wannaprasart mblog

ละครฉากสุดท้ายของฮุนษิณ – โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ

” ถ้าเราสังเกตให้ดีช่วงนี้มีคำๆหนึ่งที่หายไปแล้วจากหน้าสังคมไทยก็คือ คำว่า แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แต่ถูกแทนที่ด้วยคำว่า คนเสื้อแดง “

.


ค้นหาข่าววันนี้ค้นหาย้อนหลังในรอบ 3 วันค้นหาย้อนหลังเกิน 3 วัน
หน้าแรกผู้จัดการ Online | หน้าแรกผู้จัดการรายวัน | บทความ
บทความสุรวิชช์ วีรวรรณ, หน้ากระดานเรียงห้า

ShowMemberLite()

ละครฉากสุดท้ายของฮุนษิณ
โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 19 พฤศจิกายน 2552 15:50 น.
surawhisky@hotmail.com

       

       วันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้ง พวกเขาออกมาพูดเหมือนก่อนวันสงกรานต์ว่า จะมีคนออกมาชุมนุมนับล้านคน การประกาศชุมนุมครั้งนี้มองไม่เห็นเหตุผลอื่นเลย นอกจากการช่วยให้ทักษิณพ้นผิด

       

       ถ้าเราสังเกตให้ดีช่วงนี้มีคำๆหนึ่งที่หายไปแล้วจากหน้าสังคมไทยก็คือ คำว่า แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. แต่ถูกแทนที่ด้วยคำว่า คนเสื้อแดง

       

       คำเรียก คนเสื้อแดงไม่ได้ถูกแทนที่เพราะเป็นคำเรียกขานที่มาจากภายนอก แต่เป็นคำเรียกขานที่มาจากภายในของกลุ่มคนเสื้อแดงเอง ไปดูสื่อของคนเสื้อแดงก็ได้ เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้เรียกตัวเองว่า นปช.แล้ว แต่เรียกตัวเองว่า คนเสื้อแดง

       

       การที่ไม่เรียกตัวเองว่า แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ อาจเป็นเพราะพวกเขารู้ตัวดีว่า สิ่งที่พวกเขาลุกขึ้นมาต่อสู้นั้น ไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อการกดขี่ทางชนชั้น ไม่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แต่ต่อสู้เพื่อคนชื่อทักษิณ ชินวัตรคนเดียว

       

       ถ้ายังใช้ชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นอกจากไม่ตรงกับเป้าหมายแล้ว ยังกลายเป็นการต่อต้านระบอบทักษิณไปด้วย เพราะรู้อยู่แล้วว่า ทักษิณมาจากการเลือกตั้งเช่นเดียวกับฮิตเลอร์ แต่เนื้อแท้ทักษิณไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นเผด็จการยิ่งกว่ารัฐบาลไหนๆ

       

       ผมจำได้ว่า นักวิชาการของคนเสื้อแดง เช่น พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ พยายามยกทฤษฎีทางชนชั้นขึ้นมาเพื่อทำลายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

       

       เช่นอ้างว่า พันธมิตรฯคือ กลุ่มชนชั้นสูงที่รับไม่ได้กับการที่ทักษิณเพิ่ม “ผลประโยชน์-อำนาจ-ศักดิ์ศรี” ให้กับ “คนชั้นล่าง” เพราะเป็นการลดทอน “ผลประโยชน์-อำนาจ-ศักดิ์ศรี” อันเป็นสิ่งพึงมีพึงได้เฉพาะในหมู่ “คนชั้นสูง” ลงไป

       

       พิชิตบอกว่า สิ่งที่คนชั้นล่างได้จากทักษิณ และสนับสนุนทักษิณอย่างเข้มแข็ง ก็เพราะทักษิณเป็นรัฐบาลแรกที่หยิบยื่นผลประโยชน์รูปธรรมเฉพาะหน้าให้กับพวกเขาได้จริง ผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ พักชำระหนี้ กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร หมู่บ้านเอสเอ็มแอล ขจัดปัญหายาเสพติด ลดอิทธิพลเถื่อนในพื้นที่ แปลงหนี้นอกระบบเป็นหนี้ในระบบ ฯลฯ

       

       คำถามก็คือว่า พิชิต เป็นใคร คำตอบคือ ต้องไม่ลืมว่า พิชิตเป็นถึงอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

