คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

รวมบทความในหมวด "general"

ชวนพรรคเพื่อไทยให้เลิกโง่เอาเงินไปถมทะเล..แต่เอามาสร้างโครงสร้างพื้นฐานสังคมไทยดีกว่า

แล้วที่คิดกันชุ่ยๆว่า จะแก้น้ำท่วมได้นั้นก็จะไม่ได้อีกต่างหาก ...ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม




Tag: เตือนพรรคเพื่อไทย, เอาเงินไปถมทะเล

เขียนโดย withwit ที่ 2011-08-01 20:47:00 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมชาติไทยยังด้อยพัฒนา

เกาหลีเจริญมาได้เพราะนักเผด็จการสองคน




Tag: ด้อยพัฒนา, พัฒนาชาติไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2011-05-28 10:18:55 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

รำพึงที่ริมหาดแม่รำพึง

ปลายเดือนเมษา ๒๕๕๔ ได้ไปเยือนหาดแม่รำพึง จ.ระยอง อีกครั้งหนึ่ง ตอนเช้าตรู่ได้ออกมาเดินเล่นชายหาด ไม่แคล้วเสียใจซ้ำซากที่เห็นชายหาดแสนสวยเต็มไปด้วยขยะ ทั้งที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นมหาศาล แต่หน่วยบริหารท้องถิ่น (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ไม่เคยเหลียวแลทำความสะอาด ..อย่างนี้ยุบทิ้งดีไหม
       
       พบปะชาวประมงรายย่อย คุยกันถูกคอ เลยจ้อกันอยู่เป็นนาน ได้ความว่าเมื่อสองปีก่อนที่หาดแม่รำพึงนี้ยังจับปลาได้ดีอยู่เลย โกยเอาโกยเอา แต่วันนี้ไม่เหลือแล้ว
       
       จำต่อไปได้ว่าเมื่อสองปีก่อนที่มาบตาพุดซึ่งห่างออกไปประมาณ 40 กม. ก็เกิดปัญหาแบบนี้ ชาวประมงที่นั่นจึงได้ชุมนุมเรียกร้องให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติลงขันกันเพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ที่หดหายไปของพวกเขา ทั้งนี้เพราะมลพิษจากโรงงานที่ปล่อยลงทะเลได้ทำลายแพลงก์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของลูกกุ้งปลา ให้ล้มหายตายไปอย่างมากหลาย เมื่อมีอาหารกินไม่เพียงพอ ตัวอ่อนเหล่านี้ก็ล้มตายหายสูญไปมากหลาย ส่งผลให้ปลาใหญ่หายหดไปด้วย
       
       ชะรอยมลพิษที่มาบตาพุดเมื่อสองสามปีก่อนได้ขยายผลมาจนถึงหาดแม่รำพึงแล้ว ..แล้วนานวันไปอาการเช่นนี้มันจะไม่ลามไปทั่วอ่าวไทยดอกหรือ
       
       เมื่อก่อนนี้ ในนามีข้าวในอ่าวมีปลา มาบัดนี้ ในอ่าวหมดปลาในนาก็มีแต่สารเคมี
       
       ส่วนปลาที่พอจับได้แล้วเอามาขายให้เรากินในราคาแพงลิบลิ่วนั้นเล่า ก็คงไม่แคล้วว่าเนื้อปลาจะเต็มไปด้วยสารพิษจากโรงงานที่ปล่อยลงทะเลที่ได้ซึมเข้าไปในห่วงโซ่อาหารของสัตว์ทะเลตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนโน่น
       
        การก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมริมทะเลเอาใจนักลงทุนต่างชาติยังส่งผลทั้งโดยตรงและอ้อมให้เกิดการทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอภิบาลลูกปลาอีกด้วย เช่น ก่อเกิดการถมป่าชายเลนเพื่อสร้างบ้านพักให้ผู้บริหารและพนักงาน ซึ่งตามกฎหมายด้านป่าไม้แล้วจะกระทำมิได้ แต่นั่นแหละแข็งเท่าไรก็เอาเงินง้างได้เสมอในอาณาเขตประเทศเรานี้
       
        คนไทยที่ชอบบริโภคอาหารทะเลจะเกิดโรคร้ายจากมลพิษสะสมอย่างไรก็น่าจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะนักกินเมืองที่ร่ำรวยจากธุรกิจการเมืองจน “กินดีอยู่ดี” กว่าเราทั้งหลาย เพราะคนพวกนี้นิยมบริโภคอาหารทะเลราคาแพงหูฉี่มากกว่าคนไทยทั่วไป..ที่ยากจนจนไม่มีปัญญากินปูทะเลโลละพันบาทแบบพวกเขาได้หรอก ได้แต่กินส้มตำปูดองกันไปตามยถากรรม (ได้ข่าวว่าปูดองก็หายหดจากมลพิษจนต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว)
       
       ผลร้ายของนิคมอุตสาหกรรมต่างด้าวริมทะเลยังมีอีกมากหลาย จะขอยกตัวอย่างอีกสักอย่าง คือ เด็กไทยในชนบทที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ขาดพ่อแม่ดูแลและให้ความอบอุ่น จนทำให้กลายเป็นเด็กแว้นไปหมดทั่วชนบทไทย ทั้งนี้เพราะพ่อแม่ของพวกเขา ได้ทิ้งลูกทิ้งเต้าเข้าไปทำงานเป็นขี้ข้าต่างชาติในนิคมอุตสาหกรรมริมทะเลนั่นแล
       
       พ่อแม่เหล่านี้ในหนึ่งปีจะได้กลับมาดูแลลูกเต้าอย่างมากก็เพียงสองครั้ง คือ ช่วงปีใหม่ฝรั่ง และช่วงปีใหม่ไทย ที่ต้องฟันฝ่าการจราจรที่แสนคับคั่ง ฝ่าอุบัติเหตุบนท้องถนน และกระไอแดดที่แผดร้อนทั้งวัน ทั้งขาไปและขากลับ เพียงเพื่อได้กลับมากอดลูกเป็นเวลาสองสามชั่วโมงเท่านั้นเอง
       
       คิดไปแล้วให้น่าอนาถใจ ที่ประเทศไทยของเราแสนอุดมสมบูรณ์ ถ้ามีสติฉุกคิดสักนิด จะทำให้เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกก็ย่อมได้ เสียแต่ว่ามีนักเลือกตั้งไทยเข้าไปเป็นผู้บริหารประเทศ ที่ส่วนใหญ่คิดได้แต่เพียงการถอนทุนที่ลงไว้ในการเลือกตั้ง
       
       ผมได้พยายามกระจายแนวคิดมานับสิบปีแล้วว่าประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีแห่งตน เลิกยืมจมูกนักลงทุนต่างชาติหายใจได้แล้ว หันมายืนบนลำแข้งแรงขาของตนเอง ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรขนาดเล็กให้ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกท้องถิ่น โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของร่วม ด้วยการใช้แรงงานเป็นการลงทุนร่วม พร้อมทั้งตั้งสหกรณ์ค้าปลีกเพื่อกักเงินไว้ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศผ่านร้านค้าปลีกต่างชาติทั้งหลายที่ตั้งอยู่ตามหัวเมืองใหญ่
       
       ถ้าเราทำได้เช่นนี้ จะมีผลดีตามมาอีกมากหลาย เช่น เพิ่มรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น จนไม่ต้องทิ้งลูกเต้าไปหากินเป็นขี้ข้าต่างชาติที่ริมทะเล สหกรณ์ค้าปลีกก็จะช่วยเป็นทำนบกักเงินไว้ให้ไหลเวียนหล่อเลี้ยงท้องถิ่นให้อุดม แทนที่จะไหลออกไปเลี้ยงต่างชาติที่เขารวยโขอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง
       
       แนวคิดดังว่านี้ผมได้เขียนและพูดเสนอต่อนักการเมืองและนักวิชาการมากหลายตามศักยภาพอันน้อยนิดแห่งตนเท่าที่มี จนมือหงิกลิ้นห้อย ก็ยังไม่เกิดมรรคผลแต่ประการใด
       
       วันนี้ผมเหนื่อยล้า ท้อถอย แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะได้เห็นชาวไทยหลากหลายคนที่ยังมีสมอง มีพลัง มีคุณธรรม พอที่จะกอบกู้สังคมได้
       
       หากคนเก่งดีเหล่านี้รวมกันติด ลดอัตตาของแต่ละคนลงมาทำงานร่วมกัน แทนที่จะทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ เราคงร่วมมือกันทำงานกู้ชาติให้พ้นจากเงื้อมมือของนักเลือกตั้งได้สักวันหนึ่ง ซึ่งต้องมาถึงในเร็ววันนี้ ก่อนที่ประเทศไทยจะอาการทรุดหนักเกินแก้ไข



Tag: , สิ่งแวดล้อม

เขียนโดย withwit ที่ 2011-05-28 09:49:47 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ท่องเที่ยว,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมชาติไทยจึงยังด้อยพัฒนา

ทำไมชาติไทยจึงยังด้อยพัฒนา

 

มีหลักฐานที่ปรากฏให้เห็นมากหลาย ทั้งจากซากประวัติศาสตร์และอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ ต่างๆว่า บรรพชนไทยเป็นกลุ่มคนที่ฉลาดที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ทำไมประเทศไทยวันนี้กลับยังด้อยพัฒนา ล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆอีกมาก ทั้งที่ในสมัยพระนารายณ์มหาราชเราเจริญเทียบเท่ายุโรป

 

ผมเชื่อว่าปัจจัยสำคัญที่สุดน่าเป็นเพราะว่าเรามีระบบคัดเลือกผู้นำประเทศที่ไม่ดีพอ ผู้นำสำคัญมากเนื่องเพราะคนไทยนั้นมีนิสัยอิงผู้นำ ไม่มีนิสัยอิงตนอย่างฝรั่ง ชนชาติเอเชียเราจะมีนิสัยเหมือนๆกันเช่นนี้เสมอ

 

ที่ญี่ปุ่นเจริญมาได้ก็เพราะมีผู้นำที่ดี คือระบบจักรพรรดิและข้าราชการตงฉินที่รองรับ แม้วันนี้จะใช้ระบอบปชต. ในการปกครอง แต่การเฟ้นตัวผู้นำพรรคการเมืองก็ใช้ระบบคุณธรรม ไม่ใช่เป็นใครก็ไม่รู้ จู่ๆก็มาชุบมือเปิบเป็นหัวหน้าพรรคได้ในบัดดลแบบไทยเรา (เพราะเอาเงินฟาดหัว)

 

เกาหลีก็เช่นกัน เจริญมาได้เพราะเผด็จการทหารสองคน คือ ปักจุงฮี และ ชุนดูฮวาน ที่ครองอำนาจ 20 ปี และสร้างประเทศขึ้นมาจนลืมตาอ้าปาก เพียงแต่ว่าทหารของเขามีวิสัยทัศน์และความรักชาติ ..ความรักชาติของเกาหลีนั้นเป็นที่เลื่องลือ มันล้นหลามจนกลายเป็นอคติสู่การเกลียดฝรั่ง เช่น ผู้หญิงเกาหลีคนไหนเดินกับฝรั่งจะได้รับการดูถูกเหยียดหยามอย่างมาก แท็กซี่ก็มักไม่จอดรับฝรั่ง (ในช่วงนั้น ได้ข่าวว่าตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว)

 

ส่วนเผด็จการทหารของไทยเราในช่วงเดียวกันกับเกาหลีนั้น ขาดทั้งวิสัยทัศน์และความรักชาติ แถมยังโกงกิน ที่สำคัญวิสั้นของพวกท่านคือหันไปตามก้นฝรั่งลูกเดียว ไม่รู้จักคิดเองทำเอง ประเทศนี้ก็เลยไม่เกิดในเวทีโลกสักที อย่างมากก็แค่ขายของเก่ากินเช่นต้มยำกุ้งและทะเลสีคราม

 

ยิ่งตอนนี้หันมาใช้ประชาธิปไตยตามฝรั่ง ก็จะยิ่งเจ๊งกันไปใหญ่  

 

อินเดียกับจีนก็น่าเปรียบเทียบกัน ..อินเดียใช้ประชาธิปไตย ส่วนจีนใช้เผด็จการ (ในหน้ากาก ปชต. พรรคเดียว) จะเห็นว่าจีนเริ่มเจริญกว่าอินเดียอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

มาเลเซีย สิงคโปร์ ก็สร้างชาติมาด้วยผู้นำที่เข้มแข็งคนเดียว (ในคราบปชต.) เช่นกัน ส่วนฟิลิปินส์เป็นปชต. คล้ายไทยเรามาก แล้วดูสิ อะไรเกิดขึ้นกับประเทศนี้ ทั้งที่เคยมีการทำนายว่า ไทยกับฟิลิปินส์จะเป็นมหาอำนาจเอเชีย รายต่อจากญี่ปุ่น

 

ระบบการปกครองเป็นต้นน้ำของทุกอย่างที่จะตามมา คือ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เราคนไทยต้องร่วมกันสร้างระบบการปกครองที่สอดคล้องกับนิสัยคนไทยขึ้นมาให้จงได้ คือ ระบบคัดสรรผู้นำที่เก่งดีมีวิสัยทัศน์ขึ้นไปบริหารประเทศ

 

ถ้าจะแค่นใช้ประชาธิปไตยตามฝรั่ง ก็ต้องปรับวิธีการเสียก่อน ไม่ใช่ลอกเขาทั้งดุ้นแบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แล้วก็บูชากันต่อไปว่าเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ (ที่ซื้อได้หรือหลอกได้)

 

การปรับวิธีการนั้นผมได้เคยเสนอไว้บ้างแล้วในบทความเก่าๆ เช่น ปรับได้ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

 

 

ต้นน้ำคือ ต้องมีการคัดเลือกผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยการวัดความรู้ทางการเมือง ไม่ใช่ใครที่ไหนที่มีอายุครบกำหนดก็มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนกันและเท่ากันหมด  อาจให้มีการสอบความรู้แล้วให้น้ำหนักการลงคะแนนเสียงตั้งแต่ 1-10  การสอบนี้ทำได้ง่ายมากและลงทุนน้อยมาก ไม่ได้ยากหรือแพงอย่างที่คิด ข้อสอบรั่วก็ไม่ต้องกลัว เพราะเราจะบอกข้อสอบพร้อมเฉลยทั้งหมดล่วงหน้าด้วยซ้ำไป

 

 

สำหรับวิธีกลางน้ำก็เช่น การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรมต. อาจไม่จำเป็นต้องเอาพรรคเสียงข้างมาก เสมอไป แต่ให้เอาพรรคที่มีคะแนนถึงระดับหนึ่งก็พอ เช่น 10% ของคะแนนทั้งหมด แล้วเอาหน.พรรคเหล่านี้เข้าไปให้สว. เลือกให้เป็นนายกฯอีกที ซึ่งว่าที่นายกฯต้องโชว์วิสัยทัศน์อีกรอบ พร้อมการสอบประวัติ ผลงานในอดีต

 

 

ส่วนสว. มีที่มาตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เลือกเอามาจากคนที่มีประวัติผลงานดีเด่นและเป็นที่ยอมรับของสังคม แบบนี้ก็ถือเป็น ปชต.ทางอ้อม ที่แน่นอนกว่าปชต.ทางตรงที่เลือกกันแบบสุกเอาเผากินเสียอีก

 

 

รายชื่อรมต.กระทรวงต่างๆ ที่นายกฯ เสนอ ก็ต้องได้รับการโหวตยอมรับจากสว.ด้วย รมต.ยี้จะได้หมดไปเสียที

 

 

ต้องมีระบบคานอำนาจแบบใหม่ที่ตัด การเล่นพวกแบบไทยๆ ออกไปให้ได้ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นให้ทำโดย สส. ส่วนสว. ทำหน้าที่โหวต แบบนี้รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีเสถียรภาพได้ (ถ้าทำดีถูกใจสว.) ตรงข้าม..ต่อให้พรรคมีสส.ล้นหลาม แต่ถ้าทำเลว ก็อาจถูกสว. โหวตไม่ไว้วางใจได้

 

 

ส่วนปลายน้ำนั้นได้มีการทำอยู่แล้วคือขั้นตอนการติดตามตรวจสอบการทำงาน การทุจริตของนักการเมืองนั่นเอง

 

 

ถ้าปรับมาใช้วิธีการปชต.แบบนี้ มันจะสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทย ที่มีนิสัยอิงนาย อิงกลุ่ม แต่ไม่อิงตนแบบฝรั่ง

 

 

ด้วยวิธีการเช่นที่เสนอนี้เชื่อว่า เราจะได้รัฐบาลที่เก่ง ดี มีเสถียรภาพ เข้าไปบริหารประเทศ แล้วสร้างประเทศไทยให้เป็นมหาอำนาจโลกได้ในเร็ววันแน่นอน เนื่องเพราะเรามีเชื้อพันธุ์จากบรรพชนที่ดีอยู่แล้ว

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๖ พค. ๒๕๕๔)

 




Tag: การเมืองไทย, ด้อยพัฒนา

เขียนโดย withwit ที่ 2011-05-26 14:34:31 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

สมองปอสี่ก็ครองประเทศไทยได้

สมองปอสี่ก็เป็นนายประเทศไทยได้

 

มันน่าสมเพชเวทนาประเทศไทยของเรามาก ที่มีด๊อกเตอร์เต็มประเทศ  แต่กลับไม่สามารถปกปักษ์รักษาประเทศของเราให้รอดพ้นจากการครอบครองของคนที่มีสมองระดับปอสี่ได้

 

โจทย์ข้อ 1) :   ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง คนไทยมาออกเสียงเลือกตั้งอย่างมากประมาณ 30 ล้านคน ถ้านักเรียนต้องการชนะในเขตเลือกตั้งจำนวนร้อยละ 51 เพื่อให้เสียงข้างมากเด็ดขาดโดยไม่ต้องตั้งรัฐบาลผสม  ในแต่ละเขตเหล่านี้ นักเรียนต้องการชนะด้วยเสียงเลือกตั้งร้อยละ 51 ของเสียงทั้งหมดในแต่ละเขต  ถ้าลงทุนซื้อเสียงด้วยเสียงละ 500 บาท จะต้องใช้เงินสักเท่าใด

 

 

โจทย์ข้อนี้ไม่ต้องจบปริญญาโทเอกจากเมืองนอกก็ตอบได้ แม้เด็กปอสี่ที่ตั้งใจเรียนวิชาเลขก็คงตอบได้ว่า 3901.5 ล้านบาทเท่านั้นเอง

 

 

โจทย์ข้อ 2):  ถามต่อไปว่าเงินลงทุนจำนวนดังกล่าวในข้อที่ 1) คิดเป็นร้อยละเท่าไรของกำไรที่นักเลือกตั้งจะหาได้จากการเข้ามากุมอำนาจรัฐภายใน 1 ปี

 

....ตอบประมาณ  0.837%  (คือไม่ถึง 1% ของกำไรที่จะได้)  ทั้งนี้คิดจากฐานรายได้หัวคิว 30% ของงบประมาณชาติ ที่มีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท

 

แล้วถ้าครอง 2 ปี สามปี สี่ปีล่ะ???

 

มันจะมีการลงทุนอะไรดีไปกว่านี้เล่า คือถ้าลงทุน 83.7 สตางค์ (ไม่ถึงหนึ่งบาท) แล้วภายใน 1 ปีได้กำไร 99.163 บาท ซึ่งนับเป็นกำไร 118.47 เท่าของการลงทุน

 

 

ดังนั้นธุรกิจการเมืองในประเทศไทยมันจึงเป็นการลงทุนที่ยั่วยวนที่สุดในหมู่โจรใส่สูตทั้งหลาย เพราะไม่มีการปล้นใดๆที่จะกำไรงามไปกว่านี้อีกแล้ว แม้แต่การปล้นประเทศแบบการล่าอาณานิคมในยุคเรือปืน

 

 

นี่ขนาดยังไม่นับรายได้ทางอ้อมที่มาจากเบี้ยใบ้รายทาง ส่วยจากนักธุรกิจทั้งรายใหญ่ กลาง เล็ก และข้ามชาติ เช่น บริษัทน้ำมัน อาวุธ เคมี อาหาร เหล้า บุหรี่ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ยาบ้า  โทรคม สื่อสาร

 

 

คิดออกหรือยังท่านด๊อกเตอร์เต็มประเทศทั้งหลาย

 

อย่างนี้แล้วยังจะบูชาการเลือกตั้ง ตามระบบตะวันตกกันอีกต่อไปหรือ

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๕ มีค. ๒๕๕๔)

 

 




Tag: ซื้อเสียง, เศรษฐศาสตร์การเมืองไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2011-03-05 22:12:37 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

รักชาติเก๊แบบ"กรรมมารอ"

ชาตินิยมต้องกลับมาเพื่อพาชาติรอดอีกครั้ง

 

ในยุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืนความรักชาติหรือชาตินิยมเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่เช่นนั้นเราคงไม่มีกำลังใจต่อสู้กับผู้รุกรานจนมีชาติเอกราชมาให้อยู่กันอย่างมีศักดิ์ศรีจนวันนี้ หรืออาจมีประเทศไทยตะวันออกที่เกิดมาจากอาณานิคมอังกฤษ และไทยตะวันตกมาจากอาณานิคมฝรั่งเศส ก็เป็นได้

 

 

ในพศ. ๒๕๕๔ นี้มีคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่ามีหัวก้าวหน้า  เห็นว่า กลุ่มผู้รักชาติ เป็นพวก ชาตินิยมล้าหลังบ้าง พวกคลั่งชาติตกยุคบ้าง  แต่ผมขอเห็นต่างว่ายิ่งในยุคนี้เสียอีกที่เราต้องการความเป็นชาตินิยมสูงกว่ายุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืนไม่เช่นนั้นอาจสิ้นชาติได้โดยง่ายดาย  ทั้งนี้เพราะเรากำลังอยู่ในยุคล่าอาณานิคมด้วยทุน ภายใต้บริบทของ โลภาภิวัฒน์ ซึ่งมันเหี้ยมโหดและรุนแรงกว่ายุคเรือปืนหลายเท่านัก

 

ภายใต้สนธิสัญญาล่าอาณานิคมเสรี (หรือการค้าเสรี) ประเทศมหาอำนาจก็ล่าได้แบบ ไร้พรมแดน โดยเฉพาะไก่อ่อนแบบไทยเรานั้นมันมาเขมือบเกือบหมดสิ้นสกุลไทยแล้ว ทำให้ครอบครัวไทยบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ทิ้งลูกเต้าไปเป็นทาสแรงงานเขาในนิคมอุตสาหกรรมที่ซึ่งพวกเจ้านายไร้พรมแดนมันกดค่าแรงแสนต่ำ โดยร่วมมือกับรัฐบาลหลายชุดที่ ไม่ชาตินิยม เอาเสียเลย  แถมรัฐบาลยังช่วยขายชาติให้พวกมันเสียอีก โดยบางรัฐบาลถึงกับจะตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษให้พวกนักล่ามันมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปเลย

 

สมัยก่อนมันเอาเรือปืนเข้ามาล่า รัฐบาลเราก็สั่งยิงสู้เท่าที่สู้ได้ สมัยนี้มันเอาแค่วาทะ โลภาภิวัตน์ มาล่อก็ยึดดินแดนได้หมดประเทศโดยง่าย แถมรัฐบาลยังอำนวยความสะดวกทุกอย่างด้วยการจัดตั้งหน่วยงานส่งเสริมการล่าของพวกมันขึ้นมา (องค์การส่งเสริมการลงทุน) 

 

ถ้าเรา ชาตินิยม สักหน่อย เราคงไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงกดขี่ ชนในชาติเราแบบนี้ เราคงจะคิดหาทางสร้างงานรายได้ดีให้คนของเรา ด้วยมือของเราเอง  เราคงหาทางยืนอยู่บนลำแข้งของเราเอง แบบญี่ปุ่น เกาหลี

 

พวกนักวิชาการส่วนใหญ่ที่เป็น อชาตินิยม ในวันนี้ไม่เคยได้ช่วยรัฐบาลคิดในการปกป้องการรุกรานเลย ต่างหัวกลัวหงอต่อวาทกรรม  โลกไร้พรมแดน กันหมด ใครออกมาปกป้องชาติก็จะโดนวาทกรรม  ล้าหลังคลั่งชาติ สาดเข้าทำลายทันที

 

มองกราดไปวันนี้ยังไม่เห็นมีคนไทยคลั่งชาติสักคน ทั้งที่เราต้องการคนเหล่านี้มากทีเดียว เพื่อเอามาถ่วงดุลกับพวกอชาตินิยม เพราะคนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้คือ พวกอชาตินิยม (หรือไม่นิยมชาตินั่นเอง)  กับพวกไม่คิดถึงชาติ พวกรักชาติจริงๆ มีน้อยมาก ส่วนพวกคลั่งชาติไม่มีสักคน

 

พวกที่อ้างว่าหัวก้าวหน้ามักนิยามว่า..ชาติหมายถึงประชาชน แต่ตอนนี้ ประชาชน ลำบากสาหัสจากการโดยนายทุนต่างชาติรุมทึ้ง แต่ไม่เคยเห็นคนพวกนี้ทุกข์ร้อนแทนประชาชนเลย แสดงว่าพวกนี้รักประชาชนแบบกำมะลอทั้งนั้นกระมัง

 

 

ผมเห็นว่าชาติที่ดีควรมีองค์ประกอบคล้ายต้นไม้ ประวัติศาสตร์คือราก แผ่นดินคือดินที่หยั่งราก วัฒนธรรมคือลำต้น ประชาชนคือกิ่งก้านสาขา อาชีพการงานคือใบดอก  

 

ชาติบางชาติบางครั้งถูกกระทำจนใบกิ่งก้านโกร๋นเกือบหมด แต่ดินรากลำต้นยังอยู่ ก็แตกกิ่งงอกใบกลับมาเจริญใหม่ได้  ดังนั้นคนที่ไม่หวงแผ่นดิน ไม่ภูมิใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ก็คือพวกที่ไม่เข้าใจคำว่าชาติอย่างลึกซึ้งพอ   ก็น่าให้อภัยที่พวกเขายังไม่รู้สึกรักชาติ

 

 

ชนชาติอิสราเอลต้องระเหเร่ร่อนมา 3000 ปี บัดนี้มีแผ่นดินอยู่แล้วแม้เล็กนิดเดียวและเป็นทะเลทราย แต่มันก็ทำให้เขาเป็นชาติได้อย่างสมบูรณ์และมีศักดิ์ศรี พวกเขารู้ดีว่าการไร้แผ่นดินนั้นมันเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด เขาจึงหวงแหนและปกปักรักษาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเสมอมา

 

ดินแดนที่ขัดแย้งกับเขมรนั้น โดยเชิงปริมาณแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่โดยเชิงคุณภาพแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปรอทวัดระดับความรักชาติและความสนใจต่อชาติ

 

ถ้าเราสู้เขมรแล้วยังแพ้เนื่องเพราะคนส่วนใหญ่ทอดธุระ แถมพวกที่อ้างว่าหัวก้าวหน้าก็คอยแซะเพื่อช่วยชาติอื่นอยู่กลายๆ  แบบนี้แล้วเราจะเราจะสู้กับพวกนักล่ายุคโลภาภิวัตน์ ไร้พรมแดน ที่มันมีพลังใหญ่หลวงกว่าเขมรร้อยเท่าพันทวีได้หรือ  เราจะมิสิ้นชาติในเร็ววันนี้เสียดอกหรือ

 

ผมเชื่อว่า..คนเรานั้นก่อนอื่นต้องรักตัวเองและชาติตัวเองเสียก่อน จึงจะไปรักคนอื่นและชาติอื่นได้ คนที่อ้างว่ารักคนอื่น ชาติอื่น หรือมนุษยชาติมากกว่ารักตนหรือรักเท่าตนนั้น พึงอนุมานไว้ก่อนว่าเป็นพวกรักเก๊กำมะลอ (ไม่จริงใจ) 

 

คนที่รักชาติตนเท่านั้นจึงจะคิดออกในที่สุดว่า..คนอื่นเขาก็รักชาติเขา  จึงเกิดการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มันต้องเป็นเช่นดังว่านี้จึงจะเกิดการ รักมนุษยชาติ ได้อย่างจริงใจ (ไม่กำมะลอ)

 

 

แม้แต่องค์พระสัมมายังทรงสอนให้กระทำการใดเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยประโยชน์ตนมาก่อนเสมอ ทรงสอนกระทั่งว่าประโยชน์ท่านแม้มากมายก็ไม่ควรทำประโยชน์ตนให้เสียไป ดังนี้แล

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 




Tag: ชาตินิยม, รักชาติ, ชาญวิทย์, กำมะลอ, กรรมมารอ, นิธิเอียว

เขียนโดย withwit ที่ 2011-03-03 19:25:39 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นักวิชาการผู้กล้า

นักวิชาการไทย..ขี้ขลาดยิ่งกว่าลูกแกะ

 

 

 

 

 

 

ผมเจอนักวิชาการจาก มหาลัยโอเตโก นิวซีแลนด์ มาสามคนแล้ว สองคนจบปริญญาเอกมาจากที่นั่น อีกคนเป็นอาจารย์ใหญ่  ทั้งสามคนมีพฤติกรรมเหมือนกันอยู่อย่างคือ กล้าหาญทางวิชาการล้นเหลือ และฉลาดมากด้วย

 

 

 

ทำให้เอะใจ  จึงไปค้นดูหน้าเว็บของมหาลัยแห่งนี้ (Otago Univ.) พบว่าเป็น ม.วิจัยที่ดีที่สุดในนิวซีแลนด์ เก่าแก่ที่สุดด้วย

 

 

 

ค้นต่อไปพบว่า องค์กรจัดระดับการศึกษาโลก ได้ยกให้การศึกษาในนิวซีแลนด์ดีเป็นอันดับ 7 ของโลก รองจาก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ สวิส ....  ส่วนเมกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ไม่ติดฝุ่น

 

 

 

ที่ผมชอบมากที่สุดคือคำขวัญของโอเตโก ที่หัวนๆ สั้นๆ ว่า   “dare to know”  หรือ กล้าที่จะรู้   ส่วนองค์กรนักศึกษาก็ขานรับกันใหญ่ มีมอตโตเช่น  กล้าที่จะเรียนรู้ 

 

 

 

มันช่างตรงใจผมจริงๆ เพราะผมได้พูดสอนนศ. ของผมมา 15 ปีแล้วว่า  เราต้องกล้าที่จะรู้  อย่าปอดสิ  เพราะนี่คือความกล้าหาญทางวิชาการที่คนไทยเราขาดมากๆ เอะอะอะไรก็ไปขอทานความรู้จากต่างชาติหมด ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินเดีย

 

 

 

เมื่อไหร่จะกล้าสร้างความรู้เอาไว้ใช้ด้วยหนึ่งสมองสองมือของเราเองเสียที

 

 

 

 

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

 




Tag: นักวิชาการกล้าหาญ, กล้าเรียนรู้

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-27 22:00:10 น. general,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ชาตินิยม.ดีกว่าอชาตินิยม (๒)

ชาตินิยม (ตอน ๒)

 

สังเกตไหมว่าอารยประเทศทั้งหลายที่เป็นมหาอำนาจในโลกนี้ล้วนชาตินิยมด้วยกันทั้งสิ้น เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี  จะลองยกสักสองสามตัวอย่าง

 

ที่เมกา คนเขารักชาติขนาดว่า ก่อนแข่งกีฬาทุกแมทช์ ต้องร้องเพลงชาติก่อน ขณะร้องเพลงทุกคนเอามือขวาไปกุมหัวใจไว้ด้วย เป็นสัญลักษณ์ว่าชาติคือหัวใจ

 

เยอรมัน เขาหยิ่งในความเป็นเยอรมันมาก ทั้งที่เป็นประเทศท่องเที่ยว แต่เขาไม่สนเลย ป้ายต่างๆ แม้ในสถานีรถไฟกลาง ไม่มีภาษาอังกฤษเลยแม้ตัวเล็กๆ  นักท่องเที่ยวฝรั่งชาติอื่นๆ บ่นให้ผมได้ยิน นี่แสดงว่าเขารักภาษาเขามาก

 

ฝรั่งเศสก็เช่นกัน ไปที่ไหน อย่าหวังจะได้เจอภาษาอังกฤษ ทั้งที่พึ่งรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

 

ญี่ปุ่นก็เช่นกันอีกแหละ หาภาษาอังกฤษไม่เจอ และญี่ปุ่นนั้นสร้างชาติมาด้วยความรักชาติแท้ๆก็ว่าได้ โดยมีศูนย์รวมจิตใจอยู่ที่องค์จักรพรรดิ

 

เกาหลี เจริญอย่างรวดเร็วก็ด้วยความรักชาติ จนเอาหนังประวัติศาสตร์มาสร้างเพื่อหลอมรวมจิตใจประชาชนให้สำนึกในชาติ แล้วระบาดมาดังในไทยอีกต่างหาก

 

ส่วนไทยเรา พอจะรักชาติกะเขาบ้าง ก็ถูกไอ้พวกอชาตินิยมที่พออ่านออกเขียนได้และมีเส้นออกรายการต่างๆได้ โจมตีเป็นยกใหญ่ ทั้งที่พวกนี้จำนวนมากจบการศึกษาจากทุนของต่างชาติ เช่น ฟุลไบรท์ รอคกี้เฟลเลอร์ ฟอร์ด โคลัมโบ ซึ่งทุนพวกนี้ลองไปสืบดูเถิดมันเกิดมาจากการรักชาติของฝรั่งทั้งนั้น มันรักอย่างแยบยลจนส่งทุนมาให้เราไปเรียนเมืองของมันโน่น อย่างนี้เรียกว่ารักชาติเชิงรุก ไอ้เราคิดไม่ทันก็เป็นขี้ข้าเขาร่ำไป จนถึงวันนี้

 

ทุนรักชาติพวกนี้มันได้ผลจริงๆ จนมันสอนพวกเหล่านี้ให้ยอมจำนนต่อวาทกรรม  โลกไร้พรมแดน  เป็นหมู่บ้านโลก (global village) ให้พวกโน้นมันเข้ามาปู้ยี่ย่ำเราอย่างไรก็ได้ ส่วนเราจะเข้าไปนำเสนอบทความวิชาการเพื่อช่วยให้ฝรั่งมันฉลาดขึ้นบ้างกลับต้องไปกราบกรานขอวีซ่ามันยังกะขอทาน

 

นี่มันไม่ต่างอะไรกับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแบบสมัย ม.ปาวี และ จอห์นเบาริ่งเลยนะ ที่เราต้องแลกมาด้วยดินแดน แล้วในวันนี้เราจะต้องแลกมาด้วยอะไร ??? ขอถามพวกอชาตินิยมหน่อมแน้มหน่อย

 

...ทวิช จ (๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 

 




Tag: ชาตินิยม, คลั่งชาติ

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-26 11:09:09 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ชาตินิยม..ยังเป็นสิ่งจำเป็นมาก

ชาตินิยม..ยังเป็นสิ่งจำเป็นมาก

 

 

 

ในบริบทของโลกปัจจุบันนี้ ชาตินิยม เป็นสิ่งสำคัญมาก เป็นสิ่งเดียวที่จะต้านภัย โลภาภิวัฒน์ได้ เพราะพวกนี้มันเป็นสัตว์ดุร้ายที่หากิน ข้ามชาติ  ไร้พรมแดน  โดยเฉพาะไทยเรานั้นมันมาเขมือบเกือบหมดสิ้นสกุลไทยแล้ว ทำให้ครอบครัวไทยบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ทิ้งลูกเต้าไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ที่พวกสัตว์ดุร้ายไร้สัญชาตินี้มันกดค่าแรงให้แสนต่ำ โดยร่วมมือกับรัฐบาลที่ ไม่ชาตินิยม เอาเสียเลย

 

 

 

ถ้าเราชาตินิยม เราจะไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาตักตวงกดขี่ ชนในชาติ เราแบบนี้ เราจะสร้างงานรายได้ดีให้คนของเราด้วยมือของเราเอง ยืนอยู่บนลำแข้งของเราเอง

 

 

 

ผมอยากถามพวก อชาตินิยม ว่า กรณีดังกล่าวนี้พวกคุณคิดอย่างไร ปล่อยให้เขารุกเข้ามาอิสระใช่ไหม เพียงเพราะถูกเขาปั่นหัวด้วยวาทกรรมหื่นๆว่า ...ยุคนี้มันไร้พรมแดนแล้ว อย่างนั่นหรือ

 

 

 

วันนี้ผมได้ฟัง ได้อ่านบทความของนักวิชาการบางส่วนที่อชาตินิยม กล่าวหาพวกชาตินิยมว่า คลั่งชาติ แล้วเห็นว่ามันไม่เป็นธรรม  ก็เลยต้องออกมาช่วยปกป้องด้วยบทความนี้  ทั้งนี้เพราะผมก็นิยามตัวเองว่าเป็นพวก ชาตินิยม กะเขาด้วยเหมือนกัน

 

 

 

ก่อนอื่น ผมว่ามันไม่มีหรอกครับคนไทยที่คลั่งชาติ ไม่มีสักคน ทั้งที่เราต้องการคนเหล่านี้มากทีเดียว เพื่อเอามาถ่วงดุลกับพวกอชาตินิยม ให้มันเกิดสีสันบ้าง

 

 

 

 

 

คนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้คือ พวกอชาตินิยม (หรือไม่นิยมชาตินั่นเอง)  กับพวกไม่คิดถึงชาติ พวกรักชาติจริงๆ มีน้อยมาก ส่วนพวกคลั่งชาติไม่มีสักคน

 

 

 

ก่อนที่จะไปหาว่าใครคลั่งชาติ หรือ  ไม่นิยมชาติ (อชาตินิยม)  ควรมานิยามก่อนว่า ชาติ คืออะไร

 

 

 

..บางคนว่าคือแผ่นดิน บ้างว่าคือประชาชน  (ประชานิยม)  ส่วนผมเห็นว่า คือทั้งสองอย่างนั่นแหละ ผนวกกับ เชื้อชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมไปด้วย โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านภาษา   

 

 

 

พวกยิวสมัยก่อนมีองค์ประกอบดังว่าครบหมด ยกเว้นแผ่นดิน ทำให้ต้องระเหเร่ร่อนมา 3000 ปี บัดนี้มีแผ่นดินอยู่แล้ว ทำให้เขาเป็นชาติได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยิวเขารู้ดีว่าการไร้แผ่นดินนั้นมันเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใด เขาจึงหวงแหนแผ่นดินเขามาก ปกปักรักษาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเสมอมา พวกอชาตินิยมพึงสำเหนียกว่าสักวัน ถ้ายังอชาตินิยมหน่อมแน้มต่อไป สักวันอาจต้องระเห่เร่ร่อนแบบพวกยิวไปอีก 3000 ปี  แล้วจะรู่ซึก

 

 

 

 

 

 

 

 

สำหรับเรื่องดินแดนกับเขมรนั้น โดยเชิงปริมาณแล้วถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่โดยเชิงคุณภาพแล้วถือเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว เพราะมันเป็นเวทีซักซ้อมรวมทั้งเป็นดัชนีวัดความเป็น ชาตินิยม นั่นเอง

 

 

 

การที่คนไทยจำนวนมากไม่สนใจปัญหานี้นั้น ไม่ใช่ว่าเพราะมีปัญญามหาภาคระดับมนุษยชาติจนก้าวพ้นเรื่องดินแดนไปแล้ว แต่เป็นเพราะไม่สนใจใยดีเสียมากกว่า ซึ่งผมว่าเป็นสัญญาณอันตรายมาก แต่กลายเป็นประเด็นที่พวกอชาตินิยมเอามาโจมตีพวกชาตินิยมเสียอีกว่า ตกกระแสบ้าง จุดไม่ติดบ้าง ทั้งที่พวกอชาตินิยมนี้พอมีความรู้อ่านออกเขียนได้อยู่บ้าง น่าจะวิตกแทนพวกชาตินิยมด้วยซ้ำไป    (ที่ไม่วิตกแสดงว่า..ความรู้กับปัญญานั้นมันคนละส่วนกัน)

 

 

 

 

 

ปัญหาดินแดนกับเขมรคนส่วนใหญ่ยังไม่สนใจ ไม่รวมพลังกันช่วยชาติแก้ปัญหา ส่วนพวกอชาตินิยมก็คอยแซะช่วยชาติอื่นอยู่กลายๆ  แบบนี้แล้วปัญหาดินแดนกับพวกบริษัทข้ามชาติมันใหญ่หลวงกว่าปัญหาเขมรยิ่งนัก แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้กับมัน..อาจถึงคราวสิ้นชาติกันคราวนี้เอง ซึ่งพวกอชาตินิยมคงสะใจกระมัง เพราะจะได้ไม่มีชาติให้พวกชาตินิยมได้นิยมชาติอีกต่อไป  ส่วนพวกอชาตินิยมก็เสมอตัว ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะคนกำมะลอพวกนี้ไปเป็นพลเมืองขึ้นใครเขาก็คงไม่รู้ร้อนรู้หนาวเท่าเดิมอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

คนเรานั้นก่อนอื่นต้องรักตัวเองและชาติตัวเองก่อน จึงจะไปรักคนอื่นและชาติอื่นได้ คนที่อ้างว่ารักคนอื่นชาติอื่นมากกว่ารักตนหรือรักเท่าตนนั้น ผมเห็นว่าเป็นพวกกำมะลอแน่ๆ  แม้แต่องค์พระสัมมายังทรงสอนให้กระทำการใดเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน โดยประโยชน์ตนมาก่อนเสมอ ทรงสอนกระทั่งว่าประโยชน์ท่านแม้มากมายก็ไม่ควรทำประโยชน์ตนให้เสียไป ดังนี้แล

 

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 

 

 

 




Tag: ชาตินิยม, อชาตินิยม

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-25 17:50:01 น. general,เศรษฐกิจ,ชีวิต-สังคม,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

กัดดาฟี..คนเลวที่แสนดี

กัดดาฟี..คนเลวที่แสนดี

 

คนไทยเรามักได้ข้อมูลทางเดียวตามที่ สรอ. บงการเสมอ จึงไม่น่าแปลกที่เราต่างพากันประณาม มูอัมมาร์ กัดดาฟิ  ณ ตริโปลี ลิเบีย ว่าเป็นคนเลวสุด โหด  อำมหิต และครองอำนาจมานาน ๔๐ ปี ไม่ต่างอะไรนักจาก ฟิเดล คาสโตร

 

สรุปคือ ใครที่ต่อต้านอเมริกา เลวหมด  แต่ผมเห็นว่า เราอาจเรียนอะไรได้มากจากกัดดาฟี อย่างน้อยก็ในความกล้าของเขา ที่กล้าสวนกระแส ส่วนเราเดินตามโลภาภิวัตน์เชื่องๆ 

 

-เขาทำการปฏิวัติเมื่ออายุ 40 ปีตอนเป็นนายพันเอก บัดนี้ เขามีอำนาจล้นเหลือ และมีอายุ 80 แล้ว แต่เขาก็ยังมียศ พันเอก ดังเดิม  ถ้าเป็นในประเทศอื่น เป็นจอมพล อัครมหาเสนาบดี เตโช ใส่สายสะพายหมดแล้ว  เขา ทำได้ไง เคยมีใครคิดบ้างไหม

 

-เขาผู้นี้ติดดินมากๆ ไปนอนกลางดินกินกลาง ทะเล ทราย เป็นเดือนๆ อยู่บ่อยๆ  ด้วยการนอนเต้นท์

 

 

-ออกกฎหมายห้ามขายเหล้า และ บุหรี่ ในประเทศ  (บุหรี่สรอ. ก็ห้ามด้วยนะ)  ...สาธุ  ๆ ๆ

 

 

-แต่งกายแบบชาวบ้านมุสลิมทั่วไป ไม่กระแดะใส่สูต ผูกไท ตามก้นฝรั่งเหมือนนักการเมืองไทย

 

-รักชาติ สร้างโครงการผันน้ำจืดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน หวังให้ประเทศอันแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายของเขาได้ทำการเกษตร เขียวชอุ่มไปทั่ว  (ส่วนประเทศไทยเขียวชอุ่มดีๆ รัฐมารอยากทำให้เป็นทะเลทรายด้วยการเชื้อเชิญต่างชาติให้เข้ามาทำนำร่องด้วยอุตสาหเวร)

 

-ต่อต้านทุนนิยม แต่เอาอิสลามไปผสมกับสังคมนิยม ทำประเทศให้เป็นรัฐสวัสดิการ  

 

ความเลวของเขาก็มีอยู่ แต่เมกาขยายให้เว่อไปสิบเท่า ส่วนความดีของเขามีมาก แต่เมกาย่อลงสิบเท่า  มันเลยเกิดช่องว่างแห่งความเข้าใจไป 10x10 = 100 เท่า

 

วันนี้คนไทยไปทำงานอยู่ในลิเบีย 2 หมื่นกว่าคน แสดงว่า เขาให้ค่าแรงสูงมากใช่ไหม ส่วนรัฐมารไทยกดค่าแรงแสนต่ำเพื่อเอาใจนักลงทุนต่างชาติ 

 

แบบนี้..ไม่อายกัดดาฟีบ้างหรือ 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 




Tag: กัดดาฟี, ปฏิวัติอิสลาม

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-24 20:22:30 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ขอมนครวัดคือสยาม..ไม่ใช่เขมร (หลักฐานเพิ่มเติมครั้งที่ ๔)

ขอมนครวัดคือสยาม..ไม่ใช่เขมร (หลักฐานเพิ่มเติมครั้งที่ ๔)

 

สองวันก่อนเพื่อนผมได้ชักนำให้ไปทานข้าวเย็นกับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์นามอุโฆษซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  ท่านผู้นี้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนครวัดไว้หลายเล่ม ซึ่งมักถูกอ้างอิงเชิงวิชาการเสมอ

 

ผมได้นำเสนอทฤษฎีคนสยามสร้างนครวัด พระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด และเขมรไม่ใช่ขอมต่อท่าน พร้อมชี้แจงแสดงเหตุผลตามที่ผมได้นำเสนอมาในบทความก่อนหน้านี้

 

ท่านรับว่ามันสมเหตุผลทีเดียว และอยากให้ผมนำเสนอทฤษฎีต่อที่ประชุมวิชาการด้านโบราณคดี  แต่ผมท้วงไว้ว่าถ้าผมไปพูดคงมีน้ำหนักน้อย จึงอยากให้ท่านร่วมเป็นผู้แต่งร่วมกับผมด้วย  โดยผมได้ยกร่างบทความเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้ท่านแล้ว

 

ซึ่งถ้าท่านยอมเป็นผู้แต่งร่วมก็คงเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วโลกแน่ แต่แม้ท่านไม่ยอมร่วมด้วย ผมก็คงนำเสนอเดี่ยวๆอยู่ดี  ดีเสียอีกจะได้ไม่มีใครมาเฉลี่ยความดัง อิอิ

 

การยอมรับในเบื้องต้นของท่านยังความลิงโลดใจให้ผมมาก เพราะท่านเป็นนักวิชาการผู้ที่เข้าใจนครวัดลึกซึ้งที่สุดในโลกคนหนึ่งก็ว่าได้  ทั้งในแง่โบราณคดีและแง่ประวัติศาสตร์  อีกทั้งท่านเป็นคนตรงไปตรงมาแบบฝรั่งชั้นดี ไอ้ที่จะปากอย่างใจอย่างนั้นยาก เช่น ขณะกินข้าวกันมีอาหารพิเศษจานหนึ่งที่เจ้าของร้านทำมาให้เป็นบรรณาการกับแขกพิเศษโดยเอามาเสริฟเองถึงโต๊ะ พร้อมยืนรอคำชม ท่านลองชิมครึ่งคำ แล้วทำหน้าเบ้ พร้อมอุทานว่า ไม่อร่อย และไม่กินอีกเลย ขนาดฝรั่งที่ว่าเถรตรงแล้วส่วนใหญ่ถ้าไม่อร่อยเขาจะบอกอ้อมๆว่า อึม มันแตกต่างนะ  (hmm..it’s different)  หมายความว่า มันแตกต่างไปจากรสชาติเดิมๆที่เขาเคยชินน่ะ

 

หวนกลับมาเรื่องหลักฐานต่อ ในบทความนี้ผมขอเสนออีกสองหลักฐาน หลักฐานแรกคือ การที่เขมรทิ้งนครวัดไปหลังจากโดนกองทัพสยามตามไปล้างแค้นครั้งที่สอง โดยการทิ้งนั้นเป็นการอพยพทิ้งให้เป็นเมืองร้างไปเลย  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะการทิ้งเมืองที่ทั้งใหญ่และยิ่งใหญ่ขนาดนี้เพียงเพราะศึกสงครามนั้นไม่เคยมีมาก่อน  มันจะต้องเกิดการเสียดายอาลัยอาวรณ์เป็นที่สุด  เมื่อก่อนโดนพวกแขกจามบุกหนักกว่านั้นมากนักก็ไม่เห็นทิ้งเมือง ก็ซุ่มรอจังหวะกู้บ้านกู้เมือง  ซึ่งทั่วโลกก็ทำกันแบบนี้ แม้สยามทิ้งอยุธยาก็ไม่ได้ทิ้งเพราะกลัวพม่า และก็ไม่ได้ทิ้งให้ร้างแต่ยังมีคนอยู่ตลอดมา

 

การทิ้งเมืองอันยิ่งใหญ่ไปได้ง่ายๆ นี้แสดงว่าเขมรไม่ได้สร้างนครวัดมากับมือ แต่ได้มาฟรีๆ จากการลุกฮือของพวกตนในสมัยพระเจ้าแตงหวาน ดังนั้นก็เลยไม่คิดเสียดายอะไรกะอีแค่เมืองที่เต็มไปด้วยหิน แถมยังอาจคิดกลัวผีเสียอีกด้วย เพราะเมืองนี้เต็มไปด้วยภูตผีเทวดาเทพเจ้าหลากหลายที่เล่ากันมาเป็นตำนาน  ส่วนสยามนั้นแม้สร้างเมืองนี้มาด้วยมือ แต่บัดนั้นก็ไปตั้งรกรากใหม่ที่อยุธยาแล้ว ก็คงไม่คิดหวนคืนกลับมาใหม่ อีกทั้งศาสนาก็เปลี่ยนเป็นพุทธเต็มตัวแล้วด้วย ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับปราสาทเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่ (ยกเว้นบายน) เป็นปราสาททางคติพราห์มณ์

 

 

หลักฐานชิ้นที่สองคือ ชื่อของปราสาททั้งหลายที่นครวัดและนครธม ส่วนใหญ่เป็นชื่อที่มีสำเนียงสยาม ส่อให้เห็นว่ากษัตริย์ผู้สร้างปราสาทเหล่านี้น่าเป็นคนเชื้อสายสยาม ขอยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ดังนี้

1)      นครวัด (อังกอร์วัด):  คำว่า วัด นั้นเป็นคำสยามโบราณ ไม่ใช่เขมรแน่ๆ

2)      นครธม: ประเด็นนี้ผมได้เฉลยไว้แล้วว่า ธม คือ ธัม ธมฺ หรือ ธรรม ไม่ใช่ภาษาเขมรที่แปลว่า ใหญ่ อย่างที่เชื่อกันมานาน (ตามฝรั่ง)   แต่ทำไมใช้ ธมฺ (บาลี) ไม่ใช่  ธรรม (สันสกฤต) นี่แสดงว่าได้รับอิทธิพลจากสยามซึ่งนิยมบาลีมากกว่าสันสกฤต

3)      ปราสาทนาคพัน: นี่มันภาษาสยามชัดๆ คำว่า นาค หดมาจาก นาคา (สันสกฤต) ซึ่งหลักการหดพยางค์แบบนี้มันหลักสยามแท้ๆ ส่วน พัน นั้น ก็คือกิริยาการพันของนาคนั่นเอง ก็ภาษาสยามอีก

4)      ปราสาทปักษีจำกรง: คำว่า จำกรง ก็ภาษาสยามแท้ๆ คือถูก (จอง)จำ(อยู่ใน)กรง นั่นเอง

5)      ปราสาทพระขรรค์ ..พระวิหาร พระรูป: คำว่า พระ นี้ถือเป็นคำสำคัญที่สุดในภาษาสยาม มาจาก วร (วะระ) ในสันสกฤต การผัน ว ให้เป็น พ นี้ คือนิสัยแท้ๆของสยาม เช่น วิมาน=พิมาน วิษณุ=พิษณุ วิจิตร=พิจิตร วิชัย=พิชัย ภาษาเขมรไม่น่ามีพฤติกรรมนี้

6)      ปราสาทพิมานอากาศ: คำว่าพิมาน ก็บาลี (สันกฤตคือ วิมาน) อากาศ ก็หดมาจากสันสกฤต ทั้งสองคำก็เป็นสำเนียงสยามชัดๆ

7)      ปราสาทตาพรหม ตาแก้ว: คำว่า ตา นี้ ฝรั่งส่วนใหญ่แปลไปจากภาษาสยามหมายความว่า พ่อของแม่  แต่ผมว่าหมายถึง อวัยวะใต้คิ้ว เสียมากกว่า (แต่ทั้งสองก็เป็นภาษาสยาม)  ตาพรหม น่าหมายถึง ดวงตาแห่งพระพรหม ส่วนตาแก้วนั้นมีตำนานหนึ่งว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ถ้าจริงคำว่าตาแก้วก็คือ ดวงตาแห่งพระแก้ว นั่นแล

8)      แม้แต่ปราสาทบายน ก็อาจเป็นคำสยาม เพราะ บา แปลว่าครู (เช่น ครูบา)  ยน (ยล) คือมอง ก็คือ ปราสาทครูมอง ครูในที่นี้คือครูใหญ่ หมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง ทรงมองด้วยพระพักตร์หินมหึมาถึง 216 พักตร์

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนครับ

 




Tag: นครวัด, ขอมไม่ใช่เขมร, พระเจ้าอู่ทอง

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-24 18:48:01 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ,ท่องเที่ยว 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

แกวกับลาวจะมาช่วยเขมรรบกับไทย..ก้าก..หนามยอกหนามบ่งมันซะเลย

ไอ้เขมรมันแบไพ่มัวๆอีกตัวว่า แกวกับลาวจะมาช่วยมันรบกับไทย 

 

ซึ่งมันเพ้อไปแล้ว ไม่มีชาติไหนเขาจะมาเสี่ยงรบช่วยประเทศกระจอกแบบมันหรอก ในกรณีประทะกันชายแดนแบบนี้ นอกเสียจากเป็นการรุกรานเต็มรูปแบบ ก็ว่ากันอีกที

 

แม้กระนั้นก็ตามผมว่า ว่าไปแล้วรบกันซะทีก็ดี จะได้ล้างไพ่ใหม่ ถ้าแพ้จะได้เป็นขี้ข้าเขมรให้รู้แล้วรู้รอดไป ดีกว่าอยู่แบบไร้ศักดิ์ศรีให้มันหยามน้ำหน้าเล่นทุกวันแบบนี้

 

อย่าลืมด้วยว่า เรามีแนวร่วมพันธมิตรประชาชนเขมรอยู่มากที่แสนเกลียดฮุนเซ็น เราควรปลุกขึ้นมาขับไล่เวียตนามและหุ่นเชิดเวียตนามคือ ไอ้ฮวยเซ็งออกไปด้วย

 

ส่วนลาว เราบอกเลยว่า เองส่งทหารเข้ามาช่วยเขมรเมื่อไร เราจะยึดชัยบุรี และ จำปาศักดิ์คืนทันที

 

เวียตนามนั้นถ้ามันสะเออะ ก็บอกว่าเราจะปลุกระดมให้คนไทยทางลุ่มน้ำแดงขอเป็นอิสระ (เดียนเบียนฟู (เดียน มาจากคำว่า แถน เป็นแดนไทยลาว)  หลังสัน เขาบัง คนไทยหลายล้าน)  และจะส่งทหารไปช่วยกู้ชาติด้วย 

 

สมัยก่อนประเทศเวียตนามไม่มีส่วนใต้ มีแต่ส่วนเหนือเท่านั้น มีชื่อประเทศว่า ไดเวียต ซึ่งหมายความว่า มีคน ไดมากกว่าคนเวียตเสียอีก (ชื่อไดมาก่อน)   (ส่วนใต้เป็นอาณาจักรจำปา ที่ช่วงหลังอ่อนกำลังลงจนสิ้นชาติในที่สุด โดนแกวถล่มยึด)

 

ถ้าจะรบเขมรจริงๆ วิธีง่ายที่สุดนั้น เราก็ไปตกลงกับเวียตสิว่ามาแบ่งขนมเค้กกัน เพราะเวียตเองก็มีปัญหาพรมแดนกับเขมรอยู่มาก รวมทั้งลาวก็มี  เราขอเอาแค่เขมรส่วนใน ส่วนเวียตเอาเขมรส่วนนอกไป เท่านี้เวียตมันก็เป็นพันธมิตรร่วมรบกับเราแล้วครับ

 

ว่าไปแล้ว ไอ้อาณานิคมฝรั่งเศสสามประเทศนี้เมื่อก่อนมันมาพึ่งกษัตริย์ไทยเราทั้งสิ้น เช่น องเชียงสือ ของญวณ เขมรนั้นมาพึ่งเรามากที่สุด ส่วนใหญ่ก็หนีญวนมานั่นแหละ บัดนี้งูเห่ามันแว้งกัดชาวนา ต้องตบกระบาลสั่งสอนมันหน่อย

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๐ กพ. ๕๔)

 




Tag: ไทยรบเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-20 09:33:22 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

พันธมิตรยกระดับชุมนุมขั้นที่สามได้แล้ว..ไล่ฮวยเซ็งออกไป

พันธมิตรยกระดับชุมนุมขั้นที่สามได้แล้ว

 

ขั้นนี้คือ ไล่ฮุนเซ็นออกจากตำแหน่ง

 

ด้วยการแฉความเลวของมัน การปราศรัยให้มี  subtitle เป็นภาษาเขมรด้วย

 

ตั้งพันธมิตรเขมรพลัดถิ่นขึ้นมาในประเทศไทย ให้มีการจัดเวทีเพื่อปราศรัยประณามฮุนเซ็น เพื่อให้ลามไปถึงการจัดตั้งพันธมิตรในเขมรให้ได้

 

นโยบายหลักคือ ประชาชนไทยและเขมรเป็นพี่น้องกัน แต่รัฐบาลโกงกินต้องช่วยกันขับไล่ เพราะเป็นภัยต่อคนทั้งสองชาติ เช่น มายั่วยุให้เราต้องรบกัน เพื่อผลประโยชน์ของมันคนเดียว

 

..สองชาติ ใจเต็ม  (กพ. ๕๔)

 




Tag: พันธมิตรยกระดับการชุมนุม

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-20 09:14:32 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมสยามไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส…ทฤษฎีใหม่

ทำไมสยามไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศสทฤษฎีใหม่

 

ทฤษฎีเก่าที่สำคัญที่ให้เหตุผลสำคัญว่าการที่สยามไม่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศสเหมือนประเทศโดยรอบนั้นเป็นเพราะสองมหาโจรประเทศนี้ตกลงกันว่าจะเอาไทยเป็นแดนกันชน ...นักวิชาการไทยก็เฮโลยกมือรับกันใหญ่  

 

ไม่คิดกันบ้างหรือว่าในอัฟริกานั้น สองมหาโจรมันมีแดนกันชนไหม มันก็แด็กซ์พื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เสียมากกว่า กรณีไทย มันเอาแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่งเส้นไม่ได้หรืองัย ยังแคนาดา  นิวอิงแลนด์ อเมริกา หลุยเซียน่า ก็ติดชิดกัน ไม่เห็นต้องมี หยุ่นกันแบบไทยเลย

 

 

แสดงว่ามันมีปัจจัยแทรกซ้อน และปัจจัยที่ว่านี้ก็มีมากกว่าหนึ่ง เช่น

 

1)         ในหลวง ร๕ ทรงดำเนินนโยบาย ไปคบเยอรมัน รัสเซีย เดนมาร์ก ให้ช่วยถ่วงดุล ..ให้เดนมาร์กมาทำการค้ามากหลายในสยาม ผ่านบริษัท อีสต์เอเชียติก โดยต้องเข้าใจด้วยว่าเจ้าหญิงเดนมาร์กเป็นมเหสีของกษัตริย์รัสเซียด้วย (นี่แสดงว่าทรงวางหมากหลายชั้นมาก ทรงใช้เดนมาร์ก ชาติเล็กๆ เป็น proxy ) จากนั้น ก็ให้สัมปทานรถไฟกับเยอรมัน ให้เยอรมันมีผลประโยชน์ในสยาม

 

2)         ลองคิดดูว่า ถ้าโจรอังกฤษและโจรฝรั่งเศสบุกปล้นแผ่นดินสยาม ใครจะเดือดร้อนบ้าง แล้วคนที่เขาเดือดร้อนนั้น เขาไม่โมโหหรือ ถ้าเขาสู้ได้เช่นเยอรมัน ที่เพิ่งชนะฝรั่งเศสในสงคราม franco-prussian war มาหยกๆ เขาก็อาจแสดงพลังในยุโรปที่พรมแดนติดกันอยู่ ส่วนเดนมาร์กอยู่ห่างแถมเล็กๆ แต่เป็นแฟนกับรัสเซีย ก็อาจส่งซิกไปรัสเซียได้

 

3)         แสดงว่าไอ้สองมหาโจรนี้มันยอมตกลงให้สยามเป็น แดนกันชนนี้เป็นเพราะพระปรีชาแห่งร๕ เสียมาก เพราะมันกลัวว่าจะทำให้เยอรมัน และรัสเซีย (ผ่านเดนมาร์กนั่นเอง) เสียประโยชน์และโมโหนั่นเอง

 

4)         อีกทั้งกองทัพไทยก็หาใช่จะวิ่งข้ามได้เล่นๆ แบบญวณ ดังเช่นที่เจอมาแล้วในสมัยยุทธนาวีเกาะช้าง และ พระยอดเมืองขวาง ที่เมืองคำม่วน ณ ริมแดนแกว ถ้าต้องรบกันจริงๆ ก็คงสูญเสียหาน้อยไม่ทีเดียว

 

สอนให้สำเหนียกว่า

 

1) สมัยก่อนมหาอำนาจอย่างเศษฝรั่งอังกฤษมันยังกลัวไทย แต่ไฉนวันนี้เขมรมันกำแหงกับเราแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีอะไรเลย ???

 

2) ถ้าสมัยโน้นมีนักวิชาการ "กรรมมารอ" มากเหมือนวันนี้ ที่ตัวไทยใจรักชาติอื่น เราก็อาจไม่รอดก็ได้ เพราะต่างชาติมัน "มีตัวช่วย"

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๙ กพ. ๕๔)




Tag: สยามเสียดินแดน, เศษฝรั่ง, เยอรมันช่วยไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-19 14:50:51 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

คิดเรื่อยเปื่อยหลายข้อ..ยามไทยจะรบเขมรกพ.๕๔(ตอน๒)

คิดเรื่อยเปื่อยยามไทยจะรบเขมรกพ.๕๔(ตอน๒)

 

1)      ศาลโลกบอกทำนองว่าจะไม่พิจารณาคดีใหม่หากไม่มีหลักฐานใหม่ ...กรณีเขาพระวิหารผมเสนอว่าเรามีหลักฐานใหม่คือ หินที่สร้างปราสาทนั้นขุดมาจากแผ่นดินไทย (แหล่งหินตัดในอ.กันทรลักษณ์) ดังนั้นเราอาจขอทวงหินสร้างปราสาทกลับคืนมาดินแดนไทย   แล้วเอามาสร้างปราสาทแห่งใหม่แทนของเดิมในดินแดนไทย   ส่วนเขมรจะบูรณปราสาทเดิมขึ้นใหม่ด้วยหินเทียมที่ขุดมาจากฝั่งเขมรก็ย่อมได้นะ ไม่ว่ากันอยู่แล้วศาลโลกเอ๋ย ..เพียงแต่ว่ามันจะขนหินก้อนใหญ่ๆ ขึ้นหน้าผามาได้ยังไง เป็นการทดสอบสมองเขมรไปด้วย (ห้ามใช้เครื่องทุ่นแรงนะ ให้ใช้เทคโนฯสมัยพระเจ้าสุริยวรมัน ๑ เท่านั้น)  และถ้าสร้างใหม่ได้ ระหว่างสองปราสาทที่ใช้หินเก่าสร้างบนแผ่นดินใหม่ของไทย  กับหินใหม่สร้างบนแผ่นดินเก่า (ก็ของไทยอีกน่ะแหละ) คุณว่าอันไหนมันแท้ อันไหนมันเทียม และศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน

2)      ผมได้เสนอไปแล้วในตอนที่ ๑ ว่าให้เลิกคบเศษฝรั่งและโจรอังกฤษแล้วหันมาคบกับเยอรมัน ..เรื่องนี้ในหลวงร ๕ ท่านก็ทรงทำไว้แล้ว อาจกล่าวได้ว่า เยอรมันในสมัยพระเจ้าไกเซอร์ ได้ช่วยสยามโดยอ้อมไว้มาก ทำให้ไม่เป็นเมืองขึ้นของไอ้สองมหาโจรประเทศนี้ วันนี้ถึงเวลาย้อนยุค ไปคบหาเพื่อนเก่าอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าล้นเกล้าร ๕ ทรงเสด็จไปเยี่ยม ท่านวอน บิสมาร์ค ด้วย  ทั้งที่หมดอำนาจทางการเมืองแล้ว แสดงว่าทรงมีพระปรีชาญาณล้ำเลิศมาก (แต่ไอ้พวกนักวิชาการ กรรมมารอ มันคงหาว่า ร๕ เป็นพวกตกยุค รักชาติ แน่ๆเลย ...จนมีชาติให้มันยืน มาด่าคนรักชาติได้ฉอดๆจนถึงวันนี้)

3)      นรม.ไทยวันนี้ก็เกิดอังกฤษ เรียนจบ รร. ผู้ดีอังกฤษ (โจรที่สร้างภาพเก่ง)   เป็นแฟนบอลนิวคาสเซิล (สาลิกาดง) คงยากที่จะไปบอกให้ท่านกดดันสื่อไทยให้เกลียดโจรอังกฤษและเศษฝรั่ง ให้ลดการถ่ายทอดบอลอังกฤษแล้วหันไปถ่ายทอดบอลเยอรมันแทน ..เยอรมันเป็นชาติยุโรปที่ได้แชมป์บอลโลกมากที่สุด แต่คนไทยดันไปนิยมบอลกระจอกอังกฤษ ...แบบนี้เป็นอาณานิคมเขาเสียแต่แรกก็คงดี..เสียแรงร ๕ ท่านทรงรักษาดินแดนไว้ให้

4)      นอกจากเยอรมันแล้ว เราต้องคบแสกนดิเนวีย เช่น เดนมาร์ก ก็ช่วยไทยไว้มากในคราวโน้น ผบ.รร.นายเรือคนแรกเป็นชาวเดนมาร์ก ร๕ ไม่ทรงไว้ใจให้คนสัญชาติอังกฤษ ฝรั่งเศสมาสอนการรบเรา เพราะสงครามเด็ดขาดสมัยโน้นคือ สงครามทางเรือ จึงทรงให้ความสำคัญกับกิจการ รร.นายเรือเป็นพิเศษ ถึงกับทรงเสด็จไปเปิด รร. นายเรือ ด้วยพระองค์เอง เมื่อ คศ. ๑๑๙ (นับเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรก ของประเทศไทยด้วย )    ส่วน รร.นายร้อยยังไม่มีด้วยซ้ำ จนมาเปิดเอาสมัยร ๖ (พร้อมๆกับมหาลัย จุฬา) .... ส่วนการเศรษฐกิจนั้นทรงยกให้เยอรมันมาสร้างการรถไฟ ทั้งนี้เพื่อคานอำนาจกับอังกฤษ ฝรั่งเศส ...ถ้าเราเข้าใจในพระปรีชาตรงนี้ เราจะเรียนรู้อะไรได้มาก...น่าเสียดายโอกาสที่ในพศ. ๒๕๕๔ นี้ ขนาด ดร. เมอร์เคิล ผู้เป็นใหญ่แห่งเยอรมันนีแบะท่ามาแล้วว่าสนใจเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างยิ่ง แต่ นรม.ไทยยังไม่เข้าใจ ยังไปหลงใหลอีตัน อ๊อกฟอร์ด สาลิกางดงอยู่นั่นแหละ ..สมัยโน้น คิงส์ไกเซอร์ไม่เข้าใจเรา ร๕ ท่านทรงรุกเข้าไปจนคิงส์ไกเซอร์เข้าใจ ...แต่นี่เขาเข้าใจหัวอกเราแล้วรุกเข้ามาหาเราแท้ๆ ...เฮ้อ ..(ส่วนผมนิยม โบรุสเซีย มึนชึน กลาดบัด..เสียดายตอนนี้อยู่ท้ายตารางบุนเดสลีกาของเยอรมัน)

5)      หลัง รศ. ๑๑๒  ทหารเรือไทยรบฝรั่งเศส ที่เกาะช้าง เกิดการสูญเสียมาก  กรมหลวงชุมพรฯ ทรงให้ทหารเรือทุกคน สักยันต์ไว้ที่หน้าอกว่า จันทบุรี และ ตราด เพื่อให้ทหารทุกคนจดจำว่าสักวันเราต้องล้างแค้นฝรั่งเศส   จากนั้นทรงพัฒนาการศึกษาที่รร.นายเรือ ทรงให้สร้างเรือบนบกเพื่อให้นักเรียนนายเรือใช้ฝึกในการหมุนเรือเพื่อคำนวณหาข้อผิดพลาดของการชี้ทิศของเข็มทิศแม่เหล็ก ทรงตั้งชื่อเรือลำนี้ว่า น้ำตาล   .....ทรงอธิบายว่า น้ำตาล เป็นของแก้เผ็ด สักวัน เราคนไทยต้องแก้เผ็ดฝรั่งเศสให้จงได้ ....แต่อนิจจาทุกวันนี้ เรานอกจากไม่แก้เผ็ดแล้วยังไปซื้อไวน์หวานฝรั่งเศสมาอมเสียอีก ขวดละเป็นแสนก็เอามาอมอวดกัน ..อ้วก

6)      พระยอดเมืองขวาง เจ้าเมืองคำม่วน  ...นี่ก็วีรชนอีกท่านที่คนไทยลืมไปแล้ว  ที่น่าจะต้องสร้างอนุสาวรีย์ให้สักทีแล้ว

7)      แรงงานเขมรในไทย ทำไมไม่ปลุกเอามาชุมนุมขับไล่ฮุนเซ็น  เพื่อเป็นแรงดลใจให้พันธมิตรพนมเป็ญ..ออกมา ๆ ๆ

8)      ถ้าอังกฤษ เมกา ฝรั่งเศสมันตกยุคจนไม่รักชาติของมัน มันคงไม่สละเงินของมันมาให้ทุนคนไทยโง่ๆจำนวนหนึ่งไปเรียน เมืองนอก ด้วยโครงการต่างๆที่มันตั้งขึ้นมา ไม่เช่นนั้นป่านนี้ ไอ้ ดร. กรรมมารอ  ทั้งหลายคงไม่ได้เป็น ดร. จบนอก โก้หรู  จนมีสิทธิมาเห่าหอนในหน้านสพ.  โทรทัศน์ เพื่อด่าคนไทยที่รักชาติว่า ตกยุค จนทุกวันนี้หรอก  มันรักชาติขนาดให้ลูกฮุนเซ็นไปเรียน เวสต์ปอยต์โน่น เพราะมันคิดหลายชั้น ส่วนไอ้ ดร. กรรมมารอ ของเรา มันได้แต่เก๊ก รักมนุษยชาติ อยู่นั่นแหละ ส่วนชาติของมัน  มาทีหลัง  เสมอ

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๙ กพ. ๒๕๕๔)

 

 




Tag: ไทยรบเขมร, ทวงคืนหินพระวิหาร, ไทยคบเยอรมันดีกว่า

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-19 13:20:54 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ถึงเวลาฝรั่งเศสขอโทษไทย

คิดเรื่อยเปื่อยยามไทยชังเขมรช่วยกพ.๕๔

 

 

ผมอยากฝากประเด็นเล็กน้อยในการทะเลาะกับอดีตอาณานิคมฝรั่งเศส

 

1)      เรื่องคุณวีระราตรีที่ติดคุกเขมร เราใช้ยุทธศาสตร์อุทธรณ์ แต่อุทธรณ์ว่าศาลเขมรไม่มีสิทธิ์และหรืออำนาจในการตัดสินคดีดีไหม และขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวไว้ก่อน (ไม่เรียกประกันตัว) โดยให้ปล่อยตัวอยู่ในสถานทูตที่เป็นกลาง เช่น อินโดนีเซีย ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในคุกแมงสาบเช่นนี้ พร้อมนี้เราเดินเกมส์ฟ้องโลก (ไม่ใช่ศาลโลกนะ) ว่าระบบยุติธรรมเขมรมันไม่เที่ยง อยู่ใต้อิทธิพลฮุนเซ็น แฉไอ้ฮุนเซ็นให้ชาวเขมรในไทยและในเขมรรู้ บอกด้วยว่าวีระราตรีถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายด้าน ด้านหนึ่งที่เห็นชัดๆ คือ ตั้งข้อหารุนแรงเกินเหตุไป 100 เท่า  (ข้อหาจารชน) ..จารชนบิดามึงสิเขาไปทำกันแบบเดินไปโล่งๆแจ้งๆให้จับเล่น แค่การตั้งข้อหามั่วๆแบบนี้ก็เป็นเหตุผลพอแล้วที่จะกดดันให้ยุติคดี และทำให้ฮุนเซ็นหมดความเชื่อถือไปทั่วโลก แต่รัฐบาลไทยไม่เคยคิดทำ PR ไปทั่วโลก หน่อมแน้มจริงๆ เอ้า..รัฐบาลไม่ทำ ภาคประชาชนทำเองก็ได้..

