"ถ้าไม่ปิดก็ปล่อยฉันลงตรงนี้"…..

March31

เรื่องเล่าก๋ากั่น

ของฉัน…กับ…ลุงขับแท๊กซี่

.

 

“แยกอุรุพงษ์ค่ะ” ฉันก้าวฉับขึ้นแท๊กซี่คันสีชมพูแปร๋นแสนหวาน พร้อมสัมภาระพะรุงพะรัง หมู่นี้ “โรค(บ้า)หอบ(ฟาง)” กำเริบเป็นประจำ

 

ปี๊ดดดด เสียงกดมิเตอร์ดังเตือน ฉันเหลือบมองตัวเลข 35 สีแดงบ่งบอกจำนวนเงินที่ฉันต้องจ่ายที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นจนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง นับตั้งแต่วินาทีเป็นต้นไป

 

ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆสักคำ ฮืมมม ฮึมม …ฉันฮัมเพลงพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง



“ประเทศเรา บ้านเมืองเราเป็นอะไรกันไปหมด…..” เสียงผู้ชายวัยกลางคนแว่วดังออกจากลำโพง เสียงห้าวหาญนั้น ทำให้อารมณ์สุนทรีย์ของฉันต้องสะดุด ฉันเหลือบมอง คลื่นความถี่ที่มาของเสียงนั่น นึกว่าใครที่แท้ก็ “วิทยุชุมชนคนรักทักกี้” นั่นเอง 

 

“ลุงค่ะ ช่วยเปลี่ยนคลื่นด้วยนะค่ะ” ฉันบอกลุงคนขับไปด้วยเสียงนุ่มนวล พินิจพิเคราะห์ได้ว่า อายุอานามน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับปู่คนเล็กของฉันในวัย 60 ปี

 

“อ้าว ทำไมล่ะ พันธมิตรหรอเรา ฮ่าๆๆๆ” เดาจากน้ำเสียงลุงแค่ต้องการแหย่ฉันเล่น และฟังจากเสียงกลั้วหัวเราะ คงคิดว่าฉันแค่อยากฟังคลื่นเพลง ที่มีดีเจพูดมากกว่าเปิดเพลง

 

“จะใช่หรือไม่ใช่ หนูก็ไม่อยากฟังคลื่นนี้ค่ะ” ฉันตอบลุงด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณเตือนให้ลุงรู้ว่า ฉันไม่ได้ล้อเล่น

 

“ทำไม หนูไปรู้ ไปฟังอะไรมา” ลุงเริ่มรู้สถานการณ์ จึงถามฉันกลับมาด้วยน้ำเสียงโทนเดียวกัน

 

“หนูแค่เพียงไม่ชอบพวกที่สร้างความวุ่นวาย ก็เท่านั้น” ฉันตอบลุงพลางหยิบมือถือกดเลขทะเบียนรถไว้ เผื่อฉันโดนเหยียบตายขึ้นมา จะได้ตามตัวกันทัน ใครจะว่าเว่อร์ก็ตามที แต่แหม…คนเราก็มีกลัวเป็นธรรมดา แต่กระนั้น ความกลัวยังมีอานุภาพน้อยกว่าความปากหมาอยู่มากนัก

 

“หนูไปรู้อะไรมา ฟังลุงนี่ ลุงจะบอกให้ ลุงเนียะ รู้ดี ฟังข่าวทั้งวัน” ลุงเหลือบตามามองฉัน เสนอ(หน้า)อธิบายข่าวสาร และสิ่งต่างๆให้ฉันรู้ ว่าจริงๆแล้ว นายใหญ่ไม่ได้นิสัยเลวอย่างที่ใครๆพูดกัน ใช่ซี๊….ไม่ได้เป็นที่นิสัย แต่เป็นที่สันดาน (อันนี้ฉันคิดในใจนะค่ะ เกรงว่าถ้าพูดออกไป คงเป็นข่าวหน้า 1พาดหัวอาชญากรรม)

 

“แหม ลุงค่ะ ลุงบอกว่าฟังข่าวทั้งวัน ลุงก็ฟังแต่คลื่นนี้น่ะแหละค่ะ มันจะไปมีความหลากหลายของข่าวสารได้ยังไง ถ้าลุงอยากจะเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องข่าวสารที่ดี จนถึงขั้นเป็นผู้บรรยายและเผยแพร่ข่าวสารแก่ผู้อื่น ลุงต้องบริโภคสื่อหลายๆแขนงนะค่ะ หนูเนี๊ยะ…หนูเรียนสื่อสารมวลชน การที่เราบริโภคสื่อใดสื่อนึง เราจะถูกชักจูงได้ง่ายนะค่ะ สุดท้ายเราก็จะเชื่อทุกคำที่เขาบอก ลุงจะถูก Manipulate นะค่ะ” ฉันตอบลุงด้วยเลือดรักชาติและแรงชิงชังที่ขึ้นหน้าขึ้นปากจนห้ามไม่อยู่  

 

ลุงอยู่ในวังวนหลายนาที สายตามองตรง มือสองข้างกำพวงมาลัย ฉันแอบโล่งใจ เพราะลุงคงไม่ได้แอบหยิบมีดหวังจ้วงแทงฉันให้ตายจนสาแก่ใจ เสียงชายวัยกลางคนก็ยังคงพล่ามผ่านลำโพง ฉันคิดสะระตะ จะทำยังไงดีกับสถานการณ์นี้ จะทนฟังต่อไป ก็ระคายหู จะตอบโต้ลุงเหมือนเมื่อกี้ ก็จะดูก้าวร้าว ดีไม่ดี โดนลากเข้าพงหญ้า เอาไม้ฟาดเอาหินทุบ เหมือนกุ๊ยแถววิภาวดี 3 ก็คงแย่แน่ “ลงจากรถ” ดูจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด

