ กันไหม ขับรถไปไม่น่าจะเกิน 5-10 นาที ซึ่งพวกเราก็ตกลง โดยขับรถออกไปกันทั้งหมด 4 คน

เราไปถึงบ้านดำกันตอนจะหมดเวลาเข้าชมพอดีจึงไม่ได้มีโอกาสเข้าไปด้านใน ทว่า เราโชคดีกว่าเพราะได้เจอเจ้าของบ้านที่กำลังให้สัมภาษณ์นักข่าวจากกรุงเทพฯ กลุ่มเล็กๆ โดยเมื่อเข้าไปใกล้ผมก็พบว่า หนึ่งในนักข่าวที่กำลังรุมล้อม อ.ถวัลย์อยู่นั้น คือ “พี่ต๋า” อดีตช่างภาพมือฉกาจของนิตยสารผู้จัดการรายเดือน ที่หลายปีก่อนผันชีวิตจากงานข่าวไปประกอบธุรกิจส่วนตัวและรับจ็อบถ่ายภาพบ้าง ผมจึงเดินเข้าไปทักทายพี่ต๋า พร้อมกับถือโอกาสเนียนตามคณะ อ.ถวัลย์ และนักข่าวไปเยี่ยมชมพื้นที่บางส่วนที่อยู่ใกล้ๆ บ้านดำด้วย

สถาปัตยกรรมใหม่ที่ อ.ถวัลย์ ในเวลานั้นต้องการสร้างขึ้นมารอบๆ พื้นที่บ้านดำที่แกบอกกับนักข่าวว่าเป็น “ไม้สัก” ต้นมหึมาหลายต้น หาที่ไหนไม่ได้ แต่แกประมูลมาจากไม้เถื่อนที่ถูกยึด โดยแกบอกว่าจะสร้างเป็นอนุสรณ์ให้กับประเทศ เป็นพิพิธภัณฑ์งานศิลปะสำคัญของชาติไทยและจังหวัดเชียงราย

“พอสร้างเสร็จ มีพิธีเปิดผมจะก่อกองไฟ จัดให้มีการรำฟ้อนบูชาผีฟ้าไปรอบๆ กองไฟ ตามประเพณีของบ้านเรา ให้พวกฝรั่งมันตะลึง” ศิลปินใหญ่ในชุดเสื้อม่อฮ่อม รองเท้าแตะ พร้อมกับเคราขาวยาวจรดหน้าอกกล่าวกึ่งจริงจัง กึ่งติดตลก เคล้ากับเสียงหัวเราะร่วนของบรรดานักข่าว

003-thawan-mblog

ส่วนตัวผมเองไม่ได้เป็น คนในแวดวงศิลปะ ยิ่งไม่มีสามารถทางการวาดเขียน- วาดรูป ไม่มีความรู้ลึกซึ้งด้านศิลปะ ไม่ใช่นักธุรกิจใหญ่มีปัญญาซื้อผลงานของศิลปินคนใด เหลือเพียงกล่าวได้แค่เพียงว่าเป็นผู้เสพงานศิลป์ระดับมือสมัครเล่นเท่านั้น

วันนั้น ซึ่งเป็นครั้งเดียวที่ผมมีโอกาสได้พบเจอ อ.ถวัลย์ตัวเป็นๆ ได้ฟังเสียง ได้สัมผัสตัวตนของศิลปินระดับโลก ที่เป็นคนไทย เกิดเมืองไทย และตายในเมืองไทย

“ผมเป็นคนที่เคารพในบทบาทและอาชีพของผู้คน ถ้าผมบอกว่าเป็นศิลปิน มันเหมือนยกย่องฐานะของตนเองให้โอ่อ่าวิลิศมาหราเตชะหรูวิจิตราเกินไป อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยออกเทป ไม่มีสักชุดเลย ผมเป็นช่างวาดรูป ผมอยากอ่อนน้อมถ่อมตนว่าผมเป็นช่างวาดรูปเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ศิลปิน

“แล้วคำว่าศิลปินมันดูสับสน นักแสดงก็เรียกศิลปิน นักร้องก็เรียกศิลปิน สำหรับเมืองนอก คำว่าอาร์ติสต์ เขาไม่ได้เรียกตัวเองแต่คนอื่นยกย่อง เพราะเขายิ่งใหญ่พอที่จะเป็นแบบนั้น … ต่างจากบ้านเรา ออกเทปก็เรียกศิลปิน แสดงหนังแสดงละครก็เป็นศิลปิน ผมกลัว ผมไม่ชอบเป็นศิลปิน ผมเป็นแค่นักวาดรูป นี่คืออาชีพของผมจริงๆ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแค่สิ่งสมมุติ แท้จริงแล้ว ไม่มีคุณ ไม่มีผม ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าหากยึดตามหลักพระพุทธศาสนา ทุกอย่างเกิดมาตั้งอยู่ ดับไป ไอ้พวกนักอะไรต่างๆ ที่เราเรียกกัน ก็คือสิ่งสมมุติ มันคือสมมุติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ” อ.ถวัลย์ กล่าวปฏิเสธการเป็นศิลปินของตัวเอง ตามที่ระบุในหนังสือ “มนุษย์ต่างดาว ถวัลย์ ดัชนี” เรียบเรียงโดยไมตรี ลิมปิชาติ