 

2)      เลิกใช้คำว่าแผนที่ 1 ต่อสองแสนเสียทีได้ไหม ฟังแล้วมันไม่สื่อถึงชาวบ้านว่าคืออะไร ทำไมต้องสองแสนด้วย  ขอเสนอให้ใช้คำว่า แผนที่ของฝรั่งเศสผู้รุกราน แทน  ซึ่งจะเป็นการกดดันฝรั่งเศส และสหประชาชาติไปด้วยในตัว ว่าถ้ายอมรับแผนที่นี้ก็หมายถึงเห็นดีเห็นงามกับการล่าอาณานิคมในอดีตด้วยใช่ไหม

3)      จีนขอให้ญี่ปุ่นขอโทษ ซึ่งจีนรู้ว่าคงยากที่จะได้คำขอโทษ แต่เขาก็ทำต่อไป เพื่ออะไร ใครคิดออกไหม?? (ตอบ สุมไฟแค้นให้อยู่ในใจคน เพื่อเร้าความรักชาติ เพราะมันคือพลังลึกลับอันหนึ่งในการพัฒนาชาติได้เสมอ)  เราน่าจะขอให้ฝรั่งเศสขอโทษเราบ้าง (ส่วนอังกฤษละไว้ก่อนก็ได้ ทั้งที่ก็ระยำไม่แพ้กันเท่าไหร่หรอก ที่ละไว้นั้น เราไม่อยากรบหลายด้านไง เอาฝรั่งเศสก่อนเป็นนำร่อง)

4)      เลิกใช้คำว่ากัมพูชา แต่ใช้คำว่า เขมร  เหมือนกับที่เราเรียกเมียนมาร์ว่าพม่า ไชน่าว่า จีน น่ะ เรียกแบบเราๆมันได้ใจดี

5)      ข้อสงวนสิทธิ์ศาลโลก 10  ปี มันน้อยมากเมื่อเทียบกับอายุปราสาท 1000 พันปี เรื่องคดีพวกนี้ไม่น่ามีอายุความ เพราะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไม่ใช่เรื่องซื้อเสียงเลือกตั้งจิ๊บจ๊อย

6)      ไทยเราควรเป็นผู้นำโลก ฟ้องศาลโลกให้สนธิสัญญาในยุคอาณานิคมเป็นโมฆะให้หมดทั่วโลก ยิ่งถ้าหาพันธมิตรจากประเทศอื่นๆได้ยิ่งดี   เพราะมันไม่ต่างจากโจรสลัดปืนโตเอาปืนจี้ให้พวกเราเซ็นสัญญาทั้งนั้น ถ้ายึดถือกระดาษพวกนี้เป็นกฎหมายโลกได้ ต่อไปพวกโจรสลัดโซมาเลียมันเอากระดาษขู่เรียกค่าไถ่เรือฝรั่งมาเป็นหลักฐานว่าฝรั่งชาติโน้นชาตินี้เป็นดินแดนของมันจะได้ไหม  (ฟ้องไปเถอะ คงแพ้แหงๆ โอกาสชนะน้อยมาก  แต่มันจะสร้างแรงกดดันแบบใหม่ให้โลกได้ตระหนัก และละอายใจ นี่เขาเรียกว่าฟ้องเชิงยุทธศาสตร์ ไม่หวังผลตรงแต่เล็งเห็นผลโดยอ้อม )

7)      พอเราขอให้รัฐบาลฝรั่งเศสขอโทษ แล้วมันไม่ทำ เราก็เลิกส่งนักเรียนไทยไปเรียนฝรั่งเศส ลดระดับความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรมลงมา อังกฤษด้วย และเลิกเรียกมันว่า เมืองผู้ดีเสียที โจรปล้นสะดมโลกไปทั่วเนี่ยนะผู้ดี ...เราไม่ควรลืมว่าสองชาตินี้ทำความเจ็บช้ำไว้กับเรามาก เราต้องอาฆาตแค้นเพราะความแค้นคือพลังอย่างหนึ่งที่สร้างชาติได้  ...คนไทยเราวินัยก็ไม่มี อดทนก็ไม่มี ความแค้นก็ไม่มี เพียงแค่ 60 ปีผ่านมา ยังไม่ชั่วอายุคนก็ลืมหมดแล้ว  หันไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยฝรั่งเศสมาเสพกันเมามัน ...  อย่างี่เง่าหน่อมแน้มตามพวกนักวิชาการกรรมมารอที่เห็นว่าเป็นเรื่องตกยุค ไม่งั้นอาจสิ้นชาติได้ ...หันไปคบกับเยอรมันให้มากที่สุด และสแกนดิเนเวีย รัสเซีย ไว้ให้มาก

8)      ต้องขอขอบคุณฮุนเซ็นที่มาช่วยกระตุ้นต่อมรักชาติ แต่ยังไงก็ขอให้ประชาชนเขมรจงเจริญ และ ฮุนเซ็นจงฉิบหายโดยเร็ว เมื่อไรพันธมิตรจะไปเปิดสาขาที่พนมเป็ญซะที เอาไอ้หมอนี่ลงโรงลิเกการเมืองได้แล้ว จะเป็นบุญต่อชาวเขมรไปอีกนาน

 

9) คนเขมรมาทำงานในไทยก็มาก ทำไมไม่จัดตั้งพันธมิตรเขมรพลัดถิ่นขึ้นมา เปิดเวทีริมๆพันธมิตรไทยก็ได้

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๙ กพ. ๒๕๕๔)

 




Tag: ไทยรบเขมร, อาณานิคมฝรั่งเศส

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-19 10:30:28 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วิจารณ์.. “แผนที่คนไทย” ของหมอประเวศ

วิจารณ์.. แผนที่คนไทย ของหมอประเวศ

 

ท่านหมอประเวศ วะสี (คนดี มีอาวุโส ที่ผมเคารพรักเสมอมา) วันนี้ออกมาแนะรัฐบาล (เป็นครั้งที่มากแล้ว) ว่า ให้ทำ แผนที่คนไทย ท่านเชื่อว่าถ้าทำแล้วจะทำให้ประเทศไทยเจริญ เพราะจะรู้ว่าคนไทยมีอะไรเข้มแข็ง อยู่ที่ไหนบ้าง จากนั้นก็เอามาเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ จาก ล่างสู่บน 

 

แต่ผมขอแย้ง (ดังที่แย้งท่านมาหลายครั้งแล้ว) ...ผมว่ามันเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างที่จะไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้มากนัก ท่านหมอใช้แนวคิดและจินตนาการแบบ อุดมคติมากเกินไป เพราะท่านเป็นนักหลักการจนเกินไป เชื่อมั่นในพลังประชาชนจนเกินเหตุ

 

 

จากการที่สัมผัสคนไทยมาทุกจังหวัด ทุกอำเภอ แม้ไม่ทุกตำบลแต่ก็หลายหมู่บ้าน ผมตอบแทนท่านเลยว่า อย่าไปทำแผนที่ให้เสียเงิน เวลา เลยครับ มันไม่ทันกาลหรอก กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้แล้ว เพราะคนไทยเรานั้นมันไม่มีอะไรหลากหลายหรอกครับ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าส่วนใหญ่ในพื้นที่ก็ทำนา ไร่ สวน เป็นหลัก มีคนเชื้อจีนในหัวเมืองทำการค้า อุตสาหกรรมท้องถิ่น  มีข้าราชการ ตำรวจทหารคอยรีดไถหาลำไพ่เสมอมา  มีมหาวิทยาลัยที่เห่อเหิมฟุ้งเฟ้อไม่สนใจพัฒนาท้องถิ่น สนใจแต่พัฒนาวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารต่างชาติ

 

 

ที่อาจตกสำรวจในแผนที่ของท่านหมอก็คือ  20 ปีที่ผ่านมาคนไทยทิ้งแผ่นดินไปหากินเมืองนอกก็มาก  เช่นเมืองอาหรับ ไต้หวัน เกาหลี (เพราะรัฐบาลไม่สร้างงานรายได้ดีให้พวกเขา สร้างแต่งานขี้ข้าที่ไปขายแรงงานในนิคมริมทะเล แถมกดค่าแรงงานไว้เพื่อเอาใจนายทุนต่างชาติ) ส่วนที่ไปเมืองนอกไม่ได้ก็ไปขายแรงงานตามนิคมริมทะเล เพราะทำเกษตรต่อไปก็ไม่ไหว เนื่องเพราะรัฐบาลทำได้เพียงแค่ประกันราคาพืชผลเอาตัวรอดไปวันๆ ไม่เคยคิดทำอะไรเชิงโครงสร้างทางการเกษตรแบบครบวงจรบ้างเลย

 

...ส่วนลูกเต้าก็ทิ้งไว้ตามยถากรรม จนเด็กไทยในชนบทวันนี้ผิดเพี้ยนเหลือกำลังลาก เช่น บ้าเซ็กส์ บ้ายา และนิยมยกพวกตีกันทั้งวันมากกว่านิยมเรียนหนังสือ  ...แบบนี้แล้วท่านหมอว่าประเทศไทยเราจะเหลือแผนที่ประเทศไหมใน 20 ปีข้างหน้า

 

 

ข้อมูลเหล่านี้ท่านหมอประเวศไม่รู้หรอกหรือ แต่มันเป็นแผนที่ที่ผมคนเดียวเห็นมานานแล้ว และตะโกนบอกรัฐบาลหลายสมัยมานานแล้วด้วย ว่ามันอันตรายเหลือหลายถ้าไม่คิดปรับแก้กันให้ดีเสียในวันนี้

 

เมื่อเห็นแผนที่ตามประสาผมดังนั้น ผมจึงได้เสนอรัฐบาลให้

1)      ชะลอการลงทุนต่างชาติ หันมาหนุนอุตสาหกรรมไทยเพื่อการพึ่งตนเอง ดึงเอานักวิชาการฟุ้งเฟ้อลงมาให้ติดดินด้วยเพื่อช่วยกัน (ไทยเข้มแข็ง ยังไปเสริมให้เฟ้อหนักเข้าไปใหญ่ ไปยุให้ตีพิมพ์ต่างชาติมากๆกว่าเดิมเสียอีก)

2)      กระจายอุตสาหกรรมสู่ท้องถิ่น เอางานไปหาคน ไม่ใช่เอาคนไปหางาน ที่ทำให้ต้องทิ้งถิ่น ลูกเต้า เกิดปัญหาสังคมระยะยาวตามมา

3)      สร้างอุตสาหกรรมท้องถิ่นขึ้นมา โดย และเพื่อคนท้องถิ่นเอง เพื่อเพิ่มรายได้อุตสาหกรรมเกษตร และสร้างงานในท้องถิ่น

4)      สร้างสหกรณ์ค้าปลีกท้องถิ่นเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกักเงินไทยไม่ให้ไหลออกไปสู่ร้านค้าปลีกต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการกักเงินไว้หล่อเลี้ยงท้องถิ่นอีกด้วย

5)      ลดพื้นที่การทำไร่นาลงมาให้มีจำนวนเพียงแค่พอกินในประเทศที่เหลือปลูกป่าและทำอุตสาหกรรมป่าไม้ (ผลิตเฟอร์นิเจอร์จะได้รายได้มากกว่าปลูกข้าว 20 เท่า)  โดยปลูกแบบมียุทธศาสตร์หลายต่อ เช่น ลดน้ำท่วม เพิ่มท่องเที่ยว

6)      ขุดเชื่อมต่อแม่น้ำ คลอง เข้าสู่หนองน้ำและแอ่งน้ำธรรมชาติ ที่มีมากมายทั่วประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยสำรวจ เพื่อจัดการแบบเชื่อมโยงให้ดีที่สุด ซึ่งจะช่วยการเกษตรและลดน้ำท่วมไปด้วยในตัว ไม่ใช่ทำแบบสะเปะสะปะ ขาดแผนเชื่อมโยงทั้งชาติเหมือนเช่นที่ผ่านมา

7)      ลดจำนวนข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ลงสามเท่า แล้วเพิ่มเงินเดือนให้สองเท่า  รวมทั้งเพิ่มเงินเดือนให้ครูสามเท่า

8)      ..ยังมีอีกมากแต่เอาแค่นี้ก่อนครับ

 

ผมวิงวอนให้ท่านหมอช่วยตรอง ถ้าเห็นด้วยช่วยผมบอกต่อไปยังรัฐบาลด้วยเถิดครับ อย่ามัวคิดทำแผนที่อยู่เลยครับ มันอาจฟังดูดี แต่ผมว่ามันไม่ทันกาลหรอกครับ

 

ผู้นำที่ดีต้องฟังให้รอบ  คิดแบบองค์รวม แล้วทำให้เร็วครับ ให้ทันกาล

แต่ส่วนใหญ่พวกเขา

1)      ไม่ฟัง (ถือดี คิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร ยกเว้นฟังเสียงประจบสอพลอ)

2)      ไม่คิด (ยกเว้นคิดเรื่องความอยู่รอดของตัวเอง เช่น ประชานิยมรูปแบบต่างๆ) และ

3)      ไม่ทำ (ยกเว้นทำเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง เช่น ประกันราคาข้าว ทำกันอยู่นั่นแหละ)

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๘ กพ. ๒๕๕๔ ..วันแห่งความรักของชาวพุทธ)

 




Tag: แผนที่คนไทย, โต้หมอประเวศ

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-18 12:18:52 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

กูรักชาติ...คำสดุดีวีระและราตรี

กูรักชาติ...หนักกระบาลใคร

 

นามเขาดีวีระและราตรี

สองบุรุษและสตรีที่กล้าหาญ

บุกเขาไปยังแคว้นแดนหนองจาน

อออรัญในเขตประเทศไทย

 

เป็นการเข้าไปสำรวจตรวจพื้นที่

ประชาชีเขาร้องทุกข์เป็นจดหมาย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่กล้าไป

จึงเสี่ยงตายไปเองไม่เกรงกลัว

 

พวกข้าเหม็นเข็ญใจมันไม่สน

จับสองคนลงศาลเตี้ยกว่าถั่ว

ยุติธรรมฮวยเซ็งเอ็งชาติชั่ว

พิพากษามั่วมั่วแบบควายควาย

 

แม้ต้องติดคุกแมงสาบที่อับเหม็น

แสนลำเค็ญเป็นทุกข์แทบสลาย

ทั้งวีระและราตรียอมพลีกาย

เพื่อไว้ลาย ให้รู้...กูรักชาติโว้ยฯ

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๑๘ กพ. ๒๕๕๔)

 

 

 

 




Tag: ไทยรบเขมร, วีระราตรี, คุกเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-18 09:03:19 น. general,การเมือง,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นักการเมืองไทย..คิดได้ไม่ไกลเกินหัวแม่เท้า

นักการเมืองไทย..คิดได้ไม่ไกลเกินหัวแม่เท้า แม้จบการศึกษามาแสนสูง

 

ผมเป็นพลเมืองไทยอีกคนหนึ่งที่เคยฝากความหวังไว้กับพรรคประชาธิปัตย์  ไม่เคยคิดว่าดี แต่อย่างน้อยก็เลวน้อยกว่าพรรคอื่น  ที่ยังพอมีคนมีความคิดที่พอจะนำพาประเทศไปสู่...ได้  (จุดจุดจุด คืออะไรก็เติมกันเอาเองนะครับ)

 

แต่วันนี้ผมไม่แน่ใจ...ไม่ใช่เพราะว่าฟังการปราศรัยของพันธมิตรมากเกินไป ตามที่บางคนอาจคิดหรอกนะ เพราะคนอย่างผม ไม่ซ้าย ไม่ขวา และไม่กลาง มานานแล้ว แต่เป็นตัวของตัวเองเสมอ

 

ที่ผมผิดหวังมากที่สุดในวันนี้คือ แม้กระทั่งนายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ ก็ยิ่งดูเหมือนว่ายิ่งไปกันใหญ่ ทั้งที่เป็นคนที่ปัญญาชนทั้งประเทศก็ว่าได้..ฝากความหวังไว้แสนมากมหาศาล  แต่เขาผู้นี้ไม่ทำอะไรที่ถือได้ว่าเป็นแก่นสารเลย ตรงกันข้าม..กับเล่นแต่การเมืองน้ำเน่า (เช่น ประชานิยม ไทยเข้มแข็ง (และฉาบฉวย) ) ที่คิดอะไรได้ไม่เคยเกินยุทธศาสตร์การเลือกตั้งครั้งต่อไป (ประมาณหัวแม่เท้านั่นแหละ)  ซึ่งท่านอาจคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ดีก็เป็นได้ เพราะมันเป็นไปตาม กลไกตลาด ธรรมชาติ (ซึ่งเป็นทฤษฎีทางการเมืองทฤษฎีหนึ่ง)

 

ที่ผมผิดหวังมากที่สุดคือ ทำเป็นจั่วหัวด้วย การปฏิรูปการเมือง แล้วมาลงท้ายด้วยการจะปรับแก้รัฐธรรมนูญ ที่ให้เพิ่มจำนวนสส.สัดส่วน แล้วลดจำนวน สส. พื้นที่  ..เขาคิดทำกันได้แค่นี้เองหรือ

 

 

อ้างทฤษฎีพิลึกพิลั่นมาสนับสนุนกันยกใหญ่ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดได้ จนกระทั่งไอ้พวกหัวนอกมันไปลอกระบบเยอรมันมาใช้กับรัฐธรรมนูญประเทศไทย ...พวกนี้มันเคยคิดอะไรเองได้บ้าง นอกจากลอกฝรั่งชาติโน้นชาตินี้ไปวันๆ ...ปชต.ก็ลอกอังกฤษ ปาร์ตี้ลิสต์ ก็ลอกเยอรมัน ส่วนการนำสู่ระบบสองพรรคก็ลอกอเมริกา

 

ธ่อ...คนไทยเรา แค่ให้เลือกสส.พื้นที่มันก็ไม่เข้าใจแล้วว่าเลือกไปทำไม ส่วนใหญ่คิดว่าเลือกไปเพื่อไปหางบมาสร้างถนน (ไร้ฝุ่น) หรือมาสร้างเสาไฟฟ้า ประปาเข้าหมู่บ้านด้วยซ้ำไป แล้วยังไปซ้ำเติมเขาด้วยระบบสส.สัดส่วน ..ไอ้ชิกหาย ควายกลับชาติมาเกิดแท้ๆ ..รู้กันบ้างไหมที่เยอรมันเขาทำแบบนั้นเพื่อให้เกิดความสามัคคีในชาติที่กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆด้วยระบบแคว้นที่เข้มแข็ง ส่วนเราไม่มีปัญหาแบบนั้นแต่เจือกเห่อไปลอกเขามาใช้ให้ควายแดงสับสนยิ่งกว่าเดิมเปล่าๆปลี้ๆ (ควายใหญ่ยังไม่เข้าใจเลยแล้วยังไปหลอกควายน้อยอีก นี่คือระบบควายจูงควายโดยแท้)

 

 

เรื่องของเรื่องมันเดาได้ไม่ยากว่า ปชป. เขาดีดลูกคิดรางแก้วคำนวณแล้วว่าถ้าเพิ่มสส.สัดส่วน เขาจะได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อาจจะทำให้เขาได้สส. เพิ่ม 5 คน ส่วนเพื่อไทยลดไป 5 คน (คิดให้ดีๆ มันจะมากกว่านั้นเสียอีก เพราะสส.พื้นที่นั้นส่วนใหญ่อยู่ในอีสานที่เพื่อไทยมีเสียงมาก ลดส่วนนั้นลงแล้วไปเพิ่ม สัดส่วน แล้วตอนนี้เสียงสัดส่วนปชป.ดีขึ้นกว่าเดิม ก็ไปกันใหญ่)  ดังนั้นเขาฝันว่าถ้าแก้รธน.จะทำให้ได้เสียงข้างมากในภาพรวม หรืออย่างน้อยก็เสียงข้างมากในระบบสัดส่วน จนแกนนำพรรคบางคนที่คงเป็นต้นคิดยุทธศาสตร์นี้ถึงกับนำมาฝอยว่า ถ้าปชป.ได้เสียงข้างมากในระบบสัดส่วน ก็น่าจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลไปโน่น

 

กล่าวฝ่ายพวกหัวหน้าควายไทย ยังไปลอกแนวคิดเมกันมาผสมอังกฤษและเยอรมันเข้าไปอีกต่อ ด้วยการวางหมากให้การเมืองไทยเข้มแข็งด้วยการจะทำให้พรรคการเมืองเหลือแต่พรรคใหญ่ๆ สองสามพรรคเท่านั้น ..ถ้าได้สองพรรคแบบเมกายิ่งดี ดังนั้นพวกนี้จึงเขียนรธน.ให้สส.สัดส่วนนั้น ต้องได้เสียงเกิน 5% ถ้าน้อยกว่านี้ให้ตัดให้เป็นศูนย์ไปเลย

 

โหย..5% เนี่ยนะไปตัดเขาทิ้งหมด เอาส่วนไหนของส้นเท้าคิดกันครับพะนะหัวเจ้าท่าน

 

ถ้าคนมาลงคะแนนเสียง 70% ของทั้งหมด  5% ก็ประมาณ 1.5 ล้านเสียงนะ แล้วคุณไปตัดเขาทิ้ง แล้วถ้าคนพวกนี้เขาออกมาชุมนุมไล่รัฐบาล 1.5 ล้านคน เป็นเวลาสัก 10 วัน คุณว่ารัฐบาลอยู่ได้ไหม  (ตอบ มูบารัคแห่งอีจิปต์ถูกไล่โดยคนประมาณ 5 แสนคนเป็นเวลา 15 วันก็จอดแล้ว)

 

สุดท้ายนี้ขอบรรยายวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ท่านนายกฯอาจไม่เคยเรียนจากอ๊อกฟอร์ดให้สักหน่อย คือ...

 

การจ้างคน 1.5 ล้านคนมาชุมนุมเป็นเวลา 10 วัน ค่าจ้างหัวละ 500 บาทต่อวัน ท่านคิดว่าคิดเป็นกี่ % ของรายได้ของนักลงทุนต่างชาติในแต่ละปี (ที่ท่านไม่คิดหรือว่าเขาลงขันกันได้เสมอหากมีผลประโยชน์ร่วม หรือ หากเสียผลประโยชน์ร่วมก็ตาม)  หรือแม้แต่ว่าคิดเป็นกี่ % ของทรัพย์สินของคนโกงชาติจนร่ำรวยบางคน

 

ลองดีดลูกคิดรางแก้วของพวกท่านดู แล้วอาจจะตกใจจนตกเก้าอี้ ..เรืองนี้ผมเตือนชาติไทยของผมมา 10 กว่าปีแล้ว  ชาตินี้ใช่ของผมคนเดียวเสียเมื่อไหร่ แต่ผมได้ทำหน้าที่ของพลเมืองคนหนึ่งพอสมควรแก่อัตภาพแล้ว

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔)

 

 

 

 

 

 




Tag: แก้ร้ฐธรรมนูญ, ผิดหวังประชาธิปัตย์

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-17 06:43:35 น. general,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การบริหารกองทัพแห่งบริษัทประเทศไทย (มหาชน)

การบริหารกองทัพแห่งบริษัทประเทศไทย (มหาชน)

 

แต่ละปี บริษัทประเทศไทย (มหาชน..หลายสีเสื้อ..ทั้งที่จ้างมาและมาด้วยใจ) ทุ่มงบประมาณลงทุนด้านการทหารมหาศาล คิดเป็นประมาณ 10% ของงบประมาณชาติ (เฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา)  และที่ลงทุนนี้ก็เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงของชาติ

 

การลงทุนด้านความมั่นคงถึง 10% นี้ถือว่าสูงมาก เม็ดเงินลงทุนด้านการทหารในแต่ละปีน่าจะมากกว่าเขมรประมาณ  100 เท่า 

 

หากเปรียบประเทศเป็นบริษัท ถ้าบริษัทลงทุนจ้างยามมากขนาดนี้ก็คงเจ๊งแน่ เพราะกำไรสุทธิของบริษัทแต่ละปีก็ประมาณ 5% ของงบประมาณปฏิบัติการเท่านั้นเอง  (บริษัทไหนทำกำไรได้ขนาดนี้ ในยุคนี้ ก็รวยมหาศาลแล้ว)

 

 

แต่อนิจจาพอประเทศมีปัญหาด้านความมั่นคงกับ ประเทศข้างบ้าน เรากลับแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจาก ยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ได้ลงทุนจ้างไปมหาศาลเลย

 

 

ซ้ำร้าย..ทหารระดับแม่ทัพนายกองบางคนกลับออกมาพูดเสียงดังว่า ต้องยุติปัญหาด้วยการเจรจา ......ทั้งที่ทหารไม่มีหน้าที่พูด มีแต่หน้าที่รับนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติ

 

..หน้าที่ พูด เป็นหน้าที่ของรัฐบาล (โดยกระทรวงการต่างประเทศ) ต่างหาก  ส่วนทหารที่แท้นั้นมีหน้าที่เพียงสามประการเท่านั้นคือ 1) รบ  2) รบตามคำสั่งรัฐบาลเท่านั้น 3) หากมีปัญหาใดให้ทำตามข้อที่ 1

 

ถ้าคุณเป็นทหารแล้วอยากพูดมากกว่ายิง ขอได้โปรดลาออก แล้วไปสมัคร สส. แล้วไปเป็น รมว. ต่างประเทศในรัฐบาลชุดต่อไป  เอ้า..เชิญเลย ถ้าพูดหาเสียงได้สละสลวยนิ่มหูกว่าไอ้พวกนักการเมืองกรรมมารอทั้งหลาย ผมสาบานว่าจะลงคะแนนให้..ส่วนให้ไปไหนค่อยว่ากันอีกที

 

 

แต่นั่นแหละ รัฐบาลเราก็พูดไม่ค่อยเป็นในเรื่องนี้ เนื่องเพราะไม่ค่อยได้ฝึกปรือวิชาการด้านนี้ให้ดี เนื่องจาฝึกปรือกันแต่การเป็นนักการเมืองแบบนักธุรกิจ กินตามน้ำ มานาน เลยขาดทักษะด้านการต่างประเทศ  ทหารมันรู้แกว แถมอยากชะเลีย...ก็เลยพูดแทนรัฐบาลไปซะเลย

 

กล่าวฝ่ายรัฐบาลในฐานะคณะผู้บริหาร และ CEO of Thailand, Inc. ที่ใส่สูตราคาแพง และผัดแป้งหอมก่อนออกทีวี..แทนที่จะละอายในความหน่อมแน้มแห่งตน ที่ปล่อยให้ยามมาสอนนโยบายต่างประเทศ  กลับชมยามว่า..เออดีมาก พร้อมรับนโยบาย เจรจา ของยามมาปฏิบัติประหลกๆ

 

ไม่น่าเชื่อว่าผบ.ทบ. กำลังรบหลักของเรา  จะออกมาพูดแบบประชันชดว่า ให้พวกพันธมิตรไปออกแนวหน้าในการรบกับเขมรเพราะเป็นผู้ยั่วยุให้เกิดสงคราม  ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงออกซึ่งความอ่อนแอทั้งทางกายและทางจิตแห่งก้นบึ้งแล้ว ยังเป็นการแสดงความไม่ฉลาดอีกด้วย

 

ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเขมรมันจะไม่อยากรบกับเรามานานแล้ว เนื่องเพราะมันกำลังหาข้ออ้างในการรบอยู่ทุกวันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา  แม้พันธมิตรไม่ออกมาข้างถนนสี่เลน ทหารเขมรมันก็อาจหาข้ออ้างอื่นจนได้อยู่ดี เช่น อาจอ้างว่าใบไม้ฝั่งไทยหล่นไปใส่แผ่นดินของพวกมัน หรือมันเหม็นผายลมของท่านแม่ทัพ ที่ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือหอบเข้าไปแปดเปื้อนแผ่นดินของพวกมัน

 

 

กองทัพเรามีอานุภาพมากกว่าเขมร 100 เท่า แต่พอเราไปเสนอให้เจรจา ความได้เปรียบมันก็กลายมาเป็นความเท่าเทียมทันที  มันมีแต่ผู้ที่คิดว่ากำลังจะแพ้เท่านั้นแหละที่เสนอให้เจรจา คนที่มันคิดว่ามันจะชนะมันไม่ยอมเจรจาหรอกครับ ..ยกเว้นโง่กว่าคู่ต่อสู้ร้อยเท่า (หรือ ใจบุญกว่าร้อยเท่า แบบ คุณ ชาญวิทย์ และคุณนิธิ และบก. นสพ. มติชน ..อย่างนี้ก็ขออนุโมทนาด้วย ชาติหน้าขอบุญที่ท่านทั้งหลายได้ทำในชาตินี้จงส่งอานิสงส์ให้ไปเกิดเป็น สุนัขข้างบ้านผู้นำประเทศข้างบ้านด้วยเถิด...จ้าวประคู้นนนนน)

 

 

เอ้า..นอกเรื่องไปนาน ขอกลับมาธุรกิจยามเฝ้าแผ่นดินต่อ ถ้าทหารไทย ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าทหารเขมร 100 เท่า ได้ทำให้ไทยเราเท่าเทียมกับเขมรแบบนี้แล้ว ดังนั้นเราควรต้องลดงบประมาณทหารลง 100 เท่า เพื่อให้เท่าเทียมกับเขมร ..แฟร์เกมส์   นี่เขาเรียกว่าระบบ merit system ไง 

 

 

ถ้าอยากได้รายได้เพิ่ม ทหารไทยต้องหาเอาจากโบนัสเท่านั้น ที่เหมือนกับพนักงานบริษัท ซึ่งจะได้โบนัสก็ต่อเมื่อทำให้บริษัทมีกำไรเท่านั้น

 

แล้วบริษัทประเทศไทย (มหาชน) จะทำกำไรได้อย่างไรเล่า... บอกใบ้ให้ก็ได้ เช่น

 

1)      ศักดิ์ศรีประเทศคิดเป็นกำไรมูลค่ามหาศาล เพราะคนที่หมดศักดิ์ศรีก็ไม่มีมูลค่า

2)      เคยเห็นประเทศไหนที่ไร้ศักดิ์ศรีแล้วรวยได้ไหม เช่น usa อังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่น เกาหลี  (เออ..มีจริงๆด้วยจ้ะ..มีประเทศเดียวในโลก คือ สิงคโปรเล็ก แต่นั่นแหละมันทำบุญมามาก จึงโชคดีที่ไม่มีพรมแดนติดเขมร)

3)      ก่อนอื่นต้องมีผืนดินยืนเสียก่อนเสียอีกด้วย เช่น ยิว เพิ่งมีศักดิ์ศรีไม่นานนี้ ส่วนสามพันปีก่อนไม่มีแผ่นดินยืน ก็ไม่อาจประกาศศักดิ์ศรีได้  แผ่นดินจึงสำคัญมากสำหรับศักดิ์ศรีประเทศ มันเป็น กำไร ทางจิตวิญญาณของเราทุกคน โดยเฉพาะแผ่นดินที่ชอบธรรม ที่เราหามาด้วยลำแข้งแรงขา ไม่ได้ไปโกงใครเขามา แบบเศษฝรั่ง

 

หมามันจะเห่าได้ยังต้องมีที่ดินเพื่อยืนเห่า เพื่อพิทักษ์สิทธิของมัน นี่เราคนแท้ๆ ถ้ารัก ห่วง คนชาติอื่นมากกว่าคนชาติตัวเอง  ไม่ยอมเห่า เอาแต่เลีย ชาติหน้าอย่าว่าแต่เกิดเป็นหมาเลย แม้แต่เป็นเศษดินใต้ตีนหมายังยาก

 

 

ถ้าทหารไทยยังไม่เข้าใจเรื่องกำไรขาดทุนตามที่แจ้งเตือนมาด้วยความหวังดีนี้ ต่อไปเมื่อหมดสิ้นแผ่นดินอยู่เพราะถูกข้างบ้านรุกคืบเข้ามาโดยรอบ แล้วจะเสียใจว่า..ไม่น่าเลยกูที่ไปโง่ ปอด เห่อเสรีนิยม  จนไปยึดคติว่า

 

ยามศึกเราไม่อยากรบ .....เพราะเราอยากสงบเพื่อตีกอล์ฟ

 

แต่ก็สายเกินแก้เสียแล้ว ซึ่งนอกจากจะต้องเสียศักดิ์ศรีในชาตินี้แล้ว ชาติหน้ายังอาจต้องเกิดไปเป็นคน จูงสุนัขเชื่องให้ลูกหลานของอดีตคนข้างบ้านอีกด้วย ...เราเตือนท่านแล้วนะ

 

 

..สองชาติ ใจเต็ม (กพ. ๒๕๕๔)

 




Tag: ทหารไทย, ไทยรบเขมร, พิพาทไทยเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-16 20:35:05 น. general,เศรษฐกิจ,ต่างประเทศ,ชีวิต-สังคม,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ถึง ชาญวิทย์ และนิธิ ในวันแห่งความรัก(ชาติ)

ถึง ชาญวิทย์ และนิธิ ในวันแห่งความรัก(ชาติ)

 

วันนี้ ๑๔ กพ. ๕๔ วันแห่งความรักตามคตินิยมชาวคริสต์ กลายเป็นวันที่ผมต้องแผ่เมตตาต่อ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ (รวมถึงนาย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ด้วย) ซึ่งทั้งสองท่านนี้ สมัยผมยังเด็ก ยกย่อง รักและบูชามากด้วย (เพราะอินทรีย์เรายังด้อยนัก..ยังโง่อยู่)  

 

ในวันแห่งความรักนี้ ผมไม่รักทั้งสองท่านแล้ว  แต่จะให้เกลียดก็กระไรอยู่เพราะต่างเป็นพุทธพลด้วยกัน ..ก็ได้แต่แผ่เมตตาอย่างเดียวเท่านั้น...ที่ต้องแผ่เมตตาเพราะได้อ่านบทความของสองท่านนี้มามากหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นบทความสดๆร้อนๆดังที่แนบมาด้านหลังนี้...ที่ล้วนแต่ส่อให้เห็นความน่าเกลียดของทั้งสองท่านด้วยกันทั้งคู่

 

 

1) บทความของสองท่านนี้มีอะไรเหมือนกันมาก เช่น เขียนภาษาไทยไปสองคำก็วงเล็บภาษาอังกฤษไปสามคำอยู่นั่นแหละ แม้คำพื้นๆ เช่น สนามรบ ก็ต้องวงเล็บว่า (battle field)  สันติภาพ ก็ต้องวงเล็บว่า (peace)  โอย..อะไรมันจะเหมือนพี่ตักคี่เช่นนั้น ..สมองมีระดับเพียงคิดได้แค่เอาอังกิดตื้นๆมาข่มขู่แสดงความเก่งให้เสื้อแดงสยบและยอมรับเท่านี้เองหรือ ..นิสัยเดิมๆเหมือนกันทั้งลูกพี่ลูกน้องเลยนะ เกทับบลัฟแหลกแหกตาควายกันอยู่นั่นแหละ ..พี่น้องเอ๊ย

 

2) ทำเป็นกระแดะ ทำทีเป็น จิตสากล ไม่คลั่งชาติ แต่รักมนุษยชาติ รักไทย เขมร พม่า ขมุ ข่า เท่าเทียมกันหมด ทำเป็นอ้างคำสอนพระพุทธเจ้า  ก่นด่าคนอื่นว่าเป็นพวก อวิชชา อะไรไปโน่น ทั้งที่ไม่เคยสำเหนียกหลักการคำสอนของพุทธศาสนาเลยว่า ความรักตนนั้นสำคัญกว่าความรัก คนอื่น หรือ ชาติอื่น ดังที่ทรงสอนโดยปริยายอยู่เสมอว่า..การทำอะไรนั้น ต้องได้ประโยชน์ตนแลประโยชน์ท่าน เสมอ... อ่านให้ดี ประโยชน์ตนมาก่อน ..ไอ้อีตนใดที่ไม่รักแม้ตัวเอง แล้วทำกระแดะไปรักชาติอื่น และมนุษยชาติในภาพรวมนั้น มันพวก กรรมมารอ ทั้งนั้น ...เชื่อผมสิ เห็นมามากแล้ว ที่สร้างภาพว่าเสียสละอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้าย แมร่งรับเละคนเดียว ..เช่น 7 ล้านกว่าๆ เพียงแค่ทำงานจัดประชุมขายน้ำลายสองสามครั้ง..

 

3) ทำเป็นอ้างประชาชนตาดำๆ ที่ไร้อำนาจ แล้วด่าอำมาตย์ กษัตริย์  (โดยอ้อม โดยใช้นัยแห่งภาษา และบริบท) ...ทั้งที่เป็น ปรมาจารย์ ทางประวัติศาสตร์ แต่กลับโง่มองไม่เห็นว่า สถาบันกษัตริย์นั้นเป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจบอกได้ว่าใครผิดใครถูกหรอก เพราะทั้งกษัตริย์และไพร่ฟ้าต่างเอื้ออาศัยซึ่งกันและกัน  ...สมัยก่อนนั้นไพร่ฟ้าต้องพึ่งพระบารมีของธรรมราชาเพื่อไม่ให้ถูกอธรรมราชารอบข้างมากวาดต้อนไปเป็นทาสเสมอ แควันใดมีธรรมกษัตริย์ก็เป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอ ..อยากรู้ว่าท่านดร.ทั้งสองนี้ถ้าเกิดในสมัยพระนเรศวร และถ้าเลือกได้อยากมาเป็นไพร่ใต้แผ่นดินใด ก) พระยาละแวก ข) บุเรงนอง  ) พระนเรศวร  (บอกใบ้ เขาคงตะแบง ไม่วงสักข้อ แต่ในใจคิดว่า อยากไปเป็นไพร่พระเจ้ากรุงปารีสมากกว่า  จะได้ถูกขูดรีดภาษีหนักเพื่อเอาไปสร้างวังหรูที่ใหญ่กว่าวังพระนเรศวรหมื่นเท่า แถมถูกเกณฑ์ไปรบกับอังกฤษในสงครามสามร้อยปีอีกด้วย จนตายกันเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่หมดตายสักที .. ส่วนไพร่ไทย ส่วนใหญ่ ไพร่ฟ้าหน้าใสกันเป็นส่วนใหญ่) พวกนักประวัติศาสตร์ กรรมมารอ พวกนี้ เสียแรงเสียภาษีส่งมันไปเรียนเมืองนอก แต่มันคิดไม่ออกหรอกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นวิวัฒนาการสังคม ที่ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกหรอก เอ็งมองประวัติศาสตร์จากมุมมองที่ได้เปรียบในอนาคต แล้วเอ็งก็สรุปโดยไม่คำนึงถึงบริบทในอดีต (เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ประวัติศาสตร์ สันดานโง่พวกนี้ไม่เคยเปลี่ยน)  ..และแล้วสรุปก็มาก่นด่าระบบกษัตริย์ไทย ที่หากบูรพกษัตริย์ท่านไม่ทรงธรรมค้ำจุนชาติไว้ ป่านนี้วิญญาณของนักประวัติศาสตร์กรรมมารอพวกนี้อาจไปเกิดเป็นไปอะไรในดินแดนไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้มาชูคอเป็น ศ.ดร. ให้คนปัญญานิ่มหลายคนกราบไหว้บูชาสรรเสริญกันเหลือเกินอยู่จนทุกวันนี้หรอก สิบอกให่

 

 

...เฮ้อ..เหนื่อย มีอีกร้อยประเด็นที่ต้องตามฉะสองท่านนี้  แต่วันนี้ วันแห่งความรัก เมตตา กรุณา อุเบกขา ..ก็ขอลงจากธรรมมาสแต่เพียงเท่านี้แหละ...เจริญกรรมนำพร

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๑๔ กพ. ๒๕๕๔)

 

 

ปล. ผมบอกแล้วว่า ผมไม่ซ้าย ไม่ขวา และไม่กลาง ..ผมไม่ได้บูชาราชวงศ์จนตาบอดดังที่ ดร.ทั้งสองอาจคิด แต่ผมมองอะไรด้วยจิตใจที่เป็นธรรมเสมอ อย่ามองแต่ต้นไม้ ต้องมองป่าด้วย อย่ามองแต่ป่า ต้องมองสภาพภูมิอากาศด้วย อย่ามองแต่สภาพภูมิอากาศต้อง...ด้วย

 

 

....บทความข้างล่างนี้ ตัดมาจาก มติชน ออนไลน์ ..ขอขอบคุณมติชนฯที่ได้เสนอบทความที่แสดงตัวตนของนักวิชาการ กรรมมารอ ให้ไพร่และฟ้าและประชาและชี ได้ทราบโดยทั่วกัน

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

14 February 2011

 


ถึง คุณหญิง และกัลยาณมิตร

 


(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง ความรักขอ สันติภาพจงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน สยามประเทศไทยกับมนุษยชาติข้ามพรมแดนใน เขมรกัมพูชาในลาว ในอุษาคเนย์ และใน ประชาคมอาเซียน

 


(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า

 


เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ
คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น
ตายในสงครามกลางเมือง
ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์
ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ
หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

 


(3) ผมเชื่อว่า การเมือง (ที่) เป็นพิษในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก สันติภาพ” (Peace) กำลังกลายเป็น สงคราม” (War) จาก สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก โลภ-โกรธ-หลงและอีกด้านหนึ่งมาจากอวิชชาจาก อประวัติศาสตร์ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ บรรพชน-บรรพกษัตริย์ของเราได้ทำเอาไว้  และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น สากลและเป็นอารยะ

 


(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย โลภ-โกรธ-หลงนั้น ก็คือ
 
โลภ เพราะอยากได้ ปราสาทกับ พื้นที่
โกรธ เพราะไม่ได้ ปราสาทกับ พื้นที่
หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ ปราสาทกับพื้นที่

 


(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก อวิชชาจาก อประวัติศาสตร์และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ บรรพชน-บรรพกษัตริย์ของเราได้ทำไว้ ก็คือเรื่อง หนังสือสัญญาฉบับต่างๆ และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)

 


ที่ สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์ (การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย) จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907 (ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)

 


(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1: 200,000) ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน (แม่กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด  อันเป็นผลงานของคณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation entre l’Indochine et Le Siam)  และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2451 (1908)

 


(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆ ข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน และการที่ต้อง รับแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา  ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย ชาติของ ราชาชาตินิยมหรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา เอกราช-อธิปไตยของสยาม/Siam เอาไว้  ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน จำกัด” (limited land) เป็นเพียงรูปขวานทองและต้องยอมสละ ส่วนเกินหรือส่วนที่เป็น ประเทศราช-เมืองขึ้นที่ไป ได้ดินแดน” (ของ คนอื่นของ เขมร-ลาว-มลายู”) มา ไม่ว่าจะเป็นเสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพานตลอดจนเคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู” (ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 ปลายรัชสมัย เสด็จพ่อ ร. 5”)

 


(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) พวก ผู้นำใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก เสนาอำมาตย์หรือ ปีกขวานักการเมืองสายทหารของ คณะราษฎรก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน เปลี่ยนและสร้างชาติตามแนวลัทธิ อำมาตยาเสนาชาตินิยมหรือ Military-Bureaucratic Nationalism (แทน ราชาชาตินิยม” Royal Nationalsim)

 


ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก ราชอาณาจักรสยามจาก Siam เป็นประเทศไทยเป็น Thailand  พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง เพลงชาติ” (แต่ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง.....เป็น ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย.....” 

 


แล้วก็ปลุกระดมความ รักชาติการ กู้ชาติดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ เรียกร้องดินแดนเพื่อให้ ประเทศไทยเป็นมหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น ประเทศไทยหรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น expanded land หาใช่ limited land อย่างของ ราชอาณาจักรสยามหรือ Siam ไม่

 


(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิดสงครามอินโดจีน”  รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม  ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่าจังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปาศักดิ์ (และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดลานช้างสะกดโดยไม่มีไม้โท)

 


รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของพันธมิตรญี่ปุ่น ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า  เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่นเคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานูให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า สี่รัฐมาลัย

 


(10) นี่คือสภาพ อีรุงตุงนังและ มรดกทางประวัติศาสตร์ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น เมืองขึ้นและผู้นำของ อำมาตยาเสนาธิปไตยหลายคนเกือบกลายเป็น อาชญากรสงครามถูกจับประหารชีวิต  เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป

 


โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ปีกซ้ายของ คณะราษฎรตั้งขบวนการเสรีไทยทำการใต้ดินขึ้นมา กู้ชาติไว้ได้  ทำการ ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945)  นี่คือผลงานของ บรรพชน-มหาบุรุษแต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ” (ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ รัฐประหาร พ.ศ. 2490” โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา  และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส  ฯลฯ และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

 


(11) จะเห็นได้ว่า อำมาตยาเสนาชาตินิยมของสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น มันสมองมีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม) หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์) อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง สฤษดิ์-ถนอม-ประภาสตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์”  เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน

 


(12) นี่เป็น หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือหีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้  หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ บัดนี้  ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก บ่วงกรรมนี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ การเมืองเป็นพิษหรือ การเมืองทรามกลายเป็นการเมืองดีทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น สากลและเป็น อารยะ

 


กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม สันติประชาธรรมขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร  ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้านก็ตาม 

 


ขอให้เรามาช่วยกัน ปฏิบัติธรรมละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง  ขจัดอวิชชาและ อประวัติศาสตร์”  ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง สงครามช่วยกันแสวงหา สันติภาพ ช่วยกันทำให้ สนามรบกลับเป็น สนามการค้าอีกครั้ง

 


ขอให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ  ธรรมชาติและวัฒนธรรม จากดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผีกลายเป็น มรดกโลกข้ามเขตแดนเพื่อความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสาของ ประชาคมอาเซียนที่ ไร้พรมแดนให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)

 


ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ ชาติ และราษฎรไทยของเรา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด  ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)

 


และก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ สงครามและสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด  สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ  ทำมาหากินไม่ได้  ที่อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของสยามประเทศไทย”  ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆ กัน เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ เขมรกัมพูชาจากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย  ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง ดังข้อเสนอต่อไปนี้

 


1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย

 


2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน

 


3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน

 


4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543

 


5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้

 


ด้วยความระลึกถึง
เชิง แก่นแก้ว
สิงหะปุระ

 


PS:
Make Love not War
with ASEAN Neighbors,
especially Cambodia and Laos

 

 




Tag: คลั่งชาติ, ชาญวิทย์, นิธิ

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-15 08:37:56 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ยื่นฟ้ององค์การนานาชาติให้เขมรปล่อยวีระราตรี

ยื่นฟ้ององค์การนานาชาติให้เขมรปล่อยวีระราตรี

 

ผมเชื่อว่าน่าจะมีหนทางยื่นฟ้องต่อองค์การนานาชาติ เพื่อกดดันให้เขมรปล่อยคุณวีระและราตรี  

 

องค์การนี้คืออะไรผมไม่รู้ แต่เชื่อว่ามีแน่ๆ มีมากเกินร้อยองค์การเสียด้วย  ลองไปศึกษากันดูเถอะครับ 

 

แม้กระทั่งบริษัทขายเสื้อกางเกงส่งออกที่ไปลงทุนในเขมรก็ยังพออาศัยได้เลยครับ อย่าว่าแต่องคาพยพของยูเอ็น อียู และ NGO  อีกมากมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้  (เช่น นิรโทษกรรมสากล)

 

เหตุผลของเราก็พื้นๆ ที่ทราบกันดีอยู่แล้วคือ เหตุการณ์เกิดในพื้นที่พิพาท ศาลเขมรไม่มีสิทธิ์ในการพิจารณาคดี อีกทั้งหาหลักฐานไปแสดงด้วยว่าศาลเขมรไร้มาตรฐาน กระบวนการพิจารณคดีก็ไม่เป็นสากลอีกต่างหาก แถม ตัดสินตามแต่ฮุนเซ็นจะสั่ง หาหลักฐานมามัดด้วยยิ่งดี เช่น ใครเป็นญาติใครอย่างไร จึงได้รับการแต่งตั้งเข้าไปเป็นผู้พิพากษา

 

เสนอข้อมูลเสริมไปด้วยว่ายามเขมรประสบปัญหา Killing field พื้นที่ไทยเราตรงนี้แหละที่สละช่วยพิทักษ์ชีวิตคนเขมรไว้หลายล้าน แต่อนิจจาวันนี้เขมรสบายแล้ว กลับหันมาแว้งกัดมือที่คอยป้อนข้าวเมื่อคราวที่เจ้าเจ็บหนัก

 

 

เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กล้าทำในสิ่งที่เสนอมานี้ (กลัวไม่สมานฉันท์กับฮุนเซ็น)  แต่พันธมิตร หรือ กลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ หรือกลุ่มอื่นใด  น่าจะพอทำได้นะ

 

อีกอย่างที่ต้องแจงต่อองค์การตปท. คือการยัดเยียดข้อหาเกินจริงอย่างบัดซบที่สุดของเขมร ที่ยัดเยียดว่าเป็นจารชน  เพียงแค่นี้ก็ส่อแล้วว่า เขมรมันวิกลจริต ที่ไม่สมควรยอมรับให้เป็นสมาชิกของสังคมโลก ควรช่วยกันบอยคอตไม่ไปเที่ยวเขมรกันทั่วโลก ...รัฐบาลซื้อโฆษณานิตยาสาร time หลายหน้าบ่อย ๆ ถามว่ากล้าซื้อโฆษณาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทำนองนี้ไหม

 

คนสร้างหนังไทย เอาประเด็นวีระราตรีนี้ไปสร้างเป็นหนังดีไหม แสดงให้เห็นความโหดเหี้ยมของเขมร ตั้งชื่อว่า “The Diverting Field” ก็ได้ แล้วเอาออกฉายทั่วโลก (divert แปลว่าเบี่ยงเบนความสนใจ หมายถึงว่าเขมรเอาประเทศไทยเป็นเบี้ยบนกระดานการเมือง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของคนในชาติที่กำลังเพ่งมองว่าฮุนเซ็นทำให้เสียดินแดนต่อเวียตนามมากมาย และกำลังมีปัญหาคอรัปชั่นหนักอีกด้วย คะแนนเสียงกำลังตก พอดีมีวีระราตรีผู้รักชาติไทยมาเป็นเหยื่อก็เลยเข้าทางมัน เพราะรู้อยู่ว่ารับบาลไทยไม่กล้าทำอะไรรุนแรงหรอก....หนังเรื่องนี้คงสนุกน่าดูชม...)

 

 

 

อย่าลืมวีระราตรีทั้งสองของเรา  ที่ควรต้องสร้างอนุสารวรีย์ให้ด้วย ...ประเทศไทยเราไม่มีอนุสารรีย์ผู้กล้าแบบนี้มานานแล้ว

 

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๔ กพ. ๒๕๕๔)

 

 

 




Tag: วีระราตรี, คุกเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-14 18:03:55 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การม็อบใหม่

ม็อบไทยกับพรรคการเมืองไทย

 

...มีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันอย่างเหลือเชื่อ คือเป็นม็อบครอบครัว ผัวหมดอำนาจก็ส่งให้เมียให้ลูกได้  เช่นกรณีม็อบเสื้อแดง พอหมอเหวงหมดอำนาจ (ติดคุก) ก็ส่งอำนาจต่อให้ภรรยา คือ นางธิดา ได้หน้าตาเฉย ทั้งที่นางธิดาไม่เคยมีกิจกรรมอะไรร่วมกับม็อบมาก่อน ไม่มีม็อบคนใดรู้จักมาก่อน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่บรรดาผู้นำม็อบหัวเมืองจะเชื่อถือแล้วกะเกณฑ์คนต่างจังหวัดให้ส่งมาร่วม

 

แสดงว่ามันมีคนอื่นชักใยอยู่เบื้องหลัง นางธิดาเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น พรรคการเมืองไทยเราวันนี้หลายพรรคก็เป็นเช่นนั้น ที่สำคัญคนร่วมม็อบและคนเลือกตั้งก็นิสัยเดียวกันอีกนั่นแหละ คือเงินซื้อได้

 

นอกจากจะต้องมีการเมืองใหม่แล้วเราขอการม็อบใหม่ด้วยได้ไหม

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๔ กพ. ๕๔)

 




Tag: การเมืองใหม่, การม็อบใหม่

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-14 08:01:47 น. general,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

บทที่ไทยไม่เคยเรียนจากการเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส

บทที่ไทยไม่เคยเรียนจากการเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส

 

ชาติไทยเราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสมากมายหลายครั้ง  ที่น่าเจ็บช้ำอย่างยากจะเลือนลืม แต่การเสียดินแดนในสามจุดคือ 1) จำปาศักดิ์  2) เสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ  3) ปราสาทพระวิหาร มีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ

 

 

จะเห็นว่าการเสีย 3 จุดนี้มีลักษณะที่คล้ายกันคือมีโบราณสถานสำคัญอยู่ด้วย 

 

ที่เป็นดังนี้อาจเป็นเพราะนิสัยคนฝรั่งเศสมักเป็นชาติที่มีรสนิยมด้านศิลปะและวัตถุโบราณสูง เรื่องอาหารการกินก็ประดิษฐ์ประดอยมากกว่าคนยุโรปชาติอื่น  พระราชวังแวร์ซายก็ใหญ่โตหรูหราที่สุดในโลก (สร้างด้วยภาษีราษฎรที่ขูดเลือดประชาชนอย่างมหาโหด รวมทั้งสมบัติที่ไปเอามาจากอาณานิคมที่ทวีปอเมริกา)

 

พอฝรั่งเศสหันมาล่าอาณานิคมทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ้าง  ก็มาเห็นดินแดนขอมโบราณที่อุดมไปด้วยศิลปวัตถุ ก็เกิดความละโมบอยากได้ทันที ทั้งที่ฮุบเอาดินแดนเขาไปเกือบหมดประเทศแล้ว (คือลาวทั้งประเทศและเขมรส่วนนอก)  ก็ยังมิวายขอตอดนิดตอดหน่อยเพื่อเอาสามจุดนี้เป็นของแถม

 

พรมแดนสยามกับอินโดจีน ยาวหลายร้อยกิโลเมตร จาก จ.เลยถึง อ.โขงเจียม ต่างก็ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขตแดนมาตลอดแนว แต่พอฝรั่งเศสเห็นวัดภูที่จำปาศักดิ์ พวกเขาก็ลากเขตแดนตัดเข้ามาฮุบเอาไปดื้อๆ

 

จากนั้นก็ลามมาเสียมราฐ  ที่เขาคงอยากได้มากที่สุด เนื่องจากมีปราสาทนครวัดนครธมอยู่  ก็เลยอ้างโน่นอ้างนี่แบบหมาป่าลูกแกะ ฮุบเอาไปจนได้

 

กรณีเขาพระวิหารก็ซ้ำรอยเดิม ใช้สันปันน้ำมายาวเหยียดพอมาเห็นพระวิหารเขาก็ขีดวกเข้ามาหน้าตาเฉย

 

จุดหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ชัยบุรี (ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ติดกับจ.น่าน) ไม่รู้ว่าฝรั่งเศสเอาเหตุผลแบบหมาป่าอะไรมายึดไป โดยขีดอ้อมแม่น้ำโขงเข้ามาเสียมากหลาย ทั้งที่ก็ไม่มีโบราณสถานสำคัญ  อาจเป็นว่าเอาไว้ก่อนดีกว่าไม่เอา อย่างน้อยเอาไว้เป็นเบี้ยแลกกับดินแดนอื่นๆก็เป็นได้

 

 

เราต้องรบกับเขมรวันนี้ก็เพราะอดีตอันขมขื่นที่ฝรั่งเศสได้ทำทิ้งไว้ ว่าไปแล้วหลายจุดทั่วโลกที่รบกันมาก บางทีตายเป็นล้านๆ เช่น ในอัฟริกาล้วนเกิดจากผลพวงของการแบ่งดินแดนของเจ้าอาณานิคมในยุโรปทั้งสิ้น โดยเฉพาะฝรั่งเศสกับอังกฤษ

 

สักวันหนึ่งกฎแห่งกรรมคงตามทันพวกนี้อย่างสาสม ความจริงก็ตามทันระดับหนึ่งแล้ว เช่นพวกทาสจากอาณานิคมที่พวกเขาจับตัวไปรับใช้ในประเทศแม่ตอนนี้ก็แพร่พันธุ์เข้าไปเกาะกินสังคมมากหลาย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก  

 

ในพศ.นี้ ๒๕๕๔ ไทยเราเรียนรู้อะไรบ้างจากยุคล่าอาณานิคม สมัยก่อนเรายังรบกับฝรั่งเพื่อพิทักษ์ชาติ วันนี้เราเชื้อเชิญเอาพรมปูให้เขาเข้ามาเป็นเจ้าอาณานิคมด้วยซ้ำไป ด้วยการออกกฎหมายสนับสนุนอำนวยความสะดวกกันยกใหญ่

 

จนตอนนี้รายได้ประชาชาติ 70% อยู่ในมือของพวกนักล่าชาวต่างชาติไม่กี่คน  รายได้อีก 25% อยู่กับคนชั้นสูงและชั้นกลางที่หากินอยู่กับเศษขนมปังหล่นที่เขาโยนให้  โดยคนไทย 90% ของประเทศมีสวนแบ่งรายได้เพียง 5% เท่านั้น

 

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเงินเพียง 500 บาทยังสามารถซื้อเสียงได้ในยามเลือกตั้ง หรือ จ้างให้มาชุมนุมได้ในยามที่ต้องการกดดันรัฐบาล  เพราะคนที่ซื้อหรือจ้างนี้เขาได้เศษขนมปังก้อนใหญ่จากนายอาณานิคม เขาบิแจกนิดเดียวให้ประชาชน 90% ขนหน้าแข้งไม่พอร่วงหรอก แล้วนี่ถ้านายใหญ่ต่างชาติเขาเอา 70%  มาบิแจกบ้างเล่า ประเทศไทยจะเหลืออะไรหรือ

 

 

เมื่อไร ผู้มีบุญญาธิการจะมาเกิด เพื่อช่วยประกาศอิสระภาพให้ไทยพ้นจากการเสียกรุงครั้งที่ 3 ..ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๓ กพ. ๒๕๕๔)

 

 




Tag: ไทยเสียดินแดน, บทเรียนจากการเสืยดินแดน

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-13 16:42:29 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ไทยรบเขมร..ควรเลียนแบบเศษฝรั่ง..และ usa

เลียนแบบฝรั่งเศสและ usa

 

สมัยก่อนเรายิงสู้กับเรือรบฝรั่งเศสที่รุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา มันเรียกค่าเสียหาย 4 ล้านบาท (สมัยโน้น ...เงินท้องพระคลังทั้งหมดยังน้อยกว่า 4 ล้าน)  จากนั้นมันไปยึดจันทรบุรี เพื่อเป็นหลักประกัน

 

จากนั้นมันไปยึดจำปาศักดิ์ (อยู่ฝั่งนี้ของแม่น้ำโขง มีวัดภู ที่ใหญ่โตและมีคุณค่ากว่าพระวิหาร)  พอออกจากจันทรมันไปยึดตราด ออกจากตราดมันไปยึด เสียมราฐ (และนครวัด นครธม)

 

ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากการที่เราหาญไปยิงสู้กับมันที่รุกล้ำดินแดนเราเข้ามา แล้ววันนี้ไอ้เศษฝรั่งยังหน้าด้าน บอกว่าจะมาช่วยไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทกับเขมร

 

ทำไมไอ้เศษฝรั่งไม่สอนให้เราเรียกค่าเสียหายจากเขมร ที่ยิงถล่มเข้ามาทำให้บ้านเรือนราษฎรไทยพินาศ ทหารไทยตาย 2 พลเรือน 1 รวมค่าพลัดที่นาคาที่อยู่ของคนอืกเป็นหมื่น ๆ  ค่าเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงทหารของเราที่ต้องเอาไปอุดชายแดน และที่สำคัญค่าเสียศักดิ์ศรีของชาติ

 

เรียกมันแพงๆ ให้มันไม่มีเงินใช้ แล้วบุกไปยึดเขาพระวิหารเอาไว้เป็นหลักประกันชั้นหนึ่งก่อน

 

คราวที่มันยิงถล่มหมู่บ้านเรา เราก็น่าจะบุกเข้าไปยึดดินแดนมัน แล้วอ้างว่าที่ต้องยึดเพราะยึดฐานที่มั่นที่ถล่มยิงบ้านเรือนชาวไทย  แบบนี้สังคมโลกเขาก็เข้าใจ

 

ดูสิขนาดมีข่าวแว่วๆว่าอีรักพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเมกาในอนาคต  เมกันมันยังถล่มเสียราบ ชาติส่วนใหญ่ก็จำนนด้วยเหตุผล สุดท้ายอีรัคไม่มีอะไรเลย  นี่ถ้าอีรัคยิงถล่มชายแดนเมกันจนบ้านเรือนฉิบหายวายวอด เมกันมันจะทำอย่างไรหนอ

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๓ กพ. ๕๔)

 




Tag: ไทยรบเขมร, ไทยฝรั่งเศส

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-13 08:26:42 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มหาลัยไทย...เมือไรจะพึ่งตนเอง

สมองแห่งชาติไทย

 

วันนี้..มลัยไทยกำลังเสนอตัวเข้าไปช่วยปฏิรูปประเทศไทย [ผมขอเรียก มหาวิทยาลัย ว่า  มลัย เพื่อความประหยัดและพอเพียง]  ผมจึงใคร่ขอเสนอแนวคิดมาร่วมสนุกในรายการนี้ด้วย :

 

1)      ก่อนที่มลัยจะทำอะไรก็ตาม (โดยเฉพาะปฏิรูปประเทศ..ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก) ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน (สัมมาทิฐิ) ไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่จะทำตามมามันจะเฉโกไปหมด ...ถ้าเช่นนั้นแล้วอย่าทำเสียเลยจะดีกว่า ..จะถูกพวกม็อบเขาเอาไปก่นด่ากลางเวทีริมถนนให้เสียหน้าเปล่าๆปลี้ๆ

2)      มลัยไทยรู้บ้างไหมว่าปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศไทยเราขณะนี้คือ การไม่พึ่งตนเอง (อัตตาหิ อัตโนนาโถ) แต่ไปพึ่งแต่ต่างชาติ ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี และ วิชาการ..แม้แต่อ่านหลักศิลาจารึกที่เป็นภาษาท้องถิ่นโบราณ ยังต้องจ้างฝรั่งมาอ่านให้

3)       ก่อนที่จะไปช่วยปฏิรูปประเทศ มลัยจะต้องปฏิรูปตนเองเสียก่อน ไม่งั้นจะกลายเป็น เตี้ยอุ้มค่อม

4)      100 กว่าปีที่ผ่านมาประเทศเสียเงินไปเท่าไร ส่งคนหัวกะทิไปเรียนนอกเพื่อหวังให้กลับมาเป็นเสาหลักเพื่อกอบกู้ประเทศให้เท่าเทียมอารยะ แต่วันนี้ช่องว่างระหว่างไทยและเทศที่ไม่กว้างนักในอดีตกลับยิ่งกว้างมากว่าเดิมร้อยเท่า เพราะนักวิชาการในมลัยไทยไม่ทำหน้าที่อันชอบมานานแล้ว เสวยสุขบนหอคอยงาช้างมาจนอ้วนพี จนตีกอล์ฟกับขุนทหารและนักการเมืองก็มาก ส่วนวิชาการก็เอาง่ายเข้าว่า ลอกฝรั่งมาหากินกันริมหลุมกอล์ฟนั่นเอง

5)      ระหว่าง 100 ปีนั้น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี  สิงคโปร์ บราซิล มาเลย์ เขาไปกันถึงไหน บัดนี้ เวียตนาม  อินโด ก็กำลังไล่แซง รวมถึง ภูฐาณ ที่มาแรงด้านจิตวิญญาณทั้งที่ก็ทฤษฎีพุทธเดิมๆที่เรารู้จักกันดีมานาน

6)      ก่อนอื่น มลัยไทยต้องรู้จัก คิดเองทำเอง ได้เสียทีแล้ว  แทนการเอาแต่ทฤษฎีฝรั่งมาใช้อย่างไม่ลืมหูตา อย่างน้อยต้องปรับทฤษฎีเขาให้สอดคล้องกับบริบทประเทศไทยเสียก่อน  ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง  ยันการใส่ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง รวมถึงความมี เสรีภาพ  (อย่าเห่อเสรีภาพจนเกินไปตามแนวคิดฝรั่งที่ไปลอกเขามา)  โดยเฉพาะที่อ้างกันนักหนาว่า เสรีภาพทางวิชาการ ทั้งที่เป็นทาสวิชาการฝรั่งมานานม ไม่เคยได้กล้าประกาศอิสรภาพสักที

7)      ตีนต้องติดดิน ต้องตระหนักว่าขณะนี้ประเทศไทยเรายังจนอยู่มาก  เคยรู้กันบ้างไหมว่าคนไทย 60 ล้านคนมีส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติเพียงไม่ถึง 5% ของรายได้มวลรวมประชาชาติ  เพราะแม้รัฐบาลไทยยังไม่รู้เลย ผมกล้าท้า และที่ไม่รู้ก็เพราะนักวิชาการไม่คิดค้นวิจัยให้รู้จักตนเองนั่นเอง  ....ที่เราไม่รู้เพราะเรารู้จัก เมืองนอก ดีกว่า บ้านนอก เราเสียอีก เนื่องเพราะนักวิชาการจำนวนมากเดินทางไป เมืองนอก มากกว่าไป บ้านนอก จึงไม่รู้ไม่เห็นเลยว่าชาวบ้านนอกส่วนใหญ่ ยังหุงหาอาหารด้วยฟืน (เพราะไม่มีเงินซื้อถ่าน ..อย่าว่าแต่แก๊ส)

8)      อจ. และผู้บริหารมลัยไทยจำนวนมากมีมันสมองเป็นเลิศ แต่จิตวิญญาณไม่ค่อยเลิศนัก เพราะมัวแต่ไปคิดทำอะไรที่เลิศลอยเกินกว่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันกาลต่อสังคมไทย  หรืออีกนัยหนึ่งไปทำงานรับใช้สังคมโลกเสียจนลืมนึกถึงสังคมตนเอง  เห่อเหิมไปตามกระแส ชนชั้นสูง ในโลก  แถมยังไปเหนี่ยวนำให้นักการเมืองขี้เห่อ โยนเงินมาให้ถลุงกันเพลินมืออีกด้วย ด้วยการขู่ทางวิชาการว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นชาติไทยจะขายขี้หน้าชาวโลกเขา เพราะไม่มีผลงานตีพิมพ์   ดังนั้นมลัยควรต้องสังวรณ์และปรับทัศนคติเสียใหม่ ว่าควรยอม ขายหน้าเพื่อเอาผ้ารอด ไว้ก่อน  อย่ามัวคิดแต่ ขายผ้าเอาหน้ารอด เพราะสักวันจะไม่มีผ้าใส่ ซึ่งนอกจากจะอายเขาไปทั่วโลกาแล้วยังจะหนาวตายอีกด้วย

9)      ต้องเลิกทำตัวเป็น ขอทานทางวิชาการ เสียที ที่เดินถือกะลาไปขอวิชาเขาทั่วโลก ต้องหันมาผลิตความรู้ใช้เองในประเทศ ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเองให้มากที่สุด พอลืมตาอ้าปากแล้ว ค่อยคิดหาทางทำอะไรเล่นสนุกๆบ้าง อย่างนี้ก็พอไหว