       

       แล้วพิชิตเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือว่า คนชั้นสูงคนชั้นกลางในเมืองออกมาโค่นล้มขับไล่ระบอบทักษิณเพราะทักษิณหยิบยื่นผลประโยชน์เฉพาะหน้าให้กับคนชั้นล่าง แล้วพูดแบบภาษาละครหลังข่าวว่า คนชั้นสูงและคนชั้นกลาง “อิจฉา”คนชั้นล่าง

       

       พิชิตเชื่อว่า กลุ่มทุนเก่าที่ผูกขาดระบบเศรษฐกิจไทยมาหลายสิบปี “อิจฉา”ทักษิณที่ทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ดังนั้นพวกเขาจึงต้องโค่นล้มทักษิณ แต่พิชิตไม่ได้อธิบายว่า เมื่ออยู่ในอำนาจทักษิณและวงศ์วานเข้ามาผูกขาดในธุรกิจทุกภาคส่วนอย่างไร

       

       แล้วพิชิตเชื่อจริงๆหรือว่า โครงการประชานิยมต่างๆที่ทักษิณหยิบยื่นให้คนชั้นล่างนั้นคือ “ผลประโยชน์-อำนาจ-ศักดิ์ศรี” ของคนชั้นล่าง ในขณะที่นักวิชาการอีกฟากหนึ่งมองว่า โครงการประชานิยม คือ ยาพิษที่ระบอบทักษิณใช้มอบเมาคนชั้นล่าง

       

       เท่าที่ผมเห็นและเข้าใจสิ่งที่พอจะเรียกได้ว่า “ผลประโยชน์-อำนาจ-ศักดิ์ศรี” ก็คือ ตำแหน่งบอร์ดธนาคารกรุงไทย ที่ทักษิณมอบให้ดร.พิชิตเท่านั้นเอง

       

       เสียดายที่นักวิชาการเสื้อแดงและพิชิตก็ไม่เคยใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์อธิบายความเพิ่มพูนในทรัพย์สินของทักษิณ นอกจากการเพ้อพกเรื่องทฤษฎีทางชนชั้นที่ตกยุค ชาวบ้านก็เลยหลงงมงายว่า พวกเขาได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยมของทักษิณ

       

       เสียดายที่นักสิทธิมนุษยชนอย่างจรัล ดิษฐาอภิชัย ไม่เคยอธิบายเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทักษิณ ชาวบ้านเลยเข้าใจว่า การปราบปรามยาเสพติดแบบฆ่าตัดตอนนั้นเป็นนโยบายที่เหมาะสมและถูกต้อง เพราะจรัลก็ยังหลงเพ้อเรื่องทฤษฎีชนชั้นอยู่เช่นเดียวกัน

       

       ดังนั้นวาทกรรมเรื่อง “โค่นล้มอำมาตย์”ของพวกเขาที่กลายเป็นธงบนเวทีคนเสื้อแดงนั้น แท้จริงแล้วก็คือ คำโฆษณามอมเมาประชาชน และเพื่อให้คนเสื้อแดงที่คิดว่ามีอุดมการณ์ใช้หลอกตัวเองว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของพวกเขาเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์

       

       พวกคนเสื้อแดงที่คิดว่า ตัวเองมีอุดมการณ์เองก็ใช่ว่า จะไม่รู้ว่าระบอบทักษิณชั่วร้ายอย่างไร เหวง โตจิราการ เองก็เคยด่าทักษิณว่าเลวมาแล้ว แต่คนพวกนี้ก็หลงเคลิ้มในสิ่งที่ทักษิณหยิบยื่นให้ และมองเห็นว่า ทุนนิยมสามานย์แบบทักษิณนั้น ใครทุ่มเทมากก็จะได้ “ผลประโยชน์-อำนาจ-ศักดิ์ศรี”มาก แบบที่พิชิตได้เป็นบอร์ดกรุงไทย จักรภพได้เป็นรัฐมนตรี ณัฐวุฒิที่ควรเป็นได้แค่โฆษกหนังเร่ได้เป็นโฆษกรัฐบาล ฯลฯ

       

