ดวงตาของหัวใจ

หาก 'ดวงตา' คือหน้าต่างของหัวใจมนุษย์ … 'ภาพถ่าย' ก็คือดวงตาของหัวใจผม

ดวงตาของหัวใจ

เมื่อผมเห็นเด็กญี่ปุ่นเดินไปโรงเรียน

January 30th, 2015 · No Comments · กล้อง-ถ่ายภาพ, ครอบครัว, ชีวิต-สังคม, ต่างประเทศ, ท่องเที่ยว, วัฒนธรรม

001-DSC_1298-web

ต้นปี 2558 ที่ผ่านมาองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว แห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) เปิดเผยข้อมูลสรุปตัวเลขนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในรอบปี 2557 ที่ถือเป็นสถิติปีแรกแบบครบปี หลังจาก ทางการญี่ปุ่นได้ประกาศยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยว ให้กับคนไทย โดยเริ่มบังคับใช้ใน วันที่ 1 กรกฏาคม พ.ศ.2556 ทั้งนี้สถิติระบุว่า ตลอด 12 เดือนของ ปี 2557 มีคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่นทั้งหมด 657,600 คน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 45.0

ย้อนหลัง 5 ปี สถิตินักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น

ปี 2557 – 657,600 คน (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 45.0)
ปี 2556 – 453,642 คน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ74.0)
ปี 2555 – 260,640 คน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 79.8)
ปี 2554 – 114,969 คน (ลดลงร้อยละ 32.5; เป็นปีที่เกิดโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่)
ปี 2553 – 214,881 คน (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 21.0)
*ข้อมูลจากhttp://www.jnto.go.jp/eng/ttp/sta/

ด้วยจำนวนคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ยินเรื่องเล่าต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ผ่านสายตาคนโน้น ปากคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี (ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องดี) โดยที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดก็คือ เรื่อง มารยาท ความซื่อสัตย์และระเบียบวินัยของคนญี่ปุ่น

ส่วนตัวผมเองเคยเดินทางไปญี่ปุ่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเปิดฟรีวีซ่าและหลังฟรีวีซ่าท่องเที่ยว ทั้งไปเรื่องงาน และไปเที่ยวส่วนตัว ทำให้มีโอกาสได้สัมผัสกับคนญี่ปุ่นมาบ้าง อย่างไรก็ตามก็ยังชอบฟัง-ชอบอ่าน ความคิดเห็นและเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีการสร้างคนของชาวญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ

หลายปีก่อน (21 พ.ค. 2556) เฟซบุ๊ก Phra Paisal Visalo ของ พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เคยเขียนบันทึกเกี่ยวกับเรื่องเด็กญี่ปุ่นไว้ตอนหนึ่ง ความว่า

“เช้าวันสุดท้ายในญี่ปุ่น ขณะนั่งรถไปสนามบิน เห็นเด็ก ๆ เดินไปโรงเรียนเป็นกลุ่ม ๆ ตลอดทาง เพื่อนคนไทยซึ่งมีครอบครัวในญี่ปุ่นเล่าว่า ที่นี่มีกฎกำหนดให้นักเรียนชั้นประถมทุกคนต้องเดินไปโรงเรียนเอง มีกฎห้ามไม่ให้ผู้ปกครองขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียน ไม่ว่ารวยหรือจน ก็ต้องให้ลูกเดินไปโรงเรียนเอง (ส่วนใหญ่แล้วโรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากบ้าน เดิน ๒-๓ กม.ก็ถึงแล้ว ทั้งนี้เพราะเขามีกฎให้เด็กประถมเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ถ้าไปเรียนที่อื่น ก็ต้องรับผิดชอบเอง) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนญี่ปุ่นเดินเก่งมาก เพราะถูกฝึกให้ขยันเดินตั้งแต่เล็ก

“การให้เด็กเดินไปโรงเรียนเองนี้ แก้ปัญหาจราจรติดขัดยามเช้าได้เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญก็คือ เป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ ในละแวกเดียวกันมีความคุ้นเคยกันและช่วยเหลือกัน เพราะต้องเดินกันเป็นกลุ่ม ๆ ถ้ามาถึงหน้าบ้านใครแล้ว เขายังไม่พร้อม ก็ต้องรอ จะทิ้งกันไม่ได้ ขณะเดียวกันก็ฝึกให้เด็กเป็นคนตรงต่อเวลา เพราะหากตื่นสายอาบน้ำช้า ก็ทำให้เพื่อนๆ ต้องรอ ถ้าไม่อยากให้เพื่อนรอ ก็ต้องมารอหน้าบ้านเมื่อถึงเวลา

“บางช่วงจะเห็นเด็กโตจูงมือเด็กเล็กอยู่หน้าแถว เด็กโตเหล่านี้มีหน้าที่ดูแลเด็กเป็นคน ๆ ทั้งขาไปและขากลับ เป็นการสร้างสัมพันธภาพ ส่งเสริมความมีน้ำใจและความรับผิดชอบตั้งแต่วัยเยาว์

“ระหว่างทางจะมีผู้ใหญ่ยืนตามทางแยก โดยเฉพาะตรงทางม้าลาย เพื่อนบอกว่าผู้ใหญ่เหล่านั้นคือครูที่ทางโรงเรียนส่งมาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักเรียน แต่บางครั้งก็เป็นผู้ปกครองที่แบ่งเวรกันมาดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ

“เพียงแค่การไปโรงเรียน ก็เห็นความร่วมมือและความพร้อมเพรียงของคนทุกฝ่าย ตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ ไปจนถึงครู ไม่ต้องสงสัยว่ากิจกรรมเหล่านี้ซึ่งเกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าติดต่อกันหลายปี จะมีผลในการกล่อมเกลาจิตใจคนญี่ปุ่นให้นึกถึงส่วนรวมและทำงานเป็นหมู่คณะได้มากเพียงใด”