10)  อย่าหาว่ายกหางตัวเองเลย แต่ขอยกตัวอย่างตัวเองสักหน่อย ว่าตัวข้าพเจ้าเองก็เคยทำงานอยู่กับองค์การนาซามาประมาณ 12 ปี โดยทำงานวิจัยเพื่อหาทางออกแบบระบบการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ยานอวกาศแบบใหม่ด้วยการจำลองระบบการไหลและการเผาไหม้ด้วยวิธีการทางคอมพิวเตอร์  ที่ต้องมีคณิตศาสตร์ยึกยือเต็มกระดาน ตามมาด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลายหมื่นบรรทัด .... แต่พอกลับมาเมืองไทยผมก็ทิ้งงานวิจัยพวกนั้นหมดสิ้น หันมาทำงานวิจัยที่ตีนติดดิน ที่เห็นว่าเหมาะสมกับบริบทประเทศไทย (และบริบทโลกด้วย) หลายโครงการ เช่น

a.        เตาถ่านหุงต้ม: ทำอยู่นานสิบปี ได้พัฒนาเตาถ่านจากประสิทธิเภาพเดิม 20% ขึ้นได้ถึง 55%  ซึ่งหมายความว่าถ้านำเตานี้ไปใช้ทั้งประเทศจะช่วยประเทศประหยัดเงินค่าพลังงานได้ถึงปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าอีกปีละประมาณ 1 ล้านไร่ (แล้วถ้าเอาไปใช้ทั่วโลกล่ะ ?)  ....ปล..เตานี้ราคา 200 บาท ถ้ามลัยไทยลงขันกันซื้อแจกปชช. 5 ล้านครัวเรือนจะใช้เงินประมาณ 1000 พันล้านบาทเท่านั้นเอง  หรือประมาณงบเดินทางดูงานตปท. ของผู้บริหารมลัยไทยในแต่ละปี !!!

b.      เครื่องอบแห้งข้าวเปลือก: ทำอยู่นานสิบปี ได้พัฒนาเครื่องอบแห้งที่ราคาถูกมาก รวดเร็วกว่าปรกติ 5 เท่า ลดการใช้พลังงาน 5 เท่า ซึ่งหมายความว่าถ้านำไปใช้ทั้งประเทศจะทำให้ชาวนาไทยมีรายได้มากขึ้น 25% ทันที (คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท)  (อย่างนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้มากทีเดียว เป็นการปฏิรูปประเทศทางหนึ่ง)

c.       เครื่องอบแห้งเอนกประสงค์พลังแสงแดด (เช่นพริก กล้วย ผลไม้ มันเส้น) : ที่อบแห้งได้เร็วกว่าวิธีของชาวบ้าน 4 เท่า ซึ่งถ้านำไปใช้ก็จะช่วยเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตชาวชนบทได้มาก แถมผู้บริโภคทั้งประเทศจะได้ทานอาหารที่สะอาดขึ้นเพราะไม่มีฝุ่นหรือแมลงเข้าไปปนเปื้อนอาหารได้ในขณะอบแห้ง  

d.      เครื่องปิ้งไก่ ไส้กรอก ที่รวดเร็วกว่า ประหยัดพลังงานกว่า  ประหยัดแรงงานกว่าในการปิ้ง และไร้ควัน (สารก่อมะเร็ง) : ซึ่งนอกจากจะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้มากแล้ว ยังช่วยผู้บริโภคให้เป็นมะเร็งน้อยลงด้วย

e.       ยังมีอีกนับร้อยเรื่อง รวมทั้งสองสามเรื่องที่อาจปฏิวัติโลกได้ในด้านพลังงานแดด และ ลม  (ที่บริษัทฝรั่งรุมโทรเข้ามาหา จนผมต้องปิดโทรศัพท์หนี)   แต่ยกมาเพียงแค่นี้พอให้เห็นแนวทางว่า นักวิชาการไทยสามารถทำอะไรช่วยสังคมไทยและโลกได้มหาศาลหากมีแก่ใจคิดที่จะทำ มิใช่เพียงแต่คิดหาเรื่องวิจัยเพื่อตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศที่มี impact factor สูงๆ เพื่อขอตำแหน่งวิชาการ (ที่ทำให้ได้ทั้งเงินและกล่องแต่สังคมไทยไม่ได้อะไรเลย..นอกจากหน้าตานิดหน่อย แถมถูกฝรั่งหลอกใช้อย่างแยบยลอีกต่างหาก ผ่านวีธีการจัดอันดับมลัยโลก..หรือการล่าอาณานิคายุคใหม่)   ...ขนาดผมตีพิมพ์เป็นภาษาไทยแท้ๆ ฝรั่งมันยังเอาไปแปลเป็นอังกฤษ แล้วมาตามหาข้อมูลกับผม แต่ผมปิดโทรศัพท์หนี ..ก็หวงโว้ย..อยากเอาไว้ให้เป็นของคนไทยมากกว่า แต่พอเอาไปเสนอคนไทย ก็มีแต่คนเมินหน้าหนี ต่างไม่เห็นความสำคัญ ..มันน่าน้อยใจ แต่ไม่เป็นไร เราจะอดทนต่อไป ดั่งพระมหาชนก สักวันพระสยามเทวาธิราชเจ้าคงช่วย

11)  เวลาอจ.มลัยไทยขอทุนวิจัยนั้น ขอทีเถอะไอ้โครงการประเภท technology demonstration ที่ไปเอาความรู้ต่างชาติมาสร้างโรงงานต้นแบบเพื่อสาธิตให้ดูน่ะ หรือที่กระทั่งไปยกโรงงานต้นแบบต่างชาติที่เขาโละทิ้งแล้วมาโชว์ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ...นิสัยแบบนี้ขอให้เลิกซะที เพราะมันเปลืองเงินมาก, ไม่ได้ความรู้อะไรใหม่ และไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยชั้นสูงพึงกระทำ แต่หน้าที่เราคือทำโครงการเล็ก ๆ ที่ใช้งบน้อยๆ แต่ได้ปัญญาความรู้มากๆ ถ้าทำแบบนี้แล้วจะสร้าง pilot plant ราคาแพงสักหน่อยเพื่อมาพิสูจน์เทคโนฯที่คิดได้ด้วยสมองตัวเอง เออ..อย่างนี้พอไหว  ยังไงก็ช่วยกันประหยัดเงินหน่อยนะ เพราะชาติเรายังยากจนอยู่มาก และก้อช่วยกันประหยัดเวลาด้วย อย่าขอเวลาทำโครงงานเกินจริง มันคอรัปชั่นนะ  (ปีเดียวก็พอแล้ว แต่ขอซะสามปี)

12)  นักวิชาการและผู้บริหารมลัยไทย ต้องกล้าที่จะสร้างความรู้เองได้แล้ว ต้องลดละเลิกเลื่อน การส่งคนไปเรียนเมืองนอก (ส่งไปแต่น้อยที่สุดเพียงเพื่อเป็นทูตทางวิชาการเท่านั้น)  และเลิกไปดูงาน ไปหา ความร่วมมือ กับต่างชาติเสียที ..ถ้าเรายังไม่สร้างความรู้ใช้เอง มัวแต่ไปเสพความรู้จากเมืองนอก ผมว่า ประเทศไทยไม่มีวันตั้งตัวได้ เพราะได้แต่ส่งมันสมอง (นศ.ทุนปริญญาเอก) ไปช่วยต่างชาติวิจัย ในขณะที่นักวิชาการไทยเราเองกลับมีแต่กากเดนเหลือทิ้งมาเป็นผู้ช่วยวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมไทย 

13)  ถ้ายังเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ ต่อไปชาติไทยเราจะมีผลงานตีพิมพ์วารสารต่างชาติเพียบ แต่ประเทศไทยกลับยิ่งจนลงกว่าเดิม เพราะตีพิมพ์มันเสียเงินมาก แต่เอามาใช้หาเงินไม่ค่อยได้ เนื่องเพราะไปตีพิมพ์แต่เรื่องไกลตัวเองและใกล้ตัวต่างชาติ.... พึงตระหนักว่าอารยประเทศนั้นเขารวยก่อนแล้วเขาถึงตีพิมพ์ หาใช่ว่าตีพิมพ์แล้วทำให้เขารวย

 

ชาติเปรียบร่างกาย มลัยเปรียบสมอง ...เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก  นอร์เวย์  สวิส  กายเขานิดเดียว แต่สมองเขาใหญ่  ก็ทำอะไรได้มากมหาศาล แม้จีนที่แสนใหญ่ยังเกรงใจ

 

แต่ไทยเราวันนี้มี 65 ล้าน แต่แม้เขมรยังลบหลู่ เพราะอะไร ก็น่าคิด (ถ้าคิดไม่ออกเพราะสมองเป็นอัมพฤกษ์ไปแล้วก็ขออโหสิด้วย)

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๒ กพ. ๒๕๕๔)

 

 

 

 




Tag: มหาลัยไทย, มหาหลอก, วิสัยทัศน์มหาลัย

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-12 16:58:28 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ฮุนเซ็น..มูบารัคแห่งเขมร..แต่พันธมิตรยังหลงประเด็น

ฮุนเซ็น..มูบารัคแห่งเขมร..แต่พันธมิตรยังหลงประเด็น

 

ผมฟังแกนนำพันธมิตรบางคน ดีใจเสียล้นเหลือที่ปธด. มูบารัค ที่ครองอำนาจในอีจิปต์มานาน 28 ปีต้องยอมแพ้ต่อม็อบ ด้วยการยอมลาออก หลังจากเยื้อมาได้ 14 วัน

 

แกนนำบางคนนั้น เชื่อว่าประเทศไทยก็จะเป็นเช่นอีจิปต์ นายกฯอภิสิทธิ์ต้องลาออก จากการกดดันของพันธมิตร อย่างแน่นอน

 

 

แต่ผมขอแย้งเตือนฉันท์ (พันธ) มิตร ว่าอย่าย่ามใจไป เพราะมันต่างกันมากนะ

 

1)      นายกฯอภิสิทธ์ เพิ่งอยู่ในอำนาจมา 2 ปี ไม่ใช่ 28 ปี แบบกึ่งเผด็จการ แบบมูบารัค 

2)      ปัญหาเขามันหมักหมมสมสะ ส่วนของเราเป็นปัญหาแบบแหลมคมชั่วขณะเวลา

3)      ม็อบเขามีหลักล้าน เรามีเพียงหลักหมื่น

4)      มันมีแรงกดดันจากเมกาฯมาก CNN ลงข่าวประมาณ 60% ของเวลา (ส่วนของเราคราวเสื้อแดงเผาเมือง อาการหนักกว่าอิจิปต์ 10 เท่า แต่ CNN มันลงข่าวประมาณ 1-2% ของเวลา)

 

ผมเห็นว่าม็อบพันธมิตรกำลังจะเตะหมูเข้าปากหมาหรือเปล่า เพราะอย่างไรเสียผมว่าปชป. ก็เลวน้อยกว่าทางเลือกอื่น ..ซึ่งผมว่าแกนนำพันธมิตรก็รู้ดีในประเด็นนี้ ดังนั้น แสดงว่าการไล่ปชป. นี้ผมว่าแกนนำพันธมิตรมีวาระซ่อนเร้นอย่างอื่น...ซึ่งถ้าเป็นในทางกุศล ผมก็ขอแสดงความเห็นด้วย เพราะผมเองก็เซ็งกับประชาธิปไตยแบบลอกข้อสอบฝรั่งมานานแล้ว ..ถึงเวลาเราตั้งโจทย์ของเราเองได้แล้ว

 

สิ่งที่ใคร่ขอเสนอในวันนี้คือ

 

1)      ทำไมไม่สื่อไปยัง พันธมิตรเขมรให้ ออกมา ๆ ๆ ..ออกมาบนถนน มาไล่ฮุนเซ็น ที่เลวยิ่งกว่ามูบารัค 10 เท่า และอยู่ในอำนาจมา 28 ปีเท่ากันพอดี

2)      ทำไมแกนนำพันธมิตรไม่เข้าใจเสียทีว่าที่ฮุนเซ็นกล้ากำแหงกับไทยในวันนี้เพราะ

a.       มันต้องการกลบกระแสการเสียดินแดนให้เวียตนามที่ฝ่ายค้านกำลังโจมตีหนัก

b.      มันต้องการกลบกระแสคอรัปชั่น เล่นพวกเล่นพ้อง ที่ก่ำลังฉาวโฉ่

c.       มันก็เลยทำสงครามกับไทยเพื่อกลบกระแส เพราะมันรู้ดีว่ายังไงเสียไทยก็ไม่บุกไปยึดมันหรอก เพราะทหารและรัฐบาลไทยหน่อมแน้มปานนี้ มันรู้ดี

d.      ถ้าเราเล่นมุกนี้..สื่อไปถึงพันธมิตรเขมร..รับรองว่าติดไฟแน่

 

ถ้าเราช่วยกันไล่ไอ้เวรตะไลนี้ออกไปได้ นอกจากประโยชน์โดยตรงแล้ว ยังเท่ากับว่าเราได้ช่วยกันทำบุญ ช่วยประชาชนเขมรอีกโสดหนึ่งด้วย

 

 

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๒ กพ. ๒๕๕๔)

 




Tag: ฮุนเซ็น, มูบารัคแห่งเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-12 15:03:05 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

หลักฐานจอมกะล่อนของฮุนเซ็น

ตัวอย่างนิสัยสับปลับกลิ้งกะล่อนของฮุนเซ็น

-๒๒ มีค. ๕๓  ขู่ว่าจะเนรเทศทูตยูเอ็นออกจากเขมร ฐานแทรกแซงกิจการภายในของเขมร
(ทูตยูเอ็นเขาวิจารณ์ว่ากฎหมายต้านคอร์รัปชั่นที่ออกโดยรัฐสภาเขมร เป็นแค่การสร้างภาพ
เพราะออกโดยรัฐบาลที่พรรคฮุนเซ็นคุมเสียงข้างมากล้นหลาม)


-๒๗ ตค. ๕๓ ...ขู่ปิดสำนักงานสิทธิมนุษยชนยูเอ็นในเขมร ฐานวิจารณ์รัฐบาลที่สั่งเพิกถอน
สิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนเขมร เพื่อเอาไปแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าโดยมีผล
ประโยชน์ทางอ้อมให้คนในรัฐบาล

- ๑๑ มค. ๕๔ ..จับ ๗ คนไทยแล้วประกาศว่า ยูเอ็นก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก


แต่พอถูกยิงโต้ตอบจากทหารไทย ก็รีบแจ้นไปพึ่งใบบุญพ่อยูเอ็น ฟ้องฉอดๆ เผอิญยูเอ็นเขา
ไม่ได้กินแกลบจนความจำเสื่อม  ก็เลยถูกเขาขยำกระดาษเขวี้ยงใส่หน้าแตกยับเยินออกมา

 น่าจะมีการบัญญัติ “คำพังเพย” สำหรับคนนิสัยแบบนี้บ้างนะ

ถ้ายูเอ็นลืมเรื่อง “ไม่ใช่พ่อ” ที่ทักษิณสำรากไว้  (อาจทำหนังสือไปขอโทษย้อนหลังยังได้)  
แสดงว่าตอนนี้เรากำลังได้รับคะแนนสงสารจากยูเอ็นอยู่ มากกว่าเขมร  รัฐบาลน่าจะหาทางใช้
ประโยชน์จากการนี้ได้



Tag: ฮุนเซ็นฟ้องยูเอ็น

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-10 17:17:47 น. general,การเมือง,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

รักชาติ...ตกยุคและล้าสมัย (ตอนที่ ๑)

รักชาติ...ตกยุคและล้าสมัย (ตอนที่ ๑)

 

 

วันนี้ ๖ กพ. ๒๕๕๔ ไทยยิงกับเขมรริมชายแดน สืบเนื่องมาแต่การจับกุมนายวีระ และนางสาวราตรี  ที่เขมรอ้างว่าบุกรุกเข้าไปในดินแดน จนศาลเขมรพิพากษาเร่งด่วน รุกรน ปราศจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ให้ติดคุกหลายปีโดยไม่รอลงอาญา ซึ่งนับว่าเป็นการเย้ยหยันศักดิ์ศรีของประเทศไทยมาก (อย่างน้อยก็ในมุมมองของคนที่ รักชาติ)

 

วันนี้ประเทศไทยเรามีนักวิชาการ กรรมมารอ  และ คอลัมน์(สมอง)นิด จำนวนหนึ่งออกมาตะโกนโหวกเหวก ทำเป็นหรั่งจ๋า หัวทันสมัยว่า เรื่องความรักชาตินั้นมันตกยุค ล้าสมัยไปแล้ว ..มันต้องแบบพวกเราสิ ที่หัวก้าวหน้าล้ำยุคนำสมัยเสียเหลือเกิน ..ที่ไร้พรมแดน (โดยหาสำเหนียกไม่ว่าพรมแดนกับเขตแดนมันคนละเรื่องกัน)

 

 

ไอ้พวกนี้ (ขออภัยที่หยาบคาย ขึ้นไอ้ขึ้นอี เพราะมันยั้งไม่อยู่จริงๆ) มันก็เป็นพวกทาสความคิดฝรั่ง ดูดอมขี้ปากฝรั่งมาพ่น ทำเป็นเสรีนิยมเก่งก๋าเสียเหลือเกิน โดยไม่สำเหนียกเท่าทันอะไรเลยว่าแนวคิดนี้ฝรั่งมัน วางยา เรามาตั้งแต่เลิกยุคอาณานิคมมาสู่ยุคนายทุน

 

ก่อนหน้านี้ฝรั่งไม่กี่ประเทศมากดขี่ยีย่ำพวกเราหมดทั้งเอเชีย อัฟริกา เมกาใต้ ตะวันออกกลาง  จนพวกเราต้องยกเรื่องรักชาติมาเป็นพลังในการปลดแอกจากการเป็นขี้ข้าของพวกมัน  รบกันตายไปหลายล้าน (ฝรั่งตายหนึ่งพวกเราตายพัน)  และยังรบกันเป็นผลพวงมาจนบัดนี้โดยเฉพาะในอัฟริกา ตะวันออกกลาง และ พม่า ..รวมถึงไทยเขมรด้วย  ...เรารบกันแต่พวกมันอมยิ้ม  ขายอาวุธให้เรามาฆ่ากันเองจนร่ำรวยผิดปกติ

 

ลองคิดดู..เราเคยอยู่กันสุขพอสมควรมานานหลายร้อยปี แต่ผลพวงจากยุคอาณานิคมของฝรั่ง ที่มาแบ่งพวกเราเป็นประเทศจนแตกเป็นเสี่ยงๆ จนต้องมารับกันจนทุกวันนี้ สุดท้ายไม่รับผิด แต่กลับมาสอนให้พวกเราไม่รักชาติในวันนี้เสียอีก หาว่าตกยุคแล้ว..ไอ้พวกด๊อกแด๊กหมาหัวนอกก็ขานรับกันเป็นแถวอีกต่างหาก ผมว่ามันสะถุนจริงๆ

 

 

พอฝรั่งมันแพ้จากยุคอาณานิคมด้วยเพราะพลังรักชาติของพวกเรา มันก็ยังไม่สำนึกผิด เห็นบาปเห็นบุญ  ก็ยังโลภไม่หยุดเหมือนเดิม   เพราะมันเห็นว่าพลังรักชาติเป็นภัยต่อเงินในกระเป๋าของพวกมัน  มันก็ปลุกระดม สร้างวาทกรรมใหม่  ผ่านมายังพวกด๊อกบ้าโง่ และ พวกคอลัมน์ขะหมองนิดทั้งหลาย ที่เป็นลูกกะโล่ของพวกมันว่า  เรื่องรักชาติมันตกยุคแล้ว ต้องโลกาภิวัฒน์สิ ถึงจะโก้  ไอ้พวกด๊อกบ้าโง่ก็ก้มกราบวาทกรรมกันใหญ่ ถึงกับหลายมหาลัยตั้งเป็นวิชาสอนในหลักสูตรไปแล้ว (รวมทั้งมหาลัยผมด้วย) เพื่อบังคับให้ลูกหลานของพวกเราต้องก้มกรานต่อวาทกรรมนี้ไปอีกนาน ..จนกว่าจะสิ้นชาติเป็นทาสพวกมันหมด (โหย..ก็ด๊อกจบนอกมาสอนเอง พวกเอ็งผู้แสนโง่ลูกชาวนาเสื้อแดง จะไม่เชื่อกระนั้นหรือ)

 

 

สมัยยุคอาณานิคม ไอ้พวกนี้ได้แต่โกงอาทรัพยากรธรรมชาติเราไปป้อนเมืองพ่อมัน แต่สมัยนี้เลวยิ่งกว่า เพราะมันเอาทั้งทรัพยากรเราไปแปรรูป แล้วยังเอากลับมาส่งขายให้เราอีกด้วย มันเลยได้สองต่อบนความโง่ของเราในสมัยนี้ยิ่งกว่าในสมัยโน้นเสียอีก   พอเรารู้ทัน มันก็สั่งบ๋อยระดับ ศาสตราจารย์ ที่จบด๊อกเตอร์มาจากเมืองของพวกมันให้ด่าพวกเราว่า งี่เง่า เป็นพวก  รักชาติ ตกยุค  ที่น่าขยะแขยงเสียเหลือเกิน

 

 

ผมขอถามว่าถ้าคุณไม่รักแม้แต่ชาติของคุณเอง แล้วคุณจะไปรัก มนุษยชาติ ..หรือหะมาที่ไหนได้หรือ

 

พระพุทธเจ้าท่านฉลาดที่สุด ดังนั้นไม่เคยเลยที่ท่านจะสอนให้เสียสละ ให้ทำงานอุทิศตนเพื่อคนอื่น จนลืมตนเอง 

 

 

ทุกครั้งที่ท่านสอน ลองไปสังเกตกันดู ท่านสอนว่าการทำอะไรก็ตาม ที่สำคัญที่สุดคือต้องได้ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน  (ซึ่งประเด็นนี้ผมไม่เคยได้ยินพระไทยท่านใดสอนมาก่อน...แม้แต่ท่านพุทธทาสภิกขุที่ผมเคารพสูงสุดกว่าพระใดในโลกก็ตาม)

 

การจะทำอะไรให้ได้ประโยชน์ตนนั้น ก็คือ การรักตน รักครอบครัว สังคม และชาติ เป็นสิ่งแรกก่อนอื่นนั่นเอง  ส่วนประโยชน์ท่านนั้นมาทีหลัง เพราะเป็นเรื่องไกลตัว อนุโลมว่าก็คือ ต่างชาตินั่นเอง  ดังนั้นใครที่เห็นว่าการรักชาติเป็นการตกยุคนั้น ผมเห็นว่าเป็นคนที่โง่ที่สุด ไม่คู่ควรต่อการเกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนเอาเสียเลย  เท่ากับว่าเกิดมา เสียชาติเกิด 

 

ถ้าพระนเรศวร พระเจ้าตาก ไม่รักชาติ ปล่อยให้ไทยเป็นเมืองขึ้นพม่าเรื่อยมา ผมถามว่าวันนี้พวกแกจะได้ภาษีไทยไปเรียนเมืองนอกจบมาเป้นด๊อก เป็น ผศ. รศ. ศาสตราจารย์ จนมามีโอกาสใส่สูตพ่นน้ำลายด่าคนรักชาติอยู่ในห้องแอร์จนทุกวันนี้ไหม รวมทั้งไอ้พวกคอลัมน์สมองนิดทั้งหลายด้วย

 

(ขออภัย..วันนี้วิญญาณไพร่แห่งยุคพระเจ้าอู่ทอง ออกอาการมากสักหน่อย คงเพราะอ่านโองการแช่งน้ำมาหยกๆ )

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม ( ๖ กพ. พศ. ๒๕๕๔)

 




Tag: รักชาติ, คลั่งชาติ, ตกยุค

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-06 17:46:06 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

เขมรไม่ใช่ขอม ขอมไม่ใช่เขมร (ตอนที่ ๔)

ขอม สยาม เขมร: ทฤษฎีใหม่ (ตอนที่ ๔)

 

 

เพิ่งได้รับทราบว่าที่  สยามมิวเซียม มีข้อมูลทฤษฎีพระเจ้าอู่ทองหลากหลาย หนึ่งในทฤษฎีนั้นระบุว่า พระเจ้าอู่ทอง เป็นกษัตริย์มาจากเขมร อ้าว...แบบนี้ผมไม่หัวเดียวกระเทียมลีบอีกต่อไปแล้วสิ

 

 

 

Charles Higham นักโบราณคดีชื่อก้อง เขียนหนังสือ  “Civilization of Angkor”  ได้ยกอ้างบันทึกของนักสำรวจชาวปอร์ตุเกสที่เดินทางไปสำรวจนครวัดในปี คศ. 1601 (ซึ่งขณะนั้นนครวัดเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยป่าปกคลุม)  สรุปสาระสำคัญได้ว่า   1) คนพื้นเมือง (ซึ่งคงยังมีหลงเหลืออยู่บ้างรอบๆนครวัด) ให้การว่านครวัดนี้สร้างโดย คนต่างชาติ 2) นักสำรวจปอร์ตุเกสมีความเห็นว่า กษัตริย์ผู้สร้างสยาม (ศรีอยุธยา) ไปจากนครวัด

 

หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ ซึ่งถือเป็นพงศาวดารสำคัญของล้านนาบันทึกไว้ว่า  “...ครั้งหนึ่ง เมืองชัยนาทเกิดทุพภิกภัย พระเจ้ารามาธิบดีกษัตริย์อโยชชปุระเสด็จมาจากแคว้นกัมโพช ทรงยึดเมืองชัยนาทนั้นได้....”

 

 

พระเจ้ารามาธิบดี ก็คือพระเจ้าอู่ทอง นักวิชาการประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ตีความกันว่า กัมโพช เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของ ลพบุรี  แต่ผมขอแย้งว่าไม่ใช่ โดยผมเห็นว่ากัมโพช หมายถึงอาณาจักรกัมพูชาโบราณเสียมากกว่า (ซึ่งไม่ใช่เขมรในวันนี้หรอกนะ) 

 

 

มันคงยากที่ลพบุรี..ซึ่งมีตัวตนเป็นที่รู้จักไปทั่วสารทิศว่า ลวปุระ (และ ละโว้ด้วย) มานาน 500 ปี..จู่ๆจะไปใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า  กัมโพช  ซึ่งเป็นชื่อที่นครวัดก็ได้ใช้มาจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนานกว่าสามร้อยปีอีกแล้วด้วย จู่ๆเมืองสองเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งคู่จะไปใช้ชื่อเหมือนกัน เช่น ลอนดอน จะไปใช้ชื่อว่า ปารีส  อีกชื่อหนึ่งด้วย..มันจะเป็นไปได้หรือ  อีกทั้งชินกาลฯนั้นเวลาเอ่ยถึงลพบุรีและอยุธยาจะเรียกว่า เมืองลวปุระ และ เมืองอโยชชปุระ แต่พอเอ่ยถึงกัมโพชเรียกว่า แคว้นกัมโพช ซึ่งคำว่าแคว้นในสมัยโน้นหมายถึง ประเทศ ในสมัยนี้

 

 

 

การที่ชินกาลฯใช้ภาษาเช่นนี้ เป็นเพราะเกิดจากความเข้าใจของกษัตริย์ล้านนาว่า...พระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์กัมพูชาที่ย้ายเมืองหลวงจากนครวัด มาอยู่ที่อโยชชปุระ ดังนั้นพระเจ้าอู่ทองจึงคือ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพช ดังเดิม

 

 

นับเป็นความฉลาดทางการทูตของพระเจ้าอู่ทองที่ทำให้ทั้งลพบุรี หริภุญชัย ล้านนา ยอมรับว่าพระองค์ยังคงเป็น ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพช แม้นว่าจริงๆแล้วถูก ทาสแตงหวาน (ตระซ็อกประแอม) ไล่ฆ่าเสียจนเสียมเรียบ จนต้องกระเจิงหนีมาสร้างกรุงศรีอยุธยา

 

 

มีหลักฐานโดยอ้อมระบุว่าพระเจ้าบุเรงนองแห่งพม่าก็เรียกสยามในสมัยโน้นว่า กัมโพช หลักฐานนี้คือชื่อพระราชวังที่เรียกชื่อว่า กัมโพชาธานี ซึ่งมีบันทึกว่าสร้างด้วยแรงงานเชลยศึกจากอยุธยา ผมเลยต่อกระเบื้องแตกว่าคงตั้งชื่อเอาไว้เย้ยหยันแคว้นกัมโพชาที่ไปตีมาเป็นเมืองขึ้นได้นั่นเอง

 

 

 

การนับเลขในโลกนี้มีระบบฐานสิบสอง (ฝรั่ง)  ฐานสิบ (ไทย) ขอมโบราณออกเสียงหนึ่งถึงสิบว่าอย่างไรคงต้องไปศึกษากันต่อ แต่น่าเชื่อได้ว่าสำเนียงคล้ายๆมอญนี่แหละ เพราะอักษรขอมโบราณนั้นไม่อาจเรียกว่าคล้ายแต่ต้องบอกว่าเหมือนอักษรมอญโบราณทีเดียวแหละ และจารึกอักษรมอญโบราณที่เก่าแก่ที่สุดก็เจอในประเทศไทยนี่แหละ เก่ากว่าภาษาขอมโบราณเสียอีก  ผมไปสืบมาพบว่าภาษามอญออกเสียงนับเลขเป็นระบบฐานสิบ (ดังนั้นขอมก็คงฐานสิบด้วย) ส่วนเขมรตั้งแต่สมัย ๘๐๐ ปีก่อนจนถึงวันนี้ใช้ระบบฐานห้ามาตลอด เรื่องนี้เป็นหลักฐานสำคัญสุดว่าเขมรไม่ใช่ขอม

 

 

บทก่อนเมื่อตอนที่ ๓ มีคนด่าผมไว้ท้ายบทความว่าแปลภาษาอังกฤษแบบมั่วๆ..หนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่แปลบันทึกโจวตากวนโดยตรงจากภาษาจีน (A RECORD OF CAMBODIA  โดย Peter Harris) คือ:- None of the locals produced silk. Nor do the women know how to stitch and darn with a needle  and thread. ผมแปลว่า ชาวบ้านไม่รู้จักใช้เข็มในการเย็บและชุนผ้า   แต่เขาด่าผมว่าควรแปลว่า..ชาวบ้านเขมรใช้เข็มและด้ายไม่ค่อยชำนาญ (ท่านคงเกรงใจเขมร กลัวเขมรจะโกรธแล้วบุกเอาเข็มมาทิ่มให้เสียมเรียบครั้งที่สองกระมัง จึงไม่กล้าแปลตรงๆและถูกต้องแบบผม )

 

 

ผมกำลังเสนอทฤษฎีใหม่ที่ต่างไปจากทฤษฎีเก่า  ถ้าใครจะเถียงโต้กับผมกรุณาอย่าหน่อมแน้มอ้างทฤษฎีเก่ามาเป็นหลักฐานว่าผมผิดสิครับ ซึ่งทฤษฎีพวกนี้มีรากเหง้ามาจาก จอร์จ เซเดย์ ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นคนฝรั่งเศส ที่ทำงานรับใช้เจ้าอาณานิคม เพื่อหวังฮุบเอาดินแดนเขมรไปจากเรา เขาก็สร้างนิยายว่าเขมรเป็นลูกหลานวรมัน ทั้งที่พงศาวดารดั้งเดิมเขมรฉบับแรกระบุด้วยความภาคภูมิใจว่าบรรพบุรุษเขาคือนายแตงหวานที่ฆ่าวรมันตายเรียบ (เสียมเรียบ) ต่างหาก  

 

 

ส่วน สยาม นั้นเซเดย์ ยัดเยียดทฤษฎีใหม่ให้ว่าถอยร่นหนีการบุกของกุบไลข่านลงมาจากน่านเจ้าโน่น  ไม่ได้อยู่ตรงนี้มาแต่แรก แล้วเราก็กราบทฤษฎีฝรั่งว่าแสนศักดิ์สิทธิ์ คนไทยด้วยกันมาเสนอทฤษฎีใหม่อย่างมีหลักฐานและเหตุผล พวกเขากลับหาว่าบ้าบอ โง่เขลา กระทั่งคลั่งชาติไปโน่น

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๖ กพ. พ.ศ. ๒๕๕๔)

 




Tag: ขอมไม่ใช่เขมร, เขมรไม่ใช่ขอม, สยามขอมเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-02-06 15:47:16 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ท่องเที่ยว,วิทยาศาสตร์,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มติชนบิดเบือน (อีกแล้ว..พี่น้องเอ๊ย)

มติชน..แดง

 

วันนี้ อาทิตย์ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔๓๐ น. ได้ไปอ่าน มติชน ออนไลน์  ที่มีการบิดเบือน แบบทุเรศมากๆ คือ เอารูปการชุมนุมพันธมิตรมาลงในหน้าหนึ่ง  เป็นรูปที่แสดงให้เห็นว่ามีคนบางตามาก ประมาณสัก 1 พันคนเห็นจะได้ โดยใช้มุมกล้องถ่ายให้เห็นว่ามีประมาณ 200 คน  (น้อยกว่า 1 พันคนที่น้อยมากแล้วอีก 5 เท่า)  โดยถ่ายมาจากด้านหลังที่ห่างจากเวทีประมาณ 200 เมตร

 

ในภาพเราจะเห็น มีคนนอน คนนั่งคุยกัน เป็นหย่อมๆ บางๆ มองเห็นหน้าเวทีอยู่ไกลๆ ไม่สนใจการปราศรัยบนเวทีอีกต่างหาก แต่ถ้าเล็งให้ดีจะเห็นว่าที่หน้าเวทีนั้นมีคนหนาพอประมาณทีเดียว

 

รูปเดียวกันนี้ถ้าเอามุมกล้องไปถ่ายจากหน้าเวที ซูมภาพให้ดี ครอปตบแต่งภายหลังเพิ่มเติม อาจเห็นเป็นตรงข้ามว่า มีคนมาร่วมชุมนุมอุ่นหนาฝาคั่งเรือนหมื่น แม้ในตอนรุ่งเช้า

 

 ..ไอ้พวกเลวพวกนี้มันฉลาดในการบิดเบือนจริงๆ

 

แล้วมันพาดหัวว่าไงรู้ไหม ...มันพาดว่า วันนี้พันธมิตรมาชุมนุมมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันหยุด  เพื่อสื่อไปถึงผู้อ่านเสื้อแดงว่า นี่ขนาดมากันมากแล้วนะ ยังโล่งขนาดนี้

 

 

ไอ้มติชนนี้  พอมันลงรูปเสื้อแดง โอ้โฮ มันทำมุมกล้องเสียเว่อ เรื่องนี้ไม่ว่ากัน เพราะพวกใครพวกมัน ก็ลำเอียงกันได้ แต่อย่าเว่อ นอกบริบทเกินไปแบบนี้ มันไร้จริยธรรมจนน่าเกลียด

 

ดูจากรูป ที่ตบแต่งจนเว่อตามระดับสมองของไอ้พวกนี้แล้ว ก็เห็นได้ง่ายว่า เงาของแสงจากเสาเต้นท์ทอดยาวมาก โทนสีก็นุ่มมาก  แสดงว่าถ่ายตอนเข้าประมาณ 7 โมงเช้า ของวันอาทิตย์นี้ ที่ซึ่งคนเขายังไม่มากัน ที่มานั้นเป็นพวกเฝ้าพื้นที่ที่เพิ่งตื่นนอนขึ้นมา พวกนี้เขารู้อะไรดีๆอยู่แล้ว รวมทั้งเหนื่อยล้ามาก ก็นอนกันบ้าง คุยกันบ้าง เป็นธรรมดา

 

ไอ้พวกสื่อสารเลว ยังเอามาบิดเบือนได้ปานนี้   

 

ขอบันทึกไว้ ให้ทราบทั่วกัน เวลาสื่อ astv ทำข่าว อย่าไปเล่นสกปรกแบบพวกนี้ ให้ยึดหลักเที่ยงตรง ยุติธรรม  อหิงสา แบบสันติอโศก  แล้วเราจะได้รับความเชื่อถือ

 

เสื้อแดงมันมามาก เราก็ต้องบอกว่ามันมามาก เออ มันเก่ง หรือมันจ้างเก่งก็อีกเรื่อง แต่อย่าไปบิดเบือนจนน่าเกลียดแบบไอ้มติชน ที่ผมเองเมื่อก่อนก็ซื้อมันอ่านมาก แต่วันนี้ไปอ่านมันเฉพาะออนไลน์ เพื่อรุ้เท่าทันเท่านั้นแหละ

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๓๐ มกราคม ๒๕๕๔)

 




Tag: มติชนบิดเบือน(อีกแล้ว)

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-30 14:52:01 น. general,การเมือง 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

พงศาวดารล้านนาว่า..พระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด

พงศาวดารล้านนายืนยันว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด

 

 

หนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์ นับได้เป็นพงศาวดารล้านนาที่ได้รับการเชื่อถือมากเล่มหนึ่ง  ได้กล่าวถึงพระเจ้าอู่ทอง ดังนี้

 

 

 “...ครั้งหนึ่ง เมืองชัยนาทเกิดทุพภิกภัย พระเจ้ารามาธิบดีกษัตริย์อโยชชปุระเสด็จมาจากแคว้นกัมโพช ทรงยึดเมืองชัยนาทนั้นได้ โดยทำทีว่าเอาข้าวมาขายครั้นยึดได้แล้วทรงตั้งอำมาตย์ของพระองค์ชื่อว่าวัตติเดช ซึ่งครองเมืองสุวรรณภูมิให้มาครองชัยนาท... เมื่อพระเจ้ารามาธิบดีผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพชและอโยชชปุระสวรรคตแล้ว วัตติเดชอำมาตย์มาจากเมืองสุวรรณภูมิยึดแคว้นกัมโพชได้...”

 

 

พระเจ้ารามาธิบดี ก็คือพระเจ้าอู่ทอง ส่วน พระวัตติเดช นั้นเชื่อกันว่าคือขุนหลวงพะงั่ว (พระบรมราชาธิราช ๑)  เรื่องยกทัพไปตีชัยนาทนี้ตรงกันกับพงศาวดารกรุงศรีฯ   ..สุวรรณภูมิ นั้นนักวิชาการส่วนใหญ่สรุปว่าคือ สุพรรณบุรี

 

 

นักวิชาการประวัติศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ตีความกันว่า  กัมโพช เป็นอีกชื่อหนึ่งของ ลพบุรี  แต่ผมขอแย้งว่าไม่ใช่ โดยผมเห็นว่ากัมโพช หมายถึงอาณาจักรกัมพูชาเสียมากกว่า (ซึ่งไม่ใช่เขมรในวันนี้หรอกนะ) 

 

 

ผมเห็นว่า..มันไม่มีน้ำหนักอะไรเลยที่ลพบุรี..ซึ่งมีตัวตนเป็นที่รู้จ้กไปก้องโลกว่า ลวปุระ (และ ละโว้ด้วย)มานนาน 500 ปี..จะไปใช้ชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า  กัมโพช ซึ่งเป็นชื่อที่ นครวัด ได้ใช้มาจนเป็นที่รู้จักกันทั่วลพบุรีมานานกว่าสามร้อยปีอีกแล้วด้วย

 

 

จู่ๆเมืองสองเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งคู่จะไปมีชื่อเหมือนกัน เช่น ลอนดอน จะไปใช้ชื่อว่า ปารีส ..มันจะเป็นไปได้หรือ

 

 

 

มีคำว่ากัมโพชปรากฏในชินกาลมาลีปกรณ์อีกตอนหนึ่งว่า “...ทหารหาญชาวหริภุญชัยได้ทราบการมาของสิริคุตตะอำมาตย์ จึงไล่ติดตามพวกทหารชาวเมืองลวปุระเหล่านั้น ฝ่ายทหารชาวเมืองกัมโพชามีความกลัวเป็นที่สุด...”

 

 

หริภุญชัยคือ ลำพูน ส่วนลวปุระก็คือ ลพบุรี  (เป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางรวมทั้งผมด้วย) จากเนื้อความท่อนนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีทหารสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็น  ทหารชาวเมืองลพบุรี  อีกกลุ่มเป็นทหารชาวเมืองกัมโพชา ดั้งนั้นลพบุรี ไม่ใช่กัมโพช แน่นอน

 

 

กัมโพชหรือกัมโพชาต้องหมายถึงเมืองอื่นนอกจากลพบุรีอย่างแน่นอน ...โดยอย่างน้อยที่สุดหมายถึงอยุธยา และอย่างมากที่สุดหมายถึง กัมพูชาเดสา หรือ นครวัดนั่นเอง  (ศิลาจารึกที่นครวัดเรียกตนเองว่า กัมพูชาเดสา ที่ซึ่งเขมร (ที่ไม่ใช่ขอมแน่นอน) นำมาอ้างเป็นชื่อประเทศตนเองในทุกวันนี้)  

 

 

เมื่อได้สะกิดใจในประเด็นนี้แล้ว ก็ต้องกลับไปอ่านชินกาลฯ ใหม่ที่ว่า ...พระเจ้ารามาธิบดีกษัตริย์อโยชชปุระเสด็จมาจากแคว้นกัมโพช และ  ... เมื่อพระเจ้ารามาธิบดีผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพชและอโยชชปุระสวรรคตแล้ว วัตติเดชอำมาตย์มาจากเมืองสุวรรณภูมิยึดแคว้นกัมโพชได้...”

 

 

คำว่าแคว้นในสมัยโน้นน่าจะหมายถึง ประเทศ ในสมัยนี้  จากท่อนความนี้จึงชัดเจนว่า พระเจ้าอู่ทองนั้นมาจากประเทศกัมพูชาและยังเป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย  (สมัยก่อนนั้นแต่ละแคว้นมีกษัตริย์ได้หลายองค์ เพราะกษัตริย์ครองเมือง ไม่ได้ครองแคว้น)  แต่การใช้ภาษาต่อมาว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพช แสดงว่ากรุงศรีฯเป็นเมืองหลวงแห่งประเทศกัมพูชาอีกด้วย 

 

 

การที่ชินกาลฯใช้ภาษาเช่นนี้ เป็นเพราะเกิดจากความเข้าใจของกษัตริย์ล้านนาว่า...

 

 

1) พระเจ้าอู่ทองเป็นชาวกัมพูชาที่มาจากนครวัด  ซึ่งที่เข้าใจเช่นนี้เป็นเพราะว่าได้รับรู้ข้อมูลจากพวกลพบุรีนั่นเอง เพราะพอพระเจ้าอู่ทองพาขอมสยามหนีตายมาจากกัมพูชา(นครวัด)นั้นก็มาพึ่งใบบุญลพบุรี (ซึ่งเป็นพี่น้องกันมานานหลายร้อยปี)   ลพบุรีจึงไปหาทำเลให้สร้างเมืองใหม่ที่อยุธยานี่เอง

 

 

2) อยุธยา เป็นเมืองหลวงของแคว้นกัมโพชาอันยิ่งใหญ่มานาน แสดงว่ายอมรับว่า นครวัด ไม่ใช่ ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นกัมโพช อีกต่อไปแล้ว  ตรงนี้อาจเนื่องเพราะความฉลาดทางการทูตของพระเจ้าอู่ทองที่ทำให้ทั้งลพบุรี หริภุญชัย ล้านนา ยอมรับว่าพระองค์ยังคงเป็น ผู้ยิ่งใหญ่ ในกัมพูชา แม้นว่าจริงๆแล้วถูก ทาสแตงหวาน ไล่ฆ่า จนต้องกระเจิงหนีมาพึ่งใบบุญ ลพบุรี ที่ศรีอยุธยา

 

 

หลักฐานตรงนี้เสริมทฤษฎีของผมที่ว่า พระเจ้าอู่ทองทรงมาจากนครวัด..ไม่เช่นนั้นล้านนาคงไม่บันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วยภาษาเช่นนั้น

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๗ มกราคม ๒๕๕๔)

 




Tag: สยาม, ขอม, สยามสร้างนครวัด

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-27 19:17:28 น. general,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,ศิลปะ-วรรณกรรม 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

หลักฐานเพิ่มเติมว่าคนสยามคือผู้สร้างนครวัด

หลักฐานเพิ่มเติมว่าคนสยามคือผู้สร้างนครวัด

 

 

ฝรั่งส่วนใหญ่ในวันนี้เชื่อกันว่าสยามคือผู้ร้ายที่ไปบุกรุกทำลายนครวัดจนล่มสลาย ทำให้โลกสงสารเขมรว่าตกเป็นเหยื่อเราชาวสยามผู้โหดเหี้ยมตลอดมา  และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกยกปราสาทพระวิหารให้เขมร แต่ในวันนี้ผมกำลังชี้แจงแสดงหลักฐานว่า เขมรต่างหากเล่าที่ปล้นนครวัดไปจากเสียม และฆ่าเสียมเสียตายเรียบ ชื่อเมืองยังเป็นหลักฐานอยู่ในวันนี้

 

ผมได้เขียนบทความในผจก.ออนไลน์ คอลัมน์ คิดถึงเมืองไทย ของอาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ ในประเด็น คนสยามคือคนขอมผู้สร้างนครวัดและกรุงศรีอยุธยา ไว้สองบทความแล้ว ซึ่งผมก็ทำใจมานานแล้วว่าการจะทำงานลบล้างความเชื่อดั้งเดิมของคนหมู่มากนั้นมันยากมาก แต่งานนี้กลับมีท่านผู้อ่านเห็นด้วยอย่างล้นหลามทีเดียว ส่วนหนึ่งคงเพราะคลั่งชาติเหมือนผม (อิอิ)  แต่ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะหลักฐานมันแน่นหนาและจิ๊กซอว์ที่ต่อมันลงตัวมากอย่างเหลือเชื่อ

 

บัดนี้ผมได้พบหลักฐานเพิ่มเติมจากบันทึกของโจวตากวน (ฉบับแปลตรงจากจีนเป็นอังกฤษ) อีกสองท่อนว่า  1) บรรดาข้าราชการและนักปราชญ์ที่นครวัดใช้ภาษาพูดเป็นอีกภาษาหนึ่งที่ต่างจากชาวบ้านทั่วไป 2) ชาวพื้นเมืองทั่วไปผิวดำมากแต่คนใน บ้านใหญ่ (หมายถึงบ้านขุนนาง..ทวิช)  หลายคนผิวขาวเหมือนอย่างหยก

 

 

นี่เป็นหลักฐานเพิ่มจากหลักฐานอื่นที่ผมได้นำเสนอไว้มากแล้ว..ที่สนับสนุนทฤษฎีของผมที่ว่า ประชาชนทั่วไปกับชนชั้นปกครองเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน และเผ่าพันธุ์นั้นก็คือ ขอม หรือ สวายาม หรือ  สยาม นั่นเอง  ส่วนเขมรนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมือง ซึ่งภาษาพูดและการนับเลขก็คนละระบบ  การทอผ้าก็คนละระดับ อีกทั้งเข็มและด้ายเย็บผ้านั้นชาวบ้านก็ยังไม่ก็รู้จักใช้อีกต่างหาก 

 

จารึก ภาษาขอมโบราณ ในแผ่นศิลาที่นักวิชาการไทยต่างพากันเรียกแบบมักงายว่า ภาษาเขมร นั้น แท้จริงแล้วเป็นภาษาสันสกฤตที่จารึกด้วยตัวอักษรขอม ซึ่งอักษรขอมนี้ก็มีใช้ในดินแดนอู่ทอง ศรีเทพ  (เพชรบูรณ์) ศรีมโหสถ(ปราจีนบุรี)  ลพบุรี เมืองเสมา (นครราชสีมา)  และพิมาย ก่อนหน้าการจารึกที่นครวัดเสียอีก

 

นั่นแสดงว่าอักษร ขอม แพร่จากลพบุรีและพิมาย ไปสู่นครวัด หรือไม่ หาใช่เป็นตรงกันข้ามตามที่นักวิชาการไทยเราไปหลงเชื่อตามการชี้นำของฝรั่งที่ฝักรากมาแต่สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส

 

ส่วนจารึกที่นครปฐมก่อนยุคเริ่มนครวัดขึ้นไปสามร้อยปี ส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลี และภาษาสันกฤต โดยอักษรที่ใช้จารึกเป็นอักษรปัลลวะ (อินเดียใต้) เสียเป็นส่วนใหญ่

 

 

โจวฯ บันทึกว่าชาวบ้านทั่วไปนับเลขได้แค่เลขห้า พอขึ้นหกก็เป็น ห้าหนึ่ง เจ็ดเป็นห้าสอง ซึ่งต่างจากเลขขอมแห่งชนชั้นปกครองโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเลขขอมเป็นระบบ หก เจ็ด แปด เก้า สิบ ที่เหมือนกับระบบเลขสยามทุกประการ  ตัวเลขก็เหมือนกัน 100% อีกต่างหาก (ชาวเขมรวันนี้ก็ยังนับเลขเหมือนดังที่โจวฯบันทึกในวันโน้นทุกประการ)

 

 

เรื่องพูดกันคนละภาษานี้ไม่ใช่ของแปลก เช่นคนชั้นปกครองอังกฤษสมัยเริ่มยุคกลางก็พูดภาษาฝรั่งเศส ตอนหลังโกรธกันก็เลยหันมาพูดภาษาคนพื้นเมืองคือภาษาอังกฤษ  

 

ที่น่าสนใจคือคำว่า วรมัน ที่ใช้ต่อท้ายพระนามกษัตริย์นครวัดมา 500 ปีนั้นก็มีใช้ที่ศรีเทพ และ อู่ทอง ก่อนที่นครวัดเสียอีก ..อีกหลักฐานที่แสดงว่ากษัติรย์นครวัดไปจากคนทางนี้

 

 

สำหรับกรณี  คนในบ้านใหญ่หลายคนมีผิวขาว ก็เสริมว่าคงเป็นคนสยาม เพราะคนสยามนั้นมีทุกสีผิวตั้งแต่คล้ำ นวล จนถึงขาว คงเนื่องมาจากยีนส์แห่งการผสมผสานคนหลายเผ่าเข้าด้วยกันมาหลายพันปี ส่วนคนพื้นเมืองเขมรนั้น โจวฯ ว่าผิวดำสนิทเหมือนกันหมดทุกคน แสดงว่าเป็นเผ่าอื่นต่างหากจากเผ่าของชนชั้นปกครอง (ไทยเราวันนี้ยังมีภาษิตว่า เขมรขาว ห้ามคบ)

 

ในที่สุดหัวหน้าทาสชื่อ แตงหวาน (ตรอซอกปะเอม หรือ trosok pream) ก็พาพวกล้มบัลลังก์วรมันในปีคศ. 1336 ล้มล้างระบบเทวราชา แล้วเรียกเมืองใหม่ว่า สยามเรียบ (เสียมเรียบ) ส่วนพวกขอมสยามก็อพยพหนีตายมาสร้างเมืองใหม่ที่กรุงศรีอยุธยา (สร้างเสร็จเมื่อ คศ. 1350) โดยนำระบบเทวราชาติดตัวมาด้วย  รวมทั้งภาษาพูดแบบขอมสยาม ที่กลายมาเป็นราชาศัพท์ของเราในที่สุด  ดังจะเห็นได้ว่าราชาศัพท์นั้นเป็นการเอาภาษาขอมโบราณผสมกับสันสกฤตนั่นเอง

 

ไม่เช่นนั้นพระเจ้าอู่ทองจะเอาพลเมืองก่อตั้งเมืองใหม่ประมาณสามแสนคนมาจากไหน เพราะเมืองอื่นรอบๆก็มีพลเมืองระดับต่ำแสนทั้งสิ้น  รวมทั้งเมืองอู่ทองด้วย (ที่หลักฐานทางโบราณคดีก็ระบุว่าเป็นเมืองร้างมาสองร้อยปีก่อนหน้านี้แล้ว)

 

 

ส่วนภาษาไทยที่กรุงศรีอยุธยานั้นมาทีหลัง เกิดจากการอพยพเข้ามาของคนพูดไทย จากสุโขทัย เพชรบูรณ์ เพชรบุรี และรอบๆ ที่เข้ามาแสวงโชค และพึ่งบารมีที่ลือเลื่องของพระเจ้าอู่ทองที่อพยพมาจากนครวัด  

 

จนในที่สุดภาษาขอมโบราณแห่งศรีอยุธยาก็ถูกกลืนหายไปด้วยกระแสของภาษาไทย เหลืออยู่แต่ราชาศัพท์ที่กลายมาเป็นกุศโลบายในการปกครองสังคมตามคติเทวนิยมแห่งวัฒนธรรมขอมโบราณที่ยกยอดมาจากนครวัดนั่นแล

 

 

ปล. ลืมเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือ คนพื้นเมืองเรียกบรรดาข้าราชการว่า "bading" ซึ่งผมเข้าใจว่าคนจีน ออกเสียง คำว่าบอดิน เป็น บอดิง นั่นเอง ซึ่งคำว่า บดี บดินทร์ ก็เป็นคำสยามเราที่ใช้เรียกบรรดาขรก. เจ้านายทั้งหลายนั่นเอง




Tag: สยามสร้างนครวัด

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-24 11:50:54 น. general 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

กกต. ไทยต้องไม่โง่ไปรับรองศาลเขมร

กกต. ไทยต้องไม่โง่ไปรับรองศาลเขมร

 

ตามที่ ๗ คนไทยถูกจับข้อหาล้ำแดนเขมร โดย ๑ ใน ๗ คือ สส. พนิช และศาลเขมรตัดสินแล้วว่าล้ำแดนจริง  ต้องโทษติดคุก แต่ให้รอลงอาญา ในการนี้ กกต. ไทยจะต้องมาพิจารณาว่าเข้าข่ายหมดสภาพเป็น สส.ไทย หรือไม่เพราะรธน. ไทยระบุว่า ถ้าศาลตัดสินให้รับโทษก็ต้องหมดสภาพสส. ไปด้วย

 

ผมอยากให้ข้อคิดต่อกกต.    ว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง ไม่ใช่การเมืองธรรมดาแต่เป็นคดีการเมืองที่ตัดสินโดยศาลต่างประเทศ  ไม่ใช่ศาลต่างประเทศธรรมดาแต่เป็นศาลที่ไร้มาตรฐาน ที่ตัดสินตามแต่ผู้นำประเทศบงการ ไม่ใช่ผู้นำประเทศธรรมดาแต่เป็นผู้นำที่วิปริต ก้าวร้าวและเป็นปฏิปักษ์ มีอคติต่อประเทศไทยอย่างชัดแจ้งมาโดยตลอด (รวมทั้งการสั่งการให้มีการเผาสถานทูต บริษัทการค้าไทยมาแล้วด้วย)

 

 

ดังนั้น กกต.  จึงควรพิจารณาปัจจัยเงื่อนไขทั้งหลายดังกล่าวประกอบด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการตัดสินของท่านจะมีผลต่อการ เสียดินแดน ของประเทศไทยอย่างที่คาดไม่ถึง เพราะมันมีผู้นำต่างประเทศที่วิปริตกำลังจ้องจะเอาไปใช้ประโยชน์

 

ถ้ากกต. เป็นองค์กรแห่งรัฐไทยที่สำคัญมาก หากตัดสินว่าสส.พนิชผิด และพ้นสภาพ สส.  ก็ถือเป็นการยอมรับโดยองค์กรแห่งรัฐไทย อย่างเป็นทางการ ว่าเราลุกล้ำแดนเขมรจริงตามที่ศาลเขมรตัดสิน และ ยอมรับในอำนาจศาลเขมรที่มีอำนาจในการตัดสินคดีในพื้นที่พิพาท ที่มีกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ  ..ก็โดนสองเด้ง  ถ้าคดีนี้ต้องขึ้นศาลโลกในอนาคตก็จะเป็นหลักฐานมัดตัวเองแน่นจนแพ้คดีอย่างไม่ต้องเสียเวลาสงสัย ขนาดเขาพระวิหาร เราไม่ทำอะไรเขายังใช้ การนิ่งเงียบ มาตัดสินเข้าข้างเขมร แล้วนี้เราไม่นิ่งแต่ดันไปรับรองเขาเสียอีก มันแบเบอร์มาเลยครับ

 

และถ้ากกต.ไทยจะตีความว่า  ศาลเขาให้ รอลงอาญาดังนั้นถือว่ายังไม่ได้รับโทษ  ก็ถือว่าไม่พ้นสภาพ สส. ไทย .. ถ้าตีความแบบนี้ถือเป็นการตีความแบบ ศรีธนญชัยหัวใจปอด ที่เอาตัวรอดไปวันๆ โดยไม่หวั่นถึงอนาคตชาติ  ....แต่ก็ยังไม่พ้นผิดว่า ยอมรับว่าเป็นแดนเขมร และอำนาจอธิปไตยของเขมรเหนือดินแดนนั้นโดยปริยาย

 

ดังนั้นผมขอเสนอต่อ กกต. ว่าอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยให้ช้ำใจอีกเลย ขอให้ตัดสินว่า  คดีนี้ ไม่ผิดรัฐธรรมนูญไทย โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นดินแดนที่กำลังมีการพิพาทอ้างสิทธิของทั้งสองประเทศ  ศาลเขมรจึงไม่มีอำนาจในการพิจารณาและตัดสินคดี ทั้งนี้เป็นไปตามที่บัญญัติโดยกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งไทยและเขมรต่างก็ยอมรับ  ดังนั้นคำตัดสินศาลเขมรจึงถือเป็นโมฆะ  ไม่อาจบังคับใช้ได้ทั้งในอาณาจักรเขมรและราชอาณาจักรไทย

 

 

ขั้นตอนของกกต. ตามที่รธน.กำหนดนี้ เป็นดั่งฟ้าประทาน ที่ทำให้รัฐไทยมีตัวช่วย ถ้าเราไม่ใช้มันให้เกิดประโยชน์ต่อชาติ มัวแต่กลัวเขมรอยู่นั่นแหละ ก็สุดแล้วแต่เวรกรรมประเทศไทยก็แล้วกัน การตัดสินนี้จะส่งพลังต่ออีกสองคนไทยที่กำลังนอนคุกแมลงสาบเขมรอยู่อีกด้วย เราต้องใช้อำนาจโดยอ้อมและปัญญาช่วยนำเขาทั้งสองกลับมาสู่อ้อมกอดแผ่นดินไทยโดยเร็วที่สุด

 

 

สส. พนิช ท่านคงต้องเป็นคนมีนิสัยชอบพิทักษ์รักษาสมบัติชาติไม่มากก็น้อย  ไม่เช่นนั้นคงไม่เสี่ยงลงไปทำอะไรแบบนี้ แม้นว่าท่านผิดจริงก็ยังมีเหตุอันควรยกโทษด้วยซ้ำ แต่นี่มันก้ำกึ่ง..มีกฎหมายโลกรองรับ ยิ่งต้องหาทางช่วยท่าน  

 

ในอดีต..รัฐบาลไทยพลาดไปแล้ว ที่ไประดมคำพูด ยัดเยียดดินแดนให้เขมรอย่างโง่เขลาเบาปัญญาเป็นที่สุด  แต่ กกต. ไทยยังมีโอกาสแก้มือ และผมว่า มันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วด้วย

 

 

แม้กกต.จะตัดสินว่าสส.พนิช ไม่ผิด ผมว่ามันก็สายไปหน่อยแล้วด้วยซ้ำ จากนี้ไปจะหาได้ยากมากที่ใครจะกล้ารักษ์พิทักษ์ชาติแบบ ๗ คนไทยผู้กล้านี้  เพราะอุตส่าห์เสียสละสวัสดิภาพตนเอง แล้วยังโดนด่า โดนว่าจากเพื่อนร่วมชาติหลายฝ่าย ที่เลวร้ายที่สุดคือโดนด่าจากนักการเมืองซีกรัฐบาลเสียเอง ทั้งที่มีกองทัพอันเกรียงไกรหนุนหลัง แต่กลับหงอกลัวต่างชาติเล็กๆเสียยิ่งกว่าคนไทย ๗ คนที่แต่มือเปล่า

 

 

ไม่ว่าคำตัดสินของกกต.จะออกมาในทางหงอกลัวเขมร หรืออย่างมีศักดิ์ศรี  ผมค่อนข้างมองในแง่ลบว่าจากนี้ไปคนไทยคงจะคิดแต่ว่า ธุระไม่ใช่  ทำคุณบูชาโทษ  จะไปเสียสละพิทักษ์ดินแดนไทยทำไมให้โง่ ให้เจ็บตัวเปล่า   มีเงินเก็บเหลือใช้ก็เอาไปเที่ยวนครวัดของเขมรให้สนุกสมใจไม่ดีกว่าหรือ ... ไปดูความอลังการแล้วเอามาเล่าอวดกันสนุกปาก โดยไม่เคยคิดเลยสักนิดว่า นครวัดนี้มันมีความเป็นไปได้มากว่าสร้างโดยคนสยาม (ขอมโบราณ) ที่ถูกเขมรไล่ฆ่าจน เสียมเรียบ (จนต้องหนีตายมาสร้างกรุงศรีอยุธยา) จากนั้นเขมรก็อุปโลกน์ตนเองขึ้นเป็นผู้สร้างนครวัดโดยชอบธรรม ภายใต้การสนับสนุนของเจ้าอาณานิคมผู้ละโมบ

 

ถ้าคนไทยเราวันนี้ไม่คิด ทุกฝ่ายตั้งแต่รัฐบาล กองทัพ กกต.  ต่างหงอกลัวว่า สนามการค้าจะกลายเป็นสนามรบ  มันก็เข้าทางศัตรูไปหมด อย่าลืมว่าไม่มีมิตรแท้ในเวทีระหว่างประเทศ  เราต้องกล้าพึ่งตนเอง  วิกฤตนี้ทำให้ดีอาจเป็นโอกาสได้ แต่มันริบหรี่เต็มที

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๑ มค. ๒๕๕๔)

 




Tag: เขมรไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-22 20:16:28 น. general,ท่องเที่ยว,ต่างประเทศ,การเมือง 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ขอลาบลอกนี้..นานๆอาจโผล่มาทีนะครับ

เรียน เพื่อน และศัตรูทุกท่าน

 

ผมได้เขียนในบลอกนี้มานาน แต่ยอมรับว่าไม่สนุกเท่าไหร่ เพราะมีการโต้ตอบเชิงปัญญาที่สร้างสรรค์น้อยมาก มีขาไม่ประจำโผล่มาคนสองคน เช่น ท่านบัวธรรม ท่าน paxracing

 

อีกทั้งการเข้าบลอกก็ยากมาก นานมาก ต้องคลิกหลายชั้น แต่ละชั้นใช้เวลานานนับ 5 นาที ผมเลยไปบลอกอยู่ที่ ลานปัญญา ในวันนี้

 http://lanpanya.com/withwit/

 

มันเร็วมากเลยครับ และผู้คนก็เม้นท์ก้นมากดี ทำให้เราแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น

 

ใช่ว่าผมจะทิ้งไปเสียเลยนะครับ ในฐานะเป็นบ้านที่ผมอยู่มานาน (สองปีกระมัง) มันก็ผูกพันครับ นานๆ ผมคงจะโผล่มาเยี่ยมเยียนสักที ถ้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องระดมกำลังกันเพื่อ "กู้ชาติ"

 

...สวัสดีครับ (..ทวิช จิตรสมบูรณ์)

 

 

 




Tag: ลาก่อน

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-15 21:40:41 น. general,การเมือง,กีฬา,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,ท่องเที่ยว,บันเทิง,วิทยาศาสตร์,ศิลปะ-วรรณกรรม,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ,ไอที - เทคโนโลยี 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นางสาวไทยที่ผิวคล้ำและตัวเตี้ย

นางสาวไทยที่ผิวคล้ำและตัวเตี้ย

 

วันนี้ผมได้อ่านข่าวจาก มติชนออนไลน์ ซึ่งเป็นข่าวที่สะใจมาก เพราะมันตรงกับที่ใจผมได้คิดวิเคราะห์เรื่องนี้ไว้นานประมาณ 30 ปีได้แล้วกระมัง ...เรื่องการประกวดนางงาม (นางสาวไทย) ลองอ่านดูนะครับ.....

 

“””สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ว่า นิตยสาร"Elle"ฉบับอินเดีย ประจำเดือนธ.ค. ต้องเผชิญกับกระแสโจมตีภายหลังขึ้นปกของไอชวารา ไร บาคแชน อดีตมิสเวิลด์ และดาราฮอลลีวูด ..ในรูปลักษณ์เป็นนางแบบผิวขาว จากเทคนิคการตกแต่งภาพ... ซึ่งแตกต่างจากผิวจริงของเธอซึ่งเป็นสีน้ำตาลเข้ม “””

 

ผมขอยกย่องจิตใจคนอินเดียอย่างสูงสุด ที่ออกมาต่อต้านเรื่องนี้ นี่ถ้าเป็นเมืองไทย เราจะยกย่องหนังสือทุนนิยมนี้เสียอีกที่อุตส่าห์จะทำให้เรา ขาวขึ้นกว่าเดิม  (Elle นี้เข้าใจว่าเป็นเจ้าของโดยฝรั่ง ไม่เมกา ก็อังกฤษ แล้วขยายแฟรนไชส์มายังเอเชีย)

 

ในชีวิตที่อยู่มาจนจะเกษียณแล้วผมเคยดูการถ่ายทอดการประกวดนางสาวไทยประมาณ 0.5 ครั้งเห็นจะได้ (0.4 ครั้งดูเมื่ออายุก่อน 20) ปัจจัยหนึ่งที่ไม่อยากดูเพราะเกิดแรงต่อต้านว่านี่มันประกวดจอมปลอม เพราะเห็นมีแต่คนผิวขาวที่ชนะการประกวด ตัวสูงโย่งอีกต่างหาก ทั้งที่หญิงไทยตามธรรมชาติส่วนใหญ่ ผิวคล้ำและเตี้ยกว่านั้น

 

นี่แสดงให้เห็นถึงนิสัยคนไทย ที่ไม่มีศักดิ์ศรีในตนเอง เห็นความเป็นตนเองเป็นสิ่งที่ต่ำต้อย เพระมันต่างจาก ฝรั่ง ที่ผิวขาว สูง  นี่เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะขาดความมั่นใจ ภูมิใจในความเป็นตนนั่นเอง

 

โรคนิยมฝรั่งนี้มันลามมาจากพวกนักวิชาการและคนชั้นสูง สองพวกนี้คิดหรือทำอะไรพวกล่างๆ มันก็ต้องทำตามเป็นของธรรมดา 

 

ญี่ปุ่น..ที่เคยเจริญสูงสุดมาด้วยศักดิ์ศรีแห่งตน บัดนี้กำลังตกต่ำมาก น่าสังเกตว่าวันนี้วัยรุ่นญี่ปุ่น 70% ได้กระมัง ย้อมผมทอง ..ลองคิดเชื่อมโยงดูสิ ...

