40 ปีของการพัฒนาประเทศที่ย่ำแย่...ถ้าไม่รีบแก้ล่มแน่
รัฐบาลไทยหลายชุดที่ผ่านมา โดยเฉพาะชุดทักษิณมักนิยมเอาตัวเลขรายได้ประชาชาติเป็นเกณฑ์หรือเป็นหลักในการชี้วัดระดับการพัฒนาของประเทศ หรือความเก่งในการบริหารประเทศของตนเสมอมา แท้จริงแล้วตัวเลขนี้มันใช้ไม่ได้ (สำหรับบริบทประเทศไทย) และยังหลอกให้เราหลงระเริงและตายใจจนอาจสิ้นชาติได้ง่ายๆอีกด้วย
ขณะนี้รายได้ประชาชาติไทย (GDP) ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ถ้าเอาจำนวนคน 63 ล้านคนหาร และประมาณว่า 1 หลังคาเรือนมี 5 คน (พ่อแม่ลูกสองและปู่ย่าตายายอีก1) จะคำนวณได้ว่าแต่ละหลังคาเรือนมีรายได้เฉลี่ยเดือนละกว่า 66,000 บาท ซึ่งถือได้ว่าเรา”รวย”กันหมดทุกครอบครัวเลยก็ว่าได้ (จน UN เขาตัดการช่วยเหลือ การกู้เงินตปท. ก็ต้องเสียดอกเบี้ยแพงกว่าประเทศยากจนอื่น) แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความจริงคือเรายังจนอยู่มาก ไม่ต่างอะไรกับลาว พม่า เขมร ที่เราชอบดูถูกกันสักเท่าใดนักหรอก เพราะรายได้ GDP ประมาณ 70% ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติไม่กี่คน ส่วนอีก 30% นั้นแม้ไม่มีตัวเลขก็เดาได้ไม่ยากนักว่า 15% ตกอยู่ในมือของ 11 ตระกูล (รวมเศรษฐีใหม่อย่างตระกูลชินวัตรด้วย) ส่วนคนไทยประมาณ 63 ล้านคนนั้นได้ส่วนแบ่งประมาณ 15% เท่านั้น เท่ากับว่ารายได้ต่อครัวเรือนประมาณ 9,900 บาทต่อเดือนเท่านั้น
ตัวเลข 9,900 นี้ถ้าเอามาจำแนกต่อว่าคนกลุ่ม 20% แรกมีรายได้ 80% ของทั้งหมด (คือคนในกทม. และหัวเมือง ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าถูกต้องพอควรตามที่เคยพบจากการประเมินขององค์การสหประชาชาติ) ก็จะคำนวณได้ว่าคนในเมืองมีรายได้เฉลี่ยครัวละ 39,600 บาท ส่วนคนชนบทมีรายได้เฉลี่ยครัวละ 2,475 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สมจริงตามสภาพที่พบเห็นด้วยสายตาทั่วๆไป เช่น คนชนบทอีสานนั้นจำนวนมากมีรายได้สุทธิเพียงเดือนละประมาณ 1,000 บาทเท่านั้นเอง (นา 5 ไร่ ขายได้กำไรสุทธิไร่ละ 2,000 บาท เท่านั้น) ทำให้ส่วนใหญ่ยังใช้ฟืนสดหุงหาอาหารอยู่เลย แม้ในเขตอำเภอเมือง จ. นครราชสีมา ทั้งนี้เพราะไม่มีเงินพอแม้จะไปหาซื้อถ่าน อย่าว่าแต่แก๊ส
สรุปว่าเงินรายได้ประชาชาติที่แสนโก้หรูจำนวน 100 บาท ตกถึงคน 80% ของประเทศเพียง 3 บาทเท่านั้น แล้วอย่างนี้ผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศยังจะไม่ตกใจสุดขีดแล้วคิดทำอะไรให้มันดีขึ้นบ้างหรือ ถ้าคิดบัญชีให้ดีโดยนำส่วนที่ไม่ใช่ตัวเงินเข้ามาร่วมตีราคาด้วยน่าจะได้ข้อสรุปว่า 40 ปีที่ผ่านมา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหลายฉบับและภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดต่างๆนั้นคุณภาพการดำรงชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ต่ำลงกว่าเดิม ไม่ต้องเอาอะไรเป็นตัววัดให้ยุ่งยาก แค่เอาจำนวนชามก๋วยเตี๋ยวที่ซื้อได้มาวัดก็จะเห็นง่ายๆ เช่น เมื่อปี ๒๕๒๐ คนจบปริญญาตรีทำงานราชการได้เงินเดือน 1,800 บาท ก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 600 ชาม ปัจจุบันป.ตรีจบใหม่ได้เดือนละ 9,000 บาท แต่ก๋วยเตี๋ยวราคา 30 บาท ซื้อได้ 300 ชาม แสดงว่าคุณภาพชีวิตลดลง 2 เท่า เชื่อว่าถ้าเอาค่าจ้างรายวันขั้นต่ำมาวัดก็จะเห็นผลทำนองเดียวกัน
ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ การลงทุนจากต่างชาตินั้นต้องเล็งเห็นภัยอันตรายเนื่องเพราะมีปริมาณที่มากเกินไป 3 เท่าแล้ว ทำให้เศรษฐกิจเราบิดเบี้ยวมาก และยังเป็นการตัดตอนเศรษฐกิจของตนเองอีกด้วย ทุกวันนี้ถ้าคนไทยคิดจะทำธุรกิจอะไรก็ยากมากเพราะสินค้าและบริการทุกชนิดถูกกลุ่มทุนต่างชาติครองตลาดไว้หมดแล้ว ตั้งแต่กระดาษเช็ดก้นยันรถยนต์นั่ง รวมถึงค้าปลีก และถามว่าหากเกิดสภาวะผันผวนอะไรสักอย่างแล้วนักลงทุนต่างชาติถอนทุนหมด เรามิตายกันหมดหรือ เพราะเศษขนมปังและเศษซูชิที่เขาโยนมาให้เรานั้น แม้น้อย แต่ถ้ามันกลายเป็นศูนย์มันก็กระทบหนักมาก หมายถึงว่ารายได้ 12% ของชนชั้นกลางจะหายไป รายได้ 15% ของนายทุนชาติก็จะหายไปด้วย เพราะรายได้พวกนี้ส่วนใหญ่แล้วไปอิงอยู่กับรายได้ของนายทุนต่างชาติทั้งสิ้น (เช่นคนงานในโรงงานมาซื้อสินค้าและบริการ) ส่วน 3% ของคนส่วนใหญ่นั้นอาจกระทบไม่มากนักเพราะมีภาคเกษตรกรรมรองรับอยู่
ใคร่ขอเสนอวิธีแก้ในระยะ 10 ปีคือ รัฐวางนโยบาย โดยออกเป็นพรบ. เรียกว่า พรบ. พัฒนาฐานรากอุตสหากรรมในชนบท มีการระดมเงินเข้ามาใช้ให้ครบครับ เช่น โดยใช้งบประมาณประจำ พันธบัตร การร่วมลงทุนโดยภาคเอกชน กู้ในและต่างประเทศ พรบ.นี้มุ่งสร้างอุตสาหกรรมในระดับอำเภอ โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมจากผลิตผลการเกษตร เช่น การแปรรูปเป็นอาหาร อาหารเสริม(เช่นการสกัดวิตามิน E จากปาล์มน้ำมัน) สารประกอบอาหาร (เช่น แป้งแปรรูป) ยาสมุนไพร ยางรถยนต์(ยางพารา) สารประกอบเครื่องสำอางค์ วัสดุชีวภาพ (เช่น ไบโอพลาสติก) ฯลฯ รวมทั้งอุตสาหกรรมจากป่าไม้ (ประเทศเรามีภูมิอากาศที่ทำให้ไม้โตเร็วมากกว่ายุโรป 10 เท่า) เช่น เฟอร์นิเจอร์ ไม้อัด และอุตสาหกรรมประมง (ซึ่งต้องแปรรูปทั้งหมด)
การแปรรูปผลิตผลเกษตรให้ดีจะได้มูลค่าเพิ่ม 10-20 เท่าโดยไม่ยากนัก แต่ขณะนี้ประเทศไทยส่งสินค้าเกษตรออกขายในรูปวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่เช่น มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าว สมมติว่าได้ 15 เท่าโดยเฉลี่ย ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะมี GDP เพิ่ม 15 เท่า ตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้มาก เพราะมันมีตัวคูณทางเศรษฐกิจ ซึ่งการผลิตสินค้าแปรรูปเกษตรนี้น่าจะมีผลคูณทางเศรษฐกิจสูงมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นใดหลายเท่า (เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ รถยนต์ มีตัวคูณต่ำมาก เพราะการผลิตเป็นระบบอัตโนมัติเสียมาก) เพราะการผลิตมีหลายขั้นตอนทำให้ต้องจ้างคนมาก ไม่เช่นนั้นประเทศเดนมาร์กคงจะเป็นประเทศที่รวยที่สุดในโลกประเทศหนึ่งไม่ได้หรอก เพราะเขาก็ทำแต่(อุตสาหกรรม)การเกษตรเท่านั้นและทั้งที่เขามีพื้นที่เพาะปลูกต่อหัวประชากรน้อย (เป็นประเทศที่มีความหนาแน่นพลเมืองสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก) และเพาะปลูกได้เพียงปีละ 4 เดือนอีกต่างหาก มีฝนตกเพียงปีละ 600 มม. เท่านั้น (ในขณะที่อีสานไทยที่ว่าแล้งมีฝนปีละ 900 มม.)