ขณะเดียวกัน คุณฟูจิ ฟูจิซากิ ผู้ดำเนินรายการดูให้รู้ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ก็เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผมขออนุญาตอ้างอิงมาจาก เว็บไซต์ marumura.com (ลิงก์ – http://www.marumura.com/talkative/?id=2949) ดังนี้

“การมาโรงเรียนจะให้เด็กนักเรียนมาโรงเรียนเองเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเค้าจะฝึกให้เด็กนักเรียนได้ฝึกฝนความกล้าหาญต่างๆ ได้ โดยจะมีจุดนัดพบให้เด็กนักเรียนเดินทางไปโรงเรียนด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยกันป้องกันอันตราย และระหว่างทางเวลาข้ามถนนก็จะมี Silver San (คนชราที่เค้าเกษียณแล้ว) มาช่วยเป็น Volunteer หรืออาสาสมัคร โบกธงให้รถหยุด เพื่อเด็กจะได้ข้ามถนนได้ และจะได้ให้ Silver San ซึ่งก็คือคนชราได้มีส่วนร่วมในสังคมและ Silver San ก็จะมีความภูมิใจในการช่วยเหลือเด็กด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างเด็กและวัยชรา

“เด็กต้องใส่หมวกสีเหลือง เด็กที่อยู่ประถม 1 จะให้ใส่หมวกสีเหลือง เพื่อที่จะให้เด่นชัดในการเดินทางไปโรงเรียน และจะให้รุ่นพี่หรือคนอื่นๆ ได้เห็นว่าเป็นปีแรกที่จะเดินทางไปโรงเรียนให้ช่วยระวังความปลอดภัยกับเด็กอีกด้วย เป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับเด็กเป็นอีกชั้นหนึ่ง เปรียบเสมือนลูกเจี๊ยบจะได้ง่ายในการนับจำนวนเด็ก …” คุณฟูจิ ฟูจิซากิระบุ

จะเห็นได้ว่าเพียงแค่ประเด็นเล็กๆ อย่างการเดินไปโรงเรียนของเด็กนักเรียนชาวญี่ปุ่นก็แฝงเร้นไปด้วย เนื้อหาในหลากหลายมิติ ทั้งพื้นฐานในการสร้างคน การส่งเสริมสุขภาพ การสอนให้เด็กเข้าสังคม การสร้างสัมพันธภาพ การสร้างความสามัคคี การสร้างสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่ (คนชรา) กับเด็ก การเสริมสร้างความรับผิดชอบ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาการจราจร

ส่วนตัวผมเองหลายปีก่อน เมื่อครั้งมีโอกาสเดินทางไปโตเกียวกับภรรยา โดยพักอยู่ในโรงแรมใกล้ๆ กับสถานีชิบูย่า …

เช้าวันหนึ่ง ในวันที่ฝนพรำระหว่างที่ผมกับภรรยาเดินเท้าไปยังสถานีชิบูย่าเพื่อขึ้นรถไฟใต้ดิน เราก็พบกับรถเบนท์ลีย์สีขาวคันหนึ่งที่ขับมาจอดอยู่ใกล้ๆ กับทางลงสถานี ก่อนมีสุภาพสตรีคนหนึ่งเดินลงมาจากที่นั่งคนขับ ขณะที่ประตูอีกข้างก็มีเด็กผู้หญิงตัวน้อยในวัยประถมศึกษาเปิดประตู กระโดดลงมา ก่อนที่คุณแม่จะหยิบกระเป๋าใบเขื่อง พร้อมกับร่มกันฝนให้กับหนูน้อย

หลังจากพูดคุยกันได้เพียง 2-3 ประโยค คุณแม่และคุณลูกสาวตัวน้อยก็โบกมือร่ำลา โดยคุณลูกเดินไปลงสถานีรถไฟใต้ดิน ส่วนคุณแม่กระโดดขึ้นนั่งรถยนต์คันหรูระยับ ก่อนขับจากไป

002-IMG_5579-web

ผมไม่ทราบจริงๆ ว่า จุดหมายของเด็กหญิงตัวน้อยคือที่ไหน และคุณแม่มาส่งลูกสาวอย่างนี้ทุกวันหรือไม่ แต่ภาพดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกทึ่งจริงๆ ในการฝึกฝน ความมีวินัย ความเข้มแข็ง และการดูแลความปลอดภัยในสังคมญี่ปุ่น ทำให้ในเวลาต่อมาเมื่อมีโอกาสได้อ่านบทความของท่านพระไพศาล และคุณฟูจิซากิแล้ว ก็อดที่จะหวนกลับไปนึกถึงภาพดังกล่าวไม่ได้

คงเหมือนกับคนไทยอีกหลายคน ที่ชอบนึกฝันและมักจะตกอยู่ในจินตนาการ … จากเรื่องเด็กญี่ปุ่นเดินไปโรงเรียนเรื่องนี้ ผมฝันว่า สังคมเมืองกรุงของไทยจะปลอดภัยกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ผู้คนจะเอื้อเฟื้อแก่กันมากกว่านี้ ระบบขนส่งสาธารณะจะครอบคลุมกว้างขวางกว่านี้ มาตรฐานโรงเรียนและการศึกษาจะเท่าเทียมกันมากกว่านี้ และที่สำคัญผู้ใหญ่ทุกคนจะมีวินัยมากกว่านี้ เพื่อสร้างเยาวชนที่ ฉลาด เข้มแข็ง อดทน และมีวินัยให้กับประเทศและสังคมของเราต่อไป

 

Tags: ······

No Comments so far ↓

Like gas stations in rural Texas after 10 pm, comments are closed.