 

สมัย 45 ปีก่อนเราเห็นแต่หนังซามูไรญี่ปุ่น จนญี่ปุ่นเจริญสุดๆ มาวันนี้เราเห็นแต่หนังเกาหลีโบราณ แล้วเกาหลีก็เจริญมากๆ ส่วนหนังไทยเราทั้งในอดีตและปัจจุบัน..มีแต่คุณชายแต่งสูต จบนอก..อ้วกกก

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๕ มค. ๕๔)

ปล. ผมใคร่ขอหายหน้าหายตาไปจากบอร์ดนี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ถ้าสนใจงานเขียผม โปรดติดตามได้ที่...

 http://lanpanya.com/withwit/




Tag: นางสาวไทย, ประกวดนางงาม

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-15 21:31:17 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ท่องเที่ยว,บันเทิง,เศรษฐกิจ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นโยบายปลูกปาล์มเป็นพืชพลังงาน..อย่าไปโง่ทำเลยนะ

ปลูกปาล์มเป็นพืชพลังงาน อย่าไปโง่ทำเชียวนะ

 

ท่าน suthinan (ในบอร์ด ลานปัญญา)  ได้ขอให้ผมช่วยเขียนเรื่องปาล์มน้ำมันสักหน่อย  ผมเลยต้องฉลองศรัทธาครับ เรื่องรายละเอียดเชิงเทคโนโลยีไม่ยากเท่าไร หาอ่านเอาได้มากหลายในตำราและในเน็ตครับ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านทั่วไปก็ทำ biodiesel (ester)  กันเกลื่อนแล้ว แต่สิ่งที่ยากคือเรื่องนโยบายครับ ถ้าเดินผิดละก้อจะหลงทางหรือเจ๊งกันหมดได้นะครับ

 

ทำให้ผมนึกได้ว่าผมเคยคิดคำนวณเรื่องนโยบายนี้ไว้นานมากแล้ว (ประมาณ 8 ปีที่แล้วที่ผมทำวิจัยเรื่องปาล์มน้ำมัน โดยทดสอบการใช้น้ำมันปาล์มดิบในเครื่องยนต์)

 

ผมคิดว่าถ้ามองในแง่ของผลผลิตพลังงานที่จะได้แล้วปาล์มแพ้ยูคา  ประมาณ  6.75  เท่า  และยูคาก็แพ้ไผ่อยู่อีก 8 เท่า

 

การคำนวณของผมตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าการปลูกปาล์มหนึ่งไร่จะให้น้ำมันปาล์มประมาณ 500 กก. และให้ ไบโอดีเซลประมาณ 400 กก. มีค่าความร้อน 40 MegaJoule ต่อกก.   ส่วนยูคาให้เนื้อไม้เฉลี่ยที่ 6 ตันต่อไร่ต่อปี มีค่าความร้อน 18 MegaJoule ต่อกก.  จับหารกันก็จะได้ว่า ไม้ยูคาให้พลังงานมากกว่าน้ำมันปาล์ม 6.75 เท่า

 

ดังนั้นถ้าเอาความร้อนนี้มาเผาเพื่อต้มไอน้ำเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขาย ยูคากินดิบเลยครับ แต่แน่นอนว่าเอายูคาไปเติมรถยนต์ไม่ได้

 

อย่างไรก็ดีที่ประเทศอัฟริกาใต้นั้นได้ใช้เทคโนโลยีสงครามโลกครั้งที่สอง ผลิตน้ำมันจากถ่านหินจนพอเพียงในประเทศจนวันนี้ (เรียกว่ากระบวนการ fischer-tropsch..เยอรมัน)  ผมจึงเชื่อว่าถ้าเราเอายูคามาผลิตน้ำมันโดยกระบวนการนี้ก็ยังจะดีกว่าการปลูกปาล์ม 3 เท่าเป็นแน่ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะไปสนับสนุนการปลูกปาล์มเป็นบ้าเป็นหลัง เอาพื้นที่ 10 ล้านไร่อะไรที่เพ้อฝันกันนั้นมาปลูกไผ่ดีกว่าครับ เพราะมันจะดีกว่าปาล์ม 50 เท่า

 

โดยเฉพาะปาล์มกินน้ำมาก ส่วนยูคา ไผ่ กินน้ำน้อย ปลูกได้ทุกภาค

 

ไผ่เป็นพืชมหัศจรรย์ใต้จมูกเราทีคนไทย นักวิชาการ รัฐบาล มองข้ามกันไปหมด มีพืชอะไรบ้างที่เดือนเดียวโตได้สูง 15 เมตร แถมเนื้อแข็งอีกต่างหาก และยังใช้ได้หลากหลายประโยชน์มาก เช่น เยื่อกระดาษ เฟอร์นิเจอร์(วิจัยให้ดีอัดให้แน่นจะไม่แพ้ไม้เนื้อแข็งอื่นเลย) ไปถึงเป็นพืชพลังงาน  และเป็นอาหาร

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๔ มค. ๒๕๕๔)

 




Tag: ไบโอดีเซล, ปลูกปาล์มเป็นพืชพลังงาน

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-14 18:14:54 น. general,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

หลักฐานที่เสริมว่าคนสยามสร้างนครวัด (อย่าว่าแต่พระวิหาร)

หลักฐานที่เสริมว่าคนสยามสร้างนครวัด (อย่าว่าแต่พระวิหาร)

 

ในบทความก่อน ผมได้เสนอทฤษฎีใหม่ว่าพระเจ้าอู่ทองนำคนสยามอพยพหนีตายมาจากนครวัดเพื่อมาสร้างกรุงศรีอยุธยา  คนสยามนี่แหละที่เป็นผู้สร้างนครวัดและนครธม ส่วนเขมรเป็นพวกข้าทาสแรงงานในการก่อสร้าง โดยผมได้แสดงหลักฐานและเหตุผลประกอบตามข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และด้านวัฒนธรรมประเพณี (ไม่ได้โมเมแบบที่บางคนกล่าวหาผมอย่างไม่เป็นธรรม)  

 

 

คราวนี้ขอเสนอหลักฐานโดยอ้อม จากบันทึกของโจวต้ากวน ทูตการค้าชาวจีนที่เข้าไปอยู่ในนครวัดเมื่อปี คศ.  1295 (40 ปีก่อนที่หัวหน้าทาสชื่อตระซอกประแอม (แตงหวาน) จะนำกองกำลังทาสถล่มกษัตริย์วรมันหมดสิ้นสกุลแล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ซึ่งพงศาวดารเขมรฉบับแรกที่ยังไม่มีอิทธิพลฝรั่งเศสก็ยอมรับว่าเขาผู้นี้แหละคือต้นตระกูลเขมร) 

 

บันทึกของโจวฯ นี้ถือกันในวงวิชาการว่าสำคัญที่สุด เพราะเป็นบันทึกชิ้นเดียวในโลกที่มีอยู่ที่บันทึกเรื่องราวในนครวัดอย่างละเอียดพอควร

 

โจวฯได้บันทึกเรื่องการทอผ้าว่า ชาวพื้นเมืองนครวัดไม่รู้จักการทอผ้าไหม รู้จักแต่การทอผ้าฝ้าย ซึ่งวิธีการทอผ้าก็หยาบมากกล่าวคือ เอามือดึงเส้นด้ายออกมาจากปุยฝ้าย แล้วก็เอามาทอเป็นผืนโดยไม่ใช้กี่ แต่ใช้เส้นด้ายพันรอบเอวไว้  ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกไว้กับขอบหน้าต่าง แล้วใช้ท่อนไม้ไผ่ดันกระแทกเส้นด้ายพุ่งในการทอผ้า  (น่าสังเกตว่าเป็นวิธีที่คนไทยกระเหรี่ยงแถวแม่ฮ่องสอนก็ยังใช้อยู่จนถึงวันนี้)  อีกประการคือ ชาวพื้นเมืองไม่รู้จักใช้เข็มและด้ายพวกเขาจึงเย็บผ้าและชุนผ้าไม่เป็น

 

โจวฯบันทึกต่อไปว่า...ในระยะหลัง มีพวกสยามเข้ามาอยู่มาก พวกนี้รู้จักการทอผ้าไหมแบบใช้กี่ พวกเขานำต้นหม่อนและตัวไหมมาจากเมืองสยาม นอกจากนี้พวกสยามยังรู้จักใช้เข็มและด้ายในการเย็บและชุนผ้าอีกด้วย

 

หลักฐานข้างต้นนี้สนับสนุนทฤษฎีของผมที่ว่ามีคนสยามเข้าไปอยู่ในนครวัดมาก โดยผมเชื่อว่าเป็นคนชั้นสูงที่เป็นเครือญาติของกษัตริย์ และเป็นสมาชิกครอบครัวของทหารสยามที่เข้ามาค้ำบัลลังก์กษัตริย์ชัยวรมันที่ ๖ ต่อมาจนถึงที่ ๗ (ผู้สร้างนครธมและสร้างต่อนครวัดจนเสร็จ)  ซึ่งทั้งสองเป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสายมาจาก พิมาย 

 

ยิ่งทอผ้าไหมก็ยิ่งใช่เลย เพราะพิมายมีชื่อกระฉ่อนในการเลี้ยงไหม ทอผ้าไหมอยู่แล้ว  และที่ชาวพิมายถูกเรียกว่า สยาม ก็เพราะมันเพี้ยนมาจากคำว่า  สวายาม ซึ่งเป็นชื่อพระบิดาของ ชย. ๖ (ซึ่งเป็นคนพิมาย)  นั่นเอง  

 

การที่กษัตริย์ ชนชั้นสูง และทหารเป็นอีกเผ่าหนึ่งแล้วพลเมืองโดยทั่วไปเป็นอีกเผ่าหนึ่งนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าบริหารดีๆ ก็ทำได้ เช่น ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์คิง ของจีน ซึ่งเป็นพวกมองโกล และ แมนจู นั่นอย่างไร เป็นชนส่วนน้อยแต่กลับปกครองคนส่วนใหญ่ได้หลายร้อยปี

 

 

น่าคิดต่อไปว่า คนพื้นเมืองนั้นแค่ทอผ้าเย็บผ้ายังทำไม่เป็น แล้วจะไปสร้างนครวัดนครธมได้อย่างไร ก็มาเข้าทฤษฎีผมที่ว่า คนสยามต่างหากเล่าที่เป็นคนออกแบบ และคุมการสร้างทั้งหมด โดยนายช่างพวกนี้มาจากพิมายและลพบุรีเป็นส่วนใหญ่  (เริ่มสร้างในสมัยพระสุริยวรมัน ๒ ..ชาวลพบุรี แล้วมาเสร็จเอาในสมัยพระชัยวรมัน ๗..ชาวพิมาย)

 

ส่วนแรงงานในการสร้างนั้นมาจากพวกทาสเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทาสพวกนี้น่าจะเป็นพวกจามผสมกับพวกคนป่าที่ถูกจับมาเป็นเชลยจากการทำสงคราม ซึ่งพวกทาสบางส่วนนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็พัฒนาขึ้นมาเป็น คนพื้นเมือง และเป็นนายทาสในที่สุด ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่มีความรู้เรื่องการทอผ้าซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง

 

โจวฯระบุด้วยว่า ครอบครัวชาวนครวัดส่วนใหญ่มีทาสเป็นร้อยหรือมากกว่านั้น บางครอบครัวมี 10-20 ทาส ยกเว้นครอบครัวที่จนมากที่สุดเท่านั้นจึงจะไม่มีทาสเลย จากการประเมินของนักวิชาการฝรั่ง นครวัดช่วงนั้นมีพลเมืองประมาณ 1 ล้านคน  ดังนั้นจึงประเมินได้ไม่เกินความจริงไปเลยว่านครวัดช่วงนั้นน่าจะเป็นทาสเสีย 6 แสน คนชั้นสูง ทหารและครอบครัว และคนพื้นเมืองที่เป็นนายทาสเสีย 4 แสน

 

พอถึงคศ. 1336 เมื่อตระซอกประแอมนำพวกทาสล้มบัลลังก์วรมัน ก็อาจฆ่าคนสยาม และพวกนายทาสไปเสีย 1 แสน ในการนี้ทาสทั้งหลายได้ประโยชน์สองต่อคือยึดอำนาจรัฐและปลดแอกจากการเป็นทาสไปพร้อมกัน

 

 

3 แสนที่เหลือก็หนีตายอพยพไปก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา นำโดยพระเจ้าอู่ทอง นั่นแล โดยนำเอาระบบกษัตริย์เทวราชาติดตัวไปที่อยุธยาด้วย อีกทั้งกษัตริย์เป็นคนขอม ก็ต้องตรัสด้วยภาษาขอม ซึ่งกลายมาเป็นราชาศัพท์ของเราจนถึงทุกวันนี้

 

 

ชย. ๗ ทรงสร้างนครธม ที่ฝรั่งแปลตามศัพท์เขมรว่า นครใหญ่ แต่ผมว่านี่คือ นครธรรม ต่างหาก เป็นภาษาสยาม ที่แปลงมาจากบาลี (ธรรม = ธมฺ ) มันต้องใช่แน่นอนเพราะ ชย. ๗ ทรงธัมมะธัมโมมาก อีกทั้งชื่อปราสาทต่างๆในนครธมก็เป็นภาษาสยามเสียมากเลย เช่น ปราสาทนาคพัน (เขมร = เนียคเพียน) (พญานาคพันตัวไปมา )ปราสาทตาพรหม  ปราสาทพระขันท์ ปราสาทตาแก้ว สระสรง พระรูป  ที่ชื่อเป็นสำเนียงสยามหมดก็เพราะ ชย. ๗ เป็นชาวสยามจากพิมายนั่นเอง

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๔ มค. ๒๕๕๔)




Tag: คนสยามสร้างนครวัด, ขอมสยามเขมร

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-14 18:12:31 น. general,ชีวิต-สังคม,ท่องเที่ยว,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วิธีลดการจราจรติดขัดในช่วงเทศกาล

วิธีลดการจราจรติดขัดในช่วงเทศกาล

 

ปีใหม่สงกรานต์แต่ละปี การจราจรบนถนนมิตรภาพ จากสระบุรีสู่โคราช ขอนแก่น บุรีรัมภ์ ก็ติดขนัด ผู้คนหงุดหงิดอารมณ์เสีย บางคนด่ารัฐบาลว่าเอาเงินภาษีราษฎรไปทำอะไรหมด

 

ผมได้สำรวจพบว่าสาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตำรวจไทย ที่ไปเพิ่มพื้นผิวการจราจร เช่นถนนมี 4 เลน เขาก็คิดกันได้ว่าให้เพิ่มเลนวิ่งทางหนึ่งเป็น 3 เลน ส่วนอีกทางหนึ่งรถมีน้อยก็ลดให้เหลือ 1 เลน

 

ตรรกะของตำรวจไทยก็คือถ้าเราเพิ่มผิวการจราจรให้มากขึ้นมันก็น่าจะทำให้การจราจรไหลลื่นได้มากขึ้น แต่ผิดถนัดครับ ยิ่งเพิ่มผิวจราจร จาก 2 เลน เป็น  3 เลน ยิ่งทำให้รถติดหนักมากขึ้น 10 เท่า  10 เท่านะครับไม่ใช้เท่าเดียว

 

 

เหตุผลคือ คุณไม่ได้เพิ่มผิวการจราจรอย่างต่อเนื่องตลอดสาย แต่เพิ่มเป็นบางช่วงเท่านั้น เช่น ช่วงสีคิ้วลำตะคอง ประมาณ 10 กม. จากนั้นก็บีบจาก 3 ให้เหลือ 2  เหมือนเดิม

 

ไอ้ช่วงบีบกลับนี่แหละครับที่คือสาเหตุสำคัญของการติดขัด เพราะรถจากเลนที่สามต้องชะลอตัวลง แล้วเบียดเข้ามาในเลนที่สอง ทำให้รถในเลน  2 เบรคตัว แล้วตีออกไปเลนที่ 1 ทำให้เลน 1 เบรค และหยุดตัวไปหมดทั้งระบบในที่สุด

 

ถ้าปริมาณจราจรไม่มากนักผลเสียก็ไม่เท่าไร แต่ถ้าปริมาณรถมากเกินระดับหนึ่ง มันจะส่งผลให้รถติดยาวหลายกิโลเมตรในที่สุด เพราะรถที่ตามมาจะเบรคและหยุดต่อกันเป็นหางยาว  พอต้นขบวนออกตัว กว่าที่ท้ายขบวนจะออกตัวได้ก็กินเวลาเป็นชั่วโมง เพราะเสียเวลาในการออกตัวเป็นระลอก  หลักการนี้ไม่ต่างอะไรกับการติดไฟแดง พอไฟเขียวมาทำไมรถคันท้ายๆออกตัวไม่ได้ทันที บางทียังไม่ทันออกตัวไฟแดงมาอีกแล้วก็มี

 

 

 

ผมเคยเผชิญปรากฎการณ์นี้มาด้วยตนเองครั้งหนึ่ง บริเวณลำตะคองที่ตำรวจขยายช่องการจราจรให้ ระยะทาง 10 กิโลใช้เวลาประมาณ 1 ชม.  พอพ้นตรงนี้ ถนนเล็กลง เหลือเพียงสองเลน การจราจรก็พุ่งตัวเป็นปกติ วิ่งได้ 100 กม. ต่อชม.สบายๆ

 

และก็เหตุผลเดียวกันนี้แหละ ที่ทำให้ถนนวงแหวนมอเตอร์เวย์ชลบุรีบางช่วงที่เคยราบรื่นดีพอสมควร ต้องติดหนักในบางครั้ง เพราะดันทะลึ่งไปเพิ่มผิวการจราจรให้เป็น 3  เลน ใน บางช่วง   ถ้าทำต้องทำตลาดสายอย่าทำเพียงบางช่วง มันจะยิ่งร้ายกว่าเดิมเสียอีก

 

 

ผลพวงอีกประการของการนี้ก็คือ มันทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการเบียดตัวตัดหน้ากันเพิ่มขึ้น และพอชนกัน ก็หยุดมาทะเลาะกัน รถก็ยิ่งติดหนึบมากขึ้นอีก 10 เท่า

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถติดคือช่วงขึ้นเขา แล้วรถหนักเช่น รถบรรทุก และ รถโดยสารซึ่งวิ่งได้ช้ามาก ไปวิ่งปิดเลนถนนหมดทุกเลน เช่น บริเวณแก่งคอย ในช่วงประมาณ 10 นาทีนี้รถจะมาออต่อหางกันยาวหลายกิโล ดังนั้นตำรวจต้องไปกำกับดูแลเป็นพิเศษในการบังคับให้รถหนักวิ่งเลนซ้ายเท่านั้น ในช่วงขึ้นเขา ห้ามแซงเด็ดขาด

 

อีกเหตุผลคือ การเอาเปรียบกันด้วยการลงไปวิ่งไหล่ถนน ลักษณะเหมือนกับขยายเลนจาก 2 เป็น 3 เลนทุกประการ เพราะพอถึงคอสะพานวิ่งไปไม่ได้ก็ต้องตีเข้า แล้วมาเบียดให้รถบนถนนหลักต้องชะลอตัว ดังนั้นตำรวจควรไปรออยู่ตรงคอสะพานแล้วจับปรับไอ้พวกนี้ให้หนัก (คงได้เงินหลาย เอาเข้าหลวงสักครึ่งนึงเด๊อ)

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (ช่วงสงกรานต์ ๒๕๔๘)

 




Tag: รถติดช่วงเทศกาล

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-04 12:02:29 น. general,ชีวิต-สังคม 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

สวัสดีปีไหม่...ต้นไม้สอนให้คิดหาทางร่ำรวยแบบใหม่ แถมช่วยลดโลกร้อน

ต้นไม้สอนเศรษฐศาสตร์ (ใต้จมูก)

 

วันนี้ผมเพิ่งใช้กูเกิลเอิร์ทซูมเข้าไปดูบ้านเก่าของผมที่มลรัฐโอไฮโอ ก่อนจากมาอยู่เมืองไทยเมื่อพศ. ๒๕๓๘ คือ ๑๕ ปีที่แล้ว ได้เห็นต้น blue spruce (หรือต้นคริสมัสต์นี่เอง) ซึ่งฝรั่งเขาจัดว่าเป็นไม้โตเร็ว ที่ผมได้ปลูกไว้กับมือแต่เมื่อสองปีก่อนหน้านี้ ดังนั้น ณ วันนี้มันก็มีอายุได้ ๑๗ ปีแล้วสิ ปรากฏว่า ลำต้นมันสักเท่าหน้าขาอ่อนเห็นจะได้ ความสูงประมาณสัก 5 เมตร

 

เทียบกับต้นกระถินเทพาหน้าบ้านผมที่เมืองไทย ที่ผมปลูกไว้เมื่อ พศ. ๒๕๔๐ อายุตอนนี้ก็ ๑๓ ปีแล้ว ไม่เคยใส่ปุ๋ยรดน้ำใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้เทวดาเลี้ยงไปตามยถากรรม  ปรากฎว่ามันแตกหน่อออกเป็นสี่ต้น ต้นหนึ่งใหญ่ขนาดหน้าตัดประมาณ ๓๐ ซม.  และสูงประมาณ 15 เมตร ผมคะเนว่าถ้าตัดเอามาทำโต๊ะกินข้าวพร้อมเก้าอี้ ต้นหนึ่งต้องได้โต๊ะขนาดยาว 1.5 เมตร กว้าง 75 ซม. 5 ตัว 4 ต้นก็ได้ 20 ตัว ถ้าขายตัวละ 5,000 บาท ก็จะได้ 100,000 บาท คะเนดูแล้ว ต้นหนึ่งกินพื้นที่ 64 ตารางเมตร ดังนั้นไร่หนึ่งจะทำเงินได้  2.5 ล้านบาท หรือ 192,307 บาทต่อปี  ในระหว่าง 13 ปีนี้ยังสามารถใช้พื้นที่ที่ปลูกต้นไม้ทำอะไรได้อีกมาก เช่น เลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชอื่นแซมในขณะที่ต้นไม้ยังไม่โต ดังนั้นน่าจะทำรายได้  250,000 บาทต่อไรต่อปีได้สบายๆ

 

ตัวละ 5000 นี้ราคาเมืองไทยนะ ถ้าส่งไปขายยุโรป ไม่น่าหนีตัวละ 20,000 บาท  ถ้าเช่นนั้นก็ได้ 1,000,000 บาทต่อไรต่อปี แถมไม่เน่าไม่บูดเหมือนปลูกข้าว ..เรียกว่ามีที่ 5 ไร่ก็รวยล้นเหลือแล้ว รวยกว่าเป็นนายพล หรือ นายกรัฐมนตรีเสียอีก (ถ้าบริหารให้ดีๆนะ ไม่โง่แตกเสียก่อน)  

 

อันว่า ไม้กระถินเทพานี้ผมไปสืบถามมาแล้ว ช่างไม้บอกว่าเป็นไม้ดี เนื้อแข็งกำลังดี ไม่อ่อนหรือแข็งเกินไป  ลายไม้ก็สวย ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ดีมาก  ยังมีไม้โตเร็วดีๆ ลายไม้สวยๆอีกหลายสกุลในเมืองไทย  แต่เราไม่รู้จักคิด

 

 

แต่ถ้าเอาพื้นทีมาทำนา จะได้ปีละประมาณ  5,000 บาทต่อไร่ต่อปี แถมยังต้องเหนื่อยยากสาหัส ไหนยังต้องฉีดยา สารเคมี น้ำท่วม ภัยแล้ง

 

แต่ปลูกป่าไม่ต้องเสี่ยงหนักอย่างนั้นเลย แถมช่วยให้อากาศดี ลดโลกร้อน  ป้องกันน้ำท่วมได้อีกต่างหาก  ยังเอาไปขอคาร์บอนเครดิทได้อีก ผมเคยคำนวณแล้วจะได้เครดิทไร่ละประมาณ  6,000 บาทต่อปีสบายๆ (แค่นี้ก็กำไรมากกว่าทำนาแล้ว โดยไม่ต้องลงแรงเลย)

 

เสียแต่ว่าโครงการแบบนี้มันต้องรอ 12-15 ปีจึงจะเห็นผล อีกทั้งต้องมีระบบบริหาร นโยบายการค้าระดับประเทศรองรับอย่างดี  ซึ่งนักการเมืองไทยไม่มีวันมองไกลได้ปานนั้นหรอก เพราะมันตั้ง 4 ช่วงการเลือกตั้งเป็นอย่างน้อย

 

เฮ้อ...ประเทศเรา ดีทุกอย่างยกเว้นมีนักการเมืองแบบไทยๆมาบริหาร

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๑ มค. ๒๕๕๔)

 




Tag: เศรษฐศาสตร์ไม้โตเร็ว

เขียนโดย withwit ที่ 2011-01-01 20:05:53 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ปีใหม่...ฮุนเซ็นและอภิสิทธิ์ต่างได้รับคะแนนเพิ่มบนความทุกข์ของคนไทยเจ็ดคน

วันนี้ที่ ๓๑ ธค. ๕๓ วันแห่งความสนุกสนานของคนไทย แต่กลับเป็นวันที่ผมทุกข์หนักมากที่สุดวันหนึ่งในชีวิต  เพราะเห็นคนไทยบางคนที่รักชาติ กลับต้องติดคุก  (แต่จะคลั่งชาติด้วยหรือไม่ก็ค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยเขาก็รักชาติเป็นทุนเดิมไม่งั้นคงมาไม่ได้ถึงขั้นนี้)   แถมเป็นคุกขี้ไก่ไร้มาตรฐานของเขมรเสียอีก

 

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คนที่รักตัวและตำแหน่งหน้าที่แห่งตัว  ไต่เต้ามาด้วยการกอกระดุม จนยิ่งใหญ่ ไร้ทุกข์ จนวันนี้ กลับพูดและทำแบบ เปลี่ยนวิกฤติชาติเป็นโอกาสของตัวเอง 

 

ในขณะที่คนไทย ๗ คน ซึ่งไม่ใช่ชาวบ้านรากหญ้าที่รับจ้างเขามา  แต่เป็นนักการเมือง เป็นกรรมมาธิการชายแดน และเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย กำลังถูกเขมร (ชาติเล็กๆ  จนๆ ข้างบ้าน) รังแกอย่างไม่ให้เกียรติประเทศไทยเลยแม้สักนิด แต่แม่ทัพภาค ๒ (ทหารยศพลโท ที่มีอำนาจตามกฎหมายและนอกกฎหมายล้นเหลือ)  กลับพูดอย่างถากถาง ไร้ไมตรีว่า...... (ถ้าไม่มีใครเสี้ยม คงไม่กล้าพูดแบบนี้หรอก ลองฟังดูสิ....)

 

 

..... "อยากวอนให้ผู้ที่รักชาติทุกคนอย่าทำให้ประเทศชาติเดือดร้อน หากใครมีความคับข้องใจหรือไม่เข้าใจตรงจุดไหน หากอยู่ในพื้นที่ของผม ก็สามารถสอบถามมาได้โดยตรง ยินดีที่จะให้คำตอบในทุกเรื่อง.... ในส่วนของนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ น่านำตัวกลับมาได้ในเร็ววันนี้ ส่วนคนอื่นอาจจะต้องปล่อยให้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายของกัมพูชา เพราะบางครั้งคนที่กระทำความผิดก็ต้องยอมรับความจริงบ้าง อีกทั้งในส่วนนี้ยังมีบางคนที่กระทำผิดซ้ำ ทั้งที่ทางทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือกลับมาแล้ว ดังนั้น บางครั้งก็ต้องปล่อยให้กัมพูชาดำเนินการบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นทางกัมพูชาอาจจะถือว่าประเทศไทยไม่ให้เกียรติและอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลายขึ้นได้

 

ท่านที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้แล้วเลือดไทยไม่เดือดพล่านแบบข้าพเจ้า ก็ขออนุโมทนาในอุเบกขา และวิจารณาญาณอันเลิศล้ำของท่าน  ขอจงไปเที่ยวน้ำตก และหรือสังสรรค์ปีใหม่กันให้บรรลัยเถิดกันต่อไป

 

ส่วนข้าพเจ้า ขอใช้เวลาช่วงนี้เฝ้าระวังทุกเม็ดฝุ่นของประเทศไทยมิให้สูญหายปลิวหายไปสู่แผ่นดินอื่นด้วยใจจดจ่อ

 

พร้อมนี้ขอวิงวอนให้คุณแซมดิน คุณวีระ และคุณอะไรก็ไม่รู้แต่มีนามสกุลแสนดีว่า ตายแน่ ให้รอดตายกลับมาจาก the killing field  ของพวก ข้าเหม็น ......

 

 

....เพื่อมามีโอกาสใช้ชีวิตในดินแดนสยามอีกครา  ... มาเล่นกอล์ฟกันสนุกสนานให้บรรลัย จนพุงโล แบบท่านแม่ทัพและท่านนักการเมืองไทยทั้งหลายด้วยเทอญ

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๓๑ ธค. ๕๓)

 

 

 

 




Tag: เขมรไม่ให้เกียรติไทย, ปีใหม่ 53, ปีใหม่ ๕๓

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-31 17:18:15 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,ท่องเที่ยว,บันเทิง,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ,ไอที - เทคโนโลยี 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ของขวัญใหม่.แห่งปี.ที่อยากได้..หามิใช่.กล่องโก้.ผูกโบว์หรู

ของขวัญใหม่.แห่งปี.ที่อยากได้...........หามิใช่.กล่องโก้.ผูกโบว์หรู
นั่นมันเรื่อง.เปลืองของ.สนองกู...........ซึ่งคงทู้.อยู่ไป.อีกไม่นาน

ของขวัญใหม่.ใหญ่ยาก.ที่อยากได้.....คือคนไทย.ไกรเกียรติ.ทั้งเมืองบ้าน
ไม่ต้องยก.มือไป.ไหว้ขอทาน............. ก้มกราบกราน.ต่างด้าว.ให้เข้ามา
.
.
ลงทุน.หมุนเงิน.เพลินเขา ....ส่วนเรา.เป็นหนี้.ขี้ข้า
ลูกเต้า.เรือกสวน.ไร่นา.........ปู่ย่า.ยากเข็ญ.เป็นจุล

สมองทื่อ มือกุด ฤาไฉน...... ยอมให้ คนอื่น ปั่นหมุน
หากคิด ไม่ออก บอกบุญ.....เชิญคุณ ฮารา คีรี 

.
หากสยามจะอยู่ยั้ง......มั่งมี
ต้องเลิกใช้จีดีพี .........ชี้บ่ง
ผู้นำต้องกล้าดี.............มีกึ๋น  เจียวนา
ต้องเลิกคิดเดชส่ง.......หลงบ้า ตามกระแส 



...สองชาติ  ใจเต็ม (๒๘ ธค. ๒๕๕๓)



Tag: กลอนปีใหม่

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-28 20:11:39 น. general,เศรษฐกิจ,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่..ประมาณ ๒๕)

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่..ประมาณ ๒๕)

 

มันมีภาษิตฝรั่งอยู่บทหนึ่ง กล่าวว่า อำนาจแห่งบุคคลแปรผกผันกับจำนวนปากกาที่เขาเหน็บ (Power of a man is inversely proportional to the number of pens on his shirt’s pocket)

 

มันเสียดสีได้เรื่องจริงๆ ซึ่งผมว่าคนไทยน้อยคนมากที่จะเข้าใจภาษิตนี้ได้ (แต่ผมเข้าใจได้ทันทีเมื่ออ่านเจอภาษิตนี้ครั้งแรกเมื่อสัก 20 ปีก่อน ..ประมาณ คศ.  1990 ก็เรามันมีนิสัยชอบเสียดสีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว)

 

มันหมายถึงว่า คนที่พกปากกามากก็ต้องเซ็นลงนามมาก และคนที่เซ็นลงนามมาก แสดงว่าลงนามแต่ละครั้งก็เป็นเรื่องสัพเพเหระที่ไม่ค่อยมีความสำคัญนั่นเอง พวกฝรั่งเขาจึงนิยมผ่องถ่ายอำนาจการลงนามจิ๊บจ้อยพวกนี้มาให้บุคคลระดับล่างๆ ส่วนนายที่สูงๆขึ้นไปก็ลงนามเฉพาะในเรื่องสำคัญๆ ก็มีเรื่องให้ลงนามน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนกระทั่งเป็น อธิบดี ปลัดกระทรวง รมว. ก็ลงนามน้อยลงทุกที แต่ว่าลงนามแต่ละครั้งมันต้องเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบมากเท่านั้น

 

ประสบการณ์ทำงานผมใน usa ก็เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ เช่น ขออนุมัติเดินทางไปเสนอผลงานวิจัยในระดับประเทศ ต้องมีค่าเครื่องบิน เบี้ยเลี้ยงที่พัก จิปาถะ คนที่ลงนามอนุมัติคือ เสมืยน ที่จบเพียงม. ๖ ส่วนของไทย ต้องเข้ากรรมการบริหาร แล้วลงนามโดยหัวหน้าหน่วยงาน ก่อนเข้ากรรมการบริหารก็ต้องผ่านด่านหลายด่านมาก

 

การขอซ่อมทำ ซ่อมบำรุงต่างๆ ก็เพียงแต่โทรศัพท์เข้าไปแจ้งไว้กับเสมียนหน่วยซ่อมบำรุง คอยสักสองชั่วโมงช่างก็มาทำให้แล้ว จากนั้นก็เอาใบงานมาให้เราเซ็นรับแกร็กเดียว ส่วนของไทยเราต้องทำเรื่องผ่านหลายชั้น เซ็นกันเป็นห่างว่าว แล้วรออีกสองอาทิตย์

 

หนังสือราชการที่ควรทราบ ของไทยเราจะมีสองระบบคือ ระบบเอาเข้าแฟ้มเวียน แล้วไปเปิดอ่านกันเอาเอง กับสำเนาแจกทุกคน ซึ่งระบบแรกมันไม่สะดวก ทำให้คนขี้เกียจแบบผมไม่เคยเข้าไปอ่านเลย ตกข่าวสำคัญๆ ประจำ ส่วนแบบหลังก็เกินไป มันเปลืองกระดาษ ของฝรั่งที่ผมเจอมา (องค์การนาซ่า และบริษัทจีอีแอร์คราฟท์เอ็นยิ่น) ต่างใช้ระบบเอาต้นฉบับให้เราอ่านพร้อมแนบแผ่นรายชื่อพนักงาน พอเราอ่านเสร็จเราก็กาชื่อเราออกพร้อมลงวันที่กำกับ แล้วเดินเอาไปส่งต่อเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่อยู่ห้องติดกัน เสมียนเขาจะเอามาส่งให้แบบเวียน เช่น ฉบับนี้ส่งนายก.คนแรก ฉบับต่อไปก็ส่งนาย ข. เป็นคนแรก ค ง จ ต่อไปตามลำดับ คนอ่านคนสุดท้าย ต้องเอาไปติดบอร์ดสำนักงาน แล้วเสมียนเขาจะมเก็บออกในที่สุด   ผมว่ามันเข้าท่ามาก พยายามเอามาเผยแพร่ในเมืองไทย ก็ไม่เกิดสักที

 

ฝรั่งมันฉลาด ทำอะไรง่ายๆ แต่ได้สัมฤทธิผลสูง ที่อเมริกาใช้ใบขับขี่ใบเดียว เบอร์เดียว ทำอะไรได้หมด ตั้งแต่สมัครงาน ซื้อรถ ซื้อบ้าน เสียภาษี ของเราต้องพกบัตร หลายบัตร จำเบอร์ยาวๆเต็มไปหมด เช่น บัตรประชาชน ใบเกิด สำเนาทะเบียนบ้าน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ใบขับขี่ บัตรพนักงาน ข้าราชการ

 

กระจกหน้ารถไทยก็ติดบัตรกันระนาว จนแทบมองถนนไม่เห็น ส่วนของฝรั่งกฎหมายเขาห้ามติดอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นด้านหน้าของกระจกมองหลัง ที่ห้ามเพราะมันไม่บังสายตาทำให้อันตราย

 

กว่าจะต่อทะเบียนรถได้ โหย..แทบตาย ต้องไปกรอกใบอะไรยาวๆ เอาไปยื่น รอเรียกชื่อ ไปเสียเงิน หมดไปครึ่งวัน ของฝรั่งมันส่งใบต่ออายุใส่ไปรษณีย์มาให้ถึงบ้าน แค่เซ็นชื่อ แนบเช็ค ส่งกลับ อีกสองสามวันมันส่งสติกเกอร์ปีใหม่มาให้ เอาไปติดแปะที่ป้ายทะเบียนรถ เสร็จ จบ

 

จ่ายค่างวดก็ต้องไปธนาคาร ขับรถไปเสียเวลา น้ำมัน รถติด ของฝรั่งมันให้ใบงวดเรามาเป็นเล่ม จากนั้นเราฉีกใบส่งแต่ละงวด แนบเช็ค ส่งไปรษณีย์ไปให้ เสร็จ จบ

 

จ่ายเช็ค หรือเอาเช็คไปเข้าธนาคาร ยากเย็นแสนเข็นที่สุด ต้องกรอกกระดาษ เอาไปส่ง  พนักงานก็ต้องกรอกอะไร เซ็นอะไรยึกยักอีกนาน หลายนาที จากนั้นถ้าเป็นเช็คต่างธนาคาร ต้องรอเป็นเดือนกว่าเช็คจะเข้าเป็นเครดิท (ระหว่างนั้น ใครกินดอกเงินของเราหวา??)  ของฝรั่งมันรับปั๊บตอกตราปึ้ง เราเซ็นกำกับ เสร็จ เงินเข้าทันที นี่เมื่อสามสิบปีที่แล้วนะ ส่วนของเราที่บ่นมาน่ะ เพิ่งเมื่อวานนี้เอง

 

จองโรงแรม โฮย จะบ้าตาย ต้องเสียเงินโทรศัพท์ไปถามว่าว่างไหม จากนั้นโอนเงินครึ่งหนึ่งเข้าบัญชีของมัน จากนั้นแฟกซ์สำเนาการโอนเงินไปให้มัน ถ้ามีอะไรปุ๊ปปั๊บไปไม่ได้ มันยึดเงินเราทันที  ของฝรั่งมีโทรศัพท์สายฟรีให้โทร จองให้ทันทีเพียงแค่บอกเบอร์บัตรเครดิท ถ้ามีอะไรไปไม่ได้  ขอให้แจ้งยกเลิกล่วงหน้า 24 ชม. ก็พอแล้ว ไม่เสียอะไรเลย

 

ตอนจะออกจากโรงแรม (ขนาดระดับห้าดาว)  มันก็ให้เรารอเช็คห้องครึ่งชั่วโมง ของฝรั่งคืนกุญแจแล้วเดินออกได้เลย ก็โธ่ คนเขาจ่ายบัตรเครดิท ถ้ามันจนเลวขนาดขโมยผ้าเช็ดตัว (ที่ผมไม่เคยใช้เพราะขยะแขยง เนื่องเพราะมันเช็ดกันมาหลายร้อยคน) ก็ตามหาตัวได้จากบัตรเครดิท มันจะง่าวอะไรกันหนักหนา   (วะ)

 

 

คนไทยเรามารยาทงาม ต่อผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจ แต่ฝรั่งเขามารยาทงามต่อเด็กๆ และประชาชนด้วย  เช่นผมส่งเมล์ไปหา  นายบารัค โอบามา  ได้รับตอบทุกครั้งว่าได้รับแล้ว และท่านปธด. จะได้พิจารณาต่อไป ลงนามโดยเลขาฯ (ในนามของ ปธด.) ของไทยเรา ส่งไปนับร้อยพันฉบับ หายต๋อมหมด  ทั้งที่เราคิดแทนให้แทบตาย แต่เขามองไม่เห็นหัว

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม  (๒๕ ธค. ๕๓)

 




Tag: ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-26 19:39:32 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

กลอนปีใหม่ (ขวัญอ่อนห้ามอ่าน)

อย่าหาว่า แล้งใจ อะไรนะ

ปีนี้น่ะ ขอบาย  ไม่ออกเสียง

นั่งกินเหล้า เมาหงอ จนคอเอียง

อ้อยอี๋เอี้ยง  นับถอย  คอยเวลา

 

เห่าตะโกน ชนแก้ว  แล้วออกเสียง

เปล่งสำเนียง ฝาหรั่ง โก้กร่างก๋า

จิบไวน์นอก บอรก์โดซ์ โห่เฮฮา

จนหมูหมา  ซาอึก นึกว่าควาย

 

 

 

ปีใหม่นี้  มันดี ที่ตรงไหน

พระอาทิตย์ ดวงใหม่  หรือสหาย ?

รัฐบาล (ก็)ยังโง่ เหมือนปีกลาย

คิดได้แต่   ขะหยาย   จีดีพี  

 

 

 

ปีใหม่นี้ ขอดี กว่าปีเก่า

รัดถะบาน เลิกเง่า  เหมือนเกาหลี

หันมาพึ่ง พอเพียง เลี้ยงชีวี

จะแฮ็ปปี้  ปีใหม่ ทั่วไทยเอยฯ

 

 

 




Tag: กลอนปีใหม่ ๒๕๕๓

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-26 19:37:42 น. general,เศรษฐกิจ,ศิลปะ-วรรณกรรม,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

แนวคิดเพื่อเพิ่มปสภ.การประกันสุขภาพสาธารณะของคนไทย

แนวคิดเพื่อเพิ่มปสภ.การประกันสุขภาพสาธารณะของคนไทย

 

ในวันนี้เราติดประชานิยม  ที่ลดแลกแจกแถม สิ่งหนึ่งที่แจกกันคือรักษาราคาถูกมาก หรือ ฟรีไปเลย ซึ่งมันทำเป็นนโยบายน่ะได้ แต่คุณภาพก็รู้กันอยู่ว่ามันคงไม่ได้หรอก โดยเฉพาะยิ่งให้รักษาฟรี ก็ยิ่งไปรักษากันมากกว่าปกติ ก็ยิ่งเพิ่มปริมาณ ดังนั้นเวลาที่หมอจะดูแลคนไข้ก็หารยาว ก็ลดลงกว่าเดิม คุณภาพก็ลดลงเป็นสัดส่วน แถมยังเพิ่มความเครียดให้บุคลากรด้านสุขภาพ คุณภาพการรักษาก็ยิ่งลดลงไปอีก (หมอเป็นโรคจิตเสียเองด้วยความเครียด แล้วจะไปรักษาใครได้)

 

จึงขอเสนอแนวคิดดังนี้

 

1)      ในรอบ 1 ปี บุคคลผู้ป่วยจะต้องจ่าย x บาทแรกด้วยตนเอง (x เป็นเท่าไรก็ค่อยมาเคาะกัน ผมเห็นว่าสัก 5 พันบาทน่าจะดี หรือประมาณข้าวครึ่งตัน ชาวนายากจนก็น่าจะพอหาได้)

 

2)      ถ้าเกินนี้รัฐจะช่วยสมทบเป็นสัดส่วนที่มากขึ้น เช่น จาก x ถึง y ช่วย 50% จาก y-z ช่วย 75% เป็นต้น

 

 

3)      สัดส่วนหนึ่งของรายได้ของรพ. ให้เอาไปเป็นโบนัสให้หมอพยาบาล (จะได้แข่งกันบริการเพื่อแย่งคนไข้) ที่เหลือให้เอาไปเข้ากองทุนเพื่อสุขภาพ

 

4)      ผู้ป่วยที่ไม่มีเงินรักษาสามารถกู้ยืมได้จากกองทุนนี้ โดยกองทุนห้ามปฏิเสธการกู้ยืม หากกู้ยืมไปแล้วไม่มีเงินใช้หนี้ อาจมีระบบการใช้หนี้ด้วยการทำงานให้รัฐ  (แม้ในวันเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เช่น เป็นพนักงานในรพ. เพื่อทดแทนการหยุดพักผ่อนของพนักงานปกติ)  โดยมีเงินเดือนให้ด้วย (หักใช้หนี้ครึ่งหนึ่ง)  ทั้งนี้อาจใช้แรงงานลูกหลานญาติมิตรในการนี้ได้  (ซึ่งต้องลงนามเป็นผู้ค้ำประกันหนี้)

 

 

5)      คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการตรวจร่างกายฟรี ปีละหนึ่งครั้ง

 

ข้อดีของวิธีนี้คือ

 

1)      จะได้คุณภาพการรักษาพยาบาลที่ดี หมอพยาบาลก็เต็มใจรักษา

 

2)      แม้คนจนก็เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้  เพียงแต่หากป่วยร้ายแรงก็อาจต้องมีหนี้บ้าง ซึ่งสามารถผ่อนใช้ได้ในระยะยาว  หรือใช้หนี้ด้วยแรงงานลูกหลานดังกล่าว ซึ่งในหลายกรณีลูกหลานจะชอบเสียอีกด้วยเพราะมีงานที่มีรายได้ทำ (แม้ถูกหักรายได้ครึ่งหนึ่งก็ตาม...อย่าลืมว่าพวกนี้เป็นคนจนปกติก็ไม่ค่อยมีงานทำอยู่แล้ว หาเช้ากินค่ำไปวันๆ ท้องอาจไม่อิ่มด้วยซ้ำ)

 

 

3)      กองทุนสุขภาพนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องเจียดงบประมาณมาใช้ในการสมทบการรักษาพยาบาล เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ (ที่ป่วยไม่ถึง x บาท) ซึ่งมีจำนวนมาก จะเป็นผู้สมทบทุนมาเข้ากองทุนนี้  เพื่อให้คนส่วนน้อยที่ป่วยร้ายแรง ก็น่าจะเพียงพอ อาจเหลือด้วยซ้ำไป  เงินที่เหลือก็สามารถเอาไปออกดอกผลได้ แล้วเอารายได้มาบำรุงกิจการโรงพยาบาล

 

4)      จะเห็นว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการนี้ กล่าวคือ คนไข้ หมอ รัฐ และประชาชนทั่วไปที่ไม่ป่วยไข้ อย่าลืมว่าคนป่วยไข้ไม่น้อยทีเดียวทีป่วยไข้เพราะทำตัวไม่ดีเอง เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ กามโรค อย่างนี้จะให้เป็นภาระของประชาชนคนอื่นที่เขาทำตัวดีก็ไม่ยุติธรรม การให้เสีย x บาทแรกเองจึงเป็นการยุติธรรมต่อทุกฝ่าย

 

 

5)      การให้ตรวจสุขภาพฟรีเป็นสิ่งดี จะทำให้บุคคลรู้ปัญหาด้านสุขภาพแต่เนิ่นๆ จะได้เข้ารับการบำบัดรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามไปไกลเกินรักษา

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 

 




Tag: ประกันสุขภาพ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-25 09:07:42 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นโยบายเพื่อพัฒนาประเทศไทยในทุกมิติ

นโยบายบริหารประเทศของพรรค... (ไม่สงวนลิขสิทธิ์)

 

นโยบายในภาพรวมคือ เพิ่มการพึ่งตนเอง ลดการพึ่งต่างชาติ เพิ่มความเป็นชีวภาพ ลดการใช้สารเคมี เพิ่มเงินเดือน ลดปริมาณคนทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดการฉ้อโกง

 

1.       ด้านเศรษฐกิจและการค้า

 

1.1   ลดนโยบายส่งเสริมการลงทุนให้ต่างชาติ หันมาพึ่งตนเอง ด้วยการส่งเสริมการลงทุนในท้องถิ่นโดยคนไทย เพื่อคนไทย เพื่อทำให้ท้องถิ่นร่ำรวย ประเทศก็เข้มแข็ง

 

1.2   สร้างงานในท้องถิ่นทั่วประเทศ ด้วยการจัดตั้งอุตสาหกรรมการเกษตรในทุกอบต. ภายใต้แผนบูรณาการร่วมกันทั้งประเทศ แหล่งทุนมาจาก ทุนแรงงานท้องถิ่น ทุนเงินของท้องถิ่น และแหล่งเงินกู้จากรัฐ (ที่ต้องเจียดงบมาให้ หรือระดมมาจากธนาคารในประเทศ)

 

1.3   สินค้าที่ผลิตได้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรนับสิบเท่า ก่อนส่งขายทั้งในและนอกประเทศ รัฐมีรายได้เพิ่ม เก็บภาษีได้มากกว่าเดิม 20 เท่า (ไม่ใช่สิบเท่า) สามารถเอามาทำสวัสดิการให้ปชช.ได้หลากหลาย

 

1.4   เสริมด้วยระบบค้าปลีกแบบสหกรณ์ในท้องถิ่น เพื่อกักเงินไม่ให้ไหลออกนอกประเทศผ่านทางร้านค้าปลีกข้ามชาติ โดยทำเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ ใช้สายส่งและโกดังร่วมกัน เพื่อผ่องถ่ายสินค้าซึ่งกันและกัน และลดค่าใช้จ่ายด้วย

 

1.5  จะเกิดการสร้างงานบริการในท้องถิ่นตามมาอีกมาก ทำให้คนไม่ต้องอพยพไปขายแรงงานริมทะเล ครอบครัวอบอุ่น ลดปัญหาเยาวชนเช่น ยาเสพติด โรคทางเพศ

 

 

2.       ด้านการศึกษา

 

2.1   ระดับประถมเน้นวินัย และ จริยธรรม อ่านออกเขียนได้ เลข-วิทย์พื้นฐาน ศิลปวัฒนธรรม ไม่เน้นวิชาการสูงส่งเกินไปเช่นในวันนี้ (จะยัดความรู้กันไปถึงไหน)

 

2.2   ยกเลิกการแบ่งสายวิทย์สายศิลป์ในระดับมัธยม แต่ให้นร.เลือกเรียนแบบเป็นสายหลัก สายรอง  (เมเจอร์/ไมเนอร์)  โดยจัดให้มีสายอาชีพด้วย จะเกิดความยืดหยุ่นที่ช่วยชาติได้มาก โดยเฉพาะส่วนใหญ่จบมัธยมปลายก็เข้าไปทำงาน ไม่ได้เข้าไปเรียนต่อมหาลัย แต่กลับไม่มีทักษะในการทำงานเนื่องจากไม่ได้เรียนวิชาชีพเลย

 

2.3   ยกเลิกการสอนแบบนร.เป็นศูนย์กลาง หันมาใช้ระบบครูเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิม แต่ต้องพัฒนาครูให้เป็นศูนย์กลางที่ดีด้วย เพิ่มเงินเดือนครูสองเท่า

 

2.4   ระดับมหาลัยเน้นวิชาการขั้นสูงและการวิจัยที่สอดคล้องกับการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไม่ใช่วิจัยทิ้งขว้างเช่นทุกวันนี้ รวมทังเน้นการผลิตวิชาการใช้เองในประเทศ แทนการเสพวิชาการจากต่างประเทศ

 

2.5  เพิ่มการเรียนในประเทศ ลดการส่งคนไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเป็นการทำลายความเข้มแข็งของมหาลัยไทยมานานแล้ว

 

 

3.       ด้านทหารตำรวจข้าราชการ

 

3.1  ลดกำลังทหารตำรวจข้าราชการลงสองเท่า แล้วเพิ่มเงินเดือนให้ 1.5 เท่า ที่เหลือเอาไปเพิ่มให้ครูเป็นสองเท่า  ซึ่งทุกวันนี้ลดได้ไม่ยากเนื่องจากเราใช้กำลังทหารตำรวจขรก.อย่างไร้ปสภ. สามารถลดลงได้โดยไม่กระทบการทำงานแต่ประการใด  ปัญหาของประเทศไทยคือ เรามีครูที่ไม่สอนและทหารที่ไม่รบอยู่เป็นสัดส่วนที่มากโข ตำรวจ และ ข้าราชการในตำแหน่งที่ไม่จำเป็นก็มีมากเกินไปมาก

 

3.2   เพิ่มการวิจัย พัฒนา เพื่อผลิตอาวุธ ยุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศใช้เอง  ลดการน้ำเข้า

 

 

4.        ด้านการเกษตร

 

4.1   ประเทศไทยเป็นประเทศปลอดสารเคมีการเกษตรทุกรูปแบบ  เพื่อเป็นครัวโลกที่สะอาด

 

4.2   ออกกฎหมายห้ามส่งสินค้าเกษตรออกขายต่างประเทศ จนกว่าจะมีการเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตรด้วยอุตสาหกรรมท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 3 เท่าของราคาสินค้าดิบ

 

4.3   ลดพื้นที่การปลูกข้าวและพืชไร่ลงมาให้เหลือเพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศและการส่งออกที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มาก  จากนั้นนำพื้นที่มาปลูกป่าเพื่อทำอุตสาหกรรมป่าไม้ และป้องกันน้ำท่วมไปด้วยในตัว (อุตสาหกรรมป่าไม้จะสร้างรายได้ได้มากกว่าการทำนามาก ในขณะที่เหนื่อยยากและเสี่ยงภัยน้อยกว่า)

 

4.4  ออกกฎหมายผูกมัดงบประมาณระยะยาวในการสร้างแหล่งเก็บน้ำทั่วประเทศ โดยการผันน้ำจากแม่น้ำลำคลองเข้าไปสู่แอ่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากใช้ในการเกษตรแล้วยังช่วยป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้งได้อีกด้วย ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวและอาหารในท้องถิ่น

 

 

5.       ด้านพลังงาน

 

5.1  ส่งเสริมการวิจัย การใช้ พลังงานจากน้ำ ลม แดด และชีวมวล ให้ได้เต็มศักยภาพประเทศ โดยต้องมีความพอเพียงในเวลา 20 ปี

 

 

6.       ด้านสาธารณสุข

 

6.1   การรักษาพยาบาล ใช้ระบบ 5 พันบาทแรกจ่ายเอง จากนั้นรัฐจะร่วมจ่ายเป็นสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเต็มร้อย (หากไม่มีค่ารักษาพยาบาล สามารถกู้ได้จากกองทุนกู้ยืมเพื่อสุขภาพโดยไม่ต้องมีหลักประกัน)  วิธีนี้จะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ รพ. ก็ไม่ขาดทุน ปชช. ก็ได้การรักษาที่มีคุณภาพ เป็นการพบกันครึ่งทาง

 

6.2   มีมาตรการด้านความสะอาดของอาหารอย่างเข้มงวด

 

6.3   ส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

 

6.4   ส่งเสริมสุขอนามัยสาธารณะ เช่น ถนนสะอาด ร้านค้าอาหารสะอาด

 

6.5   น้ำประปาดื่มได้ (ช่วยลดค่าใช้จ่ายปชช.อีกด้วย) ฃ

 

6.6  ยกเลิกนโยบายดื่มนมในโรงเรียน แต่ให้ดื่มสิ่งอื่นทดแทนที่มีคุณค่าอาหารดีกว่า แต่ส่งผลร้ายน้อยกว่า  (เช่น นมข้าวยาคู)

 

 

7.       ด้านแรงงานและสวัสดิการ

 

7.1   เพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำให้มากขึ้นแบบก้าวกระโดด ให้ได้ตามมาตรฐานโลก (เมื่อคิดเทียบส่วนกับค่าครองชีพแล้ว) (หมายความว่าค่าแรงขั้นต่ำจะขึ้นไปถึงประมาณ 700 บาทต่อวัน) สำหรับนักธุรกิจส่งออกสัญชาติไทยที่ได้รับผลกระทบจากการณ์นี้รัฐจะจ่ายส่วนต่างให้เป็นเวลา 5

 

7.2   ให้เงินเดือน ขรก. เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน (และลดปริมาณพนักงานตามสัดส่วนด้วดย)  เพิ่มบำเหน็จ แต่ลดบำนาญ

 

7.3  ประชาชนทั่วไปที่สะสมแต้มการทำงาน (เงินเดือน หรือ สินค้าที่ผลิต) ได้ถึงระดับจะได้รับเงินบำนาญหลังเกษียณ เป็นสัดส่วนกับแต้มสะสม แต่ไม่เกินระดับหนึ่ง

 

 

8.       ด้านการเมืองการปกครองและการยุติธรรม

 

8.1   เลิกตามแบบฝรั่ง เปิดกว้างให้มีการเสวนาเพื่อปรับรูปแบบประชาธิปไตยให้สอดคล้องกับลักษณะของสังคมไทย ซึ่งจะทำให้ระบบมีปสภ.มากกว่านี้ ลดการซื้อเสียง และลดการบงการชี้นำจากเจ้าของพรรค

 

8.2   แม้แนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจการปกครองก็ต้องมีการเสวนากันว่าควรทำถึงระดับไหนเพียงใด และปรับปรุงถ้าจำเป็น เนื่องเพราะการกระจายอำนาจนี้เป็นแนวคิดตามฝรั่งที่อาจไม่สอดคล้องกับลักษณะสังคมไทย

 

8.3   เปิดกว้างเพื่อเสวนาปรับระบบการยุติธรรม ตั้งแต่การตำรวจถึงศาลฎีกา ให้มีความเที่ยงธรรม ต่อคนทุกชั้นอย่างเท่าเทียมกัน

 

9.       ด้านสื่อสารมวลชน

 

9.1   ห้ามโทรทัศน์วิทยุจัดรายการเพื่อเด็กและวัยรุ่นหลัง 3 ทุ่ม ยกเว้นวันศุกร์ เสาร์  (เด็กควรเข้านอน เพื่อเตรียมตัวเรียนหนังสือในวันรุ่งขึ้น)

 

9.2   ผู้กำกับรายการ นักเขียน ต้องมีใบอนุญาต เหมือนหมอ วิศวกร

 

 

10.    ด้านวัฒนธรรม

 

10.1            สร้างเสริมวัฒนธรรมทั้งระยะสั้นและยาว เพื่อลดการฉ้อโกง เอาเปรียบผู้อื่น  เพิ่มความเอื้อเฟื้อ ความมีน้ำใจต่อกัน

 

10.2            สร้างเสริมวัฒนธรรมวินัย ตรงต่อเวลา

 

10.3            สร้างเสริมวัฒนธรรมและจริยธรรมในการทำงาน

 

10.4            จัดให้มีวันหยุดประจำปีเพื่อเป็นวันสาปแช่งคนโกงและให้พรคนไม่โกง ให้ทุกหน่วยงานราชการต้องมีการสาบานประจำปี หลังจากนั้นร่วมกันทำพิธีสาปแช่ง เช่น ตำพริกเผาเกลือ

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 

 

 




Tag: นโยบายประเทศไทย, พัฒนาประเทศ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-24 19:08:45 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

พงศาวดารขอมสยามไทย (ฉบับไม่คลั่งชาติ)

พงศาวดารขอมสยามไทย (ฉบับไม่คลั่งชาติ)

 

 

1)       ทฤษฎีพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองอู่ทองใช้ไม่ได้แล้วเพราะมีหลักฐานว่าเมืองนี้ร้างมาก่อนหน้านั้นสองร้อยปี อีกทั้งคนสามแสนจะไปเกณฑ์มาจากไหนเพราะในแดนขวานทองก็มีแต่เมืองเล็กๆระดับหมื่นเท่านั้น เมืองใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ในขณะนั้นคือ นครวัด ที่มีถึงหนึ่งล้านคน

 

2)       พระเจ้าอู่ทองได้นำชาวสยาม(ขอม)สามแสนคนหนีตายมาจากการกบฎของทาสที่นครวัดมาพึ่งญาติพี่น้องท้องเดียวกันที่ลพบุรี มาสร้าง กรุงศรีอยุธยา(ใช้เวลา 14 ปี) จากนั้นในพศ. 1893 สถาปนาขึ้นเป็น พระรามาธิบดีที่ 1” (พระราม..อวตารของพระวิษณุ..ครองกรุงอโยธยา)  เป็น เทวราชา ตามประเพณีขอมนครวัด ส่วนกษัตริย์เขมรที่นครวัดกลับยกเลิกระบบ เทวราชามันสวนทางกันเช่นนี้แล (ก็เป็นทาสเขามาก่อนจะเป็นเทพไปได้อย่างไร) ที่คำราชาศัพท์เราเป็นภาษาขอมเสียมาก (เช่น เสวย เขนย) ไม่ใช่อิทธิพลขอมตามที่เชื่อกัน แต่เป็นขอมแท้ทั้งดุ้นต่างหาก

 

3)       กษัตริย์เทวราชาสาย วรมัน ที่ครองนครวัดมา  500 ปี สูญหายไปเมื่อ ศ. 1879 (14 ปีก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา) กษัตริย์องค์ต่อมามีนามว่า ตระซ็อกประแอม (แตงหวาน) และองค์ต่อไปคือ นิพพานบท และ ฯลฯ ไม่มีวรมันอีกแล้ว หมดสิ้นเทวราชาแต่บัดนั้น

 

4)       พงศาวดารเขมรฉบับแรกสุดเขียนโดยกษัตริย์ นักองเองกล่าวว่าต้นตระกูลเขมรคือตระซ็อกประแอมนี่แหละ ซึ่งถ้าเขมรมีเชื้อขอมวรมันมีหรือที่นักองเองจะไม่ภูมิใจจนสาวไปถึง (จะว่าไม่รู้ก็ไม่ได้เพราะมีจารึกหินบอกไว้หมด)  แต่พงศาวดารเขมรฉบับหลังๆ ถูกฝรั่งเศสเสี้ยมให้เป็นลูกหลาน วรมัน เพื่อหวังฮุบนครวัดไปเป็นอาณานิคมในที่สุด

 

5)       ตระซ็อกฯนี้เป็นหัวหน้าทาสเชื้อสาย แขกจาม ที่ขอมจับมาเป็นแรงงานสร้างปราสาท จนมีจำนวนมากกว่าพวกนายทาสเสียอีก นายมี 4 แสน ทาสมี 6 แสน (ขอมกับจามรบกันหนักและนานสามร้อยปี...โจวตากวน พ่อค้าจีนก็บันทึกไว้ว่านครวัดเต็มไปด้วยทาส) เมื่อพวกนายทาสอ่อนแอลง ทาสก็ยึดเมืองและฆ่านายทาส (พวกขอมสยาม) ตายราบแล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น เสียมเรียบ (แปลว่าพวกสยามตายเรียบ) ..พงศาวดารบันทึกเป็นตำนานว่านายแตงหวานใช้หอกฆ่าพระราชา วรมัน เพราะคิดว่าเป็นโจรที่จะมาปล้นแตงหวานของตัว เสร็จแล้วยังเอาธิดากษัตริย์มาเป็นเมียแล้วขึ้นเถลิงอำนาจ

 

6)       แม้ในวันนี้เขมรยังนับเลขได้แค่ ๕  พอถึงเลข ๖ เขมรจะนับเป็น ๕๑ เจ็ดเป็น ๕๒ มันตีแสกหน้าบอกเลยว่าเขมรไม่ใช่ขอม เพราะขอมใช้ระบบเลข ๑-๑๐  เหมือนสยามอยุธยาทั้งแท่ง ทั้งระบบเลขและตัวเลข

 

7)       พศ. 1985 สร้างเมืองเสร็จได้เพียงสองปี พระเจ้าอู่ทองยกทัพไปล้างแค้นพวกเขมรโดยรบชนะกันเด็ดขาดที่เมืองหนึ่ง จึงเปลี่ยนชื่อเมืองนั้นเป็น อู่ทองมีชัยสร้างวัดเจดีย์ให้ไว้เต็มเมืองยังกะลอกแบบมาจากศรีอยุธยา จนกลายเป็นเมืองหลวงของพวกเขมรนานกว่าสองร้อยปี วันนี้นิยมเรียกให้เพี้ยนกันว่า อุดง หรือ อุดรมีชัย เพื่อกลบเกลื่อนหลักฐาน แต่นักวิชาการฝรั่งส่วนใหญ่เชื่อว่าชื่อนี้มาแต่นามของพระเจ้าอู่ทองแห่งสยาม

 

8)       อยุธยามีคนพูดไทยปนคนพูดขอมอยู่แล้ว ภายหลังคนพูดไทยอพยพเข้ามามากถึง 1 ล้านคน จนกลืนภาษาขอมหมด ยกเว้นราชาศัพท์ (ในช่วงก่อนนั้น 50 ปีสุโขทัยก็ไม่มีราชาศัพท์ ยังจารึกว่า พ่อกูขุนศรี แม่กูนางเสือง อยู่เลย แสดงว่าราชาศัพท์นี้เป็นเรื่องบังเอิญ เป็นเรื่องตกค้างมาแต่ชาวสยามแห่งนครวัดนำติดตัวมาแต่ครั้งอพยพหนีตายมานั่นเอง)

 

9)       ตำนานต้นกำเนิดคนเขมรตรงกับของจามยังกะลอกกัน คือต่างก็มีแม่เป็นนางนาค นามว่า โสมา ที่สมสู่กับฤาษีตนหนึ่ง แสดงว่าเขมรคือพวกแขกจามที่ถูกขอมจับมาเป็นทาส แล้วพกเอานิทานปรัมปราต้นกำเนิดดังกล่าวนี้ติดตัวมาด้วย ..ประวัติศาสตร์มักเขียนตามแต่ที่ผู้ชนะจะสั่ง แต่นิทานนั้นบิดเบือนได้ยาก แม้รูปลักษณ์ของชาวเขมรวันนี้ก็ยังมีร่องรอยของ แขกจาม ให้เห็น

 

10)   ชัยวรมัน ๒ กษัตริย์ขอมองค์แรกที่ว่ามาจาก ชวา นั้น นักวิชาการฝรั่งบางคนก็เห็นต่างว่ามาจาก ชามา (หรือจามนั่นเอง)  แต่กระผม (ขยม) ว่ามาจาก ลวา, ลพา, ลพ(บุรี)  (คำว่า ลว เป็นชื่อเดิมของลพบุรี แปลว่า น้ำ  ละโว้ก็เรียก ซึ่งมาจาก ลว+อุทัย = ลโวทัย เหมือนกับ สุข+อุทัย= สุโขทัย ว กับ พ แทนกันได้ เช่น วิจิตร พิจิตร ดังนั้น ลวะ ก็กลายเป็น ลพะ ลพะบุรี ลพบุรี ในที่สุด)

 

11)   ไม่มีจารึกว่าพระฯสุริยวรมัน 1 (ซึ่งเป็นพุทธ) มาจากไหน น่าเป็นลพบุรีส่งกำลังมาตั้งให้เป็นกษัตริย์พุทธ ไม่เช่นนั้นจู่ๆ จะเอาทหารจากไหนมา ยึดอำนาจให้เป็นกษัตริย์พุทธในท่ามกลางสังคมฮินดู

 

12)   ส่วนชัยวรมัน 6 นั้นมีจารึกแน่ชัดว่ามาจากพิมาย มีพ่อชื่อ สวายามภูวา  (ต้นกำเนิดของคำว่า สยาม?)  นักวิชาการฝรั่งเชื่อว่า ชย. 6 มาจากการยึดอำนาจ ซึ่งถ้าใช่ก็คงต้องโดยการช่วยเหลือของพิมาย พิมายจึงมีความสำคัญต่อ ชย. 6 มาก จนทรงสร้างปราสาทหินพิมายไว้ให้ รวมทั้งสร้างทางด่วนเชื่อมพิมายกับนครวัด พิมายคงส่งทหารมาค้ำบัลลังภ์ชย. 6 ที่นครวัดมาก รวมทั้งครอบครัวทหาร ทำให้เรียกคนพวกนี้ว่าพวก สวายาม ตอนหลังก็คงเลยตั้งรกรากกันอยู่ที่นครวัดออกลูกหลานสวายามอีกมาก  ส่วนพวกลพบุรี ที่มาค้ำบัลลังภ์สายสุริยวรมันก็เป็นพวกพุทธเหมือนพิมาย เป็นอารยธรรมทวาราวดีด้วยกัน ก็คงถูกอนุโลมเรียกเป็นพวกสวายามด้วย  นานไปก็เพี้ยนเป็นสยาม แต่ลิ้นพวกคนเขมรสระอาก็ออกเสียงเป็นเอียหมด พวกเขาจึงเรียกคนสยามนครวัดว่า เสยียม  เสียม จนนำสู่คำว่า เสียมเรียบ (สยามราบ) ในที่สุด

 

13)   สุริยวรมัน 2 (ผู้เริ่มสร้างปราสาทนครวัด) ก็มีจารึกว่าไปจากลพบุรีอีกแล้ว ทรงรบและจับเอาจามมาเป็นทาสเพื่อสร้างปราสาทมากมาย แต่กลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่ฆ่าขอมสยามเสียสิ้นในที่สุด

 

14)   ชัยวรมัน 7 ก็มาจากที่อื่น (นวชก.ฝรั่งเชื่อว่ามาโดยการยึดอำนาจ) เป็นผู้เปลี่ยนนครวัดมาเป็นพุทธอย่างถาวร แสดงว่าต้องมีเมืองพุทธมาช่วยยึดอำนาจ (ก็คงหนีไม่พ้นพิมายอีกนั่นแหละ) เป็นผู้สร้างปราสาทนครวัดต่อจนเสร็จสมบูรณ์ และสร้างนครธม ทรงบำรุงทางด่วนสายพิมาย-นครวัดที่ ชย. 6 สร้างไว้ให้สมบูรณ์ จึงเป็นหลักฐานว่ามาจากพิมายแน่ๆ พลเมืองสายสวายามคงเพิ่มขึ้นอีกมากในนครวัดในช่วงนี้ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงรุ่งเรืองที่สุด

 

15)   ในอดีต..เมื่อเมืองใดไร้กษัตริย์ปกครอง (ฆ่ากันตายหมด) ปชช.จะไปขอหน่อเนื้อจากเมืองอื่นที่เป็นสายเลือดมาสืบต่อ ดังเช่นลำพูนขอพระนางจามเทวีจากลพบุรี ดังนั้น สย. ๑-๒ และ ชย.๖- ๗ ที่ว่ามาจากลพบุรีและพิมายนั้นก็ไม่แปลกเพราะเป็นพี่น้องกัน ส่วนลพบุรีนั้นก็เคยมีกษัตริย์นครวัดไปปกครอง นวชก.ฝรั่งไม่รู้ธรรมเนียมนี้ก็หาว่าลพบุรีเป็นเมืองขึ้นนครวัด

 

16)   ภาพกองทัพ สยำกุก ที่แกะสลักไว้ที่กำแพงนครวัด (ในสมัยชย. 7) ที่ยังเป็นปริศนานั้นคงคือกองทหารจากพิมายนั่นเอง เป็นพวกสวายาม หรือ สยำ เชื้อเถาเหล่ากอแห่งบิดาของ ชย. 6 

 

17)   เมื่อพระเจ้าอู่ทองนำชาวสวายามจากนครวัดมาสร้างกรุงศรีอยุธยา ก็เลยต้องเรียกว่าเป็นกรุงสยามของชาวสยามไปโดยปริยาย ดังนั้นขอมไม่ได้หายสูญไปไหน แต่หลอมรวมเลือดเนื้อมาเป็นเชื้อเหล่าเผ่าไทยสยามเรานี่แหละ แต่เศษฝรั่งได้ยกเขมรให้เป็นขอมเพื่อประโยชน์แห่งการล่าอาณานิคมของพวกเขา

 

18)   ขอท้าให้นวชก.ไทยคิดเอง หาหลักฐานเอง เพื่อมัดให้ได้ว่า ขอมนี่แหละคือสยามซึ่งเป็นบรรพชนสายสำคัญของคนไทยในวันนี้ อาณาจักรขอมมีศูนย์กลางทางการเมืองอยู่ที่ลพบุรี ส่วนนครวัดนั้นเป็นเมืองหน้าด่านเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเสียมากกว่า หลักศิลาจารึกต่างๆในแถบลพบุรีที่เป็นภาษาขอมนั้นไม่ใช่เพราะว่าได้รับอิทธิพลขอม แต่เป็นคนขอมในพื้นที่แท้ๆเขาจึงต้องจารึกเป็นภาษาขอม ขอมนครวัดต่างหากเล่าที่อาจรับเอาอิทธิพลทางภาษาไปจากทางลพบุรีและพิมาย เพราะจารึกทางด้านนี้มีก่อนทางด้านโน้นด้วยซ้ำไป ทั้งที่เป็นภาษาปัลลวะ และ ภาษาขอมโบราณ

 

19)   ส่วนอักษรเขมร และภาษาเขมรในวันนี้ก็แน่นอนว่าต้องลอกมาจากขอมนั่นแหละ เพราะเป็นทาสเขามานานจนซึมซับรับเอาภาษาไปเกือบหมด  ยกเว้นการนับเลข ที่นับได้เพียง ๕ เพราะเรื่องนี้มันคงแก้ได้ยาก

 

 

จบพงศาวดารขอมสยามไทย(และเขมรด้วย) แต่เพียงเท่านี้แล

 

 

...บันทึกโดยนายทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๒ ธันวาคม พศ. ๒๕๕๓)  ผู้ซึ่งมียายเป็นขอมลพบุรี ตาเป็นไทยปราจีนบุรี (หรืออาจเป็นขอมด้วยก็ไม่ทราบเพราะผิวคล้ำด้านพอกับยาย)

 




Tag: สยาม, เขมร, ขอม

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-22 14:01:23 น. general 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ขอร่วมวิจารณ์ ประชาวิวัฒน์ด้วยคน

ผมขอร่วมวิจารณ์ ประชาวิวัฒน์ด้วยคน

 

1)      ตั้งชื่อเสียหรู ยังกะว่าจะรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่  แต่แหม..ทำได้แค่นี้เอง

2)      คนมีหนี้ก็ไปล้างหนี้ให้เขา อย่างนี้มันก็เท่ากับฟอกความผิดนะครับ หลายคนก็กู้นอกระบบเอามากินดื่มเที่ยวหรือซื้อของฟุ่มเฟือยหรือทำอะไรนอกระบบนะ ไม่ได้กู้เอามาลงทุนทำมาหากินอะไรหรอก

3)      พวกวินมอไซค์ แผงลอยพวกนี้ก็ทำผิดกฎหมาย กีดขวางทางเดิน กีดขวางถนน ก็ไปช่วยเขาอีก ก็เข้าใจว่าพวกนี้อยู่ในเขตเมือง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะปชป.ได้สส.ส่วนใหญ่ก็ในเขตเมืองนี่แหละ

4)      ผมฝากความหวังไว้กับพรรคปชป.มาก เพราะเห็นว่าเป็นพรรคที่มีคนมีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าอยู่มากกว่าพรรคอื่นๆ แต่แล้วก็ไม่ต่างกัน คือมองไกลสุดได้เพียงแค่ถึงวันเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้นเอง 

5)      ไม่ว่าปชป.จะโต้วาทีตีวาทะแก้ตัวฉะฉานเพียงไร นโยบายประชาวิวัฒน์นี้โดยเนื้อแท้แล้วคือการซื้อเสียงล่วงหน้าแน่นอน แต่ทางพรรคก็ทำใจไว้แล้วว่า ด้านได้อายอด เพราะรู้ล่วงหน้าว่าคนส่วนหนึ่งจะรู้ทัน ส่วนคนส่วนใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จะหันมาเลือกพรรคกันยกใหญ่  ส่วนคนส่วนน้อยนั้นแม้รู้ทันก็ยังคงต้องเลือกเขาอยู่ดี เพราะไม่มีตัวเลือกที่เลวน้อยไปกว่านี้อีกแล้ว

6)      สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือไม่ใช่เอาปลาไปแจก หรือ ลดราคาปลา แต่ไปส่งเสริมให้ปชช.ขาเพาะพันธุ์ปลา เลี้ยงปลา และขายปลาต่างหาก ลงทุนนิดเดียวและครั้งเดียว แต่ระยะยาวจะเก็บภาษีจากการขายปลาได้มหาศาล แต่หากทำประชาวิวัฒน์อยู่อย่างนี้อีกหน่อยก็จะเหลือแต่กระดูกปลาให้แทะกินด้วยกันทั้งสองฝ่าย

7)      สิ่งที่ควรทำคือการวางนโยบายให้เกิดการสร้างงานที่มีรายได้ดีกระจายไปทั่วทุกท้องถิ่นในประเทศ  โดยต้องคำนึงถึงงานอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรเป็นอันดับแรก เพราะมันจะได้นกหลายต่อมาก งานอันดับต่อไปคือการค้าปลีกของท้องถิ่น เพื่อกักเงินให้วนเวียนเลี้ยงท้องถิ่นหลายรอบ ไม่ใช่ถูกดูดออกไปเข้ากระเป๋านายทุนร้านค้าปลีกต่างชาติเสียหมด