 

ฉันรวบและจัดเตรียมสัมภาระของฉันให้พร้อม ในมือกำแบงค์ 100 แล้วเอ่ยปากบอกลุงว่า “ลุงจะปิดหรือจะเปลี่ยนค่ะ หรือถ้าไม่ทั้งสองอย่าง ก็จอดข้างหน้า หนูจะลงตรงนี้” ขณะนั้นฉันอยู่ในสภาพที่สามารถจะกระโจนลงจากรถไปทุกเมื่อ

 

ลุงเหลือบมองฉันจากกระจกหน้ารถ สีหน้าของลุงดูแล้ว คงบอกได้ไม่ยากว่าไม่สบอารมณ์นัก มือของลุงค่อยๆเอื้อมมาด้านข้าง ใจฉันเริ่มเต้นรัวเป็น Percussion ฉันรีบล้วงมือเพื่อหยิบโทรศัพท์ หมายเลขรถที่ฉันเซฟเอาไว้ ฉันจะส่งมันไปให้เพื่อนของฉัน ฉันหลับตาปี๋..ภาวนาว่าหากฉันเป็นอะไร ช่วยตามหาลุงคนนี้ให้พบด้วย

 

“นี่คือสิ่งสำคัญ…ที่เรายังอยู่ด้วยกัน สิ่งอื่นใดนั้นมันยังไม่มาถึงงงงงงง” เสียงพี่ดา เอนโดรฟีนดังขึ้นมา พร้อมๆกับลุงที่พูดประสานกับเสียงขึ้นจมูกของพี่ดาว่า “ลุงไม่ทำแบบนั้นหรอกหนู ลุงอ่ะ คนทำมาหากิน มีเมียต้องเลี้ยง มีลูกต้องส่งเสีย”

 

เฮือกกกกกกก ฉันถอนหายใจเสียงดัง ราวกับเครื่องดูดฝุ่น “ดีแล้วค่ะลุง คนเราสมัยนี้ ปากท้องสำคัญ ลุงยังดีนะค่ะ ที่เห็นความสำคัญของการทำมาหาเลี้ยงชีพสุจริต บางคนแค่เนี๊ยะ แค่มีเงินไม่กี่ร้อยบาท ก็ถูกซื้อได้ทั้งความคิดและจิตวิญญาณ” ความปากพล่อยของฉัน ไม่เคยมีกาละและเทศะ

 

ลุงยังคงอยู่ในภวังค์จนกระทั่งถึงจุดหมายปลายทาง ฉันขอบคุณพระเจ้าที่ส่งฉันให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย และไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่ทำให้ลุงคนนั้นเงียบไป ฉันหวังว่ามันจะทำให้ลุงระลึกและคิดถึงสิ่งฉันพูดได้เสมอ

“หนูเหนื่อยใจ ที่หลายคนดูแคลนที่คนอยู่บนกระดาษที่ใช้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว คนที่ทำเพื่อเรามากว่า 60 ปี ทั้งๆที่ไม่เคยเรียกร้องอะไรตอบแทน” ฉันทิ้งท้ายไว้ก่อนลงจากรถแท๊กซี่สีช็อคกิ้งพิงค์คันนั้น

 

เฮ้อออ รอดตายล่ะเรา..

Lil’ Whiney

 

 

by posted under Uncategorized | 4 Comments »    
4 Comments to

“"ถ้าไม่ปิดก็ปล่อยฉันลงตรงนี้"…..”

  1. April 1st, 2009 at 10:51 pm       ss Says:

    เหลี่ยมอยากเป็นราชสีห์

    แต่ไอ้ลิ้ม กะ ไอ้หงอก อยากเป็น เหี้ย

    ขอให้ สมหวังแล้วกัน


  2. April 1st, 2009 at 3:14 pm       hanzen Says:

    คนละอารมณ์ กับโค่วจง Story เลยนะครับ http://mblog.manager.co.th/prypilas/Story-1/ อ่านแล้วลุ้นระทึกกว่าเพราะต้องเผชิญเหตุการณ์คนเดียว แต่ก็อย่างว่าแหละ taxi สีชมพูส่วนมากมันเป็นพวกเสื้อแดงน่ะ แต่ดีนะที่ไม่ได้เจอพวกบ้าๆ ทางที่ดีก็เลือกขึ้น taxi ที่คนขับดูไม่ค่อยมีแรงจะสู้ก็ดีนะครับ บางทีพี่ขึ้นยังกลัวเลย จับพลัดจับผลูเจอกการ์ดนปก.เข้ามีหวังเศร้าเหมือนกัน แต่ปากหนูก็ใช่เล่นนะจ๊ะ ^^


  3. March 31st, 2009 at 8:06 pm       sazzie Says:

    แปลกค่ะ พักนี้ไม่เจอแท๊กซี่งี่เง่าเท่าไหร่
    แต่ตอน พธม.ชุมนุมอ่ะเจอะประจำเลย ..

    :)


  4. March 31st, 2009 at 7:39 pm       prypilas Says:

    พักนี้แท๊กซี่ นปช. เฮี้ยนครับ เจอบ่อยมาก
    เพิ่งเอามาเขียนถึงเมื่อไม่นานนี้เหมือนกันครับ
    เพราะฟังแต่คลื่นพวกนี้ เขาจึงคิดว่ารูจริงทุกอย่าง
    สุดท้ายก็แค่คน คนหนึ่ง ที่ถูกล้างสมองเพื่อยำมาใช้เป็นเครื่องมือ
    เท่านั้นเอง ..

    มีความสุขนะครับ


You must be logged in to post a comment.