อนุสาวรีย์แห่งความทรงจำ

สมัยเป็นเด็กทุกครั้งที่นั่งดูซากปรักหักพังของปราสาทหินเมืองโบราณที่โผล่ระเกาะระกะอยู่บนเนินดินใกล้ทุ่งนาของย่าแล้วฉันมักจะสงสัยว่า “ใครเป็นเจ้าของ? พวกเขาหายไปไหน?  ทำไมจึงทิ้งบ้านเรือนที่ตั้งใจก่อสร้างอย่างใหญ่โตเหล่านี้ไว้ข้างหลัง?”  พวกเขาต้องจากไปเพราะมีสงครามหรือว่ามีโรคระบาดหรือว่าเป็นเพราะภัยธรรมชาติ?”… แต่ฉันไม่เคยได้คำตอบ

.

….

 

ซากปรักหักพังเหล่านั้นเป็นเหมือนอนุสาวรีย์แห่งความทรงจำที่ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า ณ ที่แห่งนี้เคยมีความเจริญความมั่งคั่งและความยิ่งใหญ่แต่สุดท้ายก็มีความเสื่อม ล่มสลาย และสิ้นหวัง

 

บ้านปู่และย่าของฉันก็เช่นเดียวกัน มองย้อนกลับไปจากวันนี้ถึงวันที่ฉันยังเป็นเด็กจำได้ว่าพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นที่ๆมีความรุ่งเรืองและมั่งคั่งพราะเป็นชัยภูมิที่ดีมากแตกต่างจากที่ดินของคนอื่นๆในละแวกนั้นคือไม่เฉพาะแต่มีลำตะคองไหลผ่านแล้วพื้นที่ทั้งหมดยังมีเหมืองส่งน้ำไหลออกจากลำตะคองขนาบทั้งสองข้างแล่นขนานกันไปจนสุดอาณาเขตทำให้เจ้าของสามารถทดน้ำเข้าสวนและนาข้าวที่ยาวไกลนั้นได้อย่างทั่วถึงและได้รับผลผลิตจากผืนดินแห่งนี้อย่างอุดมสมบูรณ์

 

ครั้งหนึ่งที่ฉันเคยตามพ่อไปนาพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเหมืองน้ำทางด้านขวาเป็นเหมืองน้ำที่ไหลลงที่ต่ำตามธรรมชาติไปสิ้นสุดที่หนองน้ำที่หมู่บ้านหนองปลากะดี่ แต่เหมืองน้ำทางด้านซ้ายเป็นเหมืองที่ใช้แรงงานทาสขุดขึ้น ชาวบ้านเรียกกันว่า”คลองขุด”นอกจากมีไว้สำหรับส่งน้ำไปใช้ทำการเพาะปลูกในนาแล้ว”คลองขุด”ยังมีจุดมุ่งหมายอย่างอื่นอีกด้วยคือใช้เป็นเส้นแบ่งเขตของตำบลบุ่งขี้เหล็กและตำบลเสมา

 



จากการสังเกตส่วนตัวหลังจากที่โตขึ้นมากแล้วฉันคิดว่าบ้านปู่และย่าของฉันอาจจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหินเมืองแขกแห่งนั้นเพราะพื้นที่ถูกออกแบบไว้ดีกว่าชาวบ้านทั่วๆไปในสมัยนั้น เหมือนกับว่าจะมีไว้เพื่อใช้เป็นปราการสุดท้ายที่มีไว้เป็นกันชนระหว่างชุมชนคนไทยโคราชของเมือง”โคราฆะ”และชุมชนคนลาวของ”เมืองเสมา”ในสมัยโบราณก็ได้


เหตผลของฉันก็คือถ้าเราเอาปราสาทหินเมืองแขกเป็นศูนย์กลางแล้วหันหน้าลงไปยังลำตะคองที่อยู่ทางทิศใต้ที่ดินทั้งหมดทั้งสองฝั่งคลองจะเป็นผืนเดียวกันยาวเรื่อยไปจนเกือบถึงหมู่บ้านโคกมะกอกซึ่งเป็นหมู่บ้านคนลาวในตำบลบุ่งขี้เหล็กที่มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองเสมา

 

ในอดีตไกลโพ้นเจ้าของหรือผู้ที่เคยครอบครองผืนดินแห่งนี้อาจจะเป็นคนเดียวกับเจ้าของปราสาทที่ถูกละทิ้งไว้ ส่วนบรรพบุรุษของย่าจะได้มาอย่างไรฉันไม่สามารถสืบค้นได้เพราะไม่เคยมีใครบันทึกไว้นอกจากรู้ว่าพอถึงยุคๆของฉันเจ้าของที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยเหล่านั้นเป็นลูกหลานและเหลนของครอบครัวของย่าทั้งสิ้นแต่ที่ดินส่วนใหญ่นั้นเป็นของปู่และย่าของฉัน


ทางด้านขวาของตัวปราสาทเป็นบ้านกกกอก ตำบลบุ่งขี้เหล็ก นั้นถือว่าเป็นหมู่บ้านสุดท้ายของคนไทยที่พูดภาษาโคราช หากเราเดินเลียบลำตะคองขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนสุดลำน้ำ ในปัจจุบันอยู่ที่ตัวจังหวัดนครราชสีมา ทุกๆหมู่บ้านในรัศมีห้ากิโลเมตรทั้งสองฝั่งล้วนแล้วแต่เป็นหมู่บ้านของคนไทยโคราชทั้งสิ้น


ส่วนทางด้านซ้ายของตัวปราสาทเป็นบ้านกุดหิน ตำบลโคราช เป็นชุมชนของคนที่พูดภาษาลาว มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองเสมาเช่นเดียวกัน และถ้าหากเดินท่องลำตะคองไปทางทิศตะวันตกจนถึงเขตของอำเภอสีคิ้วทุกๆหมู่บ้านในรัศมีห้ากิโลเมตรทั้งสองฝั่งของลำตะคองล้วนแล้วแต่พูดภาษาลาว และบริเวณนี้เคยเป็นอาณาเขตของเมืองเสมาโบราณที่คาดว่าเป็นที่ตั้งดั้งเดิมของเมืองโคราชในปัจจุบัน

 

ฉันไม่รู้หรอกว่าข้อสังเกตนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนหรือไม่มีเลยทางด้านวิชาการเพราะเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว แต่ที่ฉันรู้และพอจะจำได้จากที่พ่อแม่เคยเล่าให้ฟังก็คือบรรพบรุษของย่าเคยเป็นผู้นำชุมชนแห่งนี้และเป็นผู้อุปถัมภ์วัดในหมู่บ้านกกกอกมาหลายชั่วคนจนกระทั้งถึงยุคของปู่ หลังจากที่แต่งงานกับย่าแล้วปู่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกำนันคนแรกของตำบลและนับว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของครอบครัวนี้

 

(ยังมีต่อ)

….



2 Responses so far »

  1. villagegirl said,

    April 22, 2013 @ 11:01 am     

    ความคิดเห็นที่ 1, เว็บไซต์ : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=lesspays

    ชอบ..บทความครับ..เรื่องเล่าของบรรพบรุษย่อมมี ที่มา ที่ไป……

    lovepays

    ……………………………..
    ……………………………..

    ขอบคุณคุณ lovepays มากนะคะที่ชอบบทความนี้

    :)

  2. lovepays said,

    April 19, 2013 @ 12:36 pm     

    ชอบ..บทความครับ..เรื่องเล่าของบรรพบรุษย่อมมี ที่มา ที่ไป……

Comment RSS · TrackBack URI

Say your words

You must be logged in to post a comment.