8)      งานในท้องถิ่นที่เกิดจากอุตสาหกรรมเกษตรและการค้านี้จะก่อเกิดงานบริการในท้องถิ่นตามมาอีกมาก การผลิตที่เหลือบริโภคก็ส่งออกขายต่างประเทศ ที่ได้ราคาสูงกว่าส่งขายดิบๆนับสิบเท่า  ส่วนรัฐก็นั่งนับเงินจากการเก็บภาษีกันเพลิน  แทนที่จะต้องไปเสียเงินทำประชาวิวัฒน์ (หรือเรียกชื่อโก้หรูอื่นใดก็ตามที)

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 




Tag: ประชาวิวัฒน์

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-22 13:59:59 น. general,การเมือง,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ที่มาของคำว่า ละโว้..เมืองแห่งต้นตระกูลสยามขอมไทย

 

ที่มาของคำว่า ละโว้..เมืองแห่งต้นตระกูลสยามขอมไทย

 

 

อาณาจักรละโว้ (ลพบุรี) อาจเป็นต้นกำเนิดของประชาชาติไทยทุกวันนี้ และเป็นต้นกำเนิดอาณาจักรขอมด้วย  แต่อนิจจา..เรารู้เรื่องเมืองนี้ซึ่งเป็นเมืองบรรพชนของเรากันน้อยมาก โดยเฉพาะที่มาของคำว่า ละโว้  

 

 

จนข้าพเจ้า วิศวกรเครื่องกลคนหนึ่งทนไม่ไหว ต้องวางมือจากกุญแจปากตาย หันมาค้นหาประวัติศาสตร์ชาติไทยของผมบ้าง

 

 

ไปค้นหาในการวิจารณ์ของนักวิชาการด้านโบราณคดี เขาว่ากันว่าน่าจะมาจากคำว่า ละโว ในภาษามอญ ซึ่งแปลว่า ภูเขา ซึ่งเขาว่ากันว่าเมืองลพบุรีมีภูเขามาก..ก็ยิ่งเข้าทาง

 

 

ไปค้นประวัติเมืองลพบุรีในวิกีพีเดีย ในหน้าเว็บของจ.ลพบุรี ก็ไม่เจอ อ้างกันซื่อๆว่า เดิมทีเรียกว่าละโว้..จบ

 

 

ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่าเคยเห็นเหรียญเงินโบราณที่ไหนมาก่อน น่าจะเป็นรูปถ่าย หรือ ของจริง (หรืออาจเป็นในฝันก็ได้ เพราะความจำผมแย่จริงๆ ช่วงนี้ ถ้าเป็นในฝันจริงผมก็ชักหนาวเหมือนกันว่าชะรอยจะถูกเลือกให้มาทำหน้าที่อะไรสักอย่างหรือเปล่า หมู่นี้รู้สึกพลังด้านประวัติศาสตร์ในตัวมันแรงยังไงพิกล) ที่เห็นนั้นเป็นรูปเหรียญโบราณขุดค้นได้บริเวณจ.ลพบุรี มีการสลักคำว่า ลโวทฺยปุรไว้บนเหรียญ ผมถึงบางอ้อทันทีว่า นี่คือที่มาของคำว่าละโว้

 

 

คำว่า ลโวทฺยปุร นี้เชื่อได้แน่นอนว่า มาจากการสมาสของคำว่า ลว + อุทัย + ปุระ  ซึ่ง ลว ก็เป็นชื่อเดิมของเมืองนี้ ซึ่งผมไปค้นภาษาสันสกฤตมา แปลว่า น้ำก็น่าจะใช่เลย เพราะเมืองนี้มีน้ำมาก จากแม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำอื่นๆโดยรอบ

 

 

คำว่า สุโขทัย ก็มาจากการสมาสทำนองเดียวกัน คือ สุข+อุทัย นั่นเอง

 

 

ส่วนคำว่า ลวะ นั้น น่าจะเป็นสันสกฤต (ที่แปลว่าน้ำ)  ไม่ใช่มาจากคำว่า ละว้า ซึ่งเป็นชนเผ่ามอญเผ่าหนึ่ง  มิฉะนั้นคงไม่เอามาสมาสกับ อุทัย เป็น ลโวทฺย ซึ่งเป็นคำแขกไปได้หรอก

 

 

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและช่วยกันเผยแพร่ต่อไปนะครับ ประเด็นนี้ผมได้เข้าไปเพิ่มเติมข้อมูลในวิกีพีเดียภาษาไทยไว้แล้ว  ในหัวข้อ ลพบุรี และ ละโว้

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ ( ๒๒ ธค. ๕๓) ( คนที่มีคุณยายมาจากเมืองละโว้)

 

 

 

 

 

 

 

 

 




Tag: ละโว้

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-22 13:58:31 น. general,ศิลปะ-วรรณกรรม 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทฤษฎีที่มาของพระเจ้าอู่ทอง (อู๋ตงฮ่องเต้)

ทฤษฎีพระเจ้าอู่ทอง (อู๋ตงฮ่องเต้)

 

ทฤษฎีที่ว่าพระเจ้าอู่ทองนำผู้คนอพยพมาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรี แล้วมาสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น  (ทฤษฎีนี้สันนิษฐานโดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ) บัดนี้นักโบราณคดีได้พิสูจน์แล้วว่าคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเมืองอู่ทองได้ถูกปล่อยทิ้งร้างก่อนหน้านี้สองร้อยปีแล้ว

 

พงศาวดารฉบันวันวลิต (พ่อค้าชาวฮอลันดา) ระบุว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นเศรษฐีเชื้อสายจีนมาจากเมืองเพชรบุรี

 

พงศาวดารมาลายูระบุว่าเป็นมุสลิม และพระศพยังฝังอยู่ที่เมืองกลันตันจนบัดนี้ เรื่องนี้สอดคล้องกับหลักฐานที่ว่ากรุงศรีอยุธยาในยุคแรกๆ มีมัสยิดมากทีเดียว

 

บ้างก็ว่ามาจากเชียงแสนเป็นลูกขุนบรม แต่บ้างก็ว่ามาจากสุโขทัย เป็นลูกพระราเมศวร

 

ส่วนข้าพเจ้าเสนอว่าอพยพหนีตายมาจาก นครวัดเพราะถูกพวกทาสแขกจามคิดกบฏ  ดังตรรกะ หลักฐานต่างๆที่ข้าพเจ้าได้เขียนเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

 

แต่เมื่อมาลองคิดทวนดูแล้ว ทฤษฎีทั้งหลายแหล่นี้อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ทั้งหมดเลยก็เป็นได้

 

เช่น อาจเป็นชาวจีนนักผจญภัย เผชิญโชค และเป็นพ่อค้าไปด้วยในตัว อาจมีชื่อว่า อู๋ตง ล่องเรือจากเมืองจีนล่องแม่โขงมาเชียงแสน จากนั้นล่องออกแม่น้ำโขงไปมาลายู ไปหลงรักบุหงาตันหยง เลยต้องเปลี่ยนไปนับถืออิสลามตามประเพณีเพื่อแต่งงานกับเธอ (อาจมีตั้ง 4 คนก็เป็นได้)  จากนั้นลุยมาถึงเพชรบุรีค้าขายจนร่ำรวย แต่ยังไม่หายสนุกก็เลยขยายกิจการไปยังนครวัด เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่โตมาก คงค้าขายสนุก ก็ค้าขายจนรวยร่ำไปอีก

 

พอพวกทาสแขกจามกบฏ พวกกษัตริย์สายวรมันก็ถูกฆ่าตายหมดแล้ว พวกขอมสยามขาดผู้นำก็เลยยกอู๋ตงให้เป็นหัวหน้าพาหนีมาพึงลพบุรี แล้วมาสร้างกรุงศรีในที่สุด อู๋ตง ในลิ้นคนไทยก็เปลี่ยนมาเป็นอู่ทอง

 

ส่วนเมืองเขมรที่ไปรบชนะแล้วเปลี่ยนชื่อเสีย ก็คือ อู๋ตงมีชัย ในวันนี้เรียกว่า อุดงมีชัย ก็ถือว่าไม่เพี้ยนนัก

 

เมื่อมาสร้างอยุธยา ประดามเหสีและญาติๆทั้งหลายมีเชื้อสายมุสลิมจากกลันตันอยู่มาก ก็เลยต้องสร้างมัสยิดให้ประดาคนพวกนี้  พอสวรรคตบรรดามเหสีก็นำศพกลับไปฝังที่บ้านเกิดของพวกเธอ แถวกลันตันนั่นเอง

 

เอ้า..โยงไปเชื่อมกับรัฐปัตตานียังได้เลย จะได้เลิกทะเลาะกันเสียที หันมาพึ่งพระบารมีของพระเจ้าอู่ทองกันดีกว่า

 

 

(ใครจะเอาพลอตนี้ไปสร้างหนัง คงได้หนังฟอร์มโต สนุกสนานโลดโผนพิลึกเลยแหละ)

 

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 




Tag: พระเจ้าอู่ทอง

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-19 12:24:36 น. general 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มหา’ลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย (ตอน ๒)

มหา’ลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย (ตอน ๒)

ตอนที่แล้วผมได้วิจารณ์มหาลัยในภาพรวม (อยากเรียกย่อๆว่า มลัย ด้วยซ้ำไป คนไทเรามัก
เรียกของสูงๆ ด้วยภาษาต่างด้าวเสมอ ทำไมไม่ปฏิรูปใหม่แล้วเรียกว่า “โรงเรียนสูง” ไปเสีย
เลย)  คราวนี้ขอลงไปในรายละเอียดว่ามลัยไทยควรทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยปฏิรูปประเทศ
ไทย

1)   จะทำอะไรก็ตาม (โดยเฉพาะปฏิรูปประเทศ..ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก) ก่อนอื่นต้องมี
ความเข้าใจให้ถูกต้องเสียก่อน (สัมมาทิฐิ) ไม่เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่จะทำตามมามันจะเฉโกไป
หมด ถ้าเช่นนั้นแล้วอย่าทำเสียดีกว่า เช่น รัฐบาลหาเสียงว่าว่าจะพัฒนาประเทศ ก่อนอื่นต้อง
ถามก่อนว่า “พัฒนา” มีนิยามว่าอย่างไร อย่าคิดว่าง่ายนะ ผมกล้าท้าว่าลองไปถามดูเถอะ ไม่มี
ใครรู้ว่าพัฒนาคืออะไรแน่ ถามสิบคน ก็มีนิยามสิบอย่าง และสิบอย่างนี้อันไหนถูกผิด ในระดับ
ความรุนแรงเท่าไร ใครจะตอบได้ สุดท้ายเมื่อได้”เสียงข้างมาก” ว่าพัฒนาคืออะไร แล้วจะเชื่อ
เสียงข้างมากนี้ได้ไหม จะเป็นเสียงข้างมากของคนโง่ไหม นักวิชาการมีปัญญาความรู้เพียงพอ
ที่จะสามารถช่วยตัดสินได้ไหมว่าอะไรถูกอะไรผิด (ถ้าไม่ แล้วจะเป็นสมองของชาติได้อย่าง
ไร)  (และถ้าใช่...แม้เพียงแค่นี้ก็คุ้มแล้วที่ชาติลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างนักวิชาการขึ้นมา)

2)ก่อนที่จะไปช่วยปฏิรูปสังคม มลัยจะต้องปฏิรูปตนเองเสียก่อน กล่าวคือ ต้องรู้จัก “คิดเองทำ
เอง” แทนการเอาแต่ทฤษฎีฝรั่งมาใช้อย่างไม่ลืมหูตา อย่างน้อยต้องปรับทฤษฎีเขาให้สอด
คล้องกับบริบทประเทศไทยเสียก่อน  ตั้งแต่ระบบเศรษฐกิจ การศึกษา ยันการใส่ปุ๋ย ยาฆ่า
แมลง รวมถึงความมี “เสรีภาพ”  (อย่าเห่อเสรีภาพจนเกินไปตามแนวคิดฝรั่งที่ไปลอกเขามา)

3)   ตีนต้องติดดิน ต้องตระหนักว่าขณะนี้ประเทศไทยเรายังจนอยู่มาก  เคยรู้กันบ้าง
ไหมว่าคนไทย 60 ล้านคนมีส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติเพียงไม่ถึง 5% ของรายได้มวลรวม
ประชาชาติ  เพราะแม้รัฐบาลไทยยังไม่รู้เลย ผมกล้าท้า และที่ไม่รู้ก็เพราะนักวิชาการไม่คิดค้น
วิจัยให้รู้จักตนเองนั่นเอง  ที่เราไม่รู้เพราะเรารู้จัก “เมืองนอก” ดีกว่า “บ้านนอก” เราเสียอีก นัก
วิชาการจำนวนมากเดินทางไปเมืองนอก มากกว่าไป บ้านนอก จึงไม่รู้ไม่เห็นเลยว่าชาวบ้าน
นอกส่วนใหญ่ ยังหุงหาอาหารด้วยฟืน (เพราะไม่มีเงินซื้อถ่าน ..อย่าว่าแต่แก๊ส)

4)   อจ. และผู้บริหารมลัยไทยจำนวนมากมีมันสมองเป็นเลิศ แต่จิตวิญญาณไม่ค่อย
เลิศนัก เพราะมัวแต่ไปคิดทำอะไรที่เลิศลอยเกินกว่าที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ทันกาลต่อ
สังคมไทย  หรืออีกนัยหนึ่งไปทำงานรับใช้สังคมโลกเสียจนลืมนึกถึงสังคมตนเอง  เห่อเหิมไป
ตามกระแส “ชนชั้นสูง” ในโลก  แถมยังไปเหนี่ยวนำให้นักการเมืองขี้เห่อ โยนเงินมาให้ถลุง
กันเพลินมืออีกด้วย ด้วยการขู่ทางวิชาการว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นชาติไทยจะขายขี้หน้าชาวโลก
เขา ดังนั้นจึงต้องปรับทัศนคติเสียใหม่ ว่าควรยอม “ขายหน้าเพื่อเอาผ้ารอด” ไว้ก่อน  อย่ามัว
คิดแต่ “ขายผ้าเอาหน้ารอด” เพราะสักวันจะไม่มีผ้าใส่ ซึ่งนอกจากจะอายเขาไปทั่วโลกาแล้ว
ยังจะหนาวตายอีกด้วย

5)   ต้องเลิกทำตัวเป็น “ขอทานทางวิชาการ” เสียที ที่เดินถือกะลาไปขอวิชาเขาทั่ว
โลก ต้องหันมาผลิตความรู้ใช้เองในประเทศ ให้สอดคล้องกับบริบทของตัวเองให้มากที่สุด พอ
ลืมตาอ้าปากแล้ว ค่อยคิดหาทางทำอะไรเล่นสนุกๆบ้าง อย่างนี้ก็พอไหว

6)   อย่าหาว่ายกหางตัวเองเลย แต่ขอยกตัวอย่างตัวเองสักหน่อย ว่าตัวข้าพเจ้าเองก็
เคยทำงานอยู่กับองค์การนาซามาประมาณ 12 ปี แต่พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานวิจัยที่”ตีน
ติดดิน”หลายโครงการ เช่น
              a.    เตาถ่านหุงต้ม: ทำอยู่นานสิบปี ได้พัฒนาเตาถ่านจากปสภ.เดิม
20% ขึ้นได้ถึง 55%  ซึ่งหมายความว่าถ้านำเตานี้ไปใช้ทั้งประเทศจะช่วยประเทศประหยัดเงิน
ค่าพลังงานได้ถึงปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่าอีกปีละ
ประมาณ 1 ล้านไร่ แล้วถ้าเอาไปใช้ทั่วโลกล่ะ

b.   เครื่องอบแห้งข้าวเปลือก: ทำอยู่นานสิบปี ได้พัฒนาเครื่องอบแห้งที่ราคาถูกมาก
รวดเร็วกว่าปรกติ 5 เท่า ลดการใช้พลังงาน 5 เท่า ซึ่งหมายความว่าถ้านำไปใช้ทั้งประเทศจะ
ทำให้ชาวนาไทยมีรายได้มากขึ้น 25% ทันที (คิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท)  (อย่างนี้จะช่วย
ลดความเหลื่อมล้ำได้มากทีเดียว เป็นการปฏิรูปประเทศทางหนึ่ง)

c.   เครื่องอบแห้งเอนกประสงค์พลังแสงแดด (เช่นพริก กล้วย ผลไม้) : ที่อบแห้งได้
เร็วกว่าวิธีของชาวบ้าน 4 เท่า ซึ่งถ้านำไปใช้ก็จะช่วยเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตชาวชนบทได้
มาก แถมผู้บริโภคทั้งประเทศจะได้ทานอาหารที่สะอาดขึ้นเพราะไม่มีฝุ่นหรือแมลงเข้าไปปน
เปื้อนอาหารได้ในขณะอบแห้ง  

d.   เครื่องปิ้งไก่ ไส้กรอก ที่รวดเร็ว ประหยัดพลังงาน ประหยัดแรงงานในการปิ้ง และ
ไร้ควัน (สารก่อมะเร็ง) : ซึ่งนอกจากจะช่วยผู้ประกอบการรายย่อยได้มากแล้ว ยังช่วยผู้
บริโภคให้เป็นมะเร็งน้อยลงด้วย

e.   ยังมีอีกหลายสิบอย่าง (รวมทั้งโครงการลอยฟ้า)  แต่ยกมาเพียงแค่นี้พอให้เห็น
แนวทางว่า นักวิชาการไทยสามารถทำอะไรช่วยสังคมได้มหาศาลหากมีแก่ใจคิดที่จะทำ มิใช่
เพียงแต่คิดหาเรื่องวิจัยเพื่อตีพิมพ์วารสารวิชาการต่างประเทศที่มี impact factor สูงๆ เพื่อขอ
ตำแหน่งวิชา (ที่ทำให้ได้ทั้งเงินและกล่องแต่สังคมไทยไม่ได้อะไรเลย..นอกจากหน้าตานิด
หน่อย แถมถูกฝรั่งหลอกใช้อย่างแยบยลอีกต่างหาก ผ่านวีธีการจัดอันดับมหาลัยโลก)

7)   เวลาขอทุนวิจัยนั้น ขอทีเถอะไอ้โครงการประเภท technology demonstration ที่
ไปเอาความรู้ต่างชาติมาสาธิตให้ดูน่ะ ขอให้เลิกซะที เพราะมันเปลืองเงินมาก, ไม่ได้ความรู้
อะไรใหม่ และไม่ใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยชั้นสูงพึงกระทำ แต่หน้าที่เราคือทำโครงการเล็ก
ๆ ที่ใช้งบน้อยๆ แต่ได้ปัญญาความรู้มากๆ ถ้าทำแบบนี้แล้วจะสร้าง pilot plant ราคาแพงสัก
หน่อยเพื่อมาพิสูจน์เทคโนฯที่สร้างขึ้นเองกับมือ เออ..อย่างนี้พอไหว  ช่วยกันประหยัดเงิน
หน่อยนะ เพราะชาติเรายังยากจนอยู่มาก และก้อช่วยกันประหยัดเวลาด้วย อย่าขอเวลาทำ
โครงงานเกินจริง มันคอรัปชั่นนะ  (ปีเดียวก็พอแล้ว แต่ขอซะสามปี)

8)   นักวิชาการและผู้บริหารมลัยไทย ต้องกล้าที่จะสร้างความรู้เองได้แล้ว ต้องลดละ
เลิกเลื่อน การส่งคนไปเรียนเมืองนอก (ส่งไปแต่น้อยที่สุดเพียงเพื่อเป็นทูตทางวิชาการเท่า
นั้น)  ถ้าเรายังไม่สร้างความรู้ใช้เอง มัวแต่ไปเสพความรู้จากเมืองนอก ผมว่า ประเทศไทยไม่มี
วันตั้งตัวได้ เพราะได้แต่ส่งมันสมองไปช่วยต่างชาติวิจัย ในขณะที่นักวิชาการไทยเราเองกลับ
มีแต่กากเดนเหลือทิ้งมาช่วยวิจัยเพื่อพัฒนาสังคมไทย  ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหน่อยชาติ
ไทยเราจะมีผลงานตีพิมพ์วารสารต่างชาติเพียบ แต่ประเทศไทยยิ่งจนลงกว่าเดิม  พึงตระหนัก
ว่าอารยประเทศนั้นเขารวยก่อนแล้วเขาถึงตีพิมพ์ หาใช่ว่าตีพิมพ์แล้วทำให้รวย

คงต้องมีตอนสามตามมาแน่ๆ แหละครับ

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๔ ธค. ๕๓)



Tag: มหาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-14 18:47:14 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 3 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มหาฯลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย

(หมายเหตุ. บทความนี้ผมเขียนไว้แต่เมื่อพศ. ประมาณ  ๒๕๔๗ เห็นจะได้ วันนี้ ธค. ๒๕๕๓ เอามาส่งต่อด้วยชื่อใหม่ มหาฯลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย เพราะเห็นว่ากำลังดัง ..สนใจก็ลองอ่านดูนะครับ)

 

 

มหาวิทยาลัยต้องเป็นหัวเสือ (ไม่ใช่หางหมา)

 

 

          ผมเชื่อว่า มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรประเทศก็เป็นอย่างนั้น เพราะมหาวิทยาลัยเปรียบดังหัว ส่วนสังคมเปรียบดังตัวและหาง ดังนั้นการที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนาและไร้ศักดิ์ศรีในสังคมโลกอยู่จนทุกวันนี้ก็เพราะมหาวิทยาลัยไทยยังด้อยพัฒนาและไร้ศักดิ์ศรีเป็นประการสำคัญ ดังนั้น..ถ้าอยากให้ประเทศไทยเจริญและพัฒนาอย่างถูกต้องแล้วไซร้ ก็จำเป็นที่มหาวิทยาลัยต้องกล้าพัฒนาความคิดให้ถูกต้องเพื่อเป็นหัวที่นำสังคมได้อย่างถูกต้องเสียก่อน

 

          ผมเล็งเห็นว่าสังคมชาติย่อมถูกชักนำให้คิดและทำ..ตามแต่กลุ่มบุคคลที่ฉลาดที่สุดในสังคมนั้นจะชี้นำทั้งสิ้น (ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม)     

  

 

เช่นในยุคประมาณ 2500 ปีก่อนนั้น..ในอาณาจักรกรีก โรมัน..นักปราชญ์ถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ฉลาดที่สุด สังคมกรีกและโรมันก็พัฒนาตามแนวทางที่ชี้นำโดยนักปราชญ์ประจำราชสำนักทั้งในด้านรูปแบบการปกครอง ศิลปะ และปรัชญา โดยเน้นการครองทรัพยากร ประชากร และพื้นที่ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและโภคทรัพย์ภายนอก (ทางกาย)  ในช่วงเวลาเดียวกันชมพูทวีป (อินเดีย ในปัจจุบัน) กลับเน้นด้านการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ ที่เป็นดังนี้ก็เพราะรัฐบาล(กษัตริย์)ถูกครอบงำโดยนักบวชลัทธิพราห์มณ์ให้มีความเชื่อถือยำเกรงในเทพเจ้า ผ่านศาสนพิธีอันลึกลับซับซ้อนต่างๆ เช่น การเซ่นบวงสรวงเทพเจ้า และการบูชายัญ เพื่อหวังความสุขในโลกหน้า สำหรับประเทศไทยเรา..ในช่วงสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ตอนกลาง..ก็ถูกครอบงำโดยผู้ทรงศีลแห่งพระภิกษุในบวรพุทธศาสนาของนิกายเถรวาทอย่างสิ้นเชิง ยังผลให้เกิดการปกครองระบบทศพิธราชธรรม ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินส่วนใหญ่ถือเคร่งในหลักศาสนาและศาสนกิจต่างๆ ยังผลให้วัดใหญ่โต แต่พระราชวังเล็กนิดเดียว ยังผลให้ไพร่ฟ้ามีความหน้าใสเป็นส่วนใหญ่ (เมื่อเทียบกับสังคมในส่วนอื่นของโลกในขณะเดียวกัน..ที่ต้องเดือดร้อนทำสงครามเลือดนองแผ่นดินยาวนานกันทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป)

 

          อิทธิพลของนักปราชญ์..ผู้ซึ่งฉลาดที่สุดในสังคม..ส่งผลให้ยุโรปได้ พัฒนา ยิ่งขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ (สงครามรบพุ่งมีส่วนช่วยพัฒนาด้วยเป็นอย่างมาก) จนพัฒนาการศึกษามาถึงขั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งยิ่งทำให้ยุโรปถูกครอบงำโดย นักวิชาการ มากยิ่งขึ้นมาแต่บัดนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนามาจนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี..ที่จุดประกายโดยทฤษฎีด้านฟิสิกส์ของท่านเซอร์ไอแซค นิวตัน และปรัชญาด้านแนวคิดซึ่งจุดประกาย ความกล้า ในการเรียนรู้โดยท่านเรเน เดอคาร์ต ที่ได้ชี้นำอย่างห้าวหาญว่า เพราะฉันคิด ฉันจึงเป็น (Cogito Ergo Sum) ...ซึ่งทำให้คนกล้าคิดและกล้าทำมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน..ที่ยอมรับแต่โองการจากพระเจ้าเท่านั้น  ซึ่งท่านทั้งสองก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั่นเอง ทฤษฎีการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และการครองโลก ของยุโรปและอเมริกา ล้วนมีรากเหง้ามาจากการชี้นำของกลุ่มคนบนหอคอยงาช้างเป็นส่วนใหญ่

 

                   

 

คนไทยเราโปรดช่วยกันพิจารณาบางประเด็นเหล่านี้

 

·       คนไทยใส่สูต ผูกผ้าพันคอรัดติ้ว ทั้งที่เป็นเมืองร้อนชื้น เป็นเพราะสังคมมหาลัยนำมาใช่หรือไม่

 

·       คนไทยชอบพูดไทยปนอังกฤษ เพราะสังคมมหาลัยนำมาใช่หรือไม่ (โดยเฉพาะนักการเมืองบ้านนอกนั้น ถ้าใครไม่พูดอังกฤษบ้าง จะถูกคนมหาลัยและคนเมืองกรุงที่มีการศึกษาดูแคลนเอาได้)

 

·       ประเทศไทยเราทุกวันนี้จัดรูปแบบสังคมตามฝรั่งทุกประการ..เพราะใครนำมา..ตั้งแต่ระบบการบริหารประเทศ...ระบบการปกครอง...ระบบการศึกษา...ระบบธุรกิจ..การดำรงชีวิต

 

·       คนไทยติดนิสัยดูถูกสินค้าไทย..ใช้แต่สินค้านอก..เพราะสังคมมหาลัยนำมาใช่หรือไม่

 

·       คนไทยติดนิสัยดูถูกอาชีพการเกษตร..นิยมความฉาบฉวยในอาชีพนั่งห้องแอร์..เพราะสังคมมหาลัยนำมาใช่หรือไม่

 

·       คนไทยดูถูกภูมิปัญญาคนไทยด้วยกันเอง..แต่ยกย่องภูมิปัญญาฝรั่ง..เพราะสังคมมหาลัยนำมาใช่หรือไม่

 

·       คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าหือฝรั่ง เพราะนักวิชาการไทยระดับ หัวกระทิก็ยังไม่กล้าหือฝรั่งใช่หรือไม่ (แม้เป็นพวกฝรั่งระดับ ปวช ปวส. ที่ไม่ใช่นักวิชาการ)

 

·       เอะ เซ็ท เทอร่า.. ๆ.. ๆ

 

 

          ถ้ามหาลัยเอาแต่ตามสังคม ไม่นำสังคมเสียแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะมีมหาลัยไว้ทำอะไร อุปมาดังสมอง..หากไม่นำพาแขนขาร่างกายให้ทำโน่นทำนี่ที่ถูกต้องเสียแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะมีสมองไว้ทำอะไร..ไม่ต่างอะไรกับคนเป็นอัมพาตอัมพฤกษ์ แต่เชื่อไหมว่าทุกวันนี้ สมองแห่งมหาลัยไทยของเรานั้น..ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ได้เพียงตามแต่ที่ฝรั่งจะบัญชาให้ทำเท่านั้น

 

นอกจากจะทำอะไรตามสังคมฝรั่งจะบัญชา..แบบสุนัขเชื่อง..ดังที่กล่าวไปบ้างแล้ว เรายังพากันทำตามที่สังคมไทยเราเองบงการอีกด้วย เช่น ต้องผลิตบัณฑิตตามที่สังคมการค้าในประเทศต้องการ จนกลายเป็นระบบ สิกขพาณิชย์ กันไปหมดแล้ว (ทั้งในสถาบันเอกชนและสถาบันของรัฐ) โดยที่ถ้ามองกันลึกๆแล้ว ความต้องการแรงงานบัณฑิตของสังคมไทยนั้นแท้จริงก็เกิดจากแรงกดดันของอุตสาหกรรมทุนต่างชาติของฝรั่งและญี่ปุ่นนั่นแหละ

 

ยอมสยบฝรั่งแล้วก็ส่วนหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเรานักวิชาการอ่อนแอถึงขั้นก้มหน้ารับคำบัญชาตามแต่ที่นักศึกษาบงการอีกโสดหนึ่ง เช่น การยินยอมตามความต้องการของนักศึกษาให้มีการรับน้องใหม่แบบป่าเถื่อนมานานหลายสิบปีแล้ว และนับวันจะป่าเถื่อนลามกขึ้นทุกปี แต่เราก็ไม่กล้าหือกับนักศึกษาของเรา และเราไม่กล้าหืออะไรถ้านักศึกษาหญิงอยากจะนุ่งกระโปรงสั้นมากขึ้นทุกที เรายอมเอาศักดิ์ศรีของมหาลัยไปซุกอยู่ใต้ความเหี้ยมหาญกำมะลอของเด็กนศ.นักว้ากเก้อร์ปีสอง และชายกระโปรงเด็กนศ.หญิง..ด้วยการอ้อมแอ้มทำทีเป็นอ้างมนตราศักดิ์สิทธิ์ของผู้เจริญตะวันตก..ว่าเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลขั้นพื้นฐาน..เบสิคฮิวแมนสไรท์..ว่าไปโน่น

 

         

ความอ่อนแอของมหาวิทยาลัยไทยมีมากมายหลายด้านเหลือเกิน จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรเลยว่า ภูมิปัญญามวลรวมประชาชาติของนักวิชาการชาวมหาลัยไทยของเรา (Gross National Academic  Intellectual Products) ยังมีฝรั่งยกย่องไม่เท่าภูมิปัญญามวลรวมของพระบ้านนอกเพียงสองคน คือ หลวงพ่อพุทธทาส และ หลวงพ่อชา เพราะทั้งสองท่านทำงานค้นคว้าวิจัยด้านจิตวิญญาณวิทยาด้วยตัวเองในป่าแบบไทยๆจนฝรั่งทั่วโลกยกย่อง และมากราบเท้าขอเป็นลูกศิษย์มากมายทั่วโลก โดยต้องมาศึกษาเล่าเรียนด้วยภาษาไทยด้วย (ซึ่งเป็นภาษาสากลภาษาหนึ่งของโลก)  คำสอนของท่านทั้งสองได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆทั่วโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในวงการประวัติศาสตร์วิชาการของชาติไทย แต่กลับไม่เคยปรากฏว่ามีฝรั่งและคนทั่วโลกมากราบขอเป็นลูกศิษย์ต่ออาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยด้วยเหตุผลแห่งความเก่งของอาจารย์ไทยเลยแม้แต่น้อย (นอกจากด้วยเหตุผลทางการเมืองและทางการค้า ซึ่งเป็นเหตุผลกำมะลอทั้งสิ้น)

 

          ชาวคณาจารย์ในมหาลัยไทยทั้งหลายจึงพึงสังวรณ์ไว้บ้างว่า..มวลรวมของพวกเราทั้งหลายทั่วประเทศ..จำนวนหลายหมื่นคน...ต่างมีเงินมีทอง มีวิชาความรู้ และมีจำนวนมหาศาลมากกว่าพระบ้านนอกสองรูปนั้นมากนัก เราพึงใช้ความได้เปรียบอันมหาศาลเหล่านี้ทำงานศึกษาวิจัยในบริบทของไทยๆเรานี่แหละให้ดี แล้วฝรั่งจะก้มหน้ามาขอวิชาจากเราเอง ซึ่งจะทำให้เรามีศักดิ์ศรี..ไม่ต้องถือกะลาเดินทางไป ขอทานวิชาการ จากพวกฝรั่งทุกคราในทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป..โดยเฉพาะในเรื่องของไทยศึกษา เช่น ภาษาไทย โบราณคดีไทย และศิลปวัฒนธรรมไทย ที่เป็นของเราแท้ๆ แต่ต้องไปขอความรู้จากฝรั่ง ซึ่งนับว่าน่าละอายจริงๆ

 

ถึงเวลาแล้วที่นักวิชาการหอคอยงาช้างไทย จะได้ปฏิรูปแนวคิดและพัฒนาความกล้าหาญทางวิชาการ ให้สมกับที่ประชาชนเขาส่งเสียเงินทองให้ไปร่ำเรียน พร้อมทั้งกราบไหว้และเทิดทูนให้เป็นปูชนียบุคคลมาโดยตลอด  

 

พวกเรานักวิชาการไทย..ควรได้สำนึก..ควรละอายและเลิกนิสัยโกงกินเชิงวิชาการ..เลิกเอาความรู้ที่เรียนรู้มาจากตะวันตก..เพื่อมาสร้างภาพหลอกลวงประชาชนหากินไปวันๆเสียที

 

 

---ทวิช จิตรสมบูรณ์




Tag: มหาลัยกับการปฏิรูปประเทศไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-14 17:39:12 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

เกลียดเนื้อกินลูกชิ้น เกลียดทักษิณกินนโยบาย

เกลียดเนื้อกินลูกชิ้น เกลียดทักษิณกินนโยบาย

 

หัวข้อบทความนี้ล้อมาจากภาษิตไทยโบราณที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ ... ซึ่งอุปมากับรัฐบาลชุดนี้ที่ เกลียดทักษิณ แต่กลับกินไข่ (นโยบายของเขา)   แทบทั้งหมด เช่น..

 

 

1)      ประชานิยมหลายรูปแบบ (ที่มองแต่ผลได้จากคะแนนโหวตระยะสั้น แต่ไม่มองผลเสียระยะยาว) ...(ก็โธ่ ถ้ามัวแต่โง่เป็นคนดี ก็ต้องเป็นหนี้ไปอีกนาน ใคร่เล่าจะทนจะทานได้ปานนั้น)

2)      ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ เพื่อเพิ่มจีดีพีแบบโง่ง่าย  ที่ซึ่งเอามาอ้างเป็นผลงานรัฐบาลได้ฟรีๆ  (ทั้งที่มันทำลายสังคมไทยมหาศาล ในทุกมิติแห่งการดำรงชีวิต ก็คิดไม่เคยออก  ขอเพียงให้ข้าได้หลอกคนโง่หาเสียงต่อไปวันๆ โดยข้าเองก็โง่พอกัน ก็ไม่เคยรู้สึก)

3)      การศึกษา ก็ลดแลกแจกแถม ยิ่งกว่าระบอบทักษิณ มันให้ 12 เราให้ 15 เกทับกันแบบนักเลงเผโป๊กเกอร์บ้านนอก  

4)      การรักษาพยาบาล ก็ลดแลกแจกแถมยิ่งกว่า  มันให้เสีย 30 เราลดเหลือ 0 ซึ่งวกกลับมาเป็นเท่ากับระบบอนาถาในอดีตไม่ผิดเพี้ยน

5)      เงินกู้ก็แจกกันใหญ่ ทั้งแผงลอย วินมอไซค์ ที่ทำผิดกฎหมายหลายฉบับ (แต่ไม่ยอมจับ)  ... ทักษิณเขาแปลงทรัพย์สินเป็นหนี้..ยังพอทำใจ แต่นี่ดันมาแปลงการผิดกฎหมายเป็นคะแนนเสียง คงยากยอมรับได้  แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อเสียงจากคนเมือง ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคตน  เพราะในเมืองใหญ่เท่านั้นที่มีแผงลอย และวินมอไซค์ ส่วน อ.อาจสามารถคงไม่มี (แต่ทักษิณกลับไปนอนตั้งหนึ่งคืน มันฉลาดแยบยลจริงๆ เพราะอีสานมีประชากรครึ่งประเทศ และจำนวนสส. ก็แบ่งตามจำนวนประชากรเสียด้วย)   

6)      เขามีโอทอบ เอสเอ็มแอล และประชานิยม และเก้าลอเก้า เราก็มี ไทยเข้มแข็ง  ดีหน่อยที่เป็นภาษาไทยที่พอฟังรู้เรื่อง แต่เนื้อหาก็น้ำเน่าพอกัน แถมดันย่ามใจยิ่งกว่า ที่หลอกได้แม้กระทั่งมันสมองระดับงาช้าง  เช่น หลอกว่าจะให้งบ ม.วิจัยหลายพันล้าน  จนเขาหลงเชื่อควักเนื้อลงทุนล่วงหน้ากันไปมาก แต่แล้วก็ ชักดาบหน้าตาเฉย  (ก็เห็นใจว่าผันเงินหาเสียงหญ้าช้างไม่พอ)  .... แต่คิดลึกลงไป โอ้..ขนาดว่าหลอกสมองงาช้างได้ปานนี้  แล้วสมองหญ้าช้างจะปานไหน  ทักษิณด่ามหาลัยเป็นหมูหมาว่าเป็น วิชาเกิน   แต่เออ..ก็ดีไปอย่าง จะได้รู้มิตรรู้ศัตรูให้รู้แล้วรอดไป แต่นี่ปากว่าเป็นมิตร แต่ใจอำมหิตอย่างไรอยากใคร่รู้

 

ระหว่างทักษิณและชุดนี้ ผมก็จะยังคงเลือกชุดนี้ เพียงเพราะเห็นว่า  เลวน้อยกว่า แต่ถ้ามีชุดใหม่ที่ดีกว่า ผมก็ขอสะบัดก้น หรือว่าพวกเขาจะรู้ดี ก็เล่นเกมส์ เกทับกันไป ไม่ยี่หระอะไร ขอเพียงให้ชนะคะแนน

 

 

แล้วศักดิ์ศรีมันอยู่ตรงไหน ภูมิใจไหมที่ชนะ เพราะกรรมการเห็นว่าต่อยใต้เข็มขัดน้อยกว่า   

 

..สองชาติ

 




Tag: ประชานิยม

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-11 19:12:48 น. general,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การขึ้นค่าแรงที่กระจอกคือการลดคุณภาพชีวิต?

การขึ้นค่าแรงที่กระจอกคือการลดคุณภาพชีวิต?

 

 

ผมเคยเสนอมานานแล้วว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่ดีที่สุดของไทยควรเป็นประมาณวันละ 700 บาท แต่วันนี้รัฐจะขึ้นค่าแรงประมาณ 12 บาทโดยเฉลี่ยทั่วประเทศ จากเดิม 180 เป็น 192 ทางสภาอุตสาหกรรมก็โวยวายลั่น อ้างว่าจะส่งผลเสียอย่างโน้นอย่างนี้ต่อสังคม

 

ซึ่งผมได้บอกแล้วว่าการขึ้นค่าแรงนั้น ถ้าคิดหักกลบลบเกลื่อนให้ดีแล้ว จะทำให้นายทุนรวยขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ยกเว้นผู้ที่ทำสินค้าส่งออกเป็นส่วนใหญ่  (ซึ่งเชื่อว่า 90% เป็นต่างชาติ มีคนไทยน้อยมาก ซึ่งรัฐสามารช่วยกลุ่มธุรกิจพวกนี้ได้ไม่ยาก)

 

แต่คิดอีกทีก็น่าเห็นใจนายทุนไทยที่มีค่าโสหุ้ยดำเนินการมากกว่าอารยประเทศที่ค่าแรงเขาสูง (แม้เมื่อทอนด้วยราคาอาหารพื้นฐานแล้ว)  ค่าโสหุ้ยที่ว่านี้คือ ค่าส่วยต่างๆทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ที่ต้องจ่ายให้ประดากระสือข้าราชการทั้งหลาย ซึ่งมาจากทุกกรมกอง เช่น สรรพากร กรมควบคุมมลพิษ เทศบาล  ตำรวจ  มหาดไทย  ฯลฯ  ไปจนถึงนักการเมือง ซึ่งค่าโสหุ้ยพวกนี้ไม่มีในประเทศอารยะ

 

ดังนั้นถ้ารัฐบาลออกมาตรการปราบคอรัปชันพวกนี้ให้หมด  แล้วเอาค่าโสหุ้ยมาเพิ่มค่าแรงงาน ทางอุตสาหกรรม หรือ หอการค้า คงไม่ต่อต้านมากนัก

 

เรื่องนี้รัฐต้องใจแข็ง ต้องเข้าใจว่าค่าแรงไทยมันต่ำเกินไปกว่าค่าดีที่สุดถึง  4 เท่า อาการโคม่า ต้องให้ยาแรง หากกระทบธุรกิจใดจนเจ๊ง ก็ต้องหาทางช่วยเป็นรายๆ ไป  เช่น รัฐอาจรับซื้อสินค้าในราคาประกัน (เหมือนกับประกันราคาข้าว) แล้วหาทางจำหน่ายผ่านตัวแทน  (โดยตัวแทนอาจเป็นเจ้าของกิจการนั่นแหละ ..อัฐยายซื้อขนมยาย  แต่จะบริหารอย่างไรไม่ให้โกงกิน นั่นคือปัญหา )

 

ขอยกตัวอย่างเฟอร์นิเจอร์ ส่งออกนอก ซึ่งต้องแข่งกับอินโด ฟิลิปปินส์ บราซิล พอเราขึ้นค่าแรง ราคาสินค้าเราก็แพงขึ้น  ก็อาจขายสู้พวกเขาไม่ได้ วิธีการคือ รัฐประกันราคาสินค้าที่จะทำให้เท่าทุนพอดี จากนั้นให้ผู้ประกอบการหาทางขายสินค้าให้ได้กำไร โดยกำไรที่ได้นี้จะแบ่งกัน โดยให้ผู้ประกอบการ 70% เข้ารัฐ 30%  ทั้งนี้รัฐจะต้องร่วมด้วยช่วยกัน ด้วยการหาหนทางระบายสินค้าเพิ่มเติม เช่น การค้าแบบ G to G หรือ แบบ  แลกเปลี่ยนสินค้ากับต่างประเทศด้วย  (เอาเฟอร์นิเจอร์ไปแลกกับรถถัง เป็นต้น)

 

วิธีนี้ อย่างน้อยผู้ประกอบการก็ไม่ขาดทุน ก็พอประทังไปได้ แต่ก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อทำกำไรให้ได้  โดยหวังว่าไม่ช้าอินโด ฟิลิปปินส์ บราซิล ก็ต้องขึ้นค่าแรง ตลาดใหม่ที่เราหามาได้ ก็จะหันมาซื้อของเรามากขึ้น เราก็ฟันกำไรมากขึ้น ซึ่งมันเป็นวัฎจักรธรรมดาของการทำธุรกิจ มีขึ้นมีลง

 

ถ้าใช้วิธีนี้ ผมว่าขึ้นมันแบบพญาอินทรีเป็นวันละ 700 บาทไปเลย  บริหาร สื่อสารกันให้ดี ไปโลดแน่

 

แต่พอขึ้นแบบกระจอกจิ๊บจ้อยแค่ 10-20 บาท เดี๋ยวก๋วยเตี๋ยว เจ๊เกียว ถึงสายเดี่ยว  ก็ขึ้นตาม เกินกว่าค่าแรงเสียอีก ยิ่งขึ้นก็ยิ่งทำร้ายสังคม เช่น เมื่อ 35 ปีก่อน ผมจบปริญญาตรี ได้เงินเดือน 1860  บาทก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้ 620 ชาม  บ้านหลังละ 2 แสน  ทำงาน 108 เดือนซื้อบ้านได้ กางเกงตัวละร้อย  วันนี้จบตรีเงินเดือน 8000 ก๋วยเตี๋ยวชามละ 30 บาท ซื้อได้เพียง  266 ชาม  บ้านหลังละ 2 ล้าน ทำงาน 250 เดือนซื้อบ้านได้หลัง กางเกงตัวละพัน  

 

35 ปีที่ผ่านมาราคาสินค้าจำเป็นเพิ่ม 10 เท่า แต่ค่าแรงเพิ่มเพียง 4 เท่า แสดงว่าคุณภาพชีวิตคนไทยถดถอยลงขนาดไหนก็คิดดูก็แล้วกัน  และมันยังบ่งชี้ต่อไปด้วยว่า นักธุรกิจโง่ สมคบกับนักการเมืองเลว  (ผ่านสถาบันการศึกษาผู้ใหญ่นอกระบบที่กำลังบานเป็นดอกเห็ด) กระทำการให้เกิดการณ์นี้ขึ้นได้ 

 

ผมเคยคำนวณสมัยพศ. 2480 จบปริญญาตรีได้ 80 บาท  ก๋วยเตี๋ยวราคา  5 สตางค์ ซื้อก๋วยเตี่ยวได้กี่ชามก็คิดกันดู นี่แสดงว่าคุณภาพชีวิตคนไทยเราตกต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เห่อประชาธิปไตยแบบฝรั่งเป็นต้นมา (ซึ่งผมชี้มาจนมือบวมว่ามันไม่เหมาะกับสังคมไทย)

 

 

...ส่วนนักการเมือง และนายทุนโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ คุณภาพชีวิตกลับดีขึ้นกว่า 35 ปีก่อนมาก ไม่ว่าด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม หรือที่อยู่อาศัย  ไม่ต้องคำนวณให้เปลืองสมอง เพราะเห็นๆด้วยตาเนื้อ

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๑ ธค. ๕๓)

 




Tag: ค่าแรงขั้นต่ำ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-11 17:37:05 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วิธีทำทีมบอลไทยให้ไปบอลโลก

วิธีทำทีมบอลไทยให้ไปบอลโลก

 

 

เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน บอลไทยติดอันดับ 44 ของโลกมาแล้ว มาวันนี้เราหล่นเกิน 100 ไปแล้ว และถ้ายังเป็นอย่างนี้ เหมือนในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ก็คงจะตกต่ำลงไปเรื่อยๆ

 

ผมขอแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสังเกตดังนี้

 

1)      เรามีไทยพรีเมียร์ลีกแล้ว แทนที่จะดีกว่าแต่ก่อนกลับต่ำลง ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเอาผู้เล่นต่างชาติเข้ามามากเกินไป ทีมละ 5 คน โดยส่วนใหญ่เล่น กองหน้าและกองกลาง กองหลังมีน้อยมาก ทำให้กองหน้าสัญชาติไทยมีตัวเลือกน้อย ลองสังเกตดูสิ เรามีปัญหาเรื่องการทำประตู ทั้งที่มีโอกาสมากกว่าคู่แข่ง  วิธีแก้คือลดสัดส่วนผู้เล่นต่างชาติลง และหรือ กำหนดสัดส่วนว่า ผู้เล่นต่างชาติต้องกระจายกันไปทั้งกองหน้า กลาง หลัง ไม่ใช่ไปกระจุกอยู่แต่กองหน้า

2)      บอลเยาวชนไทยเก่งมาก ไปบอลโลก ได้แชมป์เอเชีย เป็นประจำ แต่ทำไมทีมชาติชุดใหญ่ไม่เก่งตามสัดส่วน ผมว่ามันมาจากการที่ไม่มีตลาดป้อนนักเตะเหล่านี้มากพอ หรือมีแต่ไม่ดึงดูดให้เขาไปเล่น (เงินเดือนไม่พอ)  เข้าใจว่าพวกนี้ส่วนใหญ่จะไปเรียนอุดมศึกษา ทั้งรัฐและเอกชน ก็ไปเล่นกันแบบไม่มีระบบมากนัก ฝีเท้าก็เลยไม่พัฒนามากนัก เรียนจบแล้วก็ไปทำงาน เลิกเตะบอลในที่สุด วิธีแก้คือ สร้างระบบลีกของมหาวิทยาลัยขึ้นมา มีกลุ่มลีกต่างๆ กลุ่มละ 10 ทีม จากนั้นเอาแชมป์แต่ละกลุ่มมาเตะหาแชมป์ประเทศไทย จะช่วยพัฒนานักเตะใหม่ ๆ ได้มากทีเดียว   อีกทั้งต้องพัฒนาระบบผู้ฝึกสอนพร้อมกันไปด้วย  เอาพวกนี้มาเข้าโรงเรียนฟุตบอลด้วย ต้องมีประกาศนียบัตร

3)      การคัดเลือกตัวนักเตะในทุกระดับ รวมทั้งทีมชาติ อย่าไปคำนึงถึงความสูงใหญ่ของร่างกายเกินไป เพราะคนตัวใหญ่ได้เปรียบลูกโหม่งนิดเดียว แต่เสียเปรียบเรื่องความอุ้ยอ้าย และความเหนื่อยแรงในการวิ่ง สังเกตทีมชาติเสปนที่ได้แชมป์โลก ตัวเล็กๆหลายคน (มากกว่าทีมอื่น) ฮอลแลนด์เองชุดนี้ก็ตัวไม่ค่อยใหญ่ ฟุตบอลไม่ใช่รักบี้ ความเปรียวมีน้ำหนักมากกว่าแรงปะทะ แต่บางทีนักบอลไทยนั้นทั้งเล็กและอุ้ยอ้ายอีกต่างหาก (เช่นดัสกร)  ลองดูวอลเลย์หญิงไทย ทั้งที่เป็นกีฬาที่ตัวสูงได้เปรียบ ยังก้าวเข้าไปอยู่ระดับโลกได้ เพราะออกแบบการเล่นที่ทำให้คนตัวเตี้ยได้เปรียบ (คือเล่นเร็ว)  เผ่าพันธุ์ไทยเราตัวเล็ก ถ้าสูงสัก 180 ก็อุ้ยอ้ายแล้ว ของฝรั่งหลายคน 185 ยังเปรียวอยู่เลย  สำหรับผมถ้าสองคนทักษะการเล่นเท่ากัน คนหนึ่งสูงแต่ช้า อีกคนหนึ่งเตี้ยแต่เร็ว ผมจะเลือกคนหลังแน่นอน

4)      ไสตล์การเล่นของทีมไทยยังไม่จริงจัง โดยเฉพาะการไม่ไล่ลูกในแดนหน้า เมื่อมีโอกาสดีๆ  การไล่ลูกในแดนหน้า แม้ไม่ได้ลูกโดยตรงก็อาจได้ลูกโดยอ้อม (จากเสียลูกเป็นได้ลูก มันได้สองต่อ และเพิ่มโอกาสในการชนะมาก ) แต่การไล่ลูกนั้นต้องทำพร้อมกัน 2-3 คน และต้องอยู่ในจังหวะที่ดี ไม่ใช่ไล่ตะพึด ก็เหนื่อยเปล่า  ญี่ปุ่น เกาหลี และทีมชั้นนำอื่นๆ ส่วนใหญ่เขาไล่ลูกกันทั้งนั้น แต่แน่นอนว่า การฟิตซ้อมร่างกายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อใช้ในการนี้ ซึ่งนักกีฬาไทยขาดวินัยด้านนี้

5)      ผมสังเกตเห็นว่าทีมไทยอ่อนลูกทุ่มมาก การเล่นบอลแต่ละนัดจะมีการทุ่มประมาณ 20 ครั้ง เราจะทุ่มเสียเสียประมาณ 15 ครั้ง ซึ่งมันหมายถึงโอกาสแทนที่จะได้ลูก 15 ครั้ง กลายเป็นเสียลูก 15 ครั้ง เท่ากับเสียโอกาสไป 30 ครั้ง ในหนึ่งนัด แบบนี้มันจะไปชนะได้อย่างไร วิธีง่ายๆคือ ต้องทุ่มลูกให้เร็วที่สุด ก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะเข้ามาปิดล้อม ผ่าเถอะ..ใครก็ได้ที่ใกล้ลูกที่สุด รีบจับทุ่มโดยเร็วที่สุด แต่ส่วนใหญ่ เราจะต้องรอให้คนบางคนมาเป็นผู้ทุ่ม ทำยังกะว่าการทุ่มมันเป็นทักษะพิเศษ (เสร็จแล้วก็ทุ่มไปเข้าเท้าเขาแทบทุกที)  ดูบอลนอกส่วนใหญ่เขารีบทุ่มเร็วกันทั้งนั้น ยกเว้นบางครั้งจะทุ่มไกลเข้าไปหน้าโกก็ต้องใช้คนพิเศษ

6)      ลูกโยนยาวของราส่วนใหญ่ก็เสียหมด เพราะทักษะการโยนยังไม่ดีพอ  ดังนั้นถ้าไม่ว่างจริงๆ ไม่ควรโยนเด็ดขาด ให้เล่นลูกกับพื้น วิ่งตามช่อง (ไสตล์เสปน อิตาลี และเมกาใต้)

7)      ดูบอลไทยมานาน ไม่ค่อยเห็นเล่นลูกสวนกลับเร็ว ทั้งที่มองเห็นโอกาสงามๆหลายครั้ง  เรื่องนี้มันต้องมีการฝึกสอนนักเตะเป็นพิเศษ

8)      การเล่นนอกบ้านต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะกรรมการทุกคนในโลกนี้ (แม้ยุติธรรม) มักเป่าตามเสียงเชียร์เจ้าบ้าน (มีแรงกดดัน) โดยเฉพาะลูกจุดโทษ  แต่นักบอลไทยเขาตัดฟาวล์ยังกะเล่นในบ้าน

9)      การเป็นทีมเยือน กองหลังต้องระวังลูกลำหน้าให้มาก เพราะไลน์แมนมักกดดัน ไม่ยกธงให้ทีมเหย้า (กลัวถูกโห่) การเช็คล้ำหน้าต้องเผื่อเรื่องพวกนี้ด้วย  ล้ำไม่ล้ำต้องวิ่งไล่ไว้ก่อน ไม่ใช่ไปยกมือบอกไลน์แมนแล้วไม่ไล่ลูก (เสียลูกแบบนี้มาหลายลูก)

10)  เห็นบ่อยๆ ทีมไทย แพ้เขาอยู่ 1 ลูก เหลือ 5 นาทีจะหมดเวลา มันก็พุ่งล้มและแกล้งเจ็บ แม้กรรมการไม่เป่าโทษให้ก็แกล้งเจ็บอยู่นั่นแหละ (กลัวว่าพุ่งล้มแล้วถ้าไม่สำออยแล้วจะไม่สมจริง) ทั้งที่การเป่าโทษนั้นร้อยละ 90 กรรมการเขาเป่าทันที ถ้าเขาไม่เป่าก็ต้องรีบลุกขึ้นมาทันทีเพื่อประหยัดเวลา  แม้เขาเป่าให้ก็ต้องรีบลุก หากเจ็บจริง ก็ต้องรีบขโยกออกไปข้างสนาม เพื่อถนอมเวลา (กรรมการมันทดเวลาให้ก็จริง แต่ไม่พอกับเวลาที่เสียไปหรอก)

11)  ลุกเลี้ยงเดี่ยว ยังเห็นโกล์ส่วนใหญ่ ไม่มีทักษะในการออกมา  เสนอว่าให้วิ่งออกมา แล้วกางมือออกเป็นมุมประมาณ 20 องศากับลำตัว  (มือลงล่าง ไม่ใช่ขึ้นบน หรือกางออก ทั้งนี้เพื่อป้องกันลูกชิบเฉียดลำตัว)  จากนั้นกำหนดสติมุ่งไปที่การจะใช้เท้าในการสกัดบอลเป็นหลัก สังเกตสิ ลูกเลี้ยงเดี่ยวร้อยละ 80 มันยิงเฉียดขาโกล์ที่วิ่งออกมา เพราะโกล์มัวแต่คิดจะเอามือปัดลูก  อีก 20 มันยิงเฉียดน่อง (โกกางแขนมากไป)   ซึ่งโดยมุมมองของผู้ยิงก็ต้องยิงแบบนั้นอยู่แล้วเพราะมุมมันไม่มี ส่วนการชิบข้ามหัวนั้นมันยาก ต้องมีจังหวะและทักษะดีจึงจะทำได้ ใครทำได้ก็ต้องยอมเขา

12)  กองหน้านั้นถ้าเข้าไปถึงเขตโทษแล้ว ต้องยิงให้ได้  อย่าส่งลูกออกมานอก ยกเว้นมองเห็นช่องทางดีจริงๆเท่านั้น วิธียิงแม้ไม่มีมุมมากนักก็ยิงยัดเข้าไป เฉียดๆหน้าแข้งกองหลัง โอกาสที่มันจะสะท้อนออกมาเข้าทางเราอีกที หรือ สกัดพลาดแฉลบเข้าประตูมีพอควรทีเดียว อาจถึง 20%  ถ้าหามุมไม่ได้จริงๆ ให้ยิงไม่แรงมากนักไปที่บริเวณมือ โอกาสถูกมือแล้วได้ลูกโทษมีมาก  (ยิ่งถ้าเล่นในบ้าน กรรมการยิ่งต้องเป่า)  

13)  ไม่อยากสอนวิธีนี้เลย เพราะมันไม่ค่อยมีน้ำใจนักกีฬา คือ พอเลี้ยงเข้ากรอบโทษได้แล้ว  ให้เลี้ยงผ่านกองหลัง พอมันวิ่งตามมา เราก็หยุดอย่างรวดเร็ว มันหยุดตามไม่ทันวิ่งมาชนหลังเราล้ม ก็ได้ลูกโทษ  (ต้องทำเป็นล้มให้เนียนด้วย)

14)  การยิงลูกให้แม่นและแรง (ทดลองมาด้วยตนเองแล้วได้ผลดีกว่าเก่าที่โคชเราเคยสอนไว้เมื่อตอนหนุ่มๆมาก)  คือ การยิงเข้าขอ ไม่ใช่หลังเท้า มีการเอนตัวเพื่อให้มันเข้าข้อได้ดี  ขาตึง (เข่าไม่งอ ถ้างอแล้วจะไม่แรง นี่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา)  บิดเอวช่วย  มีฟอลโลว์ทรู  การวางเท้าก็สำคัญมาก ไม่ใกล้ ไม่ห่างเกินไป การเอนตัวบิดเอวสำคัญมาก ฝึกให้ดีจะไม่มีการยิงนกตกปลาอีกต่อไป การยิงลูกโทษที่จุด ก็ต้องใช้วิธีนี้ด้วย แม่นและแรงดีมาก ต่อให้โกล์รู้ล่วงหน้าว่ายิงมุมไหนก็ยังโดดรับไม่ทัน

15)  ต้องฝึกการล้มตัวยิงลูกให้มาก เช่นลากลูกผ่านกองหลังคนหนึ่งพอมีมุมยิงได้  แต่ลูกมันดันห่างตัวเกินไป ถ้าวิ่งไปหาลูก กองหลังมันก็เข้ามาสกัดทันแล้ว ต้องล้มตัวยิงลูกทันทีเพื่อช่วงชิงเวลาเพียงเสี้ยววินาที กองหน้าจะเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยมาก

16)  บางทีเราชอบคิดว่า กองหน้าต้องเร็ว (ตัวเล็กไม่เป็นไร)  แต่กองหลังต้องตัวใหญ่ ซึ่งผมกลับเห็นเป็นตรงข้ามด้วยซ้ำ ผมว่ากองหลังต้องคัดเอาตัวที่เร็วที่สุด (เล็กไม่เป็นไร) เพราะพวกเขาต้องมีความเร็วต้นในการเข้าสกัดลูกเพียงเสี้ยววินาที  ซึ่งถ้าใหญ่ไปจะอุ้ยอ้าย เร็วต้นช้า ก็สกัดไม่ทัน  ส่วนลูกโหม่งนั้นแม้ตัวเตี้ยกว่าก็สามารถป้องกันได้ ถ้ามียุทธศาสตร์ที่ดี อีกทั้งการโหม่งนั้นมันเล่นยากกว่าลูกบนพื้นมาก

17)   แม้แต่โกล์ก็เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องตัวใหญ่เกินจำเป็นหรอก เอาคล่องดีกว่า (โดยเฉพาะลูกตั้งเตะผ่านกำแพง ถ้าเปรียวมากอาจบินไปทุบลูกออกได้ ในขณะที่ตัวใหญ่อุ้ยอ้ายพุ่งไม่ทัน)

18)   สำหรับโกล์นั้นการออกลูกที่ดีที่สุด น่าจะเป็นการขว้างไกล และเร็ว มากกว่าการขว้างใกล้ หรือ เตะกินแดน    ถ้าฝึกเข้าขากันทั้งทีมให้ดีลูกแบบนี้มีโอกาสสวนเร็วและทำประตูได้มากทีเดียว เพราะฝ่ายตรงข้ามส่งกำลังเข้ามาบุกอยู่แดนเรามาก อาจลงไปตั้งรับไม่ทัน

 

โชคดีบอลไทย ไปบอลโลกกะเขาสักวันก่อนผมตายด้วยเด๊อ จะเอาใจช่วย

..สองชาติ ใจเต็ม  (๑๑ ธค. ๕๓)

 




Tag: บอลไทยไปบอลโลก

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-11 14:02:12 น. general,กีฬา 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มูนริเวอร์ (แห่งอีสานบ้านเฮา)

ทำนองร้อง ตามเพลง Moon River  (ที่ดังจน ทาทายัง ยังเอามาร้อง)

 

 

มูนริเวอร์

 

 

ลำน้ำมูน..ไหลโลมดินกว้างไกล

อยากล่องเรือลอยข้ามไป..สักวัน

 

ได้แต่ฝันไป..คงไม่สมใจ

พริ้วไหลไปสู่หนไหน  ขอลอยใจตามเธอ

 

เราสองคน ดั้นด้นยลโลกงาม

เพื่อค้นหาเหตุนิยาม..ความหมาย

 

 

สักวันคงพบปลาย ของสายรุ้ง

ที่คอยอยู่ริมคุ้ง

 

สายน้ำพุ่งรวมผูกพัน

เธอและฉัน..ลำน้ำมูนฯ

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๑๑ ธค. ๕๓)

หมายเหตุ  แม่น้ำนี้เดิมทีเรียกว่ามูน  แต่เพี้ยนเปลี่ยนมาเป็นมูล เมื่อไม่นานกาลมานี้เอง

 

 

Moon River

Moon River, wider than a mile,
I'm crossing you in style some day.


Oh, dream maker, you heart breaker,
wherever you're going I'm going your way.

 


Two drifters off to see the world.
There's such a lot of world to see.

 


We're after the same rainbow's end--
waiting 'round the bend,
my huckleberry friend,
Moon River and me.