       อย่างไรก็ตามมวลชนเสื้อแดงที่ออกมาก็ไม่ได้สนใจเรื่องการต่อสู้ตามทฤษฎีทางชนชั้นแบบที่พิชิตยกมากล่าวอ้าง พวกเขาสู้เพราะเชื่อว่า ทักษิณเอาเงินมาให้และพักชำระหนี้ โดยไม่ทันคิดว่า แท้จริงแล้วหนี้ของพวกเขายังอยู่ ระบอบทักษิณขายปลาเงินเชื่อให้พวกเขาไม่ได้สอนให้พวกเขาจับปลา

       

       นักวิชาการแดงและแกนนำแดงก็เลยหยิบเอาทฤษฎีชนชั้นหลงยุคมาผูกกับมายาคติของละครหลังข่าว แล้วหลอกว่า ที่ทักษิณเป็นอย่างนี้ เพราะคนชั้นสูง และทุนเก่า “อิจฉา”ทักษิณ เหมือนกับละครเรื่องบ้านทรายทองที่ชาวบ้านอินและเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว

       

       ดังนั้นเพื่อช่วยทักษิณจึงต้องกำจัดนางอิจฉาออกไป และเพื่อให้สมจริงสมจังมากขึ้นวาทกรรมเรื่อง “โค่นล้มอำมาตยาธิปไตย”จึงถูกยกขึ้นมา ให้ชาวบ้านเข้าใจว่า เพราะอำมาตย์อิจฉาทักษิณ ทักษิณจึงต้องหนีออกจากบ้านไป

       

       แต่จริงๆแล้วทักษิณเองไม่ได้สนเรื่องอำมาตยธิปไตยหรือเผด็จการ เขาได้สัมปทานรัฐเพราะเลียก้นคณะรัฐประหาร เขาวางคนของตัวเองเข้าไปยึดกุมระบบราชการทุกภาคส่วน แล้ววันนี้เขาก็หันไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารของกษัตริย์เขมรเพื่อสั่นคลอนแผ่นดินแม่ของตัวเอง เขาเข้าไปพึ่งพิงเขมรประเทศที่ระบอบอำมาตยาธิปไตยยังคงฝังรากลึกที่สุด

       

       ถ้าเรายังจำเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์ที่ว่า (1) สร้างระบบการเมืองเป็นระบบพรรคเดียว (2)ทำลายความเข้มแข็งแบบเก่าของระบบราชการ โดยทำให้ระบบราชการต้องรับใช้ระบบการเมืองโดยไม่มีเงื่อนไข (3) แปลงสินทรัพย์ของรัฐให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี (4) ทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงสัญลักษณ์ให้มากที่สุด …และ (5) สร้างระบบพรรคแบบรวมศูนย์การนำสูงสุด แล้วเราจะเห็นว่า โมเดลเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์นั้นอยู่ในเขมรนี่เอง

       

       จึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อได้อ่านคำสัมภาษณ์จาบจ้วงของทักษิณในไทมส์ออนไลน์

       

       ดังนั้นมวลชนเสื้อแดงที่ถูกหลอกมาในวันที่ 29 พ.ย.นี้ ก็เพราะพล็อตอำมาตยธิปไตยอิจฉาทักษิณซึ่งลอกมาจากละครน้ำเน่าหลังข่าวที่มัดใจชาวบ้านนั่นเอง

       

       แต่พวกเขาลืมไปว่า ฉากสุดท้ายของละครน้ำเน่าแบบไทยๆนั้น ผู้ร้ายตัวจริงจะตายตอนจบเสมอ

ข่าวล่าสุด ในหมวด
ละครฉากสุดท้ายของฮุนษิณ
‘รักชาติ’ ไม่ใช่ ‘คลั่งชาติ’
บทละเมอถึง ‘จิ๋ว’ เมืองทรอย
รู้ไหมชาติก่อนใครเป็นอะไร
พันธมิตรฯกำลังถูกบิดเบือน
<!–

 

–>

<!–

–>

เครื่องมือจัดการเว็บ
ส่งบทความนี้ต่อ
พิมพ์หน้านี้
ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด

SocialTwist Tell-a-Friend

function googleTranslateElementInit() {
new google.translate.TranslateElement({
pageLanguage: ‘th’,
includedLanguages: ‘ko,zh-TW,zh-CN,ja,fr,de,ru,es,en,ar’
}, ‘google_translate_element’);
}

จำนวนคนอ่าน 22767 คน จำนวนคนโหวต 95 คน