Thawan-Alien-web

เมื่อได้พลิกอ่านหนังสือ “มนุษย์ต่างดาว ถวัลย์ ดัชนี” ผมยิ่งเห็นด้วยกับ อ.ถวัลย์ ว่าแกไม่ใช่ศิลปิน แต่เป็นปราชญ์ เป็นนักปรัชญาที่ถ่ายทอดตัวตน เผยแพร่ความรู้-ความคิด-วัฒนธรรมที่แกเชื่อไปสู่ผู้คน สร้างสรรค์ผลงานผ่านรูปเขียนที่สะท้อนจิตวิญญาณ วิถีตะวันออก วัฒนธรรมของแดนดิน และหลักธรรมแห่งพุทธะไปสู่สาธารณชน และคนทั่วโลก

“ผมจะเสาะแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อเอามาทำของที่ไม่มีประโยชน์ นั่นคือ การวาดรูป เพราะผมไม่ใช่สถาปนิก ไม่ใช่มัณฑนากร รูปเขียนไม่ใช่มีเพื่อประโยชน์ใช้สอย แขวนไว้ดูเท่านั้นเอง … คนทั้งโลกอาจจะปลูกข้าว ปลูกมันฝรั่ง แต่ผมเองขอที่สักไร่เดียวสำหรับปลูกดอกไม้ เพราะดอกไม้มันจำเป็นต่อจิตวิญญาณ ดอกไม้จำเป็นต่อลมหายใจของมนุษยชาติ บางทีดอกไม้สำคัญกว่าข้าวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเป็นผู้ปลูกดอกไม้เพื่อมวลมนุษยชาติ เพื่อให้มันบานส่งกลิ่นหอมอยู่ในใจของผู้คน”

เมื่อมีผู้ถาม อ.ถวัลย์ ว่า การเป็นช่างวาดรูปหรือการทำงานศิลปะจะนำไปสู่การหลุดพ้นได้หรือไม่นั้น แกตอบไว้ว่า “อยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคน อยู่ที่มนสิการหรือความตั้งใจของผู้คน นักมวยก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ โสเภณีก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ หัวหน้าโจรอย่างองคุลีมาลยังไปสู่ความหลุดพ้น มันขึ้นอยู่กับบุรพกรรม สติปัญญาและภูมิธรรมของแต่ละคน บางคนเขาหลุดพ้นขณะมีชีวิตอยู่ก็มี แต่เขาไม่ได้มาอวดอุตริมนุสธรรมเท่านั้นเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธคือความหลุดพ้น ไม่ใช่การต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

“สำหรับผม ขอแค่ได้วาดรูปอย่างที่ผมอยากวาด ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังของผมเงียบๆ ผมอายุมากแล้ว ผมต้องอยู่คนเดียวแล้ว อายุขนาดผม เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก เพื่อนผมอายุ 65 ยังไม่กล้าซื้อกล้วยทั้งหวีเลย เพราะกลัวว่าจะอยู่ไม่ทันกินกล้วยหมดทั้งหวี อย่างผมเอง พอเข้าร้านอาหารก็สั่งของหวานมากินก่อนเลย เพราะเดี๋ยวจะอยู่ไม่ทัน …”

การจากไปของ อ.ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เมื่อวันพุธที่ 3 กันยายน 2557 เวลาประมาณ 02.15 น. จากโรคตับวาย ณ โรงพยาบาลรามคำแหง สิริรวมอายุ 74 ปี 11 เดือน สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมไทยและแวดวงศิลปะของประเทศเราไม่น้อย เพราะต่อมาเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2557 ศาสตราจารย์เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) รุ่นพี่คู่หูของ อ.ถวัลย์ ก็เสียชีวิตตามไปอีกคน ด้วยอาการเสียใจจากการจากไปของศิลปินรุ่นน้องจนนอนไม่หลับ

ขอน้อมคารวะส่งวิญญาณนักวาดรูปและศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน สิ่งที่ทั้งสองท่านทิ้งไว้ มิใช่แต่เพียงงานศิลปะที่ถือเป็นมรดกของชาติ แต่ยังเป็นจิตวิญญาณตะวันออก ที่แฝงไว้ด้วยปริศนาธรรม อยู่ที่ว่าผู้ใดจะสามารถขบคิดและตีความออกเพียงใดเท่านั้น

 IMG_0737-web

IMG_0753-web-Black-House

IMG_0759-web

IMG_0763-web

ข้อมูลอ้างอิง :

ไมตรี ลิมปิชาติ, มนุษย์ต่างดาว ถวัลย์ ดัชนี, กรุงเทพฯ, วสี ครีเอชั่น 2552, หน้า 28

Tags: ···········

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.