 




Tag: มูนริเวอร์

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-11 13:25:36 น. general,ท่องเที่ยว,ศิลปะ-วรรณกรรม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย

วิพากษ์รัฐธรรมนูญไทย

 

วันนี้ ๑๐ ธค. ๒๕๕๓ เป็นวันหยุดราชการเพราะเป็นวันรัฐธรรมนูญ จึงใคร่ขอใช้เวลาวิพากษ์วิจารณ์สักหน่อย 

 

ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญไทย น่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวที่สุดในโลกฉบับหนึ่ง ผมเรียกของผมเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับหมี่สั่ว เพราะนอกจะยาวมากแล้วมาตราต่างๆยังพันกันนัวเนียเหมือนเส้นหมี่สั่วไม่มีผิด

 

อังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญ ส่วนอเมริกา รธน. สั้นมาก ..ดูเหมือนว่ามีเพียง ๒๑ มาตราเท่านั้น (ถ้าจำไม่ผิด)

 

มีข้อน่าสังเกตหลายอย่างในรธน.ไทย เช่น

 

1)      ใช้คำศัพท์ที่มีผลพวงสำคัญมากมาย แต่ไม่กำหนดนิยามว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร มีวิธีการปฏิบัติอย่างไร  เช่นคำว่า  พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา  ซึ่งถ้ากฎหมายแม่ไม่กำหนดนิยาม แล้วจะไปออกกฎหมายลูกเหล่านี้ได้อย่างไร  แม้แต่คำว่า ผู้แทนราษฎร  รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี  คือใคร มีหน้าที่อะไร ก็ไม่มีคำนิยามให้แน่ชัด  (แต่ไปนิยามเอาแบบลางๆโดยบริบท)  ส่วน การเลือกตั้ง คืออะไรก็ยิ่งไม่มีคำนิยาม ทั้งที่เป็นคำสำคัญที่สุดก็ว่าได้

2)      มาตราเลขน้อยกว่า ไปอ้างถึงมาตราเลขมากกว่า  ซึ่งมันทำให้การอ่านแบบไล่ไปที่ละบรรทัดต้องสะดุด พอไปอ่านมาตราเลขมากกว่าดังกล่าว ก็ไปอ้างถึงมาตราเลขกลางเข้าอีก  ก็ต้องตามไปอ่านอีกต่อ กว่าจะเข้าใจมาตราเลขน้อยดังกล่าว  นี่แหละที่มันพันกันเป็นเส้นหมี่สั่ว

3)      การอ้างถึงแบบพันกันนัวเนียนี้ ทำให้เมื่อแก้มาตราใด ก็ต้องไม่ลืมตามไปแก้มาตราอื่นที่อ้างถึงมาตรานั้นด้วย  อาจพลาดได้ง่าย

4)      เป็นรธน. แบบ ผุ้ร่างรู้รอบไปหมด ไม่เปิดช่องไว้ให้มีการคิดใหม่ทำใหม่บ้างเลย เช่น ม. ๘๔ กำหนดระบบเศรษฐกิจให้เป็นแบบ เสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอน แล้วนี่ถ้าสถานการณ์โลกมันเปลี่ยนไป อารยประเทศเขาเปลี่ยนเป็นระบบอื่นกันหมด ก็มิต้องมาเสียหน้าแก้มาตราอันสำคัญยิ่งนี้ตามก้นฝรั่งหรอกหรือ หากจะกำหนดกันให้ละเอียดปานนี้ก็อาจเขียนได้ใหม่ว่า ระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชารัฐ  (ซึ่งในพศ.นี้ก็คือเสรี (มือใครยาวสาวได้สาวเอา )  เป็นธรรม (ค่าแรงแสนต่ำก็เป็นธรรมแล้ว เพราะแรงงานไทยว่านอนสอนง่าย) )

5)      เปลืองคำพูดโดยไม่จำเป็นมากมายในหลายมาตรา  เช่น ม. ๘๔ (๒)  สนับสนุนให้มีการใช้หลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ซึงตัดทิ้งเสียก็ได้  เพราะมันของพื้นๆ ที่ต้องทำอยู่แล้ว

6)      พระภิกษุ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วเป็นกลุ่มคนที่คนเก่ง ฉลาด ดี เป็นคนที่สอนคนทั้งประเทศอีกต่อ ว่าไปแล้วควรกำหนดให้เป็นเพียงคนกลุ่มเดียวทีมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่า ไม่มีสิทธิลงคะแนน (ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า)    ...ถ้ากำหนดไปเสียเลย ให้พระ หมอ ครู เท่านั้นเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศในการลงคะแนนก็อาจเป็นสิ่งดีก็ได้

7)      เป็นรธน. ยำใหญ่ ที่ไปลอก ฝรั่งมา ตัดแปะโน่นนี่ โดยไม่มีนวัตกรรมอะไรที่ปรับให้สอดคล้องกับลักษณะของสังคมไทยบ้างเลย

8)      ขาดการวางกุศโลบายในการนำพาประเทศไปสู่การพึ่งตนเอง และความยั่งยืนในระยะยาว (แต่ใช้คำว่า ยั่งยืน เฝือไปมาก

9)      มีแนวนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพลังงาน และนโยบายด้านอื่นๆ แต่กลับไม่มีนโยบายด้านการเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของประเทศ

10)  รัฐธรรมนูญควรกำหนดแล้วใช้ได้ตลอดกาล ในทุกสถานการณ์ แต่การกำหนดหลายข้อ อาจทำไม่ได้ในที่สุด  เช่น กำหนดว่ามี สส. 400 คน โดยแต่ละคนเฉลี่ยตามจำนวนประชากร แต่ถ้าจังหวัดใดมีประชากรไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ยก็ให้มีสส. ได้  1 คน ดังนี้ สมมติว่าประชาชนทั้งประเทศอพยพมาอยู่กทม.เสียหมด โดยมีประชากรเหลือเพียงจังหวัดละ 1 คน ก็จะมี สส. ได้ 75 คน ส่วนกทม. มีสส. ได้ 399 คน รวมกันก็เกิน 400 ไปตั้ง 74 คน  (นี่ยกตัวอย่างที่สุดโต่ง แต่แม้ไม่สุดโต่งกรณีเช่นนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ ไม่เชื่อลองคิดคำนวณดูสิ) 

 

ยังมีอะไรอีกมากใน รธน. นี้ ผมเคยวิจารณ์ไว้ประมาณ ๕๐ ข้อเมื่อคราวทำประชาพิจารณ์ แต่ไม่มีใครเขาฟังผมหรอก

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๐ ธค. ๕๓ ...วันรัฐธรรมนูญ)

 




Tag: วิจารณ์รัฐธรรมนูญ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-10 14:37:07 น. general,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ค่าแรงขั้นต่ำหลายมาตรฐาน

ค่าแรงขั้นต่ำหลายมาตรฐาน

ประเทศไทยเราถูกกล่าวหาจากคนหลายมาตรฐานว่ามีสองมาตรฐาน  แต่ต้องยอมรับว่าในเรื่อง
ของค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำนั้นรัฐบาลไทยทุกยุคยังกำหนดให้มีหลายมาตรฐาน เพราะกำหนดเป็น
กฎหมายว่ากลุ่มจังหวัดต่างๆ จะมีค่าแรงขั้นต่ำแตกต่างกัน  โดยที่จังหวัดยากจนจะกำหนดค่า
จ้างถูก ส่วนจังหวัดรวยให้มีค่าจ้างแพง

ซึ่งผมว่าข้อดีมันมีอยู่เพียงข้อเดียวคือ อาจทำให้นักลงทุนไปลงทุนในจังหวัดค่าแรงถูกมากขึ้น
แต่พอคิดว่าแม้ค่าแรงถูก แต่ต้องเสียค่าโสหุ้ยด้านการขนส่งที่ไกลขึ้น และค่าจ่ายด่านตำรวจ
ค่าความสนุกสนานของผู้บริหารที่ลดลง..เช่นไม่มีผับ บาร์เบียร์  ก็ทำให้หาจ้างผู้บริหารที่เก่งๆ
ได้ยาก  ยังมีค่าความไม่สะดวกในเรื่องสาธารณูปโภค ค่าเงินใต้โต๊ะที่ต้องจ่ายให้ประดาขรก.
ในพื้นที่ที่รุมทึ้ง ก็อาจไม่คุ้มด้วยซ้ำไป  (เลี้ยงส่งผกก. ตำรวจ หรือผู้ว่าฯ  สรรพากรจังหวัด  
หรือเลี้ยงรับก็ต้องถูกเรี่ยไรหนัก)  ถ้านักลงทุนเขารู้ข้อมูลพวกนี้ก็คงไม่มีใครอยากไปลงทุน
หรอก

ส่วนข้อเสียมีมากหลายเท่า เช่น

1) มันจะยิ่งทำให้คนรวยรวยขึ้น คนจนจนลง  เพราะคนจนจะอพยพออกนอกพื้นที่เพื่อไปหา
งานรายได้ดีกว่าทำในจังหวัดอื่น ซึ่งส่งผลเสียโดยอ้อมตามมาอีกมาก โดยเฉพาะลูกเต้าไม่มี
คนเลี้ยงดู ขาดความอบอุ่น ซึ่งส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาวอีกหลายตลบ

2) พึงตระหนักว่าราคาเครื่องอุปโภคเท่ากันทั่วประเทศ (เช่น รองเท้านักเรียน ปากกา ดินสอ  
มอไซค์ นาฬิกา มือถือ จนถึงถุงยางอนามัย  ) ว่าไปแล้วในจังหวัดห่างไกลที่ค่าแรงถูก กลับมี
ราคาแพงกว่าเสียอีก เนื่องเพราะค่าขนส่ง ดังนั้นการเข้าถึงเครื่องอุปโภคในจังหวัดค่าแรงถูกก็
ยิ่งต่ำลงไปกว่าค่าเฉลี่ย  ก็ยิ่งเพิ่มช่องว่างในสังคม

3) ส่วนราคาอาหารนั้นไม่ได้แตกต่างกันมาก เช่น ก๋วยเตี๋ยวในกรุงกับบ้านนอก มักมีราคาเดียว
กัน ข้าวสาร ปลาทู ปลากระป๋อง ราคาเดียวกันทั้งนั้น

3) นอกจากหลายมาตรฐานในประเทศแล้ว ยังเกิดสองมาตรฐานในจังหวัดอีกด้วย เพราะ
บรรดาข้าราชการได้เงินเดือนเท่ากันทั่วประเทศ แต่ทำไมภาคเอกชนไม่ได้ค่าแรงเท่ากันทั่ว
ประเทศ  หรือนี่มันคือระบบอำมาตย์ไพร่ตามที่เขาว่ากัน อำมาตย์มีมาตรฐานเท่ากัน ส่วนไพร่ก็
สุดแล้วแต่สภาพ บ่อยครั้งพวกอำมาตย์ไปอยู่ห่างไกล กลับได้เงินเพิ่ม เรียกว่าเบี้ยกันดารไป
โน่น

4) บรรดาภาษีต่างๆ รัฐก็เก็บจากจังหวัดค่าแรงถูก เท่ากับจังหวัดค่าแรงแพง นี่ก็มาตรฐานที่ต่าง
ระดับ


30 บาทอาจรักษาทุกโรคได้เท่ากันทั่วประเทศ ยกเว้นโรคโง่และโรคยากจน

..สองชาติ ใจเต็ม (๑๐ ธค. ๕๓...วันรัฐธรรมนูญ ที่มีมาตรฐานเดียวทั่วประเทศไทย แต่สูงเกิน
ไปเสียอีก)  




Tag: ค่าแรงขั้นต่ำ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-10 14:35:49 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

สภาปัญญาแห่งชาติ

สภาปัญญาแห่งชาติ

 

มนุษย์ต่างจากสัตว์เดรัจฉานตรงที่ใช้ปัญญาเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตให้รอด

 

ศักยภาพแห่งปัญญาของมนุษย์นั้นมันน่าแหลือเชื่อ แม้มันไม่อาจถักรังอันงามชดช้อยแบบนกกระจาบได้  หรือ นำทางกลับสู่แหล่งกำเนิดได้แบบปลาแซลม่อน โดยที่ไม่ต้องเข้าห้องเรียน  แต่มันทำให้คนไทยตัวเล็กๆ สามารถเป็นนาย ช้าง ที่ตัวแสนโตได้ จนสามารถเอาช้างมาลากซุงหรือเตะบอลโชว์นักท่องเที่ยวได้

 

บางคนก็เป็นนาย อตอม ได้ สามารถผันเอาแรงจากอตอมมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มหาศาล  บางคนก็สามารถเอาพลังจิตมา ตรัสรู้ หรือ เดินไปบนผิวมหาสมุทรได้ (เช่น พระไครสต์)

 

แต่ในวันนี้มันน่าสนเท่ห์ว่าเรากลับ คิดไม่ออก ว่าประเทศชาติควรมีสมองที่ดีเพื่อทำหน้าที่คิด เพื่อนำพาประเทศให้ดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดีในเวทีโลก   กลับคิดติดกับดักอยู่ได้เพียงแค่ เสียงข้างมาก ตามระบอบประชาธิปไตยตะวันตกเท่านั้นเอง  ..โอว..มนุษย์นั้นนอกจากฉลาดที่สุดแล้วก็ยังโง่ที่สุดอีกด้วย มันเหลือเชื่อจริงๆ  

 

 

แล้วถ้าคนส่วนมากมันโง่  มันมิโหวตเลือกคนโง่ (พวกเดียวกัน) เข้าไปเป็นสมองของพวกมันอย่างนั้นหรอกหรือ ตัวอย่างเช่น  ชฏิลสามพี่น้องที่บูชาไฟ กับพวกพ้องอีกพันห้า  ถ้าปล่อยให้โหวตกันว่าอะไรถูกผิด ย่อมชนะพระพุทธเจ้าที่มีเสียงเดียวเสมอไปกระนั้นหรือ

 

 

ชาติคือสิ่งที่มีชีวิต มันเป็นระบบชีวภาพอย่างหนึ่งที่มีการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับคนคนหนึ่งไม่มีผิด ... แต่ทำไมชาติกลับไม่มี สมอง     มีแต่ รัฐสภา ที่มาจากการเลือกของเสียงข้างมาก เท่านั้นเองหรือ

 

น่าถามว่า วันนี้ชาติไทยเราจะสร้าง สภาปัญญาแห่งชาติ   ที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร โดยไม่ต้องใช้เสียงข้างมาก  เอาคนที่ฉลาดที่สุดสัก 300 คน   มาเป็นแกนนำในการคิดเพื่อวางนโยบายให้ชาติ  คนเหล่านี้ต้องรู้รอบ ฉลาดรอบ ไม่ใช่ฉลาดแบบแหลมๆข้างๆคูๆไปในทางเดียว

 

ถ้าฝรั่งมันฉลาดกันจริง ก็น่าจะมีใครคิดเครื่องวัดปัญญานี้ได้ ที่พอเอาไปจิ้มยัดเข้ารูทวารแล้วมีตัวเลขปัญญาพุ่งขึ้นให้เห็นแบบไม่ต้องฟังเสียงข้างมากให้ยุ่งยาก

 

 

ผมเชื่อว่าถ้าปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ ตามเสียงข้างมาก ชาติไทยเราจะตาย (สิ้นชาติ) ในที่สุด    usa ยุโรป ก็กำลังจะไม่รอด เพราะเป็นต้นคิดประชาธิปไตย ที่ไทยเราเห่อตามอย่างกันมา ตั้งแต่ 2475

 

ปัญญาเท่านั้นที่จะพามนุษยชาติรอดได้  ส่วนเสียงข้างมากนั้นรังแต่จะพาไปสู่หายนะ   (โลกเราในวันนี้ชี้นำโดยใครกันล่ะ)   ชาติไทยเราสะสมปัญญาเก่าแก่มานานไม่น้อยกว่าใครในโลกนี้ จะมีใครมีปัญญา และ บารมี ตีฝ่าวงล้อม นำพามนุษยชาติไปสู่ความรอดได้บ้างไหม ???  (คิดถึงท่านพุทธทาสภิกขุ...เราว่าท่านมีปัญญามากนะ แต่ขาดบารมี)

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๖ ธค. ๕๓)

 

 

 




Tag: สภาปัญญาแห่งชาติ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-06 14:32:49 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

หนึ่งไร่หนึ่งล้าน (ตอน ๒)

ขอเพิ่มเติมเรื่อง สวนมะม่วง “งามเมืองย่า” ที่ผมได้เสนอท่านเจ้าของสวนไปด้วยว่า แม้เม็ด
มะม่วง ก็น่าทำประโยชน์ได้มาก โดยเฉพาะทำยา หรือ สกัดเอาวิตามิน เพราะเม็ดมะม่วงมี
ปริมาณมาก และเมล็ดพืชนั้น มักมีสารอาหารเข้มข้นมาก มียาฆ่าเชื้อ ป้องกันโรคสารพัด (ผม
คิดเอาเองน่ะ ไม่ได้มีวิชาการอะไรหรอก ...เพราะเห็นว่าพ่อแม่มันต้องปกป้องลูกน้อยที่จะ
งอกออกมาเป็นต้นอ่อนเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ ความรักของพืชที่มีต่อลูก ที่เรามักมองข้าม  เมล็ด
องุ่นนั้น พวกฝรั่งมันยังวิจัยกันกระจุย)

ดังนั้นถ้าเราศึกษาให้ดีอาจได้ประโยชน์จากเม็ดมะม่วงได้มาก เพราะว่ามันกินได้ ผมเคยลอง
กินมาแล้ว มันฝาดๆมันๆ ขมเสียเป็นส่วนใหญ่  และอะไรที่ฝาดๆนั้นมักมีสารฆ่าเชื้อเสมอ

เปลือก และเม็ดผลไม้จำนวนมากนั้น เราต้องศึกษาวิจัยให้มาก เช่น เปลือกมังคุด สีของ
เปลือกมังคุดน่าเอามาทำเป็นสีอาหารได้ดี (เช่น สีไวน์ เยลลี่) น้ำคั้นเปลือกมังคุด ก็น่าเอามา
หมักทำเป็นไวน์ได้นะ (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)  ยังเม็ดมังคุด เราก็ไม่ได้ศึกษากันให้ดีว่าเอามาทำ
อะไรได้บ้าง

ทำให้ดี เม็ดมะม่วงหนึ่งเม็ดอาจขายได้ 1 แสนบาท เช่น ถ้าพบสารแก้มะเร็ง  ต่อไปจะกลาย
เป็นปลูกมะม่วงเอาเม็ด ฆ่าช้างเอางา

เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา
ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
ในสวนมีผลไม้ในไร่มีหัวมันวาว
แต่ดันมีนักการเมืองง่าวอยู่มากเกินไป

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๖ ธค. ๕๓)




Tag: หนึ่งไร่หนึ่งล้าน

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-06 11:46:09 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การทำสวนเพื่อให้ได้ผลผลิตหนึ่งล้านต่อพื้นที่หนึ่งไร่

หนึ่งไร่หนึ่งล้าน ด้วยการเลี้ยงสัตว์และอื่นๆในสวน

 

ผมได้คิดค้นเรื่องการเลี้ยงสัตว์ในสวนไว้ และได้นำเสนอมาแล้ว เช่น การเลี้ยงแพะ และห่าน เพราะแพะนั้นมันกินหญ้าทุกชนิด ก็ไม่ต้องทำหญ้าให้ยุ่งยาก แถมขี้มันก็กลายมาเป็นปุ๋ยให้สวนเสียอีก

 

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสคุยกับเจ้าของสวนมะม่วง งามเมืองย่า อันเลื่องชื่อ ท่านบอกว่าได้ลองวิธีที่ผมได้คิดไว้แล้ว ด้วยการเลี้ยงแพะ ท่านว่ามันได้ผลวิเศษจริงๆ ไม่มีหญ้าเหลือเลย เสียอย่างเดียวแพะมันกินเปลือกต้นมะม่วงด้วย มะม่วงเลยตายเสียมาก (เพราะส่งน้ำเลี้ยงไปไม่ถึงยอด) แต่ผมก็ได้เสนอท่านไปว่าวิธีแก้ไม่ยาก และน่าจะคุ้มด้วย คือ การหุ้มต้นมะม่วงด้วยลวดตาข่าย เช่น ลวดกรงไก่  โดยอาจล้อมไว้กับต้นเลย หรือ ทำเป็นคอกก็ได้  ก็น่าจะแก้ปัญหาได้

 

มาคิดต่อยอดคือ สามารถเลี้ยงไก่คู่กับแพะได้เลย  เพราะพอมูลแพะออกมา ก็จะมีแมลงมาเกิด ไก่ก็กินแมลงได้ ทั้งมูลแพะมูลไก่กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติ แต่วิธีนี้ต้องล้อมรั้วกันหมาด้วย เพราะหมาจะมากินไก่เสียหมด ดังที่การเลี้ยงห่านนั้น มันกินหญ้าได้ดีไม่แพ้แพะ แต่หมารอบๆ ของชาวบ้านจะมาทำลายห่านเสียหมด

 

ผมได้เสนอต่อไปว่า ใต้ต้นมะม่วงนั้นสามารถปลูกพืชบางชนิดได้ดี เช่น ผักหวานบ้าน เพราะผมสังเกตเห็นผักนี้มักขึ้นแต่ใต้ต้นไม้อื่นเท่านั้น ปรากฏว่าท่านเจ้าของสวนรายนี้ก็ได้ทดลองมาแล้ว  (แหม..ใจตรงกันจริงๆ ) ท่านเล่าว่าได้ผลดีมาก เก็บใบขายได้ทั้งปี (ยกเว้นถ้าเลี้ยงแพะก็ลำบากหน่อย แต่ถ้าคิดว่าปลูกไว้ให้แพะกินก็น่าจะได้ธาตุอาหารดี แล้วเราขายนมแพะอีกต่อ) 

 

ผมเสนอท่านอีกอย่างที่ลืมคิดกันไปคือ กล้วยไม้ ก็เอาไปห้อยไว้ตามกิ่งต้นไม้ได้ อาจทำเงินได้มากกว่าขายผลไม้เสียอีก เพราะกล้วยไม้มันชอบแดดรำไรอยู่แล้ว  ท่านร้องเฮด้วยความดีใจ เพราะท่านก็คิดไม่ถึง

 

ชาวสวนท่านนี้คิดเหมือนผมมาก ท่านเลี้ยงกระทั่งกระปอม (กิ้งก่า) เอาไวกินแมลง  ผมได้เสนอเสริมว่า เขียดบกก็น่าสนใจ โดยเฉพาะไอ้พวกตัวเล็กๆ ที่มันไต่ไปตามใบได้ มันจะได้ช่วยกินแมลงตัวเล็กๆ รวมทั้งเพลี้ย

 

ชาวสวนท่านนี้ท่านตั้งเป้าไว้ว่าจะทำสวนให้ได้ 1 ล้านบาทในเนื้อที่ 1 ไร่ ตอนนี้ผมจะไปช่วยท่านแปรรูปมะม่วงให้เป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง รวมไปถึงไวน์ ซึงผมได้บอกท่านว่าผมลองเอามาทำดูแล้ว ไวน์มะม่วงมันอร่อยมากๆ ซึ่งท่านยอมรับเพราะท่านก็ลองทำมาแล้วเหมือนกัน  สีออกเหลืองทอง หอมละมุนดีมาก นี่ขนาดทำแบบชาวบ้านที่ยังไม่ได้มีการวิจัยเสริม

 

สิ่งที่ผมเสนอต่อคือ น้ำมะม่วงแช่แข็งแบบเข้มข้น (เพื่อลดค่าขนส่ง ..ต้องเติมน้ำก่อนกิน)  ส่งขายตปท. อันนี้ท่านไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ผมว่าน่าขายได้ ถ้ามีการตลาดสักหน่อย โดยการตลาดที่ดีที่สุดคือเสริฟบนสายการบินไทย แต่ปรากฏว่าสายการบินนี้นิยมเสริฟแต่ผลไม้นอก ไวน์นอก กระทั้งผ้าห่มไหล่ ก็ยังใช้ของนอก ทั้งที่กิจกรรมผ้าทอมือไทยมีให้เลือกทุกหมู่บ้าน

 

ท่านยังได้ทดลองเลี้ยงปลาในร่องสวน  ได้ผลดีมาก  น้ำเลี้ยงปลาก็เอามารดมะม่วง ซึ่งทำให้มะม่วงให้ผลผลิตดีขึ้นกว่าเดิมมาก  ผมจึงได้เสนอต่อว่า ถ้าเอาเนื้อมะม่วงมาแปรรูปแล้ว เปลือกมะม่วงก็สามารถเอามาทำเป็นอาหารปลาได้  ซึ่งท่านไม่เคยคิดมาก่อน  ผมเอาประเด็นนี้มาปรึกษานักวิชาการด้านการหมัก เธอบอกว่าสามารถทำได้โดยง่ายด้วยการเอามาหมักเพื่อเพิ่มคุณค่าเสียก่อน

 

 

ท่านผู้นี้มีความฝันว่าจะทำเกษตรหนึ่งไร่ให้ได้หนึ่งล้าน ซึ่งผมก็เชื่อว่ามันเป็นไปได้ (ลองดูเดนมาร์กเป็นตัวอย่างสิ รวยที่สุดในโลกเพราะการเกษตร ทั้งที่มีพื้นที่นิดเดียวและหิมะตกหนัก)  ถ้าเราคิดทำกันอย่างจริงจัง นักวิชาการไม่หยิบโหย่ง ลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างจริงจัง ผมว่าทำได้แน่   แต่คงรอรัฐบาลไม่ไหว  ประชาชนตาดำๆ ต้องทำเอาเองครับ 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๖ ธค. ๕๓)

 




Tag: หนึ่งไร่หนึ่งล้าน, เลี้ยงสัตว์ในสวน

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-06 10:55:16 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การทำนาแบบหยอดหล่น..แนวคิดเพื่อปฏิวัติการทำนาไทย (ภาคปรับปรุงใหม่)

การทำนาแบบหยอดหล่น..แนวคิดเพื่อปฏิวัติการทำนาไทย (ภาคปรับปรุงใหม่)

ผมได้คิดค้นและนำเสนอวิธีการทำนาแบบหยอดหล่นไว้แล้ว แต่วันนี้ได้คิดค้นรายละเอียดที่จะ
ทำให้สะดวกง่ายดายขึ้นกว่าก่อนอีกมาก

วิธีใหม่นี้เราจะเตรียมก้อนดินปลูกที่คลุกกับเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ โดยคำนวณให้ได้ก้อนละ 3
เมล็ด เมื่อคลุกดินกับเมล็ดข้าวเข้ากันดีแล้ว (ใส่น้ำให้แฉะด้วย)  ก็ให้เอามาปาดลงบนกระบะ
ไม้ ซึ่งเป็นกระบะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่มีความลึกสัก 1.5 ซม.  กว้าง 8 ซม. ยาว 50 ซม. ใช้เกรียง
ปาดหน้าให้เรียบ จากนั้นหมักทิ้งไว้ 1 หรือ 2 คืน พอให้รากข้าวงอกเป็นตุ่ม

จากนั้นให้ทำเป็นเม็ดดินด้วยการกดด้วย “เครื่องทำเม็ด” ซึ่งเครื่องนี้เหมือนกับเครื่องทำเม็ดยา
ไทยโบราณทุกประการ เพียงแต่จะใหญ่กว่าตามสัดส่วนของเม็ด ใครไม่เคยเห็นไปหาดูได้ตาม
พิพิธภัณฑ์ หรือ ร้านทำยาโบราณ ลักษณะเป็นหลอดทรงกระบอก 4 หลอดเรียงกัน เมื่อกดลง
ไปแล้วก็ดึงขึ้นมา แล้วเอามือกดคันชักให้ลูกเลื่อนวิ่งเข้าไปในเบ้าหลอดทรงกระบอกนั้น เพื่อ
ดันเอาเม็ดดินออกมา ดังนั้นเม็ดดินนี้จะมีลักษณะเป็นทรงกระบอก (หรือ เป็นเส้นกลมที่ตัดเป็น
ท่อนๆ นั่นเอง)

เครื่องทำเม็ดนี้จะทำได้ครั้งละ 4 เม็ด หรืออาจนำมาต่อกันเป็น 8 เม็ด 12 เม็ดก็ได้ แต่จะหนัก
แรงมากขึ้น เม็ดที่กดได้นี้นำไปเรียงไว้บนแผ่นไม้อัดที่เบาๆ ให้เป็นแถวตอนเรียง 4 ไม้นี้ก็ควร
กว้าง 8 ยาว 50 เท่ากับกระบะ เมื่อเต็มแผ่นแล้วก็วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ชุดละสัก 5 ชั้น

จากนั้นเอาไปหยอดในนาที่เตรียมเทือกไว้แล้ว (เทือกคือพื้นนาแฉะที่ปาดเรียบ) วิธีหยอดคือ
เอาแผ่นไม้ที่เรียงเม็ดดินไว้มาห้อยคอไว้ (แบบพวกขายลอตเตอรี) จากนั้นเอาเครื่องหยอดมา
ห้อยคอทับลงไป โดยเครื่องหยอดนี้ไม่ใช่อะไร เป็นเพียงไม้ระแนงเรียวๆ ยาว 1 เมตร มีเชือก
สีผูกห้อยไว้เป็นที่หมายตา โดยผูกเป็นระยะห่าง 25 ซม. จึงมีการผูก 4 จุด

การหยอดให้เดินหยอด โดยหยอดเม็ดดินลงไปตรงที่ผูกเชือกสีไว้   เม็ดดิน 4 เม็ดที่เรียงไว้บน
กระดานก็หยอดได้ 4 หลุมพอดี ระยะห่าง 25 ซม. เท่ากัน จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า 25 ซม.
หยอดอีก 4 เม็ด ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ  หรือ อาจหยอดครั้งและ 8 หรือ 12 เม็ดก็ได้ โดยทำไม้
หยอด 2-3 อันต่อเรียงกันในแนวระนาบ  3 ไม้หยอด ก็ห่างกัน 50 ซม. ก็ยังอยู่ในช่วงแขนที่จะ
ทำการหยอดได้ถึง

ข้อดีของวิธีนี้คือ

1)   สะดวก รวดเร็ว ราคาถูก  และไม่เหนื่อยยากมากนัก
2)   เม็ดข้าวจะตกจมลงไปลึกประมาณ 1 ซม. จากผิวดิน (แจกแรงกระแทกหล่นของ
เม็ดดิน) ทำให้รากข้าวงอกได้กำลังดี มีรากแข็งแรง  (ไม่ตื้นเกินไปแบบนาหว่าน) อีกทั้งราก
ไม่ต้องถูกกระทบกระเทือนจากการถอนและปักดำ แม้การทำกล้าแบบต้นเดี่ยวก็ยังมีการถอน
ทำให้กระเทือนราก)  เมื่อรากแข็งแรง ต้นข้าวก็แข็งแรง ทำให้ทนทานต่อโรคพืชสูงกว่าปกติ
3)   ถ้าเราเตรียมดินเม็ดด้วยปุ๋ยที่เข้มข้น ปุ๋ยจะไม่กระจายไปที่อื่น อยู่ที่รากข้าวเท่า
นั้น ทำให้รากงอกได้ดีและแข็งแรงยิ่งขึ้น

ถ้าเราคำนวณให้มี 3 เมล็ดข้าว ใน 1 เม็ดดิน และถ้าอัตราการงอกเป็น 80% เราจะได้การงอก
ดังนี้ คือ ข้าวงอก 3 ต้น 51.2%, ข้าวงอก 2 ต้น 38.4%,  ข้าวงอกต้นเดียว 9.6%  และข้าวไม่
งอกเลย 0.8%  ซึ่งถือว่ายอมรับได้ เพราะข้าวต้นเดียวนั้นอาจแตกกอได้ดีจนมีผลผลิตเท่า
เทียมกับ 2 ต้น และ 3 ต้นในที่สุด ส่วนข้าวไม่งอกมีน้อยมาก

และอย่าลืมการทำนาชีวภาพ 100% (ไม่ใช้แม้สารชีวภาพ เช่น สะเดา)  ด้วยการเลี้ยงกบ
เขียดในนา กบกินแมลงใหญ่ เขียดตัวน้อยๆ กินแมลงเล็ก รวมทั้งเพลี้ยต่างๆ ไม่เหลือหรอ
หรือ เหลือเล็กน้อย แต่ยอมรับได้ มูลกบเขียดเป็นปุ๋ยให้นาโดยธรรมชาติ  (กลายเป็นว่าแมลง
เป็นมิตรของพืช ไม่ใช่ศัตรูพืชอีกต่อไป)  

น้ำในนาก็ใช้เลี้ยงปลาได้หลายสกุล (เลือกกบชนิดที่ไม่กินปลา)  สำหรับหอยปูอาจเลี้ยงปลา
ไหลให้ช่วยกำจัด  (หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่กินหอยปู)  อีกทั้งน้ำในนายังอาจสามารถปลูกพืชคลุม
น้ำได้อีก ซึ่งถ้าวิจัยให้ดีอาจพบพันธุ์ที่ช่วยเสริมให้ข้าวโตเร็วขึ้นและให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ไป  เพราะช่วยตรึงสารลงในดิน (เช่น อาจเป็นผักบุ้ง สันตะวา กระจอง ผักกุ่ม ผักหนาม
สาหร่าย ผำ บัดเขียด ผักแว่น ผักใบพาย  ก็เป็นได้ ...บรรดาพืชน้ำทั้งหลาย)  อีกทั้งผักพวกนี้
ยังอาจช่วยสร้างไรน้ำให้ปลาได้กินอีกด้วย

การขจัดวัชพืชในนานั้น ควรวิจัยหาพันธ์สัตว์ที่กินหญ้าทุกชนิด ยกเว้นต้นข้าว พองอกออกมา
เป็นต้นอ่อนก็กินหมด อาจเป็นปลาบางสายพันธุ์ หรือ เต่าตัวเล็ก ก็เป็นได้

ถ้าทำนาแบบนี้อาจจะได้ผลผลิตสูง ราคาดี (เพราะชีวภาพ) ต้นทุนต่ำ  ทั้งคนปลูกคนกินมี
สุขภาพดี  ยังขายปลา ขายกบ ได้อีก กำไรสุทธิน่าจะสูงกว่าทำนาแบบเดิมๆ 3 เท่าได้ แถม
เหนื่อยน้อยกว่าอีก 2 เท่า

ช่วยกันบอกต่อ หรือ เอาไปทดลอง หรือ เอาไปคิดต่อให้ดียิ่งขึ้นนะครับ เพื่ออนาคตที่ดีของ
ชาวนาไทย

ส่วนการใช้มดขจัดเมล็ดวัชพืชก่อนทำนานั้น ผมเชื่อว่าทำได้แน่นอน แต่ต้องการการวิจัยสัก
หน่อย  นักวิจัยท่านใดทำออกมาได้ ก็จะมีชื่อเสียงมาก (อาจถึงกับได้รางวัลโนเบล)  และเป็น
ประโยชน์ต่อชาวนาทั่วโลกเป็นอย่างมาก

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๖ ธค. ๕๓)



Tag: การทำนา, การทำนาแบบหยอดหล่น, ทำนาชีวภาพด้วยกบและมด

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-06 09:55:03 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

นโยบายการศึกษาไทย..ห่วยแตกมาทุกยุคสมัย

นโยบายการศึกษาไทย..ทำไมถึงห่วยแตกมาทุกยุคสมัย (ขออภัยใช้คำหยาบ ..มันกลั้นไม่อยู่จริงๆ)

 

เมื่อประมาณ พศ. ๒๕๔๓ (หรือสิบปีมาแล้ว ) ผมได้ เขียนบทความวิงวอนให้รัฐบาลไทย ปรับนโยบายการผลิตนศ. คือให้ลดปริญญาตรีลงมา แล้วเพิ่ม ปวช. ปวส. ผมเห็นว่ามันสำคัญมาจึงเอาบทความนี้ผมเอามาพิมพ์ใหม่แจกใหม่หลายรอบ แต่คงไม่มีใครสนใจอ่าน อย่าว่าแต่ทำตาม

 

จนวันนี้ พศ. ๒๕๕๓ รัฐบาลไทย ที่มีองคาพยพยั้วเยี้ย มีคณะกรรมการที่ปรึกษา ที่มีดีกรี ดร. ทางการศึกษาหลายพันคน เพิ่งมารู้กันว่า  ชิกไหเลี้ยว เรามีป.ตรีล้นตลาดไปมาก และขาดแคลน ปวช. ปวส. ไปมาก  (อย่างนี้ยุบ  คกก. ทางการศึกษาบ้าบออะไรเนี่ย เสียให้หมดแล้วเอาสักเสี้ยวเงินเดือนของพวกนี้มาจ้างผมเป็นที่ปรึกษาแทนดีกว่าไหม ??? ประหยัดงบไปได้ปีละหลายร้อยล้าน แล้วยังได้ข้อมูลเร็วกว่ามากอีกด้วย)

 

 

ก็มันจะไม่ขาดได้ยังไงในเมื่อรัฐบาล (โดยคำแนะนำของคกก. ที่ปรึกษา) มันโง่ขนาดยกระดับ ราชมงคล ราชภัฎ ที่เคยผลิต ปวช. ปวส. ไปเป็นมหาวิทยาลัยกันหมด   (ซึ่งผมค้านหัวชนฝามาคนเดียวตั้งแต่แรก)  จนเดี๋ยวนี้หันไปสร้างหลักสูตรปริญญาโท-เอกกันเกร่อ  ทั้งที่อาจารย์แทบไม่มีผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการอะไรเลย

 

ผมเคยเขียนบอกมาแล้วในบทความก่อนๆ ว่าในสรอ. นั้น เลขานุการสำนักงานส่วนใหญ่จบแค่ม.๖ ส่วนของเราจบ ป. ตรีเป็นอย่างต่ำ บางคนจบโทด้วยซ้ำ  แต่ทำงานไม่เป็น สู้ ม ๖ ในสรอ. ก็ไม่ได้  นี่มันปริญญาเฟ้อ ที่มากับค่านิยมงี่เง่า ที่มีสาเหตุมาจากความง่าวของรัฐบาลไทยนั่นเอง ซึ่งยังทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล (เช่นเสียงบการศึกษาโดยไม่จำเป็น สู้เอาไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า และเสียแรงงานไปสี่ปีฟรีๆ)

 

หนทางแก้คือ  เสนอให้ปรับสถาบันราชภัฎ ราชมงคล ให้สอนสายวิชาชีพเท่านั้น จะสอนถึงป.เอก ก็ได้แต่ต้องยังคงเป็นสายวิชาชีพ คือเน้นไปทางการปฏิบัติการนั่นเอง  การสอนป.ตรีก็สอนทางปฏิบัติการด้วย แต่เป็นปฏิบัติการขั้นสูงกว่าปวส.  เช่น การควบคุมการผลิตด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

 

อีกหนทางคือ เราต้องเลิกแบ่งสายวิทย์ สายศิลป์ ในมัธยมปลายได้แล้ว แล้วเปลี่ยนมาเป็น เมเจอร์ แทน เช่น ให้มีเมเจอร์ วิทย์ ศิลป์ ธุรกิจ ช่างยนต์ ไฟฟ้า ช่างเชื่อม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ถ้าทำได้เพียงเท่านี้เราจะมีสายอาชีพเหลือเฟือที่มาจากนักเรียนมัธยมนั่นเอง

 

ทุกวันนี้เราสูญเสียทางการศึกษาไปมาก จากการที่ไปบังคับให้นร.เลือกเพียงสองสายคือ วิทย์ กับ ศิลป์ ทั้งที่จบออกมาเพียง 30 กว่า % เข้าเรียนมหาลัย ที่เหลือส่วนใหญ่ก็ไปสายอาชีพ (เช่นลูกจ้างโรงงาน ห้างร้าน) แต่พวกนี้ดันมีแต่ความรู้ด้านวิชาการวิทย์และศิลป์ที่เอาไปใช้งานโดยตรงไม่ได้ มันเลยเป็นการสูญเสียทางการศึกษาดังกล่าว

 

การทำเช่นนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร ในช่วงแรกๆ การเรียนสายอาชีพอาจเอาไปฝากเรียนกับรร.อาชีวที่มีอยู่แล้ว ส่วนในระยะยาว รร.มัธยมจะต้องสร้าง ช็อป สายอาชีพขึ้นมาแล้วมีครูประจำมาสอนด้วย

 

 

ถ้าเราทำแบบนี้ แล้วเรามีโควตากำหนด มีระบบการแนะแนวที่ดี  เราก็จะมีบุคลากรสายอาชีพทีเพียงพอ  (65% ของ นร.มัธยมทั้งหมด ก็ลองคิดดูว่ามากแค่ไหน)

 

 

ในขณะเดียวกันรัฐบาลต้องหาทางสร้างค่านิยมในการทำงานสายอาชีพด้วย ให้เป็นแนวทางที่มีรายได้ดี และมีเกียรติด้วย เช่น ในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนั้นสายอาชีพมี บันไดอาชีพ เป็นของตัวเอง คนที่ไต่ไปถึงตำแหน่งสูงๆ ก็อาจมีเงินเดือนและมีเกียรติไม่แพ้ตำแหน่งบริหารมากนัก 

 

เช่น ถ้ามีตำแหน่ง ผอ.หน่วยงาน ก็อาจให้มีตำแน่ง รองผอ.ฝ่ายปฏิบัติการด้วย โดยเอาคนสายอาชีพเข้ามาดำรงตำแหน่ง (ที่อาจจบเพียงปวช. หรือ ปวส. เท่านั้นเอง หรือ ป.ตรี โท เอก สายปฏิบัติการ จากราชภัฎ ราชมงคล)  รองฯนี้จะทำหน้าที่รับนโยบายจากผอ. เพื่อนำสู่การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเขามาจากสายนั้นเขาย่อมคุยกันกับคนสายปฏิบัติการได้รู้เรื่องมากกว่า เอา คนจบ โท เอก สายวิชาการ นี่เท่ากับว่าได้นกสองตัวโดยกระสุนนัดเดียว

 

 

ในสายทหารก็เช่นกัน เรามีแต่นายร้อย นายพัน นายพล เดินกันพุงพลุ้ยเต็มไปหมด  ส่วนนายสิบ จ่า แสนต่ำต้อย เกียรติก็ไม่มี เงินก็ไม่พอกิน ต้องไปรับจ้างเฝ้ายามตอนกลางคืน (แล้วก็ไปหลับยามเสียเป็นส่วนใหญ่ ..รวมทั้งในมหาวิทยาลัยของผมด้วย)  ทั้งที่ในเวลารบนั้นพวกนายสิบ และ จ่า นี่แหละ คือกำลังหลักในการควบคุม สายอาชีพทหาร ให้ทำงาน (เพราะเขาใกล้ชิดกัน ส่วนนายร้อย นายพันนั้น วันๆ อยู่แต่สนามกอล์ฟ ลูกน้องระดับพลทหารมันไม่ฟังหรอก)  ส่วนของฝรั่งนั้นพวกไม่จบ รร. นายร้อย นายเรือ  แล้วไต่เต้าไปเป็นจ่านายสิบอาวุโสได้  (Sergeant Major)  ก็จะมีเกียรติและมีอำนาจมาก (เท่ากับเป็นรองผอ.หน่วยงานนั่นแหละ)  จนนายพันก็ต้องเกรงใจ จะสั่งงานปฏิบัติการใดก็ต้องสั่งผ่านคนพวกนี้

 

พวกฮินดูเขาเก่ง ที่แบ่ง ชนชั้น เป็นห้าพวก แต่ไทยเราวันนี้ทุกคนอยากเป็นวรรณะพราห์มณ์ เป็นกษัตริย์ กันหมด (อยากจบตรี เพื่อชี้นิ้ว)  แถมรัฐงี่เง่าส่งเสริมอีกต่างหาก   ถ้ามีแต่นายแล้วไม่มีขี้ข้า มันจะรอดหรือ เพราะที่นายฝรั่งเขามาลงทุนในประเทศไทยเรานี้ จนรัฐหน้าบานเอาไปคุยว่าบริหารประเทศเก่งจนมี GDP สูงนั้น เป็นเพราะ นายฝรั่งเขาต้องการ ขี้ข้า  ที่เก่งและราคาถูก ของแค่นี้ไม่รู้กันบ้างหรอกหรือครับ....จ้าววววนายยยยยย

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๕ ธค. ๕๓)

 




Tag: การศึกษาห่วยแตก

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-05 18:34:32 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๔)

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๔)

 

น่าวิตกว่าระดับมันสมองของคนไทยเราตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่คนไทยเราสร้างชาติมาด้วยลำแข้งแรงสมองของเราเองจนเจริญทัดเทียมนานายอารยประเทศทั่วโลก ทั้งปอร์ตุเกส และวิลันดา  จนแม้ญี่ปุ่นยังต้องมาขอเรียนการหล่อปืนใหญ่ แลกกับวิชาการรบแบบซามูไรบนหลังม้า  ส่วนอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ยังเป็นวุ้นอยู่เลย   (ประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไปหาอ่านที่ไหนก็ไม่เจอหรอกครับ เพราะนิยายเรื่องนี้ผมสร้างขึ้นมาเอง)

 

 

ถ้าการถดถอยทางสมองของคนไทย โดยเฉพาะนักวิชาการไทย ยังเป็นอยู่ในอัตราเดิมเหมือนในปัจจุบันนี้ ผมทำนายว่าประเทศไทยเราไม่มีทางเป็นอื่นนอกจาก..สิ้นชาติ

 

การถดถอยเริ่มรุนแรงมากเมื่อประมาณสัก 40 ปีที่ผ่านมานี้ ที่เราเริ่มมี  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่คิดกันแบบหัวสู่หาง ที่นั่งประชุมใส่สูตกันในห้องแอร์ด้วยดอกทอร์จบนอกทั้งหลาย  (โดยมีโคชฝรั่งทำงานอยู่เบื้องหลัง)

 

แผนพัฒนาเหล่านี้เน้นไปที่การขจัดความยากจน โดยใช้ทุนนิยมเป็นหลัก เพราะโคชฝรั่งมันสอนว่าถ้ารวย (แบบเมกา) เสียแล้ว ก็สู้คอมมิวนิสต์ได้สบายๆ  ซึ่งดอกทอร์ไทยปรบมือรับกันสนั่นห้อง ...เรื่อยมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่หายโง่  อีก ๒๐ ปีจากนี้ก็คงไม่หายไปได้หรอก

 

..นอกเสียจากพระสยามเทวาธิราชจะมีจริงดังที่เชื่อกัน แล้วทรงบันดาลให้ไอ้พวกจาดง่าวที่ชี้นำนโยบายประเทศไทยมันถึงแก่บุญกันหมดสิ้นแผ่นดิน แล้วเกิดการงอกใหม่ของรากปัญญาแห่งชาติ ที่คิดเองเป็นเหมือนบรรพชนแต่โบราณ

 

พอออกจากห้องประชุมเย็นฉ่ำแบบดัดแปลงธรรมชาติ  ดอกทอร์พวกนี้ก็ไปเข้าไป พักผ่อน ในสนามกอล์ฟที่แสนร้อน เข้าสโมสร จิบเบียร์(นอก)  เต้นรำ ฝันเฟื่องไปถึงตำแหน่งต่างๆ กล่อง ยศ สรรเสริญ ที่จะตามมา

 

ส่วนท้องนาบ้านนอก จากเดิมที่เคยแตกระแหง บัดนี้เลวร้ายยิ่งกว่าเพราะแต่เดิมแม้แตกระแหงก็ยังขุดหาปลาไหลกินกันตายได้ แต่วันนี้ดินมีแต่สารเคมี แม้ปลาไหลที่ว่าลื่นแล้วก็ยังตายหมด  น่าคิดว่าแผนฯดังกล่าวพาคนไทยรอดจากภัยคอมมิวนิสต์มาได้ แต่กลับมากลายเป็นปลาไหลต้มเปรตให้นายทุนต่างชาติมันซดกินแรงงานกันโอชาปาก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาแต่แผนฯโง่ๆ นั่นแล

 

ดอกทอร์ที่เป็นหัวหอกในการวางแผนฯนั้นก็ไม่ใช่ใครที่หนวย ก็ผู้อำนวยการโครงการต่างๆของมหาประลัยไทยนั่นแหละ ตอนแรกก็ได้ทุนไปเรียนนอกจากกองทุนฝรั่ง (เช่น ฝอด  หลอกกี่เฟ้นโหล  โคล่ำบึ้ก)  กลับมายังหนุ่มน้อย ไม่ยอมสอนวิจัยให้รุ่งเพราะมันงานหนัก ก็เลียและกอกระดุม จนสามารถกระโดดผันตนไปเป็นผอ.โครงการพัฒนาต่างๆ แล้วไปเป็นคกก. ร่างแผนฯในที่สุด โดยไม่เคยเห็นแม้แต่ว่าเขียดขาคำที่ชาวบ้านนอกเขาจับกินมีขาเป็นทองคำจริงหรือไม่ อย่างไร

 

ดอกทอร์จำนวนมากในมหาประลัยไทยในวันนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็น มันสมอง ของประเทศ ก็ยังมีพฤติกรรมเดิมๆ ที่ได้ถูกฝรั่งล้างสมองมา คิดอะไร ทำอะไร ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคม คิดได้แต่จะตามตรูดนายฝรั่ง คิดไปได้จนกระทั่งจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง

 

ไม่คิดกันบ้างหรือว่า นับแต่เราลอกเลียนแบบฝรั่งมานี้ เราได้อะไร และเราเสียอะไรไปบ้าง ทำบัญชีหักล้างกันแล้วมันกำไรหรือขาดทุนเพียงไร โดยเฉพาะ ทุนที่ว่านี้มันมีนิยามว่าอย่างไร หรือคิดกันตื้นๆ เพียงตัวเงินที่นับได้ด้วยมือเท่านั้นหรือ ส่วนทุนที่นับไม่ได้มันมีอีกมหาศาลกี่เท่าไม่เคยคิดที่จะนับ ...นี่มันไม่โง่ยิ่งกว่าโคกระบือดอกหรือ ที่พวกมันนับเงินไม่เป็น แต่ก็ยังมีความสุขตามอัตภาพเดิมๆ  ส่วนเรานับเงินมือเป็นระวิงแต่กลับทุกข์สาหัสกว่าเดิม ทะเลาะกันเสื้อเหลืองแดงนี้ก็ไม่ใช่มาจากเงินดอกหรือ

 

ปลาหัวเน่านั้น อีกไม่นานตัวและหางมันก็จะเน่าตามไปด้วย ก็สิ้นชาติในที่สุด ไม่น่าเกิน ๒๐ ปีจากนี้ไป ยกเว้น...

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๕ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 




Tag: อนาคตประเทศไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-04 12:56:51 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๓)

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๓)

 

ในตอนนี้ผมขอทำนายว่าคนไทยอายุจะสั้นกว่าปกติ เนื่องจากจะมีโรคใหม่ๆเกิดขึ้นมาก และโรคเหล่านี้ หมอฝรั่ง หรือหมอไทยที่เรียนตำราฝรั่งก็คงรักษาไม่ได้หรอก เพราะส่วนหนึ่งเป็นโรคที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

 

แม้ตอนนี้โรคมะเร็ง ซึ่งเมื่อ 40 ปีก่อนมีน้อยมาก บัดนี้กลายเป็นนักฆ่าหมายเลขหนึ่งไปเสียแล้ว (ถ้าไม่นับอุบัติเหตุยานยนต์) ถามว่ามันมาจากไหนถ้าไม่ใช่จากน้ำ อาหาร อากาศ ที่เป็นพิษรอบๆเรา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการ พัฒนา ที่ผิดเพี้ยนของประเทศที่นำโดยรัฐบาลไทยทุกยุคสมัยนั่นเอง

 

เรื่องมลพิษจากโรงงานนั้นก็เรื่องหนึ่ง ก็รู้ๆกันอยู่  แต่ที่มักไม่รู้คือการยัดเยียดให้เด็กกินนม  คิดไปกันได้แบบโง่ๆ ว่ากินนมแล้วจะตัวโตเหมือนฝรั่ง (แอบคิดกันในใจด้วยว่า..จะฉลาดเหมือนฝรั่ง) 

 

ลองไปอ่านหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกของสมาคมแพทย์เด็กสรอ. ดูสิ ฝรั่งแท้ๆ มันบอกให้เด็กเล็กที่หย่านมแม่แล้ว ดื่มนมวันละครึ่งแก้ว และเป็นนมพร่องไขมัน 2% เสียด้วย ส่วนของไทยเรา จากการไปสัมภาษณ์รากหญ้ามาหลายคนผมได้สถิติว่าให้ลูกกินนมวัววันละ 7 กล่อง (นมไขมันเต็มส่วนอีกต่างหาก) ตอนกลางวันโรงเรียนยังให้กินอีกกล่อง เรียกว่ากินแทนน้ำไปเลย ก็ได้วันละ 8 แก้วพอดี (สงสัยว่าเลข 7 มันมาจาก 8-1 นี่แหละ)

 

ดังนี้แล้วเด็กไทยน่าจะได้ไขมันจากนมวัวมากกว่าเด็กฝรั่งประมาณ 20 เท่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเด็กไทยวันนี้มีปัญหาเรื่อง น้ำหนักเกินกันมาก และก็ทำนายได้ต่อไปอย่างแม่นยำว่า  ๒๐ ปีจากนี้ไปคนไทยจะอมโรคขนาดไหน ความผิดทั้งหมดนี้มาจากใคร ถ้าไม่ใช่รัฐบาลไทย ที่เห่อฝรั่ง

 

ที่น่าถามต่อไปคือ แล้วคนไทยจะฉลาดกว่าฝรั่ง 20 เท่าไหมเอ่ย ตรงนี้ผมขอไม่ทำนาย เพราะไม่อยากไปแข่งกับวัวฝรั่งให้เสียศักดิ์ศรี ที่ผมว่าพวกมันก็พอมีสมองทำนายออกอยู่หรอก โธ่..ก็มันโจ่งแจ้งปานนี้

 

อนุสนธิจากการกินนมมาก (และเนื้อด้วย) ทำให้คนไทยวันนี้ตัวใหญ่กว่าเดิมมาก นี่ถ้าเป็นเมื่อ 50 ปีก่อนคนไทยวันนี้คงได้รับการตั้งชื่อเล่นจากเพื่อนๆ ว่า ไอ้ยักษ์ เสียครึ่งประเทศ  ไอ้อ้วน เสียอีกครึ่งเป็นแน่  แต่การที่ตัวใหญ่ที่รัฐบาลอยากให้เป็นกันหมดประเทศนี้มันมีผลเสียมหาศาลรออยู่ ซึ่งผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้กันหรอก (แม้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ฝรั่งก็ตาม)

 

ผลเสียคือพื้นที่ผิวต่อปริมาตรลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายระบายความร้อนได้ลำบากขึ้น อุณหภูมิผิวหนังจะสูงขึ้น ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้อีกมาก

 

เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าคิดเป็นพื้นที่ผิวต่อปริมาตร ลูกฟุตบอลที่ใหญ่กว่าจะมีพื้นที่ผิวน้อยกว่าลูกปิงปองที่เล็กกว่า  (ไม่เชื่อลองคำนวณกันดูนะ รื้อฟื้นเรขาคณิตกันหน่อย)  และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฝรั่งที่อยู่ในเมืองหนาวจึงควรมีตัวใหญ่ และทำไมคนไทยที่อยู่ในเขตร้อนจึงควรมีตัวเล็ก  เรื่องพวกนี้ระบบวิวัฒนาการธรรมชาติเขารู้ดี เขาเลยวิวัฒน์ไปในทิศทางนั้น เพราะการถ่ายความร้อนนั้นต้องการพื้นที่ผิว และความแตกต่างอุณหภูมิ ถ้าพื้นผิวลดลงความแตกต่างอุณหภูมิระหว่างผิวกับอากาศภายนอกก็ต้องมากขึ้น เพื่อรักษาสมดุลความร้อนของร่างกายให้ได้ที่ 37 องศานั่นเอง

 

 

มาบัดนี้เราอยากตัวใหญ่แบบฝรั่งกันแบบฝืนธรรมชาติ ก็ระวังให้ดีก็แล้วกันว่าธรรมชาติจะลงโทษในที่สุด

 

ผมเคยถามเสมอว่าตัวใหญ่แล้วดียังไง เปลืองอาหาร น้ำ เสื้อผ้า  บ้านเรือน น้ำมันรถ ถังส้วมก็ต้องใหญ่ขึ้น (เปลืองน้ำชักโครก) ส่งไปรบเวียตนามก็เป็นเป้าใหญ่ทำให้ถูกยิงได้ง่าย (จนแพ้สงคราม) 

 

สังเกตดูคนตัวเล็กๆ มักฉลาดเช่น ไอน์ไสตน์ เติ้งเสี่ยวผิง วูดดี้อัลเลน (ผู้กำกับ และ ผู้เขียนบท ที่เลื่องชื่อ)  ไซม่อน และ การ์ฟังเกล (สองนักเพลงบันลือโลก) แม้แต่นายชวน หลีกภัย หม่อมเจ้าหญิง พูนพิศมัย   ส่วนตัวใหญ่อย่างไมค์ไทสัน ก็คิดดูกันเอาเอง  คนได้รางวัลโนเบลด้านต่างๆก็เช่นกัน ผมเชื่อเหลือเกินว่าถ้าไปลองทำสถิติดูจะเห็นว่ามีขนาดเล็กว่าค่าเฉลี่ย (ผมแอบสังเกตมานานแล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ)

 

คนไทยเราวิวัฒน์มานานจนกระทั่งน้ำย่อยไม่อาจย่อยน้ำนมวัวได้ กินเข้าไปก็ท้องเสียกันระนาว เด็กไทยเกิดในสรอ. มักถูกหมอเด็กงดนมวัวและให้กินนมถั่วเหลืองแทน เพราะเด็กมักเกิดอาการแพ้เนื่องจากน้ำย่อยไม่ทำงาน ..กระนั้นก็ยังแค่นจะกระแดะกินนมวัวกัน  ชี้นำโดยนายแพทย์ประจำรัฐบาลไทยนั่นแล

 

สำหรับผมแค่คิดว่าจะต้องกินนมวัวก็แทบจะอ้วกกลางอากาศแล้ว เพราะมันรู้สึกขยะแขยงว่าเราเป็นคน จะไปกินสารที่หลั่งออกมาจากเต้านมวัวได้อย่างไร แหวะ..กินไม่ลงจริงๆ

 

20 ปีจากนี้ไป ใครอยากรวยขอให้เลือกอาชีพหมอ ถ้าสอบเข้าไม่ได้เพราะสมองมีแต่ไขมันวัวเต็มไปหมด ก็เอาสัปเหร่อก็ได้ รับรองรายได้งามไม่แพ้หมอหรอก

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๕ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 




Tag: อนาคตชาติไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-04 11:41:19 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๒)

อนาคตเมืองไทยอีก 20 ปีจากนี้ไป ..ไม่ใช่โหรก็ทำนายได้แม่น (ตอน ๒)

 

ในตอนที่ 1 ผมได้ทำนายว่า  คุณภาพชีวิตชาวไร่ชาวนาไทยจำนวนมากจากที่เคยมีบ้านใหญ่อยู่ อากาศบริสุทธิ์ดี และเป็นเจ้าของกิจการ จะกลายเป็นขี้ข้านายทุนต่างชาติกันหมด อยู่บ้านเช่าอุดอู้ในสลัม น้ำคลำเหม็นเน่า

 

ที่เคยกินอาหารบริสุทธิ์..ข้าวในนาปลาในหนองผองผักริมรั้ว  ก็ต้องเปลี่ยนเป็นมาซื้ออาหารถุงกิน  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเต็มไปหมด ตั้งแต่ข้าวที่ปลูกและถนอมด้วยสารเคมี น้ำที่หุงข้าวก็มาจากใต้ดินที่มีสารพิษจากโรงงานปนเปื้อนมาก ปลาก็เป็นปลาทะเลที่ว่ายอยู่ในน้ำพิษตลอดชีวิต และกินแต่ไรน้ำที่เปื้อนสารพิษ

 

สารพิษเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็มาจากโรงงานต่างชาติที่ตั้งอยู่ริมทะเลนี่เอง  

 

ชาวประมงรายย่อยแถบจ.ระยองให้การว่าเมื่อยี่สิบปีก่อน ปลาทะเลอุดมมาก ทำมาหากินสบาย แต่วันนี้ ตั้งแต่พวกโรงงานมาตั้งกันหนาแน่น ปลาหายไปเกือบหมด รายได้ลดลงฮวบฮาบทั้งที่ราคาอาหารทะเลแพงขึ้นมาก นี่แสดงว่าพวกเขาจับปลาได้น้อยลงมากนับยี่สิบเท่าจากเดิม อีกหน่อยก็คงต้องทิ้งอาชีพไปเป็นขี้ข้าเขาเหมือนพวกชาวไร่ชาวนาจากอีสาน

 

ผมถึงได้พูดได้เขียนมาตลอดว่ารัฐบาลไทยเรานี่แหละคือพวกที่บ่อนทำลายสังคมไทยมากที่สุด  ถ้าไม่มีรัฐบาลเสียเลยประชาชนคงจะอยู่ดีกินดีกันกว่านี้เป็นแน่

 

 

พวกโรงงานต่างชาตินั้นนอกจากมันจะได้รับการบริการระดับวีไอพีจากองค์กรบ๋อย (BOI) ของเราแล้ว  ที่ลดหย่อนภาษีร้อยแปด และนอกจากกำไรส่วนต่างค่าแรงงานราคาถูกของเราอย่างมหาศาลแล้ว มันยังมีกำไรแอบแฝงเรื่องการควบคุมมลพิษอีกมากมาย

 

การตั้งโรงงานในประเทศพัฒนาแล้วนั้นต้องใช้งบในการบำบัดของเสียมาก (อาจถึง 30% ของงบลงทุน ขึ้นอยู่กับชนิดของอุตสาหกรรม)  ทั้งงบลงทุนและงบดำเนินการ เพราะกฎหมายเขาเข้มงวดจริงจัง  ส่วนของเรากฎหมายก็แข็งมากพอกัน แต่การควบคุมอ่อนแอ (แบบจงใจให้อ่อน)  มันก็เลยลดค่าใช้จ่ายด้านนี้ลงไปได้มาก พอทางการมาตรวจพบว่าปริมาณสารพิษมากเกินมาตรฐานก็เจรจากันได้

 

ถ้าจะมีนักสืบไปสืบดูชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจโรงงานอาจจะเห็นได้ชัดว่ามีชีวิตความเป็นอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยข้าราชการไทยในระดับเดียวกันเป็นอย่างมาก แต่นี่เป็นเพียงเศษเงินที่พวกโรงงานมันจ่ายให้เท่านั้น ซึ่งถ้าอยู่ในประเทศแม่ของตัวเองต้องจ่ายมากกว่านี้ร้อยเท่าเพื่อทำตามที่กฎหมายกำหนด

 

ผลร้ายมหาศาลตกอยู่กับท้องทะเลไทย ที่อมสารพิษนี้ไว้ แล้วคายออกมาให้ปลาไทยกิน และคนไทยกินปลานี้เข้าไปอีกต่อในที่สุด

 

สำหรับบริเวณใกล้โรงงานนั้น แถบระยอง บางปะกง เมื่อก่อนเป็นพื้นที่ชายเลนทั้งสิ้น เป็นที่อนุบาลลูกกุ้งหอยปูปลา เนื่องจากอยู่ใกล้โรงงานดังนั้นความเข้มข้นของสารพิษในบริเวณนี้จึงสูงมาก สารพิษเหล่านี้ก็คงฆ่าพวกตัวอ่อนเหล่านี้ไปมากทีเดียว ทำให้ปริมาณปลาในอ่าวไทยลดลง ส่งผลให้ชาวประมงรายย่อยมีรายได้ลดลงมาก

 

ส่วนตัวอ่อนที่มีความทนต่อสารพิษสูงก็ไม่ตาย แต่สะสมสารพิษไว้ในร่างกาย  ในระหว่างโตขึ้นก็หากินปลาตัวอื่น หรือ กินไรน้ำ ซึ่งต่างก็ปนเปื้อนสารพิษด้วยกันทั้งสิ้น

 

 

แล้วยังอากาศก็เป็นพิษจากการปล่อยไอพิษหลากหลายชนิดออกสู่บรรยากาศ  เรียกได้ว่าดินน้ำลมไฟของไทยเราเป็นพิษไปหมดแล้ว โดยเฉพาะบริเวณเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม

 

หนทางผ่อนหนักเป็นเบามีอยู่มาก ซึ่งผมได้เสนอมาหลายครั้งแล้ว เช่น

 

1)      วางกุศโลบายอันแยบยลต่างๆให้โรงงานกระจายออกไปทั่วประเทศ ไม่ให้กระจุกอยู่แต่ริมทะเล

2)      พัฒนาแหล่งอุตสาหกรรมในภูมิภาคด้วยการจัดหาแหล่งน้ำให้เช่น แก้มลิง (ซึ่งช่วยป้องกันน้ำท่วมได้โดยปริยายอีกด้วย)

3)      พัฒนาระบบขนส่งแบบราง และหรือ เรือ ให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นสามารถออกทะเลไปส่งของได้ (ซึ่งภาคประชาชนก็พลอยได้รับอานิงส์) ไปด้วย

 

การกระจายอุตสาหกรรมออกไป นอกจากช่วยเรื่องมลพิษแล้ว ยังช่วยให้พ่อแม่ไม่ต้องทิ้งลูกเต้าเข้าไปหางานทำไกลๆ ทำให้ครอบครัวอบอุ่นซึ่งเป็นฐานรากแห่งความแข็งแรงของประเทศ ชาวไร่ชาวนารายย่อยอาจยังคงทำอาชีพไร่นาต่อไปได้ เวลาที่เหลือก็ไปเป็นพนักงานโรงงาน โดยอาจทำงานเพียงครึ่งเวลาก็ได้

 

ที่สำคัญต้องวางนโยบายระยะยาวให้สังคมชนบทไทยเราพึ่งตนเองได้ด้วย โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นขึ้นมา ที่เป็นเจ้าของโดยคนในท้องถิ่นเอง ไม่ใช่หวังพึงแต่ทุนต่างชาติร่ำไปเหมือนดังที่รัฐบาลทุกชุดต่างทำตามกันมาเหมือนต้องมนตราศักดิ์สิทธิ์

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๕ ธันวาคม ๒๕๕๓)

 




Tag: อนาคตชาติไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-12-04 11:40:12 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,สิ่งแวดล้อม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

อนาคตชาติไทย ๒๐ ปีจากนี้...ไม่ต้องเป็นโหรก็ทำนายได้แม่น

อนาคตชาติไทย ๒๐ ปีจากนี้...ไม่ต้องเป็นโหรก็ทำนายได้แม่น


ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยสังคมไทยอีก ๒๐ ปีจากนี้จะมีลักษณะดังนี้คือ

1)   ชนบทจะว่างเปล่า เพราะคนในชนบทจะอพยพไปขายแรงงานในนิคมอุตสาหกรรม
ริมทะเลและปริมณฑลกันหมด

2)   ชีวิตของคนงานส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมก็จะเหมือนเดิมๆ คือ ค่าแรงต่ำ
คุณภาพชีวิตต่ำ  (จากที่เคยมีบ้านหลังใหญ่ ที่ดิน ๑๐ ไร่ กลายมาเป็นลูกจ้างเขา อยู่ห้องเช่า
เท่ารูหนู ซื้ออาหารถุงกินทุกวัน)

3)   นายทุนจะกว้านซื้อที่ดินในชนบทเสียหมดในราคาต่ำ (เพราะเกษตรกรทิ้งไร่นา
หมดสิ้น)  แล้วจัดทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรทุ่นแรง วิถีชีวิตอันสวยงามในอดีตจะ
หายไปหมดสิ้น

4)   พอเศรษฐกิจตกต่ำพวกนายทุนต่างชาติถอนทุนหมด พวกพนักงานที่หิวโหยจะไป
ปล้นเอาที่ดินคืน เกิดโกลาหลทั่วทุกหย่อมหญ้า

ดังนั้นก่อนยุบสภา หรือ หมดวาระรัฐบาล ผมใคร่ขอเสนอให้ฉวยโอกาสออก. พรบ. เพื่อความ
มั่นคงแห่งฐานรากของสังคมไทยเพราะถ้าไม่รีบทำและปล่อยให้สังคมดำเนินไปแบบนี้ผม
เชื่อว่าสังคมไทยจะพังครืนในเวลาไม่นานเกินกว่า ๒๐ ปี ชาติไทยเราอาจไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว

ขอวิงวอนมายังท่านสส. สว. ผู้รักชาติทั้งหลาย โปรดเข้าชื่อกันเสนอพรบ.นี้ด้วยเถิด เพราะรอ
ให้รัฐบาลทำคงไม่ไหวแล้ว เพราะรัฐบาลตอนนี้เล่นแต่การเมืองจนมองไม่เห็นหัวประชาชน
แล้ว อย่าว่าแต่อนาคตของชาติอีก ๒๐ ปี

พรบ. ที่เสนอนี้จะประกันว่าจะมีองค์กรรับผิดชอบ และจะมีงบประมาณผูกพันเป็นเวลาประมาณ
๒๐ ปี หลักการของพรบ.คือ

1)   จัดตั้งโรงงานเกษตรอุตสาหกรรมในทุกพื้นที่อบต. โดยโรงงานนี้ต้องมีขนาดที่ใช้
กำลังคนงานอย่างน้อย 5% ของประชากรในพื้นที่
 
2)   ทุนที่ใช้ในการจัดตั้งนี้ให้ระดมมาจากประชาชนในตำบล อำเภอ หรือ จังหวัดนั้นๆ  
โดยรัฐบาลจะปล่อยกู้แบบไม่มีดอกเบี้ยเป็นเวลา ๒๐ ปี โดยยอดกู้นี้คิดตามสัดส่วนประชากร

3)   ใช้ระบบแบ่งปันผลกำไรตามยอดการลงทุน ทั้งนี้แรงงานทุกคนก็ให้มีส่วนเป็นเจ้า
ของโรงงานด้วย สัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนด (นี่จะเป็นการเอาข้อดีของทุนนิยมมาผสมกับ
ระบบคอมมูนของคอมมิวนิสต์)

4)   ให้มีหน่วยงานกลางระดับสำนักงานแห่งชาติ เพื่อกำกับดูแลกิจการนี้ และมีงบ
ประมาณผูกพันปีละ 10% ของงบประมาณ เป็นเวลา ๒๐ ปี  หน่วยงานต้องดูแลให้มีการผลิตที่
สมดุล ไม่ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป มีเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม   และต้องหาตลาดรองรับ
การผลิตด้วย

5)   จัดให้มีร้านค้าปลีก (ห้างสรรพสินค้า) ขนาดใหญ่ในทุก อบต. เป็นอย่างน้อย โดย
ร้านค้านี้ใช้นโยบายการก่อตั้ง การบริหาร เช่นเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว นอกจากนี้
จัดให้มีโกดังและระบบรับส่งสินค้าร่วมกันเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อระบายสินค้าซึ่งกันและ
กัน ที่เหลือส่งขายต่างประเทศ (ร้านค้านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เงินไทยไหลออกนอกผ่านร้าน
ค้าปลีกรายใหญ่จากต่างชาติเสียหมด ยังช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศ และสร้างงานเพิ่ม
ขึ้นอีกด้วย)

6)   โรงงานอื่นใดนอกจากนี้ ที่จะก่อตั้งในพื้นที่ใดทั่วประเทศจะต้องวิเคราะห์ว่าใน
พื้นที่ อำเภอนั้นมีแรงงานคนในอำเภอรองรับได้เพียงพอ (วิธีนี้จะบังคับโดยปริยายให้โรง
งานขยายออกมาสู่ชนบท เพราะ ระยองไม่มีแรงงานในพื้นที่รองรับแล้ว ซึ่งจะช่วยกระจาย
ความเจริญไปสู่ชนบทโดยปริยาย คนทำงานไม่ต้องทิ้งถิ่นอีกด้วย)

หากใช้วิธี สามประสานแบบที่ว่านี้สังคมไทยในชนบทจะเข้มแข็ง มีรายได้ดี มีคุณภาพชีวิตที่
ดี ประชาชนไม่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ไปขายแรงงานที่อื่นห่างไกล  ชาติไทยเราจะมีรายได้
ประชาชาติเพิ่มอีก 10 เท่า จากการที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรก่อนส่งออกไปขายตปท.
แบบดิบๆเหมือนที่ผ่านมา  รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้นประมาณ 20 เท่า (ไม่ใช่
10 เท่านะ)  ก็รวยกันหมดทุกฝ่าย เงินลงทุน 10% เป็นเวลา 20 ปีกลายเป็นขี้ปะติ๋วไปเลย

ทางเลือกอื่นคือล่มสลายตามที่ทำนาย หากไม่เชื่อก็คอยดู และรอรับคำสาปแช่งจากลูกหลาน
ในอนาคตได้เลย

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 




Tag: อนาคตชาติไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-28 13:12:49 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมเด็กไทยไอคิวต่ำ

ทำไมเด็กไทยไอคิวต่ำ

ได้ฟังอยู่เนืองๆว่าระดับความฉลาด (ไอคิว) เฉลี่ยของเด็กไทยในวันนี้ประมาณ  80 กว่าเท่า
นั้น ในขณะที่เด็กปกติควรอยู่ในช่วง 90-110  ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมได้ประสบมากับตนเอง
และจากการสอบถามจากเพื่อนคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าเด็กไทย
วันนี้ระดับความสามารถในการเรียนรู้ต่ำมากๆจนน่าตกใจ

สาเหตุของการโง่หรือฉลาดนั้นเราท่านต่างตระหนักกันดีอยู่เช่นคือ กรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู สิ่ง
แวดล้อม การสอนของครูบาอาจารย์ และ อาหาร
เรื่องกรรมพันธุ์นั้นผมไม่ห่วงนัก เพราะผมมีหลักฐานให้เห็นอยู่ในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทย
โบราณที่ผมเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ที่แสดงให้เห็นว่าบรรพชนไทยเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ฉลาดที่สุดใน
โลก

การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมมีปัญหาพอควร เพราะในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานี้สังคมไทยเปลี่ยนไป
เร็วมาก ที่เดินตามวัฒนธรรมตะวันตกอย่าบ้าคลั่ง ทำให้องคาพยพเดิมไม่สามารถปรับตัวตาม
ได้ทัน จึงเกิดอาการฟั่นเฟือนซึ่งส่งแรงกระทบไปถึงพฤติกรรมของเยาวชนเป็นอย่างมากด้วย  
(บ้ายา บ้าเซ็กส์ บ้าดารา ไม่สนใจการเรียน)

ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนก็เปลี่ยนไปมาก ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมครูที่
เปลี่ยนไปตามกระแสโล”ภา”ภิวัฒน์ กล่าวคือครูส่วนหนึ่ง (ส่วนมากเสียด้วย) สอนหนังสือเป็น
งานรองแล้วทำงานอื่นเป็นงานหลักเช่น ค้าขาย นายหน้า  โดยอ้างว่าเงินเดือนไม่พอกิน ซึ่งก็
พอมีส่วนจริงอยู่ แต่ก็ต้องถามด้วยว่าครูกำลังใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า ในวันนี้ที่
เราตามกระแสโลภาภิวัฒน์ ทุกคนต่างอยากรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่คนในบางอาชีพ ที่เป็นหลัก
ชัยให้สังคม ต้องมีจุดยืนว่าขอพอมีพอกินก็พอแล้ว เช่น พระ หมอ ครู ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลสาม
เหล่าของไทยเรา ในวันนี้พระหมอดีๆแทบไม่เหลือแล้ว ส่วนครูยังพอมีหวัง โดยเฉพาะถ้ามีแรง
ส่งจากรัฐ

เมื่อครูมีภาระงานด้านการหาเงิน ก็แน่นอนว่าประสิทธิภาพการสอน การพัฒนาวิชาชีพครู  และ
การอุทิศเวลาให้นักเรียนก็ต้องลดลง ส่งผลถึงไอคิวนักเรียนในที่สุด

วิธีการสอนก็มีส่วนสำคัญ โดยในวันนี้โรงเรียนทั้งหลายต้องปฏิบัติตามพรบ. การศึกษาแห่ง
ชาติ ที่กำหนดให้ใช้วิธีการสอนแบบ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” (นศก.)  ผมเข้าใจว่าข้อกำหนด
นี้นำมาสู่วิธีการสอนที่ใช้ “ใบงาน” เป็นหลัก ทุกวันนี้ครูเขาไม่สอนกันแล้ว แจกแต่ใบงานให้
เด็กไปค้นหาความรู้ “ด้วยตัวเอง” แล้วเอามากรอกในใบงาน เอามาส่งครู แล้วบอกว่านี่ไง
นศก.  ซึ่งผมว่านี่เป็นการทำลายชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ผมเริ่มสังเกตเห็นความตกต่ำครั้งใหญ่ของการศึกษาในมหาวิทยาลัยเมื่อสามปีที่แล้ว (พศ.
๒๕๕๐)  ซึ่งเป็นปีที่เด็กนักเรียนม.๔  ที่เริ่มใช้การสอนแบบนศก. จบม. ๖ แล้วเข้า
มหาวิทยาลัยพอดี ปรากฎว่าเด็กชุดนี้และชุดถัดมาจนวันนี้มีอัตราตกออกมากกว่าในอดีตมาก
และผลการเรียนในชั้นเรียนก็ตกต่ำกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ผมจึงขอวิงวอนรัฐบาลให้สอบสวน และ ทบทวนการสอนแบบนศก. ด่วนที่สุด ก่อนที่มันจะทำ
ความเสียหายต่อชาติมากไปกว่านี้ หวนกลับไปสอนแบบ คศก. (ครูเป็นศูนย์กลาง) แบบเดิม
เถอะครับ เพราะนศก. นั้นมันเป็นการสอนแบบงูๆปลาๆแค่นั้นเอง เพราะแม่งูแม่ปลามันไม่สอน
ลูกหรอก มันปล่อยให้ลูกมันไปหาเรียนรู้เอาเอง ควายมันฉลาดขึ้นมาหน่อยที่ยังสอนลูกให้กิน
หญ้า นี่เราคนแท้ๆ จะไปเอาอย่างงูอย่างปลาเจียวหรือ   แล้วมันผู้ใดที่มากำหนดให้สอนด้วยวิธี
นี้ก็ช่วยกันเอามาประจานด้วย ที่ไปลอกฝรั่งมาใช้ แบบไม่ลืมหูลืมตาจนก่อความเสียหายไป
แล้วคิดเป็นตัวเงินผูกพันระยะยาวเท่าไรลองคิดกันดู

เรื่องอาหารการกินนั้นก็สำคัญมาก เพราะมันมีอาหารที่บำรุงสมอง และที่ทำลายสมอง

รัฐบาลไทย (อีกแล้ว) ก็ไปส่งเสริมให้เด็กนักเรียน ”กินนมวัว”  คิดกันไปได้โง่ๆว่ากินแล้วคงจะ
ฉลาดแบบพวกฝรั่ง และจะตัวใหญ่เหมือนฝรั่งด้วย กระดูกแข็งแรงอีกต่างหาก ผมว่ามันจะตรง
ข้ามเอาหมดนะ เพราะถ้ากินนมวัวแล้วฉลาดจริงป่านนี้ลูกวัวมันคงฉลาดกว่าคนไปแล้ว ไม่ต้อง
ถูกจับเอามาไถนา หรือมาเป็นเนื้อเสต็กหรอก ฝรั่งนั้นเขาถูกบังคับโดยธรรมชาติของภูมิอากาศ
ให้ต้องกินนมวัว (หิมะตกครึ่งปีไม่มีผักกิน ก็ต้องเอาฟางแห้งมาเลี้ยงวัวให้วัวกลั่นหญ้ามาเป็น
นมให้กินอีกต่อพอกันตาย)  ฝรั่งอาจจะฉลาดกว่านี้ด้วยซ้ำถ้ามีอาหารอื่นกินแทนนมวัวแบบเรา
เช่น กระถิน ใบแค  ใบยอ ขี้เหล็ก ข้าวซ้อมมือที่มีแคลเซียมสูงกว่านมวัวเสียอีก แถมวิตามิน
สำคัญเพียบแปล้ และไขมันน้อยกว่านมวัวมาก