หากพรบ. นี้บรรลุเป้าหมาย มันหมายความว่าจะเกิดการกระจายความเจริญ และกระจายรายได้ไปทั่วทุกส่วนของประเทศ คน 80% จะมีรายได้ 50% ไม่ใช่ 3% แบบทุกวันนี้ ซึ่งหมายความค่าจ้างแรงงานก็ต้องยุติธรรมในระดับสากลด้วย ไม่ใช่วันละซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เพียง 6 ชามเช่นทุกวันนี้ (มันต้องสัก 20 ชามถึงจะดีที่สุด) ยังเป็นการสร้างงานในท้องถิ่นทำให้คนไม่ทิ้งถิ่นและลูกเต้าไปขายแรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมริมทะเล ปล่อยให้ลูกเต้าโตขึ้นมาแบบขาดความอบอุ่นและการอบรม กลายเป็นปัญหาระยะยาวของชาติอีกโสดหนึ่ง
นโยบายรัฐควรลดละเลิกเลื่อนการลงทุนของต่างชาติหันมาพึ่งตนเองให้มากกว่านี้ (เพื่อศักดิ์ศรีของชาติด้วย) ที่ผ่านมาเราลงทุนมากเหลือเกินเพื่อช่วยนักลงทุนต่างชาติไม่กี่คน เช่น การลดหย่อนภาษีรูปแบบต่างๆ (ประเทศไทยเก็บภาษีได้น้อยที่สุดในอาเซียนเมื่อคิดเป็นร้อยละของ GDP...ตัวเลขที่ผู้เขียนคำนวณเอง) การลงทุนสร้างสาธารณูปโภค ถนน ท่าเรือ ไฟฟ้า โดยเฉพาะไฟฟ้าของเราราคาถูกมาก ขุดเอาก๊าซธรรมชาติที่เป็นสมบัติของคนไทยมาเผาผลิตไฟฟ้าราคาถูกให้โรงงานต่างชาติใช้สร้างความร่ำรวย แล้วถามว่าเมื่อมันถูกถลุงหมดแล้วจากนี้ไปลูกหลานไทยจะเอาก๊าซที่ไหนมาหุงข้าวต้มปลา..อีกหน่อยคงต้องหุงต้มด้วยฟืนสดเหมือนพี่น้องชาวอีสานส่วนใหญ่ในทุกวันนี้
ทิศทางที่เศรษฐสังคมไทยกำลังพุ่งมาจากโมเมนตัมของนโยบายการพัฒนาและการบริหารประเทศที่ผิดๆในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานี้รัฐต้องตระหนักและเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด ถ้าทิศทางและอัตราถดถอยยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสัก 20 ปีเชื่อว่าสังคมจะพังด้วยกลียุคอย่างแน่นอน เพราะชนชั้นล่าง 80% ถูกบีบคั้นหนักขึ้นทุกวัน (ทำงานหนักขึ้นแต่มาตรฐานการดำรงชีวิตลดลง) แรงบีบคั้นที่เกินระดับหนึ่งจะก่อให้เกิดการแตกหักในที่สุด (หลักการพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์)
สัญญาณอันตรายล่วงหน้าที่ส่งจากกลุ่มพวกเสื้อแดงที่ส่วนใหญ่เป็นรากหญ้าจากชนบทนั้นก็พอจะมองเห็นลางๆถึงอนาคตว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะแท้จริงแล้วสัญญาณนี้เกิดมาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง เพียงแต่การเมืองเป็นสื่อให้พวกเขาแสดงออกถึงความบีบคั้นของพวกเขาเท่านั้นเอง
....ทวิช จิตรสมบูรณ์ ๑๖ พย. ๒๕๕๒
เขียนโดย withwit ที่ 2009-11-16 12:26:57 น. 0 ความคิดเห็น