แล้วธรรมชาติคนไทยเรานั้นต้องตัวเล็กจึงจะสอดคล้องกับภูมิอากาศร้อนชื้น ถ้าตัวใหญ่เกินไป
จะมีโรคมาก เนื่องเพราะร่างกายถ่ายเทความร้อนไม่ทัน ไม่เชื่อผมท้าให้ลองวิเคราะห์สถิตดู
20 ปีจากนี้ไปคนไทยตัวใหญ่จะมีโรคมากกว่าคนตัวเล็กอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือเด็กเรากินอาหารปนสารพิษมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว สมอง
มันเลยถูกทำลายตั้งแต่เป็นตัวอ่อน  ทั้งนี้เป็นเพราะวิธีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ของเราในช่วง
40 ปีที่ผ่านมานิยมใช้สารเคมีกันมาก (ถูกฝรั่งมาหลอกให้ใช้) จนมีสารตกค้างมาก และผ่าน
ซึมเข้าไปทำลายสมองของเด็กๆเราในที่สุด

เรื่องสารพิษในอาหารนี้กระทบไม่ใช่แต่สมองเด็ก สมองผู้ใหญ่ก็กระทบด้วย จนทำให้ผู้ใหญ่
ไทยวันนี้โดยเฉพาะนักการเมือง (เพราะพวกนี้”กิน”มากกว่าคนอื่น)  สมองฝ่อกันหมด คิดอะไร
ไม่ค่อยออก ต้องคอยแต่ตามก้นฝรั่งในทุกเรื่องตลอดไป  

...ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๘ พย. ๕๓)



Tag: เด็กไทยไอคิวต่ำ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-28 12:01:23 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม ของประธานการประชุม

ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม ของประธานการประชุม

 

คนเราพอไต่เต้ามาสักระยะหนึ่งก็จะได้เป็น ประธาน การประชุม หนุ่มสาวบ้าง เฒ่าแก่บ้างสุดแล้วแต่ว่าใครลิ้นยาวสั้นกว่ากันตามประเพณีไทยโบราณ

 

สูงสุดคือเป็นประธานครม. และ ประธาน รัฐสภา แต่หลักการก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นประธาน อบต. อบจ. หอการค้า  อุตสาหกรรม จนถึงกรรมการหมู่บ้าน มันก็วัฒนธรรมเดียวกันนั่นแหละ

 

 

ผมเองเคยเป็นลูกประชุม และเป็นพ่อประชุมมาโชกโชน (และโชกเลือด) พอควร ในวาระหนึ่งแห่งช่วงชีวิตผมเคยเป็นกรรมการ เลขานุการและกรรมการ ประธานกรรมการ รวม 200 ชุด (ในจำนวนนี้เป็นประธานที่เคารพประมาณ 100 ชุด)  แต่ละชุดประชุมเฉลี่ยปีละ 3 ครั้ง  สมาชิกก็ปริญญาโท เอก ตรีกันทั้งนั้น ฝีปากคมคารมกล้าเป็นนิสัย  ก็ลองคิดดูแล้วกันว่าวิถีชีวิตวันๆ ผมจะต้องทำอะไรบ้าง โดยเฉพาะผมเป็นคนที่ให้ไปนั่งง่าวๆเฉยๆ ผมทำไม่ได้กะเขาหรอก ต้องช่วยคิดช่วยทำเสมอ

 

วันนี้ผมหลุดออกมาจากระบบบ้าบอนั้นได้แล้ว สุข สงบ มีเวลาว่างมาขีดเขียนอะไรเล่น โดยไม่ได้เงินสักแดงหรือกล่องสักดำ ผมก็สุขใจกว่าเป็น ท่านประธานที่เคารพ  สักพันเท่ากระมัง

 

แต่วันนี้ผมหนีไม่พ้นจริงๆ ต้องไปเป็นลูกประชุม ของการประชุมแห่งหนึ่ง

 

ท่านประธานฯ เคยเป็นลุกประชุมผมมาเมื่อหลายปีกก่อน วันนี้ได้ดิบได้ดีแล้ว ขออนุโมทนาด้วย แต่ผมสังเกตว่าเธอเปลี่ยนไปเอามากๆ เมื่อก่อนเคยรักนวลสงวนคำ ไม่พูดไม่จา ยืนกอกระดุมรับคำสั่งอย่างเดียว มาวันนี้เธอเป็นนายใหญ่กลับแจ๋นแตก พูดพล่ามไม่ฟังใคร กรรมการท่านใดจะพูดเธอก็แทรก ตัดบท ยัดเยียดคห.ของเธอ ไปเสียหมดทุกเรื่อง ...เฮ้อ

 

สมัยผมเป็นนายเธอ ผมยังจำได้เสมอ ว่าพอผมเป็นประธานฯ  ผมจะพูดแต่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ให้เวลากรรมการพูดให้มากที่สุด ส่วนผมจด ๆ และ จด จากนั้นผมวิเคราะข้อมูลการอภิปราย สรุป นำเสนอประเด็นที่อาจเกิดขึ้นได้จากข้อสรุป แล้วให้ที่ประชุมเสนอคห. และ วนซ้ำเช่นนั้นไปหลายรอบ พอได้ข้อสรุปสุดท้าย ก็ยังไม่พอ ผมจะเอาข้อสรุปมานำเสนอต่อประชากรในองค์กรทั้งหมดอีกต่อ เพื่อให้เกิด ประชาพิจารณ์ 

 

แต่เธอนั้นหลังจากแสดงอำนาจแจ๋นๆ (ที่เธอคงภูมิใจหนักหนา)  แล้วก็สรุปแบบรวบอำนาจ ไม่ปล่อยให้มีการวิจารณ์รอบสอง สาม อะไรเลย  ส่วนประชาพิจารณ์นั้น ฝันเปียกกลางวันยังยากกว่า

 

 

เฮ้อ..โลกเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ แต่หวังว่ามันจะเป็นวัฎจักรบ้าง ที่มีขึ้นมีลง ไม่ใช่  ลง  ไปเรื่อยๆ แบบนี้

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 




Tag:

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-27 06:28:41 น. general 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มรดกของสฤษดิ์และทักษิณ..สองจอมเผด็จการไทย

มรดกของสฤษดิ์และทักษิณ..สองจอมเผด็จการไทย

 

สฤษดิ์และทักษิณ มีอะไรคล้ายกันมาก เช่น ต่างก็เป็นจอมเผด็จการ  ต่างก็มีวาทะดี  ต่างก็ฉลาด(แกมโกง)  พอกัน  จึงทำให้เป็นที่นิยมของรากหญ้าส่วนมาก  ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ และแม้แต่ชนชันปัญญาเกิน 70%  ก็ว่าได้

 

ผมได้ยินผู้ใหญ่มากหลายพูดกันอย่างชื่นชม รวมทั้งอ่าน ฟัง จากสื่อ ว่า วันนี้คิดถึงสฤษดิ์ อยากให้เขามาจัดการแบบ ปุ ๆ ให้หมด (คือยิงไอ้พวกเอี้ย ที่น่ารำคาญให้ตายเสียให้หมด)

 

และตอนนี้จากรากหญ้าถึงนักวิชาการหลากหลาย ต่างก็พากันคิดถึง ทักษิณ (ยกเว้นคนชั้นกลางส่วนใหญ่ ที่รู้ทันทักษิณกันหมดแล้ว)  ต้องการเอาทักษิณ กลับบ้าน 

 

วาทกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของสฤษดิ์คือ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว  ที่รากหญ้ายันอธิการบดีมหาลัยต่างเอามาลอกเลียนใช้  ...แต่ที่น่าประหลาดที่สุดคือ แม้นายกฯอภิสิทธิ์ในวันนี้ก็เอามาใช้กะเขาด้วย  โดยที่หาสำเหนียกกันไม่ว่า นี่มันเป็นวาทกรรมเผด็จการที่น่าขยะเขยงเป็นอย่างยิ่ง

 

ข้าพเจ้ารับผิดชอบแล้วไง เพราะข้าพเจ้านั้นอย่างมากอีก ๓๐ ปีก็ตาย แต่ชาติไทยยังต้องดำรงอยู่อีกแสนนาน ความโง่ความเลว ที่ ข้าพเจ้า ได้ทำและรับผิดชอบไว้แต่ผู้เดียวนี้มันจะช่วยอะไรได้ไหมกับการตกต่ำลำบากของคนทั้งชาติที่ข้าพเจ้าได้ก่อกรรมทำโง่ไว้

 

อย่าว่าแต่เมื่อตายแล้ว แม้ในขณะดำรงชีวิตอยู่ ของ ข้าพเจ้านั้น ก็ ข้าพเจ้ามีอำนาจล้นฟ้า แล้วใครจะมาเอาผิดกับข้าพเจ้าได้เล่า นี่มันตีหัวเข้าบ้านแท้ๆเลย

 

ส่วนทักษิณนั้นได้ฝากวลี แนวคิดที่ฮิตติดปากไว้มากหลายกว่าสฤษดิ์เสียอีก เช่น  หนึ่ง ก หนึ่ง ข  สองมาตรฐาน  อำมาตย์-ไพร่  แปลงทรัพย์สินเป็นทุน  “30 บาทรักษาทุกโรค  รวยแล้วไม่โกง    โจรกระจอก 

 

โดยเฉพาะ ๑ ก ๑ ข  (เช่น OTOP) นั้นได้ระบาดไปมากจริงๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมไทยไปแล้วก็เป็นได้ แม้ในมหาลัยเองก็ยังเลียนแบบ   แม้รัฐบาลเองที่เป็นฝ่ายตรงข้ามก็ยังเลียนแบบ เรียกว่า เกลียดตัวกินไข่ นั่นแล  (แบบไม่รู้ตัว)

 

 

ผมเองก็อยากเลียนแบบเผด็จการทั้งสองท่าน โดยโครงการที่ผมอยากเห็นได้เกิดขึ้นคือ

 

หนึ่งประเทศหนึ่งนายกฯโกงติดคุก

หนึ่งชุมนุมเผาเมืองหนึ่งแกนนำถูกประหารชีวิต

หนึ่งซื้อเสียงหนึ่งประณาม

 

ถ้ามันเกิดขึ้นได้เพราะบทความนี้ชี้นำ  ข้าพระเจ้าจะขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

 

 

 




Tag: สฤษดิ์และทักษิณ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-27 05:29:04 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การเมืองเรื่องเอเชียนเกมส์

เก็บตกเอเชียนเกมส์ (ผ่านไปถึงการเมือง) (ตอน ๒)

 

ผมเป็นคนบ้ากีฬา พอกับการเมือง เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ ดนตรี เกษตร และ สังคม รวมทั้ง ฯลฯ จึงเกิดมุมมองพิสดารงี่เง่าได้มากหลาย เอเชียนเกมส์ ซีเกมส์ โอลิมปิก บอลโลก คริกเกตชิงแชมป์โลก รักบี้ชิงแชมป์โลก ผมดูหมดแทบทุกชอท (ยกเว้นกอล์ฟ ที่กลียดอิ๋บอ๋าย เพราะเห็นว่าเป็นกีฬาที่ง่าวที่สุด เป็นกีฬาที่เน้นทักษะ 99 สมองเพียงแค่ 1 ตะกร้อตาข่าย ยังใช้สมองมากกว่าเสียอีก แต่คนจำนวนมากก็เห่อกันเหลือเกิน รวมทั้งอจ.มหาลัยจำนวนมาก)

 

ข้อ ๑๔ นี้ต่อจากข้อ ๑๓ ในบทความก่อน

 

๑๔)         ตะกร้อข้ามตาข่าย ทำอย่างไรจะชี้นำให้กลายเป็นกีฬาโลก กีฬาโอลิมปิกได้ เพระมันตื้นเต้นเร้าใจสุดๆ ต้องใช้ทั้งทักษะ ความกล้าหาญ และสมอง เป็นกีฬาที่สมบูรณ์แบบมากๆ แต่รัฐบาลไทยไม่เคยคิด หรือแม้กล้าที่จะคิดที่จะสร้างให้เป็นกีฬาโลก อย่างน้อยที่สุดเอาไปเป็นวิดีโอ ในสายการบินไทยได้ไหม (สายการบินนี้ต้องยกย่องความเป็นไทยในทุกด้าน แต่ดันไปยกย่องแต่ของต่างชาติ เช่น หนังหรั่ง อาหารหรั่ง ไวน์หรั่ง ผลไม้หรั่ง ทั้งที่ของไทยเรามีเพียบกลับไม่ส่งเสริม)

 

๑๕)         ถ้าไทยเราจัดแข่งกีฬา ผมอยากเห็นการจุดคบเพลิงด้วยการ เอาลูกตะกร้อมาจุดไฟให้ติด แล้วนักกีฬา ตีลังกาเตะตบลงไปติดกระถางไฟ รับรองเลยว่า ตะกร้อไทยไปโลกแน่ๆ

 

๑๖)         เทควันโด งี่เง่า เกาหลีเขายังชี้นำจนเป็นกีฬาโอลิมปิกส์ได้ รวมทั้งแฮนด์บอล กาบัดดี้  แต่มวยไทย ตะกร้อไทย สนุกกว่ามากๆ กลับไม่สามารถทำเป็นกีฬาโอลิมปิกส์ได้

 

๑๗)         ต่อยมวย เมื่อไรมันจะพัฒนามาเป็นการให้คะแนนด้วยเทคโนโลยี (แทนอารมณ์กรรมการ) ได้แบบเทควันโด มันง่ายจริงๆ เพียงแต่ว่าไอ้ผู้บริหารมวยส่วนใหญ่มันมักไต่เต้ามาจากพวกรากหญ้า ส่วนผู้บริหารเทควันโด ล้วนจบมหาลัยเป็นส่วนใหญ่ (นักกีฬาเทควันโดก็เช่นกัน )  ดูมวยที่ไรอารมณ์เสียทุกที เพราะกรรมการรากหญ้ามันลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (รวมทั้งเข้าข้างไทยด้วย)

 

๑๘)         ..เช่นเดียวกับกีฬาให้คะแนนอื่นๆ เช่น ยิมนาสติก แอโรบิก ว่ายน้ำพร้อม กีฬาพวกนี้ไม่น่าถือเป็นกีฬา แต่เป็นการแสดงเสียมากกว่า ควรตัดออกจากการแข่งขัน หรือ ไม่ก็แยกเหรียญเป็นสองประเภท คือกีฬาตัดสินด้วยลำดับ กับกีฬาตัดสินด้วยคะแนนกรรมการ (ถ้าเป็นแบบนี้ จีนอาจไม่ได้ที่หนึ่งในกีฬาลำดับ เพราะส่วนใหญ่ได้มาด้วยกีฬาคะแนน ยิ่งในซีเกมส์ยิ่งแล้วใหญ่ ใครเป็นเจ้าภาพก็มักได้เป็นที่หนึ่งเสมอ ..จากกีฬาคะแนน ที่เจ้าภาพบรรจุเข้าไปมาก)

 

๑๙)         กีฬาว่ายน้ำพร้อม  ..งี่เง่าสุด มันคิดกันได้ไง แล้วถ้ามีว่ายน้ำพร้อม ทำไมไม่มีวิ่งพร้อมบ้าง หรือ โดดสูงพร้อม เตะตะกร้อพร้อม จักรยานพร้อม  ว่ายน้ำนี้เหรียญมันมากเกินไปแล้ว ยังเอาว่ายน้ำพร้อม โดดน้ำ เข้ามาอีก เหรียญมันเลยมากกว่ากีฬาอื่นแบบไม่สมดุล ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่ส่วนใหญ่อยู่บนบก ไม่ได้อยู่ในน้ำ

 

๒๐)        ไทยเราหวังเป็นครัวโลก เราน่าส่งเสิรมด้วยการจัดกีฬาเกษตรแห่งโลกขึ้นเป็นครั้งแรก  เช่น ขุดดิน ขุดดินใส่ปุ้งกี๋แล้ววิ่งไปเทในระยะต่างๆ  ฟันไม้  ดำนา ตักน้ำจากบ่อแล้วเอาไปเท  เกี่ยวข้าว สีข้าวด้วยมือ ติดไฟด้วยไม้สีกัน พ่นเม็ดแตงโมไกล ....รับรองว่าจะสนุกมาก ๆ และเป็นกระแสไปทั่วโลกในที่สุด (ยังช่วยพัฒนาการเกษตรอีกด้วย มีประโยชน์กว่าเทควันโด หรือวิ่ง 100 เมตรมากนัก )

 

๒๑)        หลายๆอย่างที่แข่งกันมันไม่ใช่กีฬา แต่เป็นเกมส์ เช่น สนุกเกอร์ หมากรุก ....

ก่อนแข่งกีฬา ควรถามว่ากีฬาคืออะไร ใครรู้บ้าง  (อย่าคิดว่าง่ายนะ)

 

๒๒)       กีฬาต่อสู้ เช่น มวย เทควันโด คาราเต้ มวยปล้ำ นั้นถ้าผมมีอำนาจ ผมจะห้ามเด็ดขาด เพราะมันเป็นกีฬาที่ยั่วยุ ส่งเสริมความรุนแรง เป็นชนวนของสงคราม ซึ่งขัดต่อปรัชญากีฬาที่ส่งเสริมความสามัคคีระหว่างชนชาติ มนุษย์เรานี้แปลก ยิ่งเจริญก็ยิ่งโง่

 

๒๓)        กีฬาสถิติ (จับเวลา) นั้นมักรู้ตัวล่วงหน้าว่าใครจะชนะ (เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง พายเรือ โดดสูง )  เป็นกีฬาที่แข่งกับตัวเองเสียมากกว่า เพราะในระหว่างซ้อมก็อดทนพัฒนาไปเรื่อยทีละนิด ก็รู้ตัวล่วงหน้าว่าจะชนะหรือแพ้ แต่แม้แพ้ก็ยังมีน้ำใจลงแข่งขัน นี่สิถึงจะเป็นกีฬาอย่างแท้จริง  แต่คนไทยเราไม่สนใจกีฬาแบบนี้สักเท่าไรหรอก เพราะคิดตามไม่ทันว่ามันดีอย่างไร มันช่วยพัฒนาคน พัฒนาชาติอย่างไร  (ความมานะ อดทน ไม่ย่อท้อ ซึ่งเป็นสัมบัติพื้นฐานของการพัฒนาชาติ)

 

๒๔)        กีฬาที่รูปร่างได้เปรียบ เช่น บาส วอลเลย์ โดดสูง รักบี้ ทุ่มน้ำหนัก   ทำไมเราไม่เป็นแกนนำ ล่ารายชื่อชาติอื่นๆ ให้มีสักสามรุ่น เช่น เล็ก กลาง ใหญ่ จะทำให้เราซึ่งเป็นชาติพันธุ์เล็กกว่าฝรั่งและแขกไม่เสียเปรียบ (ไม่กล้าคิดล่ะสิ) เช่น เรือพาย เขายังมีรุ่นเล็ก และรุ่นทั่วไปเลย เพราะตัวใหญ่ได้เปรียบ (ส่วนเรือใบ และวิ่งทน ตัวเล็กกลับได้เปรียบ)  ส่วนต่อยมวย ยกน้ำหนัก มันกลับแบ่งรุ่น ซอยยิบทีเดียว

 

๒๕)        กีฬาทีม  x คน ใช้งบสูงมากในการพัฒนา แต่พอนับเหรียญกลับนับหนึ่งเท่ากับต่อยมวย ว่ายน้ำ  ทำไมไม่นับให้ x  เหรียญ

 

๒๖)        กีฬาช่วยลดยาเสพติดได้จริงหรือ (นักการเมืองของบกันมากด้วยเหตุนี้)  แต่ผม (คนที่เล่น มั่วสุม การกีฬามามาก) เห็นว่า ยิ่งส่งเสริมกีฬา ยิ่งพัฒนายาเสพติด ..ผมกินเหล้า สูบบุหรี่ พี้กัญชา ครั้งแรกก็ที่ริมลานกีฬานี่แหละ ..พวกมากลากไป ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์มารวมหัวกันเล่นกีฬา หลังจากเล่นเสร็จมันจะไปทำอะไร เพราะมันหนุ่ม พลังมาก จะให้ไปนอนแบบคนแก่ที่ชอบของบประมาณกีฬาหรือ ?

 

๒๗)        การเล่นกีฬานำสู่ยาเสพติด การดูกีฬายิ่งแล้วใหญ่ เพราะกินเบียร์ไปพลางดูไปพลางเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นไม่ว่าเล่นหรือดู กีฬามีแต่เพิ่มยาเสพติด พวกบริษัทน้ำเมามันรู้ดีมานานแล้ว ไม่งั้นมันไม่มาเป็นผู้อุปถัมป์กีฬาหรอก  ทีมบอลองค์การยาสูบยังมีได้เลย ขำกลิ้ง

 

๒๘)        เสื้อทีมชาติไทย ไม่ควรมีการโฆษณาใดๆ จากบริษัทห้างร้าน มันเป็นสัญลักษณ์ว่าประเทศเรา ถูกซื้อไปแล้ว แต่รัฐบาลไทยก็ไม่เคยมีมาตรการอะไรมารองรับ  ลองสังเกตสิทีมชาติบอลไทยแข่ง บางครั้งเสื้อทีมด้านหน้ามีรูปสัตว์สี่เท้าตัวเบ้อเร่อ ด้านหลังเป็นร้านอาหารฝรั่งแดกด่วน หน้าอกขวาเป็นสัญลักษณ์เครื่องหมายถูกของบริษัทรองเท้า  ส่วนธงชาติไทยเล็กนิดเดียว มองแทบไม่เห็น ..โอวประเทศของเรา  ลองไปดูทีมชาติอังกฤษ เยอรมันสิ ไม่มีอะไรเลย นอกจากธงชาติ ทั้งที่มีบริษัทสนับสนุนการเงินมากกว่าเรา ร้อยเท่า

 

๒๙)        จีนเป็นประเทศที่น่ากลัวที่สุด เพราะใหญ่และด้อยพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุด เช่น เมื่อก่อนจีนไม่ส่งกีฬาต่อยมวยเข้าโอลิมปิกส์ (ทำให้ผมรักจีนมากเลย) แต่ต่อมาสติแตก หวังเหรียญมาก หวังรวยตามอย่างทุนนิยม  ก็เลยส่งมวย ... ผมเคยเป็นกก. จัดแข่งกีฬามหาลัย ทุกคนอยากจัดมวยมาก แต่ผมค้านหัวชนฝา ว่าเราเป็นปัญญาชนแล้วไปจัดแข่งกีฬาแบบนี้ได้ไง ไม่น่าเชื่อว่าผมชนะ นับเป็นกีฬามหาลัยไม่กี่ครั้งที่ไม่จัดมวย แต่ที่ผมเสนอให้จัดเช่น ยิงธนู ซึ่งเป็นกีฬาปัญญาชนอย่างยิ่ง เขากลับไม่จัดให้ ปล่อยให้เกาหลีครอง 7 เหรียญทองโอลิมปิกส์ได้สบายๆ เพราะไม่ค่อยมีใครสนใจเล่นนั่นเอง (ก็เกาหลีมันฉลาด คิดได้ปานนี้ ก็สมควรแล้วที่จะเป็นชาติเจริญเร็วที่สุดได้ปานนี้)

 

๓๐)         อินเดีย ในการแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ เป็นชาติที่พัฒนาด้านกีฬามากที่สุด ครั้งก่อนๆ อินเดียจะได้ 2-3 เหรียญทอง แต่คราวนี้ฟันมากว่า 15 ทอง แซงไทยฉลุย ยักษ์หลับกำลังพลิกตัวแล้ว แต่ถ้าจีนกับอินเดีย รวยเท่าเมกาเมื่อไร โลกก็บรรลัยเมื่อนั้น เพราะจะเอาทรัพยากรที่ไหนมาป้อนแขกและเจ๊กรวยๆพวกนี้ ซึ่งมีมากเหลือกเกิน (ปล่อยให้ฝรั่งมันรวย เป็นนายเราต่อไปก็แล้วกันนิ)

 

๓๐-๑)  พอแพ้เขาก็จะจัดตั้งมหาลัยกีฬา คิดได้แต่นี้จริงๆ ถามว่าเมกา เขามีไหม แต่ทำไมเขาเก่งกีฬา โดยรัฐไม่ต้องลงทุนอะไรสักแดงเดียว แต่ของเรามีวิทยาลัยพลศักษา 30 กว่าแห่ง รร.กีฬาอีกเป็นร้อย คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่มีการสอนวิจัยระดับป.เอกอีกนับสิบ กระทรวงกีฬา ยังไม่ผลาญงบชาติโดยไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอีกหรือ จะง่าวกันไปถึงไหน

 

๓๑)         เกาหลีชาติเล็กนิดเดียว แต่ได้เหรียญทองสูงมาก ถ้าเทียบบัญญัติไตรยางศ์ตามสัดส่วนประชากรแล้ว เกาหลีคือชาติที่ได้เหรียญทองมากที่สุด ส่วนญี่ปุ่นตกไปอันดับสี่ห้า เห็นจะได้  อิหร่านอันดับสอง  ผมวิเคราะห์มานานแล้วว่าเกาหลีคือชาติที่พัฒนาเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลกนับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา (เร็วกว่าญี่ปุ่นเสียอีก) ทั้งที่เมื่อ 40 ปีก่อนเกาหลีจนกว่าไทยมาก  มาวันนี้เกาหลีเขาตระหนักว่าชาติเขาปฏิวัติเกษตร และอุตสาหกรรมมาแล้ว วันนี้เขาต้องการปฏิวัติทางชีวภาพ (ลองสังเกตสิ บริษัทเกาหลีด้านชีวภาพเริ่มรุกเข้ามาในอาเซียนขนานใหญ่) ส่วนไทยเรามีศักยภาพด้านชีวภาพมากที่สุดในโลก นักวิชาการด้านนี้ก็มีมาก (และเก่งพอควรเสียด้วย) แต่รัฐบาลไทย เจือก อยากเป็นดีทรอยด์ออฟเอเชีย เมืองไทยเมืองแฟชั่น อีเล็กทรอนิกส์ ...แผ่นดินไทยมีดีทุกอย่าง ยกเว้นนักการเมือง ไม่งั้นเป็นมหาอำนาจโลกไปแล้ว

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๖ พย. ๕๓)

 




Tag: เอเชียนเกมส์

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-27 04:57:21 น. general,การเมือง,กีฬา,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,เกมส์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

13 ข้อเก็บตกส่งท้ายเอเชียนเกมส์ ๑๖

13 ข้อเก็บตกส่งท้ายเอเชียนเกมส์ ๑๖

 

1)      นักกีฬายอดเยี่ยมตกเป็นของเทควันโด ทั้งที่การแข่งขันยังไม่จบเลย  ..ที่นี่เมืองไทย อะไรประหลาดๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ แต่ถ้ารอถึงวันศุกร์นี้ ผมคิดว่าต้องยกนิ้วให้ 4x100 หญิงไทยเสียมากกว่า

2)      แต่ 4x100 หญิงไทย ที่เราเก่งมานานแล้ว ผมว่าก็ยังเป็นรอง 3 ทองไทยจากกีฬาเรือใบ ที่เป็นลูกเมียน้อย ที่อุตส่าห์ได้ตั้งสามทอง แต่ไม่มีการถ่ายทอด (ไม่ว่าสดหรือแห้ง) ให้ชมกันแม้แต่วินาทีเดียว ...บัดซบแท้ๆ

3)      นักกีฬาที่น่าชมเชยมากๆ คือ เขย่งก้าวกระโดด หญิงไทย ที่ได้เหรียญทองแดง เพราะกีฬาแบบนี้ ที่ไม่เป็นที่นิยม เรามักติดอันดับท้ายๆ เสมอ นี่เป็นกีฬาที่มีการพัฒนามากที่สุดในประเทศเลยก็ว่าได้ ขอชมเชยด้วยใจจริง

4)      จักรยานหญิง ที่ได้เหรียญทองแดง  สองเหรียญ ก็ไม่มีใครสนใจดู (หรือถ่ายทอด) โดยเฉพาะสองเหรียญประเภทถนนและในโดม เป็นคนเดียวกันอีกต่างหาก

5)      กระโดดสูงหญิง ก็เกือบได้เหรียญแน่ะ ทั้งที่ตัวเตี้ยกว่าชาติอื่นๆมาก แถมโดดไปยิ้มไป แบบยิ้มสยามอีกต่างหาก (ทำได้ไง...ความสามารถเฉพาะหญิงไทยจริงๆ ในขณะที่ชาติอื่นทำแต่หน้าเครียด)

6)      พุ่งแหลนหญิง ที่เคยได้เหรียญจากโดฮา อย่างเหลือเชื่อ หายไปไหน สื่อไทยไม่เคยตามข่าว เอามาเล่าเลย ..สื่อไทยเรานี้น่าได้เหรียญทองสื่องี่เง่าที่สุดในเอเชีย

7)      ไทยเราเก่งกีฬาต่อสู้ เช่น เทควันโด มวย แต่ทำไม มวยปล้ำ คาราเต้ ไม่ติดฝุ่น ในขณะที่มาเลย์ได้เหรียญทองคาราเต้สองเหรียญแน่ะ ทั้งที่เป็นแขก แต่ดันเก่งกีฬาญี่ปุ่น

8)      ว่ายน้ำไม่ได้สักเหรียญ (แม้ทองแดง) ผู้บริหารควรพิจารณาตนเองได้แล้ว

9)      ตะกร้อทำแต้มได้ ทำไมต้องไปเย้ยหยันคู่ต่อสู้ด้วย ...มารยาททราม ขายหน้าชาติจริงๆ

10)  กอล์ฟชายไทยเรา หนึ่งในเอเชีย แต่ทำไมไม่ได้สักเหรียญ  (เป็นกีฬาที่ผมเกลียดที่สุด แต่ก็อดคิดถึงเสียไม่ได้)

11)  กีฬาไทยแข่งจำนวนมาก ไม่เคยถ่ายทอดให้ชมเลย เช่น  วูซู คาราเต้ (ได้เหรียญทองแดง ด้วยนะ) ฟันดาบ สนุกเกอร์ ซอฟต์เทนนิส สควอต แต่ที่ถ่ายมากที่สุดคือ วอลเลย์ชายหาด ทั้งที่ได้มาแค่เหรียญทองแดงเดียวเท่านั้น ..ประหลาดสุดๆ ประเทศไทย

12)  มวยหญิงไทยชิงแชมป์กับจีน เราตัวเตี้ยมาก ส่วนจีนตัวสูงใหญ่กว่าเรามาก โคชกลับไม่แก้เกมส์อะไรเลย ปล่อยให้ต่อยแบบตรงๆ เป็นผม จะให้วนต่อย ซึ่งทำให้คนตัวเตี้ยได้เปรียบ เพราะคนตัวสูงมันเก้งก้าง วนตัวได้ช้า ถ้าเขาไม่วนตามแล้วจะต่อยเขาก็ต้องต่อยเป็นวงโค้ง ซึ่งโค้งเขายาวกว่าก็ต่อยได้ช้ากว่าเรา ...เราเล็กกว่า ไม่ได้หมายความว่าสมองเราจะเล็กไปด้วยนะ (ดูแล้วเซ็งจริงๆ ถ้าผมมีอำนาจ ผมสั่งปลดโคชมวยทันที)

13)  รัฐบาลไทยไร้โดยสิ้นเชิงซึ่งยุทธศาสตร์การถ่ายทำ  ปล่อยไปให้ถ่ายทำแบบโหลยโท่ยงั้นๆ  ทั้งที่มันจะช่วยหลอมรวมไทยหลากหลายสีเสื้อได้มาก  (ถ้ารัฐบาลโง่เสียแล้ว ชาติจะเจริญได้อย่างไร)

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๖ พย ๕๓)

 

 

 




Tag: เอเชียนเกมส์ (เก็บตก)

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-27 02:25:14 น. general,กีฬา 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

คนไทยควรได้ข้อคิดอะไรบ้างใน..วันแห่งการยุติความรุนแรงต่อสตรี

คนไทยควรได้ข้อคิดอะไรบ้างใน..วันแห่งการยุติความรุนแรงต่อสตรี

 

 

 

วันนี้ ๒๕ พย. ๕๓ เป็นวันแห่งการยุติความรุนแรงต่อสตรี  ทราบว่ามันเริ่มต้นมาจากการฆาตกรรมสามพี่น้องสตรีพร้อมๆกันเมื่อนานมาแล้ว จนสหประชาชาติสะเทือนใจ ตั้งให้เป็นวันพิเศษมาจนถึงวันนี้

 

ทำให้ระลึกได้ว่า เมื่อสักสองเดือนผ่านมานี้ ผมได้เสนอรัฐบาลไทยให้จัดการเพื่อให้เกิดการจัดตั้งวัน (ทำนองว่า) ยุติความรุนแรงทางศาสนา แต่ไร้ผลโดยสิ้นเชิง

 

มันมีต้นเหตุมาจากการที่คนไทยพุทธ  4 คนถูกฆ่าอย่างทารุณด้วยโจรมุสลิม ที่จ. นราธิวาส โดยที่ศพทั้งสี่ อยู่ในท่าหมอบกราบขอชีวิต ..ฆาตกรรมสุดสยองนี้มีจุดประสงค์เพื่อไล่ให้คนไทยพุทธชุดสุดท้ายกลัวตาย จนหนีออกไป เพื่อพวกเขาจะได้เป็นหมู่บ้านมุสลิมบริสุทธิ์  (ไม่ต่างอะไรกับฮิตเลอร์ที่ฆ่ายิวไปหลายล้านเพื่อให้เยอรมันเป็นอารยันบริสุทธิ์ เริ่มต้นมันก็ฆ่าสองสามคน พอไม่มีใครออกเสียงต่อต้าน มันก็ฆ่ามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอีกหน่อยโจรมุสลิมมันก็คงฆ่าชาวพุทธมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอน ผมขอทำนาย)

 

 

ผมส่งบทความรณรงค์ดังกล่าว ออกไปหาคนประมาณ 200 คน ล้วนเป็นผู้นำในสังคมไทย ปรากฏว่าผมไม่ได้รับคำตอบเลย (ยกเว้นท่าน สว. ทหารเรือเก่ารุ่นพี่ผมเพียงฉบับเดียว)  ส่วนที่ส่งไปในเว็บสนทนาต่างๆ ปรากฏได้รับแต่เสียงด่า หาว่าผมเป็นคนคลั่งศาสนาไปเสียอีก  (พวกนี้ควรถูกฆ่าแทน 4 คนนั่นคงจะดี) ...ทั้งที่ผมเขียน พูดมาตลอดว่าผมนั้นเป็นคน ไม่มีศาสนา (ทั้งนี้เนื่องจากผมเป็นพุทธ)  (อ่านแล้วรับรองว่าส่วนมากไม่เข้าในหรอก)

 

 

ในบทความดังกล่าว ผมได้เสนอให้รัฐบาลไทย จัดสร้าง อนุสาวรีย์แห่งความรักระหว่างศาสนา  ขึ้น ณ พื้นที่บ้านหลังนั้น และประกาศวันตายนั้นให้เป็น วันแห่งความรักระหว่างศาสนาแห่งชาติ    จากนั้นส่งสาส์นไปทั่วโลก เพื่อให้เป็นวันแห่งความรักระหว่างศาสนาสากลแห่งโลกในที่สุด

 

แต่ไม่มีใครสนใจ

 

ผมว่ามันจะช่วยโลกได้มาก จะช่วยชีวิตคนได้หลายล้าน หรือ อาจหลายร้อยล้านก็เป็นได้  เท่ากับว่าคนไทยพุทธเราสี่คน ไม่ตายเปล่า วิญญาณท่านคงมีความสุขตามอัตภาพ  ที่ได้ช่วยให้คนหลายล้าน หรือ หลายร้อยล้านได้รอดชีวิตจากความรุนแรงทางศาสนา (เมื่อก่อนถล่มตึกเวิลเทรดที่นิวยอร์ค ต่อไปอาจเป็นตึกสูงในไทยก็เป็นได้ แล้วพวกเขาก็อ้างว่า มันเป็นการกระทำของคนเพียงกลุ่มน้อย พวกเราส่วนใหญ่ รักสันติ )

 

คนไทยเรานี้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ประหลาดที่สุดในโลกเท่าที่ผมเคยเห็นมา เพื่อนร่วมชาติร่วมศาสนาถูกฆ่าตายเป็นเบือ ก็ไม่ทุกข์ร้อน ..ลองคิดในทางกลับกันสิ..ถ้าคนไทยพุทธเราในมาเลเซียไปฆ่ามุสลิมตายสี่คนในท่าคุกเข่าขอชีวิต ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

ดูเหมือนว่าคนไทยเราช่างอหิงสาจริงๆ  แต่ดูให้ชัดมันอหิงสาแบบควาย ที่ไม่ทุกร้อนอะไร  หรือดูให้ชัดที่สุดมันต่ำกว่าควายเสียอีก เพราะควายนั้นเวลาพวกมันถูกเสือมาตะปบกินมันยังโกรธบ้าง ..ยังเอาเขาไปไล่ชนจนเสือก็ต้องวิ่งหนีบ้างก็มี  (หลักฐานมีให้เห็นในวิดิโอของ national geographic ..เคยดูกันบ้างไหม)  นี่คนแท้ๆ ไม่สนใจอะไรเลย พอมีคนเขาสนใจบ้างก็ไปหาว่าเขาเป็น ควาย ไปเสียอีก

 

คนไทยเรา น่ารักมาก เพราะอะไรๆ ก็ ไม่เป็นไร แต่ผมว่ามันเป็น ไร แน่ๆ เพราะถ้ายังมีพฤติกรรมเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงเป็นได้แค่เพียง ไรเท่านั้นเอง  เช่น ไรน้ำ ที่เป็นอาหารของเต่าปูปลาเท่านั้นแหละ (เท่ากับบัวเหล่าที่สี่ไม่มีผิด)

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

 




Tag: คนพุทธถูกฆ่า

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-25 18:55:23 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

รวมเขต.แบ่งเขต (ขอไม่เอาทั้งสองอย่าง)

 

การเลือกตั้งแบบรวมเขต/แบ่งเขต….ข้อดีข้อเสีย (ที่ท่านอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือถ้าได้ยินก็จากผมนี่แหละ..ที่พูดมานานแล้ว ตั้งแต่ก่อนยกร่างรธน. ๕๐) 

 

 

 

ปชช. และ นักวิชาการส่วนมากมักคิดกันไปว่าการเลือกตั้งแบบรวมเขต (ที่ปชช. หนึ่งคนเลือกได้มากกว่าหนึ่งเบอร์) จะช่วยลดการซื้อเสียง เพราะเขตใหญ่ขึ้นจะทำให้ซื้อเสียงได้ยากขึ้น เพราะต้องใช้เงินซื้อเสียงมากขึ้น ส่วนผมได้คิดมานานก่อนรธน. ๕๐ แล้วว่ามันเป็น  ตรงข้าม  ผมเห็นว่าเขตใหญ่ต่างหากที่ซื้อเสียงได้ง่ายกว่าเขตเล็ก...เพราะ

 

 

1)       พวกโจรเลือกตั้งที่อยู่ก๊กเดียวกันนั้น ไม่ว่ารวมเขตหรือแบ่งเขต มันก็ซื้อเสียงอยู่แล้ว พอรวมเขต มันก็ซื้อเสียงในเขตของมัน ไม่ได้ใช้ เงินเพิ่มแต่อย่างใด มันเพียงแต่บอกคนขายเสียงในเขตของมันว่า รับเงินแล้วช่วยกาสามเบอร์เลยนะ  (กาสามกับกาหนึ่งเบอร์มันไม่ได้เหนื่อยอะไรหนักหนา พอที่จะเอามาอ้างขอเงินเพิ่มได้หรอก)  ดังนั้นคะแนนเสียงของพวกมันแต่ละคนก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล ..โดยเฉลี่ยก็มากขึ้นประมาณ 3 เท่ากว่าในระบบแบ่งเขต

 

 

2)       ส่วนคนดีที่ไม่ซื้อเสียงเล่า ..คะแนนจะได้เท่าเดิม เพราะเมื่อก่อนเขตเล็กสามารถ เดินหาเสียงตามบ้านได้ 5000 หลังคาเรือนก็พอเดินไหว แต่ถ้าเขตใหญ่ก็เดินไม่ไหว ไอ้เงินจะไปทำแผ่นพับใบปลิวทั้งสามเขตก็มีไม่พออีกต่างหาก

 

 

3)       ดังนั้นเมื่อตอนแบ่งเขตอาจเลือกได้โจรชั่ว 2 ตน ได้คนดีอีก 1 คน แต่พอรวมเขต (เช่น เขตเดียวสามเบอร์) คนดีที่เคยชนะก็จะแพ้ เพราะคนชั่วในเขตนั้น ที่มันเคยแพ้ มันกลับได้คะแนนเพิ่มขึ้นมากสามเท่าจากการซื้อเสียงรวมเขตดังกล่าวแล้ว

 

 

วิธีที่อาจดีกว่าแบ่งเขตเสียอีก ที่ผมขอเสนอ คือ  รวมเขต..แต่ให้เลือกได้คนเดียวเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีข้อดีกว่าแบ่งเขตคือ

 

 

1)       เมื่อแต่ละคนเลือกได้เบอร์เดียว ดังนั้นไอ้พวกโจรชั่วมันจะตัดคะแนนเสียงกันเอง ทำให้ไอ้คนชั่วที่สุดมีคะแนนนำโด่ง ส่วนไอ้โจรอีกสองตัวถูกตัดคะแนนไปหมด

 

 

2)       ส่วนคนดีในสองเขตที่เหลือ เมื่อก่อนที่แบ่งเขต..แล้วแพ้ ก็อาจจะกลับกลายมาเป็นชนะ (เพราะไอ้โจรชั่วถูกหัวหน้าโจรในเขตที่รวมแล้วแย่งคะแนนไปหมด)

 

 

3)       วิธีนี้ยังสอดคล้องกับหลักการ วันแมนวันโหวตอีกด้วย ถ้าให้เลือกได้มากกว่าหนึ่งเบอร์ แสดงว่าปชช. บางเขต มีสิทธิ์โหวต ได้มากกว่า ปชช.ในบางเขต  นี่มันหลักการปชต. มั่วๆประสาไทยเราอีกแล้ว

 

 

4)       ที่แน่ๆ มันจะทำให้เราได้คนดีเข้าสภามากขึ้นกว่าเดิม กว่าวิธีแบ่งเขต และกว่าวิธีแบบรวมเขตแบบหลายเบอร์มากๆ

 

 

และบัดนี้ กำลังมีคนขมองใส (จนอาจใสกว่าสมองที่เป็นวุ้นไปแล้ว)  ที่เสนอให้ลดสส.พื้นที่ แล้วให้เพิ่มสส.สัดส่วน โดยอ้างกันแบบเบลอๆ ไร้หลักฐานว่าว่า สส.สัดส่วน สะท้อนภาพรวมของประเทศได้ดีกว่า

 

 

1)       อ้าว...ถ้างั้นก็ยกเลิกสส.พื้นที่ให้หมดเลยดีไหม แล้วปรับมาเป็น สส.สัดส่วน 500 ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย  เรียกว่า รวมเขตประเทศไทยไปเลย

 

 

2)       พวกนักทฤษฎี (หรือกินตามน้ำ) ไม่เคยตระหนักบ้างเลยหรือว่า แค่ให้เลือกสส. ปกติ ปชช. ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้แล้วว่า เลือกไปทำไม (ไม่เชื่อลองไปทำโพลดูสิ รับรองว่าเกิน 50% จะตอบว่าเลือกไปเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ของเขตเลือกตั้ง) แล้วนี่ยังจะมาสร้างความสับสนให้ปชช.รากหญ้าตาดำๆ ด้วยการไปลอกระบบ สส.สัดส่วนฝรั่งยุโรปบางชาติมาใช้อีก ..มันง่าวจาวตาลจริงๆ

 

 

3)       ทางที่ดี เลิกมันทั้งสองระบบนั่นแหละ ...ปฏิวัติดีที่สุด  (แต่อย่าให้เสียของแบบก่อนๆ ก็แล้วกัน เราต้องการผู้นำปฏิวัติปัญญาชน ที่รู้รอบ และมีจิตวิญญาณปชต. มาพลิกฟื้นผืนดินนี้ ขจัดวัชพืชการเมืองออกไปให้หมด ไม่งั้นแผ่นดินนี้มันจะไม่มีอะไรเหลือนอกจาก วัชพืช ควาย และ เสือ เท่านั้น)

 

 

ลองคิดดูนะครับ

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

 




Tag: รวมเขต, แบ่งเขต

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-23 20:31:17 น. general,การเมือง 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ความห่วยของการบริหารกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์ (๔)

วันนี้เอเชียนเกมส์ครั้งที่ ๑๖ เริ่มถ่ายทอดกรีฑา ดูการถ่ายทอดสดแล้ว ก็ให้เกิดอาการอารมณ์
เสียอีกตามเคย

1)   ประเทศที่เข้าแข่งขัน เท่าที่อ่านเห็นได้จากหน้าอกเสื้อ ดูเหมือนมีเพียงสาม
ประเทศคือ China Japan และ Samsung ส่วนไทยเรามองไม่เห็นชื่อประเทศ แม้แต่ธงชาติ  
เพราะถูกป้ายหมายเลข และซัมซุงปิดบังเสียหมด นี่แสดงว่าเสียเงินไปแข่งนานาชาติมาหลาย
สิบปี แต่ไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย ...ง่าวจริงๆ ทั้งที่มีกระทรวงกีฬาดูแล


2)   พวกแขกอาหรับ ขี้โกงมากๆ เอาแต่นักกีฬาโอนสัญชาติจากอัฟริกามาแข่ง เอา
เงินน้ำมันซื้อมา โดยเฉพาะการ์ตาร์ ซาอุ บาห์เรน (ประเทศหลังนี้ลงโฆษณาในไทม์มาอย่าง
ต่อเนื่องว่าเป็นประเทศที่โปร่งใสที่สุดในตะวันออกกลาง)


3)   การถ่ายทอดของจีน ห่วยแตกมากๆ มาตรฐานต่ำกว่าซีเกมส์ของลาวเสียอีก เช่น
ตอนวิ่ง 100 เมตร ไม่ถ่ายซูมให้เห็นหน้านักกีฬาทุกคนที่ลงแข่งขัน ถ่ายแต่เฉพาะชาติตนเอง
และชาติอื่นที่คิดว่าเป็นตัวเต็ง   (หน้าเว็บไซต์ ก็ห่วยแตกมากๆ ห่วยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา การ
ใช้ภาษาอังกฤษก็ตลกขบขันอีกต่างหาก เช่น Korea wins Japan 3-0  (นี่มันแปลสำนวนจีน
เป็นอังกฤษชัดๆ)

4)   นักพากย์ไทยห่วยแตกที่สุด (และห่วยแบบนี้มาทุกยุคสมัย) เช่น แข่ง 100 เมตร
นักกีฬาเข้าลู่ ก็ไม่พากย์บอกว่านักกีฬาไทยคือใคร อยู่ลู่ไหน เราคนดูเอาตาเล็งดูที่หน้าจอก็รู้
ว่าอยู่ลู่ 7  พอเข้าเส้นชัยก็พากย์ผิด เช่นบอกว่านักกีฬาไทยเข้าที่สอง เรามองด้วยตาเปล่าก็
เห็นว่าไม่สามก็สี่เพราะเบียดกันมาแบบต้องถ่ายรุป สุดท้ายผลออกมาเข้าที่สี่


5)   การพากย์กีฬาแบบนี้มันแสดงออกถึงวัฒนธรรมไทยจริงๆ ว่า ตื้นเขิน เช่น ดู
วอลเลย์ 2 ชม ตะกร้ออีก 3 ชม. ไม่เคยได้ยินนักพากย์ไทยมันอธิบายแทคติคการเล่น หรือ
การทำคะแนนอะไรเลยแม้สักครั้ง  ได้ยินแต่ว่า “โอ..ตบดีจริงๆเลยครับ “  “อื้อฮือ ลูกนี้ฝีมือ
ล้วนๆ”  มันตื้นกันได้แค่นี้จริงๆ ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมการเมืองไทยจึงเป็นเช่นนี้ เพราะ
คนไทยเราเลือกกันเพียงแค่ตื้นๆเพราะว่า “เขาเป็นคนดีนะ”  โดยดีอย่างไร หรือมีหลักฐาน
ไหม ก็ไม่สนใจในรายละเอียด

6) หนึ่งวันผ่านมา ก็ยังไม่มีรีเพล์ เรื่อใบ สามเหรียญทองให้ดู แม้สักวินาทีเดียว
7) โฆษณาคั่นรายการ ก็แสนน่าเบื่อ มันจะยัดเยียดให้เราดู ไอ้เวิลด์แก๊ส เอาคนมาเป่าปากให้
เราดูสักกี่พันครั้ง และ ยังไอ้โหรดูดวง อีกสองเจ้า (โห..ม้นรวยขนาดมาสปอนเซอร์รายการ
แบบนี้แล้วเหรอ ถึงว่านักกีฬาหลายคนมันอวดอย่างไม่อายว่ามันไปเซ่นเจ้ามาถึงได้เหรียญ
ทอง)

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)




Tag: เอเชียนเกมส์

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-21 17:58:03 น. general,กีฬา 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

เงินอัดฉีดนักกีฬาคือยาวิเศษ

เงินอัดฉีดนักกีฬาคือยาวิเศษ

 

ไทยเราทำวันนี้ได้ 6 เหรียญทองจากเอเชียนเกมส์  เป็นกีฬาประเภททีมเสียสองคือ เซปัคตะกร้อ กีฬาเดี่ยวอีกอีก 4 คือ เรือใบ 3 และเทควันโด 1 ทั้งหมดนี้จะได้รับเงินอัดฉีดเหรียญทองคนละ 1 ล้านบาท รวมเป็น 28  ล้านบาท ยังไม่นับเงินอัดฉีดจากสมาคมและอื่นๆ

 

เรียกได้ว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยวันนี้อาจเป็นเศรษฐีย่อมๆได้เลยแหละ เช่นใน 4 ปีจะมีแข่งอาเซียนเกมส์ 2 ครั้ง เอเชียนเกมส์หนึ่งครั้ง โอลิมปิกส์  ชิงแชมป์โลก ถ้ารับครั้งละล้าน ใน 4 ปีอาจได้ถึง 10 ล้านได้สบายๆ  ส่วนคนที่ไม่ได้เหรียญก็ไม่ได้เลยสักสลึง  ซึ่งนักกีฬา ส่วนใหญ่ 90% ก็ไม่ได้เหรียญกันหรอก

 

ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งต่อนักกีฬาที่ไม่ได้เหรียญ จะหาว่าเขาเล่นไม่เก่งก็ไม่ได้ เพราะการติดทีมชาติแสดงว่าฝึกฝนเล่นมาจนเก่งที่สุดในประเทศแล้ว จนได้ไปเป็นตัวแทนชาติไทย การแข่งขันที่ไม่ได้เหรียญนั้นอาจเป็นความผิดของโคช การจัดการ ขาดความนิยมหรือการขาดเงินในการเดินทางฝึกซ้อม (ขาดสปอนเซอร์ภายนอก)

 

ส่วนคนที่ได้เงินนั้นบางกีฬาก็ได้ง่ายกว่าปกติ เช่น ตะกร้อ ซึ่งเป็นกีฬาที่นิยมในไทย แต่ไม่นิยมในชาติอื่น เราก็เลยได้เหรียญง่ายกว่าปกติ  สำหรับทุ่มน้ำหนัก ว่ายน้ำ ไตรกรีฑา จักรยาน นั้นยากที่เราจะได้เหรียญในระดับเอเชียนเกมส์  ทั้งที่นักกีฬาอาจทุ่มเทซ้อมหนักมากกว่าพวกนักกีฬาตะกร้อเสียอีก

 

การให้เงินอัดฉีดนี้นอกจากมันจะไม่ยุติธรรมแล้ว ยังดูไม่ดี เพราะมันขัดต่ออุดมคติของน้ำใจนักกีฬานั่นเอง  ที่เรามาแข่งกันก็เพื่อสมานสามัคคีระหว่างชาติ เพื่อทดสอบความสามารถของมนุษย์และแสดงน้ำใจนักกีฬาต่อกัน 

 

เพื่อให้มันดูดีขึ้น ผมใคร่ขอเสนอให้ปรับแนวทางการให้เงินเสียใหม่ คือ ให้เป็นเครดิทต่อนักกีฬา ตามจำนวนครั้งและระดับการแข่งขันที่ทำหน้าที่เป็นทีมชาติ

 

เครดิทเหล่านี้สามารถเบิกใช้ได้ในเรื่องของการศึกษา  การเจ็บป่วย (ของตนและพ่อแม่) การยังชีพในกรณีตกงาน (โดยจ่ายให้เป็นเดือนๆ ไม่ใช่ให้เป็นก้อนแล้วเอาไปถลุงเล่นการพนันหมดในปีเดียว เช่นที่ได้ยินบ่อยๆ สำหรับนักกีฬาบางคน)   หรือ อื่นๆ ตามแต่จะตกลงกัน  โดยนักกีฬาทุกคนได้เครดิตนี้เท่ากัน ส่วนผู้ชนะเหรียญรางวัลถ้าจะให้มีโบนัสพิเศษเพิ่ม ควรหักครึ่งหนึ่งเอามาเข้ากองทุนรวมของนักกีฬาทั้งหมด (ส่วนจะเอาไปทำอะไรนั้นก็สุดแล้วแต่จะตกลงกัน)

 

สวัสดิการทางเลือกแทนการให้เงินที่ควรคิดกันคือ การประกันด้านการศึกษาและการทำงาน โดยนักกีฬาทีมชาติทุกคนจะได้รับเข้าศึกษาในมหาลัยของรัฐตามโควตาที่กำหนด สำหรับคนที่เลือกไม่เรียน ก็ได้รับการประกันเข้าทำงานในองค์กรของรัฐ  อย่างนี้เรียกว่า วินวิน นักกีฬาก็ได้รัฐก็ได้  ส่วนคนที่มีงานทำอยู่แล้ว อาจให้ได้สองขั้นในปีนั้น  คนที่มีที่เรียนอยู่แล้วก็ได้รับการประกันงานเมื่อจบ คนที่ได้หลายเหรียญสะสมและกำลังเรียนอยู่ ก็ให้เพิ่มขั้นเงินเดือนทันทีที่บรรจุเป็นต้น  หรือในส่วนเกินนี้อาจให้เป็นเงินสะสมสำหรับรักษาพยาบาลตนและพ่อแม่ก็ได้

 

กีฬาเป็นยาวิเศษ แต่ไม่ควรกินครั้งเดียวหมดแผงนะ  ครั้งละเม็ดหลังอาหารก็พอแล้ว

 

..สองชาติ ใจเต็ม  (๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 




Tag: กีฬาคือยาวิเศษ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-21 12:11:35 น. general,กีฬา,ชีวิต-สังคม 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

เอเชียนเกมส์..ภาพสะท้อนความง่าวรัฐบาล

ภาพสะท้อนมันสมองรัฐบาลไทยจากการถ่ายทอดเอเชียนเกมส์  (หรือ ทำไม่ฝรั่งเจริญกว่า
ไทย ตอนที่ ๒๔)

วันนี้ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ วันกลางแข่งเอเชียนเกมส์ครั้งที่ ๑๖ พอดี โอ้โฮ รัฐบาลไทยลง
ทุนหนัก ถ่ายทอดถึงสองช่องพร้อมๆ กัน

แต่ดันง่าว ไปถ่ายทอดกีฬาเดียวกันพร้อมกันทั้งสองช่อง โดยเฉพาะตะกร้อหญิง-ชาย แบบทีม
ชุด ที่ใช้เวลามากเหลือเกิน (รวมกันแล้วประมาณ 6 ชม.)  ก็ดีใจด้วยที่ได้ทั้งสองเหรียญทอง
จากตะกร้อ แต่น่าสังเกตว่าเป็นกีฬาที่ใช้เวลาถ่ายทอดต่อเหรียญมากที่สุดในโลกก็ว่าได้  

แต่ในระหว่างการถ่ายทอดนั้นไทยมีลุ้นทองหลายเหรียญจากหลายกีฬา เช่น บิลเลียร์ด เรือ
ใบ มวย เทควันโด   โดยเฉพาะเรือใบกวาดไปถึงสามเหรียญทอง แต่ไม่มีการถ่ายทอดสด
(หรือแม้แต่แห้ง) เลยแม้แต่วินาทีเดียว  

มันจะตัดภาพให้เราไปดูสดๆ สัก 10 วินาทีในขณะที่เรือใบไทยเข้าเส้นชัยไม่ได้เลย ใจคอจะ
ไม่ให้คนที่เขาทำเหรียญทองสร้างชื่อให้ประเทศได้มีโอกาสออกหน้าจอทีวีสักวินาทีเลยหรือ
ในขณะที่บางคนได้ออกหกชม.

หรือว่านายกฯอภิสิทธิ์ไม่ถูกเส้นกับผจก.ทีมเรือใบ  (มันชวนให้เดาไปแบบนั้นได้เหมือนกัน
นะ)  ผจก.การถ่ายทอดเลยไม่กล้าถ่ายทอด เพราะกลัวถูกปลด

โดยเฉพาะกีฬาเรือใบนั้นเป็นกีฬาเทคนิค การได้เหรียญกีฬากระเภทนี้ถือเป็นเกียรติยศอย่าง
ยิ่งต่อชาติ  เพราะแสดงว่าคนไทยเรามีสมองดี ไม่ใช่มีแต่กำลังหรือความบ้า เหมือนกีฬาอีก
หลายประเภทที่คนไทยนิยมกันหนักหนา   แต่อนิจจา ...รัฐบาลไทยกลับง่าว จนมองไม่เห็น
ประโยชน์อะไรจากการณ์นี้เลย

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งสอนนศ. ไปหยกๆ ในวิชา “โรงจักรต้นกำลัง” (power plant engineering)
โดยผมนำเข้าสู่การสอนด้วยการโม้เรื่องกีฬาเรือใบ ...ว่า หลักการในการสร้างกำลังของเครื่อง
ยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ที่แสนสุดยอด ..ที่แม้จีนอินเดียที่ส่งดาวเทียมได้ และสร้างนิวเคลียร์ได้
แต่กลับไม่สามารถสร้างเครื่องยนต์แก๊สเทอร์ไบน์ได้ เพราะเทคโนโลยีไม่ถึง แต่หลักการดัง
กล่าวก็ไม่ต่างอะไรกับหลักการของการขับเคลื่อนเรือใบ  (ก็ผมมันเพื้ยน..เชื่อมโยงอะไรที่ดู
เหมือนคนละเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกันได้เสมอ)

ผมสรุปต่อไปว่า ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้นถึงจะได้เหรียญรางวัลในกีฬาประเภทนี้
เพราะต้องการสมอง ในการคำนวณสูงมาก ผมทำนายว่าชาติไทยเรามีลุ้นในกีฬาประเภทนี้ แต่
คงต้องแข่งกับเกาหลี ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ประเทศรวยๆทั้งหลาย ถ้าได้สักเหรียญก็เก่งแล้ว นี่
ฟาดมาสามเหรียญทอง ..บ้าไปแล้ว

จากนั้นผมเขียนไดอะแกรมแสดงการเกิดแรงในใบของเรือใบ นำเข้าสู่สมการแคลคูลัส  
คำนวณหามุมลมที่ดีที่สุด และ ฯลฯ

การไม่ถ่ายทอดกีฬานี้ ทั้งที่ได้สามเหรียญทอง เราจะโทษใครดี นอกจากความห่วยแตก และ
ด้อยพัฒนาของรัฐบาลไทย ที่บริหารการถ่ายทอดครั้งนี้  

เมื่อ 20 ปีก่อนผมดูสรอ. เขาถ่ายทอดกีฬาโอลิมปิกส์ โอโฮ มันเหนือชั้นจริงๆ ก่อนแข่ง มันเอา
ประวัตินักกีฬามาแจง ว่าเป็นใครมาจากไหน พร้อมคำสัมภาษณ์ ละเอียด จากนั้นมันอธิบายวิธี
การเล่น การทำคะแนนให้ได้ดีต้องทำอย่างไร บางทีมีกราฟฟิคมาแสดงด้วย คนพากย์มันก็มี
ความรู้ในกีฬานั้นๆดีมาก บางทีมันรีเพลย์ แล้วมันยังเอามาเขียนเป็นไดอะแกรมลงกระดาน ว่า
ควรทำแบบนั้นแบบนี้ เป็นการช่วยพัฒนาสมองคนดูไปด้วย  ถ้าเป็นการถ่ายทอดยาวกีฬายอด
นิยมเช่นบาสเกตบอล ว่ายน้ำ กรีฑา  พอมีกีฬาอื่นๆที่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมที่กำลังจะแข่ง (แม้ไม่
ใช่รอบชิง)  เช่น ขว้างค้อน ยกน้ำหนัก มันก็จะตัดภาพไปให้เราได้ชม สักแว็บก็ยังดี ว่าชนะ
หรือแพ้อย่างไร ไม่มีพลาดสักรายการ ส่วนไอ้ที่กำลังชิงเหรียญทองนั้น ไม่ว่ากีฬาจะไม่เป็นที่
นิยมอย่างไรมันต้องถ่ายทอดอยู่แล้ว ถ้าไม่ถ่ายทอดเชื่อว่าผจก.รายการโดนปลดแน่ๆ

กลับมาของเรา ไอ้ที่ถ่ายทอดยาวยืด  ก็ง่าวสุดๆ  คนพากย์ไม่มีความรู้ และไม่อธิบายวิธีการดู
การทำคะแนนให้ผู้ชมทราบ เช่น เทควันโด เตะยังไงได้แต้ม  ฝ่าเท้าเข้าอก ส้นเท้าเข้าสีข้าง
มันไม่มีอธิบายอะไรเลย ง่าวจริงๆ


ผมไม่อยากโทษคนพากย์หรอก แท้จริงแล้วต้องโทษรัฐบาล ที่ไม่กำหนดนโยบายในการ
ดำเนินรายการ ก็น่าคิดว่า..ขนาดบริหารการถ่ายทอดกีฬาง่ายๆให้ดียังทำไม่ได้ แล้วจะไป
บริหารประเทศที่แสนสลับซับซ้อนเพื่อแข่งกับชาวโลกเขาได้อย่างไร

รัฐบาลนี้แสนโชคดี ที่มีสถานการณ์มาช่วยกู้วิกฤตการเมืองถึงสามครั้งแล้วคือ ซีเกมส์ลาว น้ำ
ท่วมใหญ่ และเอเชียนเกมส์  แต่พวกเขากลับก็ไม่ฉกฉวยโอกาสมาสร้างความปรองดองใน
ประเทศ โดยเฉพาะกีฬาระหว่างประเทศนั้นเปรียบเสมือนการทำสงครามที่มีศัตรูร่วม ที่สามารถ
สร้างความปรองดองระหว่างสีเสื้อต่างๆได้มาก

รัฐบาบนี้เขาลงทุนจ้างที่ปรึกษาก็มาก ลงทุนในการถ่ายทอดกีฬาก็มาก  แต่ขาดยุทธศาสตร์ใน
การสร้างความปรองดองโดยสิ้นเชิง น่าเสียดายแทนจริงๆ  (เสียดายทั้งเงินและโอกาส)

 ..หรือผมอาจวิเคราะห์ผิด  อาจเป็นเพราะว่ารัฐบาลเขาเป็นสุภาพบุรุษมากก็เป็นได้ เป็นผู้ดี  จึง
ไม่อยากหาประโยชน์จากสถานการณ์ที่ไม่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง  

ถ้าเป็นแบบนี้ก็ขอชมจริงๆ  ว่าช่างมีน้ำใจนักกีฬาล้ำเลิศ  เอาเหรียญทองไปเลย  


..สองชาติ ใจเต็ม (๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)



Tag: เอเชียนเกมส์

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-20 18:34:51 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

มารหัวขน...ของคนในวัฒนธรรม

สาเหตุหลักของการทำแท้ง

 

พระพุทธเจ้าสอนง่ายๆว่าแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ แล้วถามว่าต้นเหตุจากการทำแท้งนั้นคือเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นไม่ใช่หรอกหรือ

 

ในสมัยก่อนไม่ค่อยมีปัญหานี้ เพราะผู้หญิงรักนวลสงวนตัว แต่สมัยนี้ผู้หญิงไทยเปลี่ยนไป ส่วนผู้ชายยัง (เอี้ย) เหมือนเดิม

 

ที่ผู้หญิงไทยเปลี่ยนไปนั้นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจาก หมอลามก จำนวนมากที่พร่ำสอนผ่านสื่อมวลชนตามช่องทางต่างๆ โดยเฉพาะโทรทัศน์ว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นไม่ใช่เรื่องผิดปรกติ เพียงแต่ต้องหัดป้องกันตนเองเท่านั้น 

 

ข้อมูลทำนองนี้ยังได้รับการตอกย้ำจาก ครูจกเปรต ในชั้นเรียน สุขศึกษา ของโรงเรียนที่ใช้เงินภาษีของราษฎรอีกด้วย

 

เคยดูรายการโทรทัศน์ยามดึก ประมาณตีหนึ่ง มีรายการเพศศึกษาสอนวัยรุ่นทำนองนี้ บรรยายโดยหมอลามกตนหนึ่ง ฉากหลังของรายการนี้คือโฆษณาของสปอนเซอร์ ..ซึ่งคือบริษัทถุงยางอนามัย  นั่นความผิดกระทงที่หนึ่ง กระทงที่สองคือ ดึกป่านนี้เด็กๆมันต้องเข้านอนเอาแรงไว้เรียนหนังสือ ทำไมเอารายการเด็กมาไว้ดึกป่านนี้ รัฐบาลก็ไม่ควบคุมอะไรเลย  ที่ usa เลยสามทุ่มไปแล้วไม่มีรายการเด็กเลย มีแต่รายการผู้ใหญ่ เช่น เอาหนังเก่ามาฉาย รายการ talk show เป็นต้น

 

 

ไอ้หมอและครูพวกนี้มันคงเป็นกุลบุตรกุลสตรีคนดีมาแต่อ้อนออก มันไม่รู้หรอกหรือว่า วัยรุ่นนั้นมันไม่พกถุงยางกันหรอก แล้ว เวลาวัยรุ่นมันหน้ามืดน่ะ มันเสกถุงยางจากอากาศก็ไม่ได้หรอก  แถมถ้าจะซื้อก็ไม่มีเงินเสียอีก

 

ถ้าจะบอกว่าให้สอนเด็กของเราให้เป็นกุลสตรีสิ ก็ยอมแพ้กันหมด หาว่ามันกั้นกระแสโลกไม่ได้หรอกไปโน่น  รวมไปถึงบรรดาพระสงฆ์องคเจ้าก็ง่าวพอกัน (จาบจ้วงด่าพระเลยนะเนี่ย แต่ยอมบาปเพื่อเอาบุญก็แล้วกัน)

 

 

สมัยก่อนหนุ่มสาวจีบกัน บางทีกว่าจะรู้จักชื่อกันก็เป็นปี อีกปีกว่าจะนัดไปดูหนังได้ อีกปีถึงจะได้จับมือถือแขน เดี๋ยวนี้มันมองตากันห้านาทีก็พากันไปอย่างว่าแล้ว  มันเป็นระบบความใคร่นำความรัก ต่างจากเมื่อก่อนที่ความรักนำความใคร่

 

ต้องนิยมอินเดียกับมาเลย์เขา ที่แม้เขาจะเข้ายุคโลกาภิวัฒน์แบบเรา แต่ผู้หญิงเขายังกุลสตรีแบบเดิมๆ  ส่วนจีนนั้น เหมือนกับไทย ที่ไม่เหลืออะไรแล้ว  ...กลายเป็นวัฒนธรรมล่อนจ้อน ที่ตามฝรั่งไปวันๆเท่านั้นเอง

 

บัดนี้เรามีกระทรวงวัฒนธรรม  น่าทบทวนของเก่าของใหม่ ให้ดี หาทางซ่อมแซมบูรณะวัฒนธรรมดีๆ เก่าๆ เข้ามาปัดฝุ่นใช้ใหม่ได้ไหม ความต้องการทางเพศนั้นมันเหมือนเดิมมาแต่ยุคโบราณ ไม่เกี่ยวกับโลกาภิวัฒน์อะไรหรอก แต่ทำไมคนโบราณเขามีความยั้งคิด มีความอดกลั้น  ส่วนคน สมัยใหม่ กลับปล่อยไป ตามธรรมชาติ 

 

น่าสังเกตว่าโลกยุคใหม่นี้อะไรที่เป็นเรื่องภายในตัวเราที่สนุก เรามักนิยมปล่อยไปตามธรรมชาติ อ้างว่าเป็นสิทธิส่วนตัว  (ปัจเจกนิยมแบบฝรั่ง)  ส่วนอะไรที่เป็นเรื่องภายนอกตัว (สิ่งแวดล้อม) เรามักไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ เช่น   ขุดแร่มาถลุงให้บริสุทธิ์  เอาขั้วบวกขั้วลบของสารมากักกั้นไว้ (กลายเป็นเซมิคอนดักเตอร์)   อย่างนี้เข้าข่าย เห็นแก่ตัว ไหม

 

ที่น่าสนใจคือ มนุษย์เรามักอ้างว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ที่ทำอะไรได้ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน และมนุษย์ยังเป็นสัตว์ประเภทเดียวที่มีเพศสัมพันธ์ได้ทุกเวลา และโดยไม่ต้องมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพันธ์  ต่างจากสัตว์เดรัจฉานที่มีเพศสัมพันธ์เพื่อสืบพันธ์เท่านั้น  เช่นหมามันก็ว่ากันเฉพาะเดือนสิบสองเท่านั้น

 

วัยรุ่นหมาแมวมันยังมีวัฒนธรรมที่ไม่สำส่อนแบบมนุษย์ มันเลยไม่ต้องทำแท้ง  หรือ ใส่ถุงยางให้ยุ่งยาก

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม (๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

 

 




Tag: ทำแท้ง

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-20 03:05:24 น. general,ชีวิต-สังคม 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ระวังให้ดี ก่อนกินผักชีวภาพ (ที่ราคาแพงกว่าปกติ)

ผักชีวภาพ ..เตือนมาด้วยความรัก

ผมเองเป็นแฟนผักออร์กานิค เสมอมา  โดยเฉพาะผักที่ม.ของผมปลูกเอง แล้วนำมาจำหน่าย
เพราะเห็นว่ายังไงก็คงยังดีกว่าผัก “ข้างนอก” ที่ปนเปื้อนสารพิษมหาศาล

มาบัดนี้ผมมาเอะใจเรื่องการเป็นผัก “ชีวภาพ “ หรือ “ออร์แกนิค”  (กา ก็ได้ถ้าออกเสียงแบบ
อังกฤษ)  ที่เรามักแยกกันไม่ออกกับ “ผักปลอดยาฆ่าแมลง”

ถ้าผมปลูกผักในมุ้ง  ป้องกันแมลง ทำให้ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง แต่ผมใส่ปุ๋ยเคมี อย่างนี้เรียก
ว่า ออร์แกนิคไหม

ถ้าผมปลูกกลางแจ้งธรรมดา แต่ฉีดยาฆ่าแมลง โดยยาฆ่าแมลงเป็นยาชีวภาพ เช่นน้ำสะเดา
แบบนี้เป็นออร์แกนิคไหม

ถ้าผมปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ (ใช้น้ำไม่ใช้ดิน) โดยไม่ว่าผมจะฉีดหรือไม่ฉีดยาพ่น อย่าง
นี้เป็นออร์แกนิคไหม

เมืองไทยเราไม่ค่อยคิดกันหรอกในเรื่องนี้ เรามักอ้างกันว่าเป็นออร์แกนิคเพียงเพราะไม่ฉีดยา
ฆ่าแมลงที่เป็นสารเคมีเท่านั้นเอง  ถ้าเป็นชาวบ้านรากหญ้าทั่วไปก็พอให้อภัย แต่ถ้าเป็นมหา
ลัยให้อภัยไม่ได้เลยนะ เพราะถ้ามหาลัยมั่วเสียแล้ว ชาวบ้านเขาจะเอาอะไรเป็นหลัก (แล้วถาม
ว่ามหาลัยไทยแห่งไหน บ้างที่ไม่มั่ว)

รัฐบางรัฐใน usa เขาบอกเลยว่า ออร์แกนิค อย่างน้อยที่สุดต้องปลูกบนดิน ถ้าเป็นไฮโดรโป
นิกส์ (ปลูกในน้ำ...ที่คนไทยเห่อกันถ้วนหน้า) ถือว่าไม่ใช่ออร์แกนิค แม้ว่าคุณจะไม่ใช้สารเคมี
ใดๆเลยก็ตาม

ส่วนปลูกในน้ำ แล้วไม่ใช้สารเคมี คงเป็นไปไม่ได้ หรือปลูกบนดินแล้วใช้สารฆ่าแมลงเป็น
ชีวภาพ ก็ต้องมาว่ากัน

สำหรับผม สารพิษนั้นคือสารพิษ ไม่ว่ามันจะเป็นน้ำสะเดาชีวภาพหรือสารเคมีสังเคราะห์ใดก็
ตาม เช่น เห็ดพิษนั้นกินนิดเดียวก็ตายแล้ว แล้วถ้าเราเอาเห็ดพิษนี้มาทำเป็นสารฆ่าแมลง แล้ว
อ้างว่าเป็นผักชีวภาพ (ออร์แกนิค) ถ้ามันมีสารพิษตกค้างก็ตายเงียบยิ่งกว่ากินสารเคมีเสียอีก
ตรงข้ามสารเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกายก็มาก ..ดังนั้น ผมว่า เราจงอย่าเห่อชีวภาพ หรือ ออร์
แกนิคกันนักเลย

ผมใคร่ขอเสนอให้มีการจัดอันดับผัก อาหารชีวภาพกันไปเลย โดยมีระดับตั้งแต่ 10 ถึง 0 10
หมายถึงว่าเป็นชีวภาพล้วนๆ คือ

         ได้ 10 ถ้าปลูกบนดิน ไม่มีมุ้งคลุม  ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี และไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไม่
ว่าเป็นยาเคมีหรือชีวภาพก็ตาม
       ลบหนึ่ง ถ้าใช้ยาฆ่าแมลงชีวภาพ
          ลบสองถ้าใช้ยาฆ่าแมลงเคมี
          ลบหนึ่งถ้าใช้ปุ๋ยเคมี
          ลบหนึ่งถ้าปลูกในน้ำ (hydroponic)
       ลบหนึ่งถ้าปลูกในมุ้งหรือในอาคาร
       ลบหนึ่งถ้ามีการฉีดพ่นอะไรหลังเก็บเกี่ยว
       ลบหนึ่งถ้าบรรจุภัณฑ์ไม่ได้เกณฑ์ชีวภาพ
       ฯลฯ

มันมีเหตุผลมากว่าทำไมต้องตัดคะแนน แต่คงไม่มีหน้ากระดาษและเวลามาอธิลาย  เช่น ผักที่
ปลูกในมุ้งหรืออาคารนั้น ทำให้คลื่นแสงอาทิตย์ไม่เป็นธรรมชาติ (ความถี่ ความเข้มแห่งความ
ถี่ในคลื่น electromagnet เปลี่ยนไป ทำให้การสังเคราะห์แสงเปลี่ยน เซลชีวิตพืชก็อาจผิด
เพี้ยน)

ถ้าใช้ระบบให้คะแนนแบบนี้ผัก “ออร์แกนิค” บางรายที่โฆษณาอ้างสรรพคุณมานาน อาจได้
คะแนนเพียง 7 เท่านั้นเอง เช่น ผักที่ปลูกในน้ำ (ซึ่งต้องใช้สารเคมีโดยปริยาย ในการทำสาร
อาหารละลาย) และมักต้องปลูกในโรงเรือนโดยปริยาย

ต้องคิดให้ครอบว่า ผักและมนุษย์คือวิวัฒนาการที่เชื่อมโยงกันมาแต่พระเจ้าสร้างโลก เซลชีวิต
เราปรับตามวิวัฒนาการแห่งเซลชีวิตของพืช ดังนั้นการที่เราทำเป็นเก่งไปดัดแปลงการโตของ
พืชด้วยวิธีทาง “วิทยาศาสตร์” ต่างๆนั้น ผมว่าไม่รอดหรอกครับ มันจะเกิดการ mutate ในโครง
สร้างของเซลพืชอย่างที่เราคาดไม่ถึง และถ้าเรากินเข้าไป เซลชีวิตของเราก็จะ mutate ไป
ด้วย อย่างแน่นอน เพราะ....

You are what you eat..

ทุกวันนี้น้ำดื่มก็เติมสารมาก  อีกหน่อยคงมีอากาศบรรจุขวดขายแน่ๆ

...สองชาติ ใจเต็ม (๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)




Tag: ผักชีวภาพ

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-19 21:40:47 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์ 3 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ภาพลักษณ์คนไทยที่เปลี่ยนไป..ที่รัฐบาลไม่เคยใส่ใจ

ภาพลักษณ์นักกีฬาไทยที่เปลี่ยนไป..ที่รัฐบาลไม่เคยใส่ใจ

 

ไทยเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่มีทั้งกระทรวงกีฬา และกระทรวงวัฒนธรรม  แต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจในวัฒนธรรมกีฬาของเราเลย  ...ที่ผมมองเห็นว่ามันกำลังเสื่อมทรามลงทุกที อย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันระดับนานาชาติ เช่น..

 

1)      นักมวยไทย เมื่อชนะคู่ต่อสู้ เวลากรรมการเขาจะชูมือให้ชนะอย่างเป็นทางการกลางเวที จะแสดงอาการเหมือนๆกันทุกคน เช่น ไม่ยอมให้กรรมการเขาจับข้อมือง่ายๆ แต่เต้นแร้งเต้นกาแสดงอาการดีใจ และเย่อหยิ่ง (เช่น กัดแขนเสื้อกล้าม ชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้า..แสดงว่าตัวเองเป็นหนึ่งในโลกว่างั้นเถอะ) ส่วนเวลาแพ้ก็ทำคอตก หน้าม่อย และไม่ไปกอดแสดงความยินดีกับนักกีฬาคู่แข่ง

2)      นักเทควันโดก็คล้ายๆกัน เช่น ในเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 16 นี้ เราได้เหรียญทองเหรียญแรกจากเทควันโดหญิง นักกีฬาเวียตนามเขาแพ้เราหวุดหวิดมาก  (ทั้งที่ฟอร์มควรชนะด้วยซ้ำ) เขาเข้ามาแสดงความยินดี แทนที่จะยิ้มและขอบคุณเขา กลับทำเป็นไม่สนใจ ซึ่งผมว่ามันหยาบคายมากๆ  ทำให้เสียชื่อเสียงไทยไปทั่วโลก อย่างน้อยก็ทั่วเวียตนามแหละ  (เพราะคนเวียตนามเขาชอบดูกีฬามาก ..เนื่องจากรัฐบาลส่งเสริมมาก)

3)      นักบอลไทยก็พอกัน ชอบพุ่งล้ม เอาลูกโทษ (ทำนองว่าใครๆในโลกเขาก็ทำกัน ถ้าเรามัวเป็นผู้ดีก็แพ้เขาหมดสิ)  และชอบทำสำออย แกล้งทำเป็นเจ็บ (นี่คือคอรัปชั่นทางจริยธรรมแท้ๆ เลย)

4)      นักวิ่งไทยก็พอกัน ซีเกมส์ที่ลาวคราวที่แล้ว เคยเห็นไทยชนะเลิศ นักกีฬาต่างชาติผู้แพ้เขามาแสดงความยินดี กลับทำเป็นเฉย ทำเป็นไม่ยี่หระ ไม่สบตาเขาด้วยซ้ำ แต่พอเราแพ้ไม่เห็นเคยไปแสดงความยินดีกับต่างชาติเลยสักครั้ง

5)      นักตะกร้อข้ามตาข่ายไทยเราเลวร้ายที่สุด (ทั้งหญิงชาย ..มันคงลอกกันมา) คือพอทำแต้มได้ทุกแต้มก็จะไปทำอาการเย้ยหยันคู่ต่อสู้ เช่น ชูกำปั้นใส่หน้าพวกเขา  ทำเป็นชักปืนยิงเขาบ้างก็มี

 

สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงออกของนิสัยประจำชาติต่อสายตาชาวโลก  ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แต่รัฐบาลไทยก็ไม่เคยสนใจอะไรเลย (อาจเป็นเพราะรัฐบาลก็มีนิสัยอย่างเดียวกัน)

 

รัฐบาลไทยเพิ่งลงโฆษณาในนิตยสารไทม์เสียหลายหน้ากระดาษ .. คงหมดไปหลายสิบล้าน  มีการอ้างคำว่า สยามเมืองยิ้ม ด้วย  แต่กลับไม่สนใจในการได้โฆษณาฟรีจากการแสดงออกที่ดีของนักกีฬาไทย

 

แม้ไม่ได้เครดิทโฆษณา เราก็ต้องทำอยู่แล้วด้วย เพราะมันสิ่งที่ดีที่ควรทำไม่ใช่หรือ

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๙ พย. ๕๓)

 

ปล. พรุ่งนี้ทีมบอลไทย เตะญี่ปุ่น ลองนับดูว่า จะมีพุ่งล้มกี่ครั้ง สำออยแกล้งเจ็บอีกกี่ครั้ง   (นี่ขนาดมีโคชเป็นฝรั่งจากชาติ ผู้ดี )

 

 




Tag: กีฬา, นิสัยคนไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-19 01:47:19 น. general,การเมือง,กีฬา,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,ท่องเที่ยว 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว..อาจได้ผลดี…แต่เฮ้อ..เราลอกฝรั่งแบบจาดง่าวอีกแล้ว

 

ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว..อาจได้ผลดีแต่เฮ้อ..เราลอกฝรั่งแบบจาดง่าวอีกแล้ว

 

นับพันปีแต่เดิมมา..ไทยเราปลูกข้าวแบบกอละ 3-5 ต้นกล้า ใช้วิธียกคันนาเพื่อให้น้ำท่วมนา เพื่อกำจัดหญ้าซึ่งเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ เพราะแย่งอาหาร ทำให้ต้นข้าวไม่โต ...เทคโนโลยีนี้ เลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ จนใจบ้า กล้าโง่มาได้ถึงขนาดนี้  นับว่าเหลือเชื่อ

 

 แต่ขณะนี้กำลังมีวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ ทีนักวิชาการไทยกำลังนิยม (เห่อ)  ริเริ่มมาจากประเทศมาดากัสการ์ (ภายใต้การนำวิจัยของคนฝรั่งเศษ) วิธีนี้อ้างว่าใช้ข้าวเพียงต้นเดียวเท่านั้น แต่ได้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเดิมมาก

 

พอคนไทยเราได้ยิน ก็ลอกเลียนเขามาทดลอง ต่างก็อ้างกันว่าให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าวิธีไทยดั้งเดิมตั้ง 2-3 เท่า (วาว และ โอ้โฮ)    โดยบางคนก็รับเงิน รับกล่องในการวิจัย ทดลองกันไปมากหลายรายแล้ว

 

แต่ผมเชื่อว่านี่มันเป็นการอ้างแบบไทยๆ เรา ตั้งแต่นักวิชาการยันรากหญ้า  คือต่างคนต่างอ้าง โดยมักอ้างเอาจุดที่ดีที่สุดที่ตัวเองทำได้แบบฟลุกๆ   นอกจากนี้ยังมีการเสริมเทคโนโลยีพิเศษอัดฉีดมากกว่าระบบปกติอีกด้วย   (โดยไม่เปิดเผย เท่ากับเป็นการโกงทางวิชาการ เลวยิ่งกว่าโกงแบบบูรณาการเสียอีก)

 

เรื่องนี้ ผมร้อนใจมาก เพราะตัวเองก็คิดเรื่องการปลูกข้าวมานานนับสิบปีแล้ว  (ทั้งที่จบปริญญาเอกมาด้วยวิทยานิพนธ์ด้านการออกแบบเครื่องยนต์ยานอวกาศ)

 

ผมจึงไปสำรวจงานวิจัยที่ตีพิมพ์อย่างเป็นระบบในวารสารวิชาการฝรั่ง  พบว่าการปลูกข้าววิธีนี้มันอ่อนไหวต่อปัจจัยข้างเคียงมากทีเดียว  ถ้าทำเพี้ยนไปนิดเดียวอาจให้ผลต่ำกว่าปกติด้วยซ้ำไป (แล้วเชื่อหรือว่าชาวนาไทยจะไม่ทำเพี้ยนไป นิดเดียว” (เช่นระดับความเป็นกรดด่าง PH ผิดไป นิดเดียว” ) )

 

งานวิจัยหนึ่งระบุว่า  ถ้าปลูกแบบต้นกล้าเดี่ยว ที่ทำให้น้ำท่วมนาเป็นจังหวะ (นาต้นเดี่ยวที่ฝรั่งเศสนำเสนอ ...จากนี้ไปจะเรียกว่าแบบ ๑ฝ)  เทียบกับปลูกแบบสามต้นในสภาพน้ำท่วม (นาไทยปกติจากนี้ไปจะเรียกว่า ๓ท)  พบว่า  ๑ฝ ที่ปลูกห่าง 30 ซม. ให้ผลผลิตน้อยกว่า ๓ท ที่ปลูกห่าง 20 ซม. เสียอีก...นี่คือความอ่อนไหว อย่างมากๆ ที่นักวิชาการไทย ไม่เคยบอกให้เรารู้  (หรือบางทีพวกเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป แต่เห่อเทคโนฝรั่ง ก็เอามา บอกต่อแบบง่ายๆ )

 

เอกสารวิจัยดังกล่าว ยังเสนอต่อไปว่า ในกรณีที่ดีที่สุดของ ๑ฝ คือ การปลูกห่าง 20 ซม. ก็ดีกว่า ๓ท (นาปกติไทย) เพียง 32% เท่านั้นเอง ....หรือประมาณ 1 ส่วน 3 เท่า....ไม่ได้ดีกว่าเป็น 2-3 เท่าอย่างที่กลุ่มทดลอง/วิจัย ต่างๆในประเทศไทยมักอ้างกันเสมอ (แสดงว่าเราอาจโก่งราคาเกินจริงไป 3 ถึง 9 เท่า...ซึ่งน่ากลัวอันตรายเป็นอย่างยิ่ง) 

 

แล้วถามว่า 32% (หรือ 1 ใน 3 ) ที่เพิ่มขึ้นมานี้มันคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงที่เพิ่มขึ้นไหม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงแรง ที่ต้องทำแบบหยุมหยิมมาก (แต่นักปั้นคำไทยเรามาเรียกกันเสียดูดีว่าเป็น การทำนา แบบประณีต”)

 

ข้อมูลในพื้นที่บ้านนอกขณะนี้คือ ชาวนาไทยขาดแคลนแรงงานมาก เพราะมีแต่คนเฒ่าคนแก่ทำนา คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงหนีไปเรียนมหาลัยกันหมด พอจบแล้วก็เข้าไปเป็นขี้ข้าโรงงานต่างชาติที่ริมทะเลกันหมด  ดังนั้นคนไทยเราส่วนใหญ่คงไม่สามารถทำนาแบบนี้ได้หรอกครับ...เพราะไม่มีแรงงานมาทำ ประณีตได้

 

เวลาผมด่าใคร นิสัยผมไม่ด่าเปล่า ที่ด่าเอามันแบบใครบางคน  แต่ผมด่าแล้วต้องมีทางเลือกใหม่มาเสนอให้เสมอ เรียกว่าด่านำร่อง ด่าให้สนใจในคำสอนที่จะตามมา ทำนองว่า ด่าเพราะมีดีจะอวด ไม่ใช่ด่าเพราะอวดดี (ส่วนบางคนมันด่าเพราะต้องการอวดชั่ว อวดโง่ก็รับกรรมกันไปแบบตัวใครตัวมันก็แล้วกัน)

 

ผมมีแนวคิดใหม่มานำเสนอ เชื่อว่าจะทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นกว่าไทยเดิม เหนื่อยน้อยลง และไม่เหนื่อยยากสาหัสที่หยุมหยิมแบบนาต้นกล้าเดี่ยว 

 

ก่อนอื่นขอเดินสายกลาง คือ มันมีระบบหนึ่งต้นห่าง 20 ซม. และสามต้นห่าง 30 ซม. น้ำท่วมเป็นระยะ ถึงน้ำท่วมตลอดเวลา ดังนั้นผมขอเสนอสายกลาง คือ  2 ต้นห่าง 25 ซม.  น้ำท่วมตลอดเวลา แต่ท่วมไม่มากนัก  เอาพอสัก 10 ซม. ก็พอแล้ว (น้ำท่วมน้อยเกินไปก็ไม่ดี เพราะทำให้เลี้ยงปลาซิวไม่ได้ แต่ท่วมมากไปก็ไม่ดีเพราะต้องการน้ำมาก และทำให้ออกซิเจน ไม่ซึมเข้ารากข้าว ผมสรุปว่า 10 ซม. น่าจะดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็เลวน้อยที่สุด)

 

วิธีดังเสนอนี้นอกจะสายกลางแล้วมันยังมีเหตุผลอื่นอีกด้วย คือ มันสอดคล้องกับวิธีของผมที่จะใช้แบบ นาหยอดหล่น  (คืออะไรเดี๋ยวค่อยว่า )  

 

นิยามของ นาหยอดหล่น  คือ เราจะไม่ปักดำแบบนาดำ  และไม่หว่านแบบนาหว่าน รวมถึงไม่ปักดำแบบนาต้นกล้าเดี่ยว (ที่กำลังเห่อกัน) แต่จะเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่เพาะด้วยการคลุกเมล็ดข้าวกับดินปลูก แฉะๆ แล้วปั้นให้เป็นเม็ดด้วยเบ้า (แบบเบ้าน้ำตาล) ที่ออกแรงรูดครืดเดียวก็ได้ร้อยเม็ด ทำให้ทุ่นแรง จากนั้นเคาะออกจากเบ้า แล้วบ่มไว้หนึ่งคืน จนงอกตุ่มราก จากนั้นนำไปหยอดลงนาที่เตรียม เทือกไว้แล้ว โดยหยอดเป็นระยะที่ห่างกัน 25 ซม.

 

วิธีหยอดคือ เอาก้อนดินปลูกที่เคาะออกมาจากเบ้า ใส่ถาดห้อยไว้กับบ่า สัก 200 ก้อน มีแท่งไม้ยาว 1 เมตรมัดปมไว้เป็นระยะห่าง 25 ซม. วางขวางอยู่ด้านหน้าถาด  ปมมัดจะเป็นตำแหน่งที่เราหยอดข้าวลงไป   เราเดินถอยหลัง หยิบก้อนดินหยอดไปที่ปมเชือก ได้ครั้งละ 4 ก้อน (4 แถว)  ก็ห่างกัน 25 ซม. พอดี  โดยแรงตกของก้อนดินจะทำให้เม็ดข้าวตกจมลงไปใต้ผิวดินประมาณ  1 ซม. (ก็ลึกกำลังดี) จะเห็นว่าเป็นการหยอดที่มีผลเหมือนการดำนา แต่ดีกว่าเพราะคนหัดใหม่ หรือคนเก่งก็ดำได้ลึกเท่ากัน ไม่ลึกหรือตื้นเกินไป (ซึ่งมีผลต่อผลผลิต) นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเตรียมกล้า ไม่ต้องถอนกล้า ไม่ต้องก้มหน้าดำนาให้เหนื่อยยาก เสียอีก

 

วิธีหยอดหล่นนี้ จะมีเมล็ดข้าวสองเมล็ดในหนึ่งหลุมหยอด  (ทำได้ไม่ยาก โดยต้องคำนวณปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับปริมาณดินที่เอามาผสมทำเป็นก้อน)   เพราะถ้าใช้เมล็ดเดียวถ้ามันไม่งอกก็แย่ แต่ถ้าใช้ระบบสองเมล็ด  และถ้าอัตราการงอก 80%  มันก็มีความเป็นไปได้คือ 1) หลุมหยอดที่จะไม่งอกเลยทั้งสองต้นน้อยมาก (ประมาณ 4%)  2)  งอกทั้งสองต้น 64%  และ 3) งอกต้นเดียว  32%

 

 

วีธีนี้จะดีกว่าวิธีต้นกล้าเดี่ยวเสียอีก ในแง่ที่ว่ารากข้าวไม่ถูกกระทบกระเทือน (แม้ด้วยการถอนและการปักดำแบบประณีตสุดๆ เพราะเวลาเราถอนรากมันจะพันกันแล้วขาดวิ่นเสมอ)   ทำให้รากกล้าแข็งแรง เพราะมันงอกในนาด้วยตัวของมันเอง ที่ระดับความลึก 1 ซม.  ยังไม่ต้องมีการย้ายกล้าให้ช้ำ หรือปักดำให้ช้ำ นอกจากนี้ยังดีกว่าการหว่านเพราะการหว่านนั้นรากจะไม่ลงลึก เพราะเม็ดข้าวอยู่ที่ผิวดิน และระยะต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ผลผลิตไม่ดี

 

จากนี้ไปก็ให้ทำให้ดีที่สุดเหมือนกับนาหว่าน ทั่วไป แต่อาจมีอะไรแปลกๆ ที่นักวิจัยกรมวิชาการเกษตรไทยไม่เคยคิด (ทั้งที่มี ดร. เต็มกรม ...แต่แทนที่จะทำนาดันไปตีกอล์ฟกันเสียหมด)   เช่น ก่อนไขน้ำเข้านา ควรรอให้มันแตกกอก่อนไหม หญ้าจะขึ้นก็ช่างหัวมัน เพราะเดี๋ยวเราไขน้ำเข้าหญ้ามันก็ตาย ส่วนกอข้าวอยู่ได้เพราะทนน้ำ เรื่องทำนองนี้มันทำวิจัยได้หลายร้อยเรื่อง แต่เรามักไม่ทำวิจัยในรายละเอียดกันหรอก สู้ลอกฝรั่งแล้วเอาเวลาที่ควรทำวิจัยไปตีกอล์ฟกับนายดีกว่า เพราะปสภ.การ งอกมันดีกว่ากันเยอะเลย  ทำให้อยู่ในตำแหน่งจน งอกรากไปจนเกษียณ

 

นอกจากนี้การทำให้น้ำขังในนาตลอดเวลาแบบไทยเดิม ยังดีกว่าระบบมาดากัสการ์ (หรือที่เรียกกันว่า SRI = system of rice intensification หรือ ทำนาประณีต = เหนื่อยยาก)  ในข้อที่ว่า ของเขาส่วนใหญ่น้ำแห้ง จะปล่อยน้ำเข้าเป็นระยะๆ เท่านั้น ซึ่งนอกจากเหนื่อยในการบริหารน้ำ แล้ว ยังไม่สามารถเลี้ยงพืช และสัตว์น้ำในนาได้อีกด้วย  เพราะไม่มีน้ำขังตลอดเวลา

 

ซึ่งพืชและสัตว์ที่จะเลี้ยงในน้ำของนานี้ ถ้าทำให้ดี ๆ อาจสร้างรายได้มากกว่าการทำนาเสียอีก เช่น....

 

เลี้ยงปลาซิว ที่กินไรน้ำเป็นอาหาร (ซึ่งทำให้ต้องหาทางเลี้ยงไรน้ำให้เป็นอาหารของปลาด้วย) ซึ่งสามารถขายปลาซิวทำรายได้ ส่วนอึปลาซิว ก็ตกตะกอน กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าว อีกทั้งสามารถเลี้ยงกบเล็ก (เช่น เขียดขาคำ) ที่ช่วยกำจัดแมลง เพลี้ยต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูพืช อึของเขียดก็เป็นปุ๋ยให้ไรน้ำ ไรน้ำเป็นอาหารให้ปลา อึปลาเป็นอาหารให้ต้นข้าว เป็นวงจรที่เกื้อหนุนกัน ไม่ต้องใช้สารเคมี หรือ ชีวะ ใดๆ ให้เหนื่อยยาก และเปลืองเงิน

 

 

ยิ่งถ้ามีพืชน้ำอะไรที่สามารถเป็น เพื่อน  ที่ดีของต้นข้าวได้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เช่น อาจเป็นผักบุ้งนาที่เรารู้จักกันดี  (ซึ่งมีหลายร้อยพันธุ์ แต่กรมวิชาการเกษตรไม่เคยทำวิจัย) ผักบุ้งนี้มันมหัศจรรย์มาก เพราะขึ้นได้ทั้งในดินแล้งแตกระแหงถึงกลางน้ำ ดอกก็สวยอีกต่างหาก จึงน่าวิจัยมากกว่า เราสามารถปลูกผักบุ้งในนาได้ไหม แล้วมันอาจตรึงสารอาหารลงไปให้เป็นอาหารให้ต้นข้าวอีกต่างหาก   หากผักบุ้งไม่ดี ก็หาพืชอื่น เช่น กระเฉด กระจอง สันตะวา และอื่นๆ  แล้วยังเม็ด ผำที่อาจสามารถเลี้ยงในนาที่ปลาชอบกินมาก (คนกินก็อร่อยอีกต่างหาก แถมเบตาแคโรทีนเพียบ)

 

สรุปคือ ระดับน้ำที่ดีที่สุดในนาคืออะไรแน่ 5 10  15 หรือ 7.5 ซม. ไม่มีใครรู้แน่ ทั้งที่ทำนากันมาหลายพันปี และส่งคนไปเรียนนอกกันมานับร้อยปี (จนตีกอล์ฟกันเก่งเหลือเกิน แต่ทำนากลับถดถอย ทั้งที่มันไปเรียนด้วยเงินไทยจากการทำนา)

 

ขนาดฝรั่งมันกินหนมปังเป็นหลัก มันยังมาสอนเราทำนาได้ ไอ้นาปลูกกล้าต้นเดียวก็มาจากนักคิดฝรั่งเศส  ส่วนไอ้ลุยเซียน่า มันก็ทำวิจัยออกข้าว jasman มาแข่งกัน จัสมินเราแล้ว

 

ส่วนนักวิชาการไทยเราก็ตีกอล์ฟ (ที่สนามกอล์ฟผันมาจากท้องนา)  และกินไวน์บอร์กโดซ์กันต่อไป เข้าคลับเฮาส์ก็ไปกินเสต็กเนื้อนิวซีแลนด์ โดยกินกับข้าวแจสแมนจากลุยเซียน่าอีกต่างหาก

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

ปล. การปลูกข้าวต้นกล้าเดี่ยวไม่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ประเทศไทยอีกหลายรายการ เช่น

 

1)             เมืองไทยมีปูมาก ถ้าปูลงนา หนีบต้นข้าวขาดตายหมด ถ้ามีต้นเดียวก็ไม่เหลืออะไรเลย  แต่ถ้ามีสามต้นอาจเหลือรอดสักต้นหนึ่ง ก็ยิ่งกลายเป็นแบบปลูกต้นเดี่ยวไปเสียอีก

2)             ข้าวสามต้น มีเพื่อนคุยกัน ไม่เหงา ข้าวต้นเดียวมันว้าเหว่  (ไม่น่าแปลกว่าวิธีข้าวต้นเดี่ยวนี้มาจากแนวคิดของฝรั่ง (เศสอีกต่างหาก) ที่เป็น ปัจเจกนิยม )

 

3)             การปรับระดับน้ำเข้าๆออกๆในท้องนาตามวิธีฝรั่ง มันเปลืองแรงงาน หรือ พลังงาน  มันเป็นแนวคิดแบบฝรั่งที่ต้องการควบคุมธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ส่วนไทยเราลองผิดลองถูกมานานหลายพันปี เกิดสมดุล ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พอดี ซึ่งเราลูกหลานไทยต้องมาต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าไปเฮโล ลอกฝรั่งเหมือนเดิมๆ  เหมือนที่ไปลอกระบบการเมือง การปกครอง วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี แต่งกาย การเสพกาม ไปจนถึงการทำนาหากิน เขามา ...จะโง่บ้ากันไปถึงไหน (โง่ยังพอให้อภัย เพราะมันอยู่ในยีนส์  แต่บ้าเห่อฝรั่งไม่ให้ (โว้ย))

----------------------------------------------------------------------

การ_คิด_ที่ดี คือการ_ทำ_ที่ยากที่สุด

http://mblog.manager.co.th/blog/blog.php?xmember=withwit

----------------------------------------------------ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

 

 

 




Tag: การทำนา, ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-18 02:32:13 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒๒) (ไม่มีอดีตก็ไม่มีอนาคต)

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒๒) (ไม่มีอดีตก็ไม่มีอนาคต)

 

คนไทยเราสนใจแต่อนาคต จน นายกฯทุกคน ต่างก็ไม่วายเว้นให้คำขวัญวันเด็กเหมือนๆกัน ทำนองว่า เด็กคืออนาคตของชาติ ซึ่งผมว่าผิดถนัด แท้จริงแล้วผมว่า คนแก่ต่างหากเล่าที่คืออนาคตของชาติ

 

ฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับคนแก่ (อดีต) มากกว่าคนหนุ่มสาว และเด็ก (อนาคต) ...ดารา นักร้อง นักข่าว ไทยเรา มักคัดเอาแต่เด็กๆ หน้าตาสวย หล่อ เป็นหลัก พูดจา ท่าทางก็แสนหน่อมเน้ม งี่เง่า..............ส่วนฝรั่งเอาความสามารถเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องพวกนี้มักมาตกที่คนแก่

 

 

ดาราฝรั่งจะพีค (peak) ...แปลว่าได้ค่าตัวสูงสุดเมื่อ...ถ้าเป็นหญิงประมาณอายุ 40 ถ้าเป็นชายประมาณอายุ 50 ส่วนดาราไทย ก็ 20 ถึง 25 ตามลำดับ ถ้าเกินกว่านี้ก็ถดถอยแล้ว ต้องไปเล่นเป็น น้า อา แม่ ลุง ป้า ปู่ ย่า ตามลำดับ

 

นี่ว่าเฉพาะดารา ที่ยังพอฟังขึ้น ส่วนนักข่าวหน้าจอนี่ ไม่เข้าใจจริงๆ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องการสมองมากกว่ารูปร่าง แต่ของไทยเราก็เห็นมีแต่นักข่าวสาว ใส่เสื้อคอลึกโชนมเป็นหลัก  ขนาดออกเสียงให้ถูกต้องยังทำไม่เป็น  อ่านตามสคริปต์ก็ยังตกหล่น แล้วมันมาเป็นนักข่าวได้อย่างไร  ในขณะที่นักข่าวฝรั่งส่วนใหญ่แก่ประมาณ 45 ขึ้นทั้งนั้น จน 70 ก็มี 

 

นี่แสดงให้เห็นชัดว่าฝรั่งเน้นกันที่เนื้อหา ส่วนไทยเน้นกันที่รูปแบบ

 

ฝรั่งเขานิยมของแก่ ของเก่า (ยกเว้นพวกหัวงูฝรั่ง ก็ชอบเด็กสาวเหมือนหัวงูไทย )  จึงนิยมไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันมาก  เมืองฮัมบูร์ก (เยอรมันนี) เมืองเดียว พลเมืองประมาณ 1 ล้าน มีพิพิธภัณฑ์ 200 แห่ง ในขณะที่กทม. มี 10 ล้านคน กลับมีไม่ถึง 10  แห่งกระมัง คนดูหรอมแหรมอีกต่างหาก พภ.แห่งชาติมีแต่ฝรั่งเข้าชมเป็นส่วนใหญ่ และก็มีเด็กนักเรียนที่ครู (บังคับ) พามาชม  ส่วนประชาชนไทยทั่วไปแทบหาไม่เจอ

 

 

การขุดค้นทางโบราณคดีไทยเรา ต้องให้ฝรั่งมาขุด และมาสอนเราว่าเราเป็นใครมาจากไหน การอ่านหลักศิลาจารึก ก็ต้องให้ฝรั่งอ่าน ภาษาเราเองแท้ๆ มันหน้าเศร้ามากจริงๆ

 

ถ้าคนไทยเราศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีจะเกิดความภูมิใจและมั่นใจในตนมากกว่านี้ เพราะในอดีตแม้เพียง 300 ปีที่ผ่านมานี้ชาติไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าฝรั่งเลย  เช่น สมัยสมเด็จพระนารายณ์เรามีปืนใหญ่ไฟใช้แล้ว จนญี่ปุ่นต้องมาขอพึ่งเทคโนโลยีด้วยการส่งเทคโนโลยีการรบบนหลังม้าของซามูไรมาแลกเปลี่ยนหนึ่งกองร้อย  (จนทำรายได้ทางอ้อมให้ไทยมาจนวันนี้เพราะดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้มาชมหมู่บ้านซามูไรในไทย)  และเราสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สามารถบรรทุกช้างได้ 50 เชือก  (แล้วคิดสิว่ามันจะลำโตขนาดไหน)  เป็นต้น ก็ในสมัยนั้นยุคเรือปืน ใครมีสองอย่างนี้ก็ครองโลกได้ เช่น ปอร์ตุเกส  ฮอร์ลันดา และเสปน  ส่วนอังกฤษ เมกา เยอรมันยังเพิ่งตั้งไข่

 

 

ยิ่ง 3000 ปีก่อนยิ่งแล้วใหญ่ เราเจริญกว่าฝรั่งมากด้วยซ้ำไป มีหลักฐาน เหตุผล ที่น่าเชื่อได้ว่า ดินแดนขวานทองนี้เป็นต้นกำเนิดของยุคสำคัญของโลก เช่น ยุคเทคโนโลยีสำริด ยุคเหล็ก และยุคจรวด   แต่พอถึงยุคอุตสาหกรรมเรากลับตกชั้นอย่างหลุดลุ่ย ต้องถามว่าทำไมเราถูกแซงฉลุยจนถึงทุกวันนี้ ....อาจเป็นเพราะเราไม่ศึกษาอดีต และไม่สืบต่ออารยธรรมดั้งเดิมนั่นเอง

 

การขุดค้นพบสำริดครั้งแรกที่บ้านเชียงนั้นได้รับการตรวจสอบอายุจาก ม.เพ็นซิลวาเนีย (ไอวีลีคส์ สรอ. ) และม. โอตาโก้ (ม.ชั้นนำสุดของนิวซีแลนด์) ได้ผลตรงกันว่าอายุประมาณหกพันปี ทำให้โลกตะลึงกันไปทั่วว่านี่คือจุดอารยธรรมสำริดเก่าแก่ที่สุดในโลก เก่ากว่าที่เมโสโปเตเมียที่ฝรั่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมฝรั่ง (และโลก)  ถึงหนึ่งพันปี

 

ต่อมาอายุสำริดบ้านเชียงถูกลดระดับลงเหลือเพียง 4000 ปี เท่านั้น จนอ่อนกว่าที่เมโสฯ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการทุจริตทางวิชาการของฝรั่ง เพื่อทำให้ฝรั่งยังคงเป็นแชมป์นั่นเอง โดยนักวิชาการไทยเราก็ไม่มีอำนาจต่อรอง (เพราะไม่มีความรู้เรื่องการวัดอายุวัตถุโบราณ ...ทั้งที่ก็มีนักฟิสิกส์เก่งๆที่ส่งไปเรียนนอกกลับมากันเต็มเมือง) 

 

ไทยเราน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่คิดค้นจรวด (หลักฐานคือ บั้งไฟ และ ตะไล)  แต่พอพูดถึงบั้งไฟคนไทยส่วนใหญ่ก็นึกแต่ดูถูก หาว่าเป็นเรื่องของลาวอีสานที่งี่เง่า ยากจน โดยสูน่ะแหละที่งั่งจนหารู้ไม่ว่านี่แหละคือเทคโนสูงสุดของโลก ไม่เช่นนั้นพวกฝรั่งเขาไม่มีวลีติดปากหรอกว่า “smart  like a rocket scientist” (ฉลาดยังกะนักสร้างบั้งไฟ) ส่วนไทยเราไปยกให้เป็นพวกหัวหมอ หัวเสธ ไปโน่น

 

ยิ่งตะไลยิ่งแล้วใหญ่ เป็นจรวดที่มีทรงคล้ายขนมกง หรือ โดนัท พุ่งทะยานสู่ฟ้าแบบควงสว่าน ที่ภัณฑรักษ์  (curator) แห่ง Smithsonian Aerospace Institute ได้บินลัดฟ้ามาหาผมเพื่อขอดู แล้วสรุปว่าไม่มีที่ไหนในโลก เป็นของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งนี่มันเป็นพ่อของ rocket scientist อีกต่อ ที่ผมขอท้าว่าถ้าให้ ดร. ฝรั่งจบป.เอกด้าน aerospace engineering มาทำให้ขึ้น โดยให้เวลาสัก 5 ปี (และห้ามถามหาขอความรู้จากใคร) ผมพนันว่าทำไม่ขึ้นหรอกครับ  แต่คนไทยโบราณทำขึ้นมาแล้ว และกำลังจะสูญหาย ไม่มีใครทำเป็นอีกแล้ว

 

 

ว่าถึงปีกเครื่องบิน  ผมได้ศึกษาค้นคว้าแล้ว สรุปว่า คนไทยเป็นชาติแรกที่คิดค้นปีกเครื่องบิน หลักฐานมีอยู่ในกังหันลมไทยโบราณ (มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทยโบราณ มทส.) ปีกนี้ใช้หลักการทางอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic) ทำให้เกิดแรงยกแบบปีกเครื่องบินเด๊ะเลย โดยเราทำจากไม้กระดาน เอามาเหลาให้อีกด้านหนึ่งโค้งมน ส่วนอีกด้านแบน ทำให้ได้แรงยกเมื่อหมุนไป  เพียงแต่ว่าเราเอาแรงยกนี้มาแตกแรง (แน่ะ..รู้จักการแตกแรงอีกด้วย) เพื่อนำแรงมาหมุนใบกังหัน แล้วต่ออาการไปวิดน้ำเข้านา ...กังหันนี้มีมาแต่อย่างน้อยสมัยร.๕ ดังที่บันทึกไว้โดยหมอบรัดเลย์  (Bradley?)  แต่ฝรั่งเพิ่งรู้จักหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี คศ. ๑๙๐๓ นี่เอง ที่สองพี่น้องตระกูลไรท์ได้ทดลองการบิน ..ส่วนกังหันของพวกวิลันดาที่เรายกย่องให้เป็นแดนกังหันลมนั้น ใช้หลักการแรงฉุด (drag) ที่ไม่ได้สูงส่งอะไรเลย  (ดอกทิวลิปที่คลั่งไคล้กันนั้นก็ไม่ได้วิเศษไปว่าดอกกระเจียวเลย ของเรามีหลายชั้นซับซ้อนกว่าเยอะ)

 

 

ยังมีอีกมาก เช่น กลไกการเปลี่ยนอาการโยกเป็นอาการหมุน ที่โลกยกย่องให้เป็นการคิดค้นของ james watts เจ้าพ่อเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นต้นธารแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 250 ปีมาแล้ว ..แต่เครื่องสีข้าวมือโยกไทยเรามีมานานก่อนหน้านั้นแล้ว  แล้วเราก็ได้ทำเครื่อง ตะบันไฟ ที่น่าจะทำให้เราต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ดีเซลได้ก่อนฝรั่งเสียอีก  แต่ทุกวันนี้หาตะบันไฟเข้าพิพิธภัณฑ์ยังแสนยาก ผมขับรถตะเวณหามาห้ารอบประเทศได้มาสองอันเท่านั้นเอง

 

 

ฟันเฟืองเป็นการคิดค้นที่สำคัญ จนเป็นสัญลักษณ์ของวิศวกรรมศาสตร์ แต่เฟืองขบแบบฟันปลาพลิกกลับ (double helical gear) เพื่อทดรอบการหมุน ที่วิศวกรฝรั่งคิดค้นกันเร็วๆนี้ ก็มีหลักฐานให้เห็นอยู่ในเครื่องหีบอ้อยไทยโบราณ และ เครื่องคัดเมล็ดฝ้ายโบราณที่เราเรียกกันว่า อิ้ว ฯลฯ

 

คนไทยโบราณเราฉลาดล้ำเลิศปานนั้น แต่ถามว่าทำไมชาติไทยเราวันนี้กลับงี่เง่า คิดและทำอะไรเองไม่เป็น ดีแต่ลอกเขามาใช้ไปวันๆ พัฒนาประเทศก็ต้องไปยืมทุนและสมองเขามาก การศึกษาก็ต้องส่งไปเรียนนอก การเมือง การดนตรี แต่งกาย แม้แต่ส้วมขี้ ก็ไปลอกเขามาหมด

 

Those who don’t remember history are condemned to repeat it.  นั่นคือภาษิตดังอันหนึ่งของฝรั่งเขา  แปลว่า พวกที่ไม่จำประวัติศาสตร์จะถูกสาปแช่งให้เดินซ้ำรอยเดิม 

 

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๒ พย. ๕๓)

 

 




Tag: ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-12 18:34:16 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๘) (ฝรั่งประหยัดกว่าไทย)

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๘)  (ฝรั่งประหยัดกว่าไทย)

 

 

คนไทยร้อยทั้งร้อย เมื่อได้ไปสัมผัสชีวิตฝรั่งได้ไม่นานนัก จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าฝรั่งมันฟุ่มเฟือยมาก (ไม่เว้นแม้แต่ข้าพเจ้าในยุคสิบปีแรก) เพระมันโยนของทิ้งเป็นว่าเล่น เช่น รถยนต์ ตู้เย็น เครื่องพิมพ์ดีด จนพวกเรานักเรียนจนๆ ต้องไปเก็บเอามาใช้งานต่อจากถังขยะ

 

พอผมอยู่ไปนานๆ มีรายได้มากขึ้น ผมก็เริ่มติดนิสัยขว้าง ของดีๆ ทิ้งเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะฟุ่มเฟือยอะไรหรอก แต่เพราะมันไม่คุ้มค่าซ่อมต่างหาก เนื่องจากค่าซ่อมในเมืองฝรั่งนั้นแพงมาก ที่แพงก็เพราะค่าแรงมันแพงนั่นเอง ที่ค่าแรงมันแพงก็เพราะมันเป็นธรรมนั่นเอง ที่มันเป็นธรรมก็เพราะระบบปัจเจกนิยมที่บังคับให้เกิดกฎหมายแรงงานที่เป็นธรรมนั่นเอง 

 

ส่วนของไทยเรา กดค่าแรงงานไว้ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเอื้อต่อนายทุน  (ที่คบกับอำนาจรัฐ)  ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วยังเป็นความโง่อันมหันต์อีกต่างหาก ผมถามง่ายๆว่านายทุนไทยกับนายทุนหรั่งใครรวยกว่ากัน ทั้งที่นายทุนหรั่งต้องเสียค่าจ้างแรงงานสูงกว่านายทุนไทยสิบกว่าเท่า   

 

ระบบค่าจ้างแรงงานของเขามันเป็นระบบ วินวิน ส่วนของเรา ลูสลูส  โดยมีนักการเมืองโง่เป็น catalyst (ตัวเชื่อมเร่งปฏิกิริยา)

 

 

ที่ฝรั่งเขาขว้างของทิ้งนั้นก็เพราะเขาประหยัดนั่นเอง ไม่ใช่ว่าเขาฟุ่มเฟือย เพราะการขว้างทิ้งมันประหยัดเงินกว่าการซ่อม

 

 

พอผมมาทำงานกับฝรั่ง ก็ไปกินข้าวกลางวันกับกลุ่มเพื่อนฝรั่งทุกวัน เดินกันไปเป็นขโยงประมาณสิบคน  พูดจาหยอกล้อแซวกันไปตลอดทาง  แต่ละคนก็บ้านโตๆกันทุกคน ..แต่ปรากฏว่าประมาณ 70% ไม่ยอมซื้ออาหารกิน แต่เอาข้าวไปกินกลางวัน  (เอ้อ..แซนด์วิชน่ะ) โดยหิ้วใส่ถุงที่เขาเรียกกันว่า ถุงน้ำตาล (brown bag) คนพวกนี้ประหยัดมากจนมีคำล้อเลียนว่าเป็นพวกถุงน้ำตาล (brown bagger)

 

ส่วนผมเป็นด๊อกจบใหม่ เงินเดือนน้อยกว่าพวกเขา 3 เท่า แต่ผมกลับซื้อกินเต็มที่ ซึ่งผมว่าอาหารมันถูกสุดๆ แถมอร่อยโคตร ซื้อกินจนพุงกาง ราคาเพียง 50 บาทไทย (2 ดอลในขณะนั้น คศ. 1986)  ในขณะที่ตอนนั้นเงินเดือนประมาณ 1 แสนบาท แต่ฝรั่งเงินเดือนสองแสน กลับหิ้งถุงน้ำตาลไปกินร่วมวงกับเรา

 

 

 

ห้องทำงานผมมีคนอยู่สองคน คือผมและเพื่อน (ผู้หญิง) ผมได้เรียนรู้วัฒนธรรมเมกันจากเธอมากทีเดียว  เธอมาจากครอบครัวที่รวยมาก  ขับรถสปอร์ต (เชวี คาเมโร่ สีแดงเพลิง คันละ 25,000 เหรียญ แพงกว่าเบนซ์) ส่วนผมขับโตโยต้า เตอร์เชล 5,000 เหรียญ แต่เธอกลับเอาถุงน้ำตาลมากิน ส่วนผมซื้อกิน

 

เวลาเธอจะซื้ออะไร ตั้งแต่ประกันภัยรถยนต์  ไปจนถึงตั๋วเครื่องบินไปพักร้อน เธอจะโทรศัพท์ไปหานับสิบบริษัท เพื่อสืบราคาหาไอ้ที่ถูกที่สุด  จนบางครั้งผมแสนรำคาญที่ฟังเธอคุยโทรศัพท์ถามรายละเอียดและทางเลือกต่างๆในการซื้อบริการในระดับต่างๆ  แต่นี่มันแสดงว่าเธอนั้นประหยัดสุดๆจริงๆ

 

ผอ. ของหน่วยงานที่ผมทำงานอยู่ด้วย มีพนักงาน 5,000 คน เป็นหน่วยงานรัฐบาล เปรียบกับไทยคงประมาณอธิบดีกระมัง  เงินเดือนก็สูงที่สุดในหน่วยงาน (ประมาณ 5 แสนบาทต่อเดือน)   ปรากฏว่า รถยนต์ส่วนตัวของท่านราคาประมาณ 10,000 เหรียญ เท่านั้น ไม่มีรีโมท ประตูเป็นแบบมือหมุน ไม่มีเซ็นทรัลล็อค ( ที่รู้เพราะท่านเคยเป็นครูสอนวิชาคำนวณผมมาก่อน สนิทกันพอควร)  ส่วนไทยเรา (แม้ในช่วงพศ.นั้น) มีรีโมท  เซ็นทรัลล็อค และประตูไฟฟ้าหมดแล้ว  

 

ผมเคยคำนวณว่าคนเมกานั้นโดยเฉลี่ยเงินเดือน  3 เดือนก็สามารถซื้อรถราคาปานกลางได้แล้ว ส่วนคนไทยเราต้องใช้เงินเดือน  4 ปีกว่าจะซื้อรถราคาเฉลี่ยได้หนึ่งคัน  แต่ทำไมเมืองไทยกลับมีรถเกลื่อนเมือง จนรถติดกันยาวเหยียด

 

 

เงินเดือนเฉลี่ยเขาสูงกว่าคนไทยเราประมาณ 15 เท่า  ในขณะที่รถเบนซ์เขาราคาถูกกว่าในเมืองไทย 3 เท่า แสดงว่าเขามีศักยภาพในการซื้อรถเบนซ์มากกว่าเรา  45 เท่า แต่กลับปรากฏว่าหาคนขี่รถเบนซ์ได้น้อยมาก หาใช่ว่าเขาชาตินิยม เพราะทุกคนอยากขี่รถเบนซ์ด้วยกันทั้งนั้น และถ้าใครขี่รถเบนซ์ก็จะได้รับการกล่าวขวัญและนิยมชมชื่น (ด้วยความอิจฉา)  

 

แต่ทำไมบ้านเรากลับมีรถเบนซ์เกลื่อนเมือง โดยที่รถเบนซ์ต่อหัวประชากรไทย น่าจะมากกว่าเมกันนับสิบเท่า ทั้งนี้ผมลองมองดูในมหานครนิวยอร์ค ประมาณ 10 นาทีจะเห็นรถเบนซ์ผ่านมาสัก 1 คัน แต่ในกทม. เรา 1 นาทีมาหนึ่งคันเป็นอย่างน้อย

 

คนเมกันเขาฉลาด เขาไม่ลงทุนในรถยนต์หรอก เพราะราคามันตกลงเสมอ แต่เขาลงทุนมากในบ้าน เพราะราคาบ้านสูงขึ้นเสมอ ส่วนไทยเราบ้านซอมซ่อไม่ว่า ขอให้มีรถโก้เอาไว้ขับอวดก่อน

 

สรุปว่า ฝรั่งนั้นไม่แต่ประหยัด เลือกซื้อ  แต่เขายังฉลาดรู้จักลงทุน และไม่เห่อเหิมหนักเท่าคนไทย

 

นิสัยที่แตกต่างที่น่าสนใจมากเลยนะ

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๑ พย. ๕๓)

 




Tag: ฝรั่งเจริญกว่าไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-11 22:42:33 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,ต่างประเทศ,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

พลิกวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาส (ตอน ๒)

พลิกวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาส  (๒)

 

ผมได้เขียนตอน ๑ ไปแล้ว สรุปคือ ให้ลดการทำนาไร่ เอาเพียงพอกินในประเทศ ไม่เน้นส่งออก แล้วเอาพื้นที่มาปลูกป่า สำรวจหาแอ่งน้ำธรรมชาติแล้วขุดรอกเป็นอ่างแก้มลิง  (ลักษณะภูมิประเทศแบบนี้ผมไปเจอมาแล้วที่อ.ประทาย จ.โคราช ที่ซึ่งมีอ่างลักษณะนี้อยู่ แต่อ่างมันแห้งน้ำยามหน้าแล้งเสมอ เพราะลำธารขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะถนนมันกั้นเปลี่ยนเส้นทางน้ำ นอกจากนี้อ่างห้วยยางริมม.ผมเองก็มีลักษณะแบบนี้)  โดยขุดคลองใหม่ หรือขุดลอกคลองเก่าเชื่อมจากลำน้ำหลักมาเข้าแก้มลิง  จากนั้นพัฒนาพื้นที่รอบแก้มลิงเป็น นิคมอุตสาหกรรม

 

ผมค่อนข้างมาแปลกที่เสนอให้สร้างนิคมอุตสาหกรรมรอบแก้มลิง แทนการทำนาทำไร่ เพราะส่วนใหญ่พอมีน้ำเราคิดกันแต่จะให้ทำนา เพื่อให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาจะได้ตกต่ำ จากนั้นก็แข่งกันตัดราคาให้ต่ำลงไปอีกระดับด้วยการแข่งกันตัดราคากับเวียตนาม (ที่ผลผลิตล้นเหมือนกัน)  ดังนั้นยิ่งทำนามากเท่าไรเราก็ยิ่งจนมากเท่านั้น

 

แต่ถ้าเราเอาพื้นที่รอบๆมาทำอุตสาหกรรม มันจะได้ผลดีหลายสถาน เช่น 1) ประชาชนมีรายได้มากขึ้น  2) ปชช. รอบๆอ่างจะไม่ต่อต้านการสร้างอ่างเพราะจะทำให้ที่ดินของพวกเขามีราคาสูงขึ้น 10 เท่า 3) ปชช. ไม่ทิ้งท้องถิ่นไปอยู่นิคมอุตฯริมทะเล ทำให้ลูกเต้ามีพ่อแม่ดูแล ไม่เป็นปัญหาสังคม 4)  กทม. และปริมณฑล แออัดน้อยลง  5) ฯลฯ

 

เรื่อง ปชช. รอบอ่างต่อต้านทั้งก่อนและภายหลังการสร้างอ่างนี้เป็นปัญหาสังคมการเมือง ที่น่าพะอืดดพะอมมาก เพราะบางคนสูญเสียที่นาริมอ่าง บางคนที่นาเก่าถูกน้ำท่วม เพราะคันดินรอบอ่างกั้นน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงอ่าง  ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เสียคะแนนเสียง

 

แต่ถ้าเราเอามาทำเป็นนิคมอุตฯ เราสามารถเรียกชาวบ้านมาประชุม แล้วออกเป็นข้อบังคับเฉพาะกาลของชุมชนว่า ผู้ที่เสียที่ดินไปจะได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม และมีกำไรด้วย ไม่ใช่จากรัฐบาล แต่จากปชช.ด้วยกันเองที่ได้กำไรจากการขายที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน โดยรัฐบาลจะเป็นคนกลางในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ แบบนี้มันก็วินวินทั้งสองฝ่าย  (ลืมวินอีกฝ่ายคือฝ่ายอุตสาหกรรม ที่มีแรงงานที่บ้านอยู่ใกล้ คนงานมีความสุขก็ทำงานอย่างมีปสภ. อ้อ..อีกฝ่ายคือ รัฐบาลที่เก็บภาษีได้มากขึ้น ก็มีงบเอาไว้งาบได้มากขึ้นด้วย)

 

 

นอกจากนี้เรากำหนดไปเลยว่าปชช.ริมอ่างจะได้สิทธิในการเข้าทำงานในโรงงานก่อนคนนอกรอบ ก็จะมีรายได้กันถ้วนหน้า แต่เพื่อกระจายรายได้ อาจกำหนดว่าให้แต่ละคนทำงานได้แค่สัปดาห์และ 3 วันเท่านั้น ก็จะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ากว่าปกติ (แต่รายได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ซึ่ง 3 วันที่เหลือก็เอาไปทำนาไร่ ก็มีชีวิตที่สมดุลดีนะ)

 

สำหรับรัฐบาลมีหน้าที่ออกกฎหมาย และหรือ นโยบาย ให้โรงงานที่กระจุกตัวอยู่ตามริมทะเล ทั้งของไทยและเทศ ออกมาสร้างโรงงานในนิคมเหล่านี้ ซึ่งกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ  ก็เป็นการกระจายความเจริญ (และมลภาวะ) ออกไปทั่วประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้กระจุกอยู่แต่แถวริมทะเล

 

 

การที่จะผันน้ำเข้ามาสู่แอ่งเหล่านี้ได้นั้นคงต้องมีการกั้นเขื่อนในลำน้ำสายหลัก เพื่อยกระดับผิวน้ำบ้างไม่มากก็น้อย  ดังนั้นจะเกิดการเอ่อท่วมตลิ่งของลำน้ำบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งส่งผลเสียต่อปชช. โดยเฉพาะเกษตกรริมตลิ่งบ้าง ซึ่งอาจแก้ได้หลายวิธี เช่น พื้นที่สร้างเขื่อนควรเลือกเอาบริเวณที่ตลิ่งสูง ก็จะเกิดปัญหาน้อย แต่หากเกิดการท่วมเสียหาย ก็อาจมีกฎการชดเชยค่าเสียหายด้วยภาษีที่เก็บได้จากนิคมอุตสาหกรรมเป็นเวลา เช่น 20 ปี รวมทั้งให้สิทธิในการเข้าทำงานในโรงงานด้วย

 

น้ำในอ่างที่เหลือใช้จากอุตสาหกรรม เราก็ปล่อยไปเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมได้ 

 

อย่าลืมด้วยว่าพื้นที่ปลูกป่าที่มากขึ้น จะทำให้เรามีน้ำในลำน้ำมากขึ้นในหน้าแล้งด้วย เพราะป่าจะค่อยๆ ส่งน้ำออกมาตลอดปี ไม่ใช่ปล่อยมาโครมเดียวยามน้ำหลาก  จนท่วมเสียหายไปหมด

 

 

อุตสาหกรรมก็มีน้ำใช้พอเพียง และเหลือให้เกษตรกรใช้ตลอดปี

 

โดยที่อุตสาหกรรมที่รัฐจะส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดก็คือ อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมจากป่าไม้อีกต่างหาก ก็ยิ่งเกื้อกูลกันแบบครบวงจร ทั่ง ป่า น้ำ อ่างเก็บน้ำ เกษตรกร และอุตสาหกรรม ชาวเมืองก็ยินดีที่น้ำจะท่วมเมืองน้อยลง ทั้งจากป่าและอ่าง

 

และการทำแบบนี้มันเป็นระดับเล็กที่กระจายไปทั่วประเทศ แม้ในบางกรณีมีผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในวงกว้าง  เป็นการได้ที่คุ้มเสียนับร้อยเท่า

 

พรรคการเมืองไหนคิดออกก่อน ช่วยกรุณาเอาไปหาเสียงด้วยครับ

 

 

....ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๑ พย. ๕๓)

 




Tag: น้ำท่วม, ปลูกป่า, แก้มลิง, นิคมอุต

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-11 22:40:57 น. general,การเมือง,ครอบครัว,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 1 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

พลิกวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เป็นโอกาสเพื่อปฏิรูปประเทศ

พลิกวิกฤตน้ำท่วมใหญ่เป็นโอกาสเพื่อปฏิรูปประเทศ

 

น้ำท่วมใหญ่คราวนี้หากไม่แห้งไปจากความสนใจของคนไทยและรัฐบาลไทยเสียก่อน ผมขอเสนอให้รัฐบาลเร่งวางมาตรการผูกพันระยะยาว เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต และสร้างโอกาสครั้งสำคัญให้ประเทศไทยพร้อมกันไป

 

แนวทางสำคัญที่สุดที่ผมขอเสนอคือ การลดพื้นที่ทำนาและไร่ลงแล้วหันมาปลูกป่าแทน เพราะการทำนาไร่นั้นนอกจากช่วยให้น้ำท่วมมากแล้ว ยังสร้างรายได้ต่อไร่น้อยอีกด้วย  รายได้สุทธิเฉลี่ยในวันนี้เมื่อหักค่าใช้จ่าย (ปุ๋ย ฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า) ตกประมาณ 2000 บาทต่อไร่ต่อปีเท่านั้นเอง ชาวนาอีสานมีนาเฉลี่ยครัวละ 5 ไร่ มี 5 ชีวิตที่ต้องเลี้ยงดู ก็คิดดูแล้วกันว่าทำไมพวกเขาจึงรับเงิน 500 บาทเพื่อขายเสียง

 

เพียงแค่ปลูกยูคา ก็จะได้แล้วประมาณ 5000 บาทต่อไร่ต่อปี แถมเหนื่อยน้อยกว่าทำนา (เลือกพันธุ์ยูคาที่ไม่ทำลายดิน หรือไม่ก็ปลูกไม้โตเร็วชนิดอื่นก็ได้ ) ซึ่งป่าพวกนี้ยังช่วยซับน้ำฝนไว้ให้ท่วมเมืองน้อยลงอีกด้วย

 

ถ้าปลูกไม้ที่ให้ผลผลิตในระหว่างโตด้วยก็ยิ่งดี เช่น ยางพารา (ที่คัดสรรพันธุ์ให้เหมะกับสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ด้วย ไม่ใช่เอายางใต้ไปปลูกอีสาน ซึ่งอาจได้น้ำยางน้อยลงมาก หรือโตช้ามาก) พอหมดอายุแล้ว ก็ยังตัดไม้มาขายได้ เช่น เอาไปทำเฟอร์นิเจอร์

 

รัฐควรมีการวิจัยเพื่อหาพันธุ์ไม้แนะนำ ที่ได้ประโยชน์หลายต่อ เช่น ไม้แดง ไม่ค่อยมีใครคิดถึง มันไม่กินพื้นที่มากนัก (ทรงพุ่มแคบ) และเมล็ดของมันนั้นกินได้อร่อยมากทีเดียว เอามาทำเป็นของขบเคี้ยวขายได้อีก เปลือกของลูกมันที่หล่นมาก็เอามาทำเชื้อเพลิงได้เพราะใหญ่และแข็งมาก  ไม้แค (แคบ้านเรานี่แหละ) โตเร็วและเส้นใยยาวดีมาก (น่าเหมาะทำกระดาษ) นอกจากนี้ใบโปร่งมีแดดส่องถึงพื้น ก็เลี้ยงสัตว์กินหญ้าในสวนได้ เช่น วัว แพะ กวาง โดยเฉพาะใบแคนั้นธาตุอาหารสูงมาก ก็ตัดลงมาเลี้ยงสัตว์ได้อีก จะได้กำไรหลายต่อมาก มูลสัตว์ที่ออกมาก็เป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ ไม้สำโรง (ลูกมันให้น้ำมัน ใช้ประโยชน์ได้มากมาย) ไม้กระบก (ทรงพุ่มค่อนข้างหนา) ผลดกมาก เอามาทำน้ำผลไม้ได้มีวิตามินสูงมาก (สัตว์มีเขาทุกชนิดชอบกินแสดงว่าคงมีแคลเซียมบำรุงกระดูกสูง)  ส่วนเมล็ดเอามาขายเป็นนัทได้ (รสชาติและลักษณะคล้ายอัลมอนด์) ฯลฯ

 

พอถึงคราวตัด ไม้บางชนิดเอาไปทำกระดาษ บางชนิดเอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ บ้าน เครื่องใช้ต่างๆ ได้มากมาย โดยรัฐต้องสร้างอุตสาหกรรมมารองรับไว้ด้วย เป็นการสร้างงานรายได้ดีให้กับคนเพิ่มขึ้นอีก  ทำดีๆจะได้ถึงสองแสนบาทต่อไร่ต่อปี (ผมเคยคำนวณไว้แล้ว)

 

 

ทุกวันนี้เราไปคิดกันแต่จะแข่งกับเวียตนามในการผลิตข้าวให้เป็นที่หนึ่งของโลก แต่ผมกำลังบอกว่าให้ปลูกเอาเฉพาะพอกินในประเทศพอแล้ว หันมาปลูกป่าดีกว่า เพราะรายได้ดีกว่ากันมาก เหนื่อยก็น้อยกว่า แถมช่วยลดน้ำท่วม เพิ่มคุณภาพสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (ลดโลกร้อน)

 

ถ้าไม่ปลูกป่า จะหันมาปลูกสวนผลไม้ก็ได้ แต่ต้องสำรวจตลาดให้ดีว่ามีตลาดรองรับ หรือมีอุตสาหกรรมแปรรูปรองรับ

 

สำหรับพื้นที่การปลูกนั้นต้องสำรวจให้ดีด้วยเทคโนโลยี โดยควรปลูกบนพื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน (upper watershed area)  ในส่วนที่ใกล้สันปันน้ำ ส่วนพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง  (ใกล้ลำน้ำ) นั้นอาจเปิดเอาไว้ทำนา ไร่

 

นั่นว่าเฉพาะการเปลี่ยนพื้นที่นาไร่มาปลูกป่า ส่วนป่าที่ถูกบุกรุกทั้งโดยชาวบ้านและนายทุนนั้นก็ต้องเร่งเอาคืน เช่นริมถนนผ่านขุนเขาจังหวัด แพร่ น่าน เชียงราย เพชรบูรณ์ ที่สองข้างทางเป็นเขาหัวโล้นหมดแล้ว ทั้งที่นักการเมือง และข้าราชการที่เกี่ยวข้องก็เห็นตำตา แต่ก็ไม่เห็นทำอะไรกันสักที

 

 

สำหรับแก้มลิงนั้นก็ควรขุดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (แม้ในบริเวณที่น้ำไม่ท่วม) โดยควรสำรวจหาบริเวณแอ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ จะได้ใช้งบน้อย และมีแรงต่อต้านจากประชาชนน้อย เนื่องจากน้ำก็ท่วมแอ่งเป็นประจำจนทำอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว แอ่งเหล่านี้มีอยู่มากมายในประเทศไทย ซึ่งบางแอ่งอาจอยู่ไกลจากเมืองที่น้ำท่วมสักหน่อย แต่คลองที่เชื่อมจากแม่น้ำไปสู่แอ่งเหล่านี้ก็เป็นคลองชลประทานสำหรับชาวไร่นาสองฟากฝั่งโดยปริยาย

 

บริเวณรอบแก้มลิงเหล่านี้ควรพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพราะอุตสาหกรรมมักต้องการน้ำในการผลิตมาก ต้องมีการตัดถนนผ่านด้วย ซึ่งทิศทางและความสูงของถนนนั้นถ้าออกแบบให้ดีก็สามารถใช้เป็นทำนบกักกั้นน้ำให้ช่วยบรรเทาสภาวะน้ำท่วมได้อีกด้วย  ประชาชนจะไม่ต่อต้านการก่อสร้างเพราะนำความเจริญมาให้ ขายที่ดินก็ได้ราคาสูง

 

 

นิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่กระจายอยู่ตามท้องถิ่นนี้ยังเป็นทำนบกั้นไม่ให้ชาวชนบทไหลมาท่วมกทม. และปริมณฑลจนนองไปหมด จนไหลเอ่อไปตามท้องถนนในช่วงปีใหม่สงกรานต์ ที่ชนกันตายปีละเป็นพัน

 

ยังเป็นการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศแทนการกระจุกอยู่ริมทะเลฝั่งตะวันออก พ่อแม่ก็ไม่ต้องทิ้งลูกเต้า  เด็กๆอบอุ่น  มีพ่อแม่ดูแลอบรม  ก็ช่วยลดปัญหาเยาวชน  

 

ต้องขอขอบคุณน้ำท่วมใหญ่ล่วงหน้าถ้ามันนำสู่การปฏิรูปสังคมไทยให้ดีขึ้นได้

 

...ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๐ พย. ๕๓)

 




Tag: น้ำท่วม, โอกาสจากน้ำท่วม

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-10 19:56:41 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,สิ่งแวดล้อม,เศรษฐกิจ 2 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๒) ...อิงตน vs อิงนาย

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๑๒) ...อิงตน  vs อิงนาย

นอกจากลักษณะทางกายภาพ (ลักษณะภายนอก) ที่ฝรั่งตัวใหญ่กว่าเรา  สีผิว สีผมอ่อนกว่า  
ตาโตกว่า  ผิวหยาบกว่า และ..ที่ไม่ค่อยรู้กันคือ...ขี้ฝรั่งก็เหม็นกว่าขี้ไทยด้วย (เพราะกินแต่
เนื้อสัตว์และเนยเน่ามากกว่า ...ที่ไทยเราก็กำลังเอาอย่าง)

นอกจากนี้ แนวคิด (ลักษณะภายใน) และวัฒนธรรมของฝรั่ง ก็ต่างจากแนวคิดของไทยเรา
มากอีกด้วยมากมายนับร้อยเรื่อง  (ถ้ามีเวลาและ มีกินมีใช้พอเพียง จะมาเล่าให้ฟังอีกร้อย
ตอน แต่ตอนนี้มีเวลาน้อยและคิดไปว่าอาจไม่พอกินในอนาคต (ไม่รู้เท่าไรจะพอ ...ขอสัก
76K แบบตักคี่ก็น่าพอนะ)   ก็เอาพอหอมปากคอแล้วกันนะ)


เอ้า...เอาเรื่องสำคัญสำคัญ เช่น การเมืองก่อนก็แล้วกัน เพราะการเมืองนั้นมันเป็นต้นธารที่
สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด  (ก็น้ำเน่าท่วมประเทศแบบนี้ นอกจากเห็นแล้วยังได้กลิ่นอีกด้วย)


คนไทยเราบูชาการเมืองฝรั่งกันหนักหนา เพราะเห็นว่าเป็นประชาธิปไตย (ปชต)  ตามที่นักวิชา
การะดับด๊อกชี้นำเรามาแต่บุราณกาล  แต่หารู้ไม่ว่าปชตตะวันตก (ปชต.ตต.) .นี้มีต้นเหตุมา
จากการ “เห็นแก่ตัว” ของฝรั่ง

...ส่วนไทยเรานั้นอยู่เย็นเป็นสุขกันมานานจากการ “เห็นแก่ส่วนรวม” มาโดยตลอด ตั้งแต่
สุโขทัย ยันสมัยร.๖ แห่ง รศ.  แต่เรากลับทอดทิ้ง หันไปหา ปชต.ตต. เหมือนเด็กแว้นโง่เง่า ที่
ไม่สนใจคำสอนของพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า หันไปหาแต่ “แฟชั่น”  ตามกระแส เท่านั้นเอง

ปัจจัยสำคัญหลักที่บีบให้ฝรั่งคิดค้นระบบปชต. ขึ้นมาได้ก็คือ ปัจเจกชนนิยม (individualism)
นี่เอง  เพราะนิสัยฝรั่งที่บ่มเพาะกันมานาน นั้นก็คือ ระบบ “ข้านี้เก่ง ไม่ต้องฟังเอ็งก็ได้” ก็เลย
ต่างคนต่างแยกกันอยู่ เพราะถ้าอยู่ร่วมกันเมื่อไร ก็บรรลัยเมื่อนั้น ..แต่นี่แหละที่มันกลับทำให้
ฝรั่งมาอยู่ร่วมกันแบบปชต.ตต.ได้


...เอ้า พักครึ่ง เวลา ไปหาซื้อถั่วต้ม อ้อยควั่น กินกันก่อนนะ เดี๋ยวยืดนิ้วแล้วจะมาพิมพ์ให้อ่าน
กันต่อ

.
.
.

ฝรั่งมันเรียนรู้มานานว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ตายกันหมด (เพราะข้าศึกนับพันหมื่นแสนมันจะมา
จับไปเป็นทาสเสียหมด)  แต่ถ้าอยู่รวมกัน มีนายใหญ่ (กษัตริย์) สั่งการคนเดียว ก็ยอมรับไม่
ได้  เพราะเราก็เก่งปานกัน(มัน)  สุดท้ายมันก็มาลงตัวที่ระบบ ปชต. นี่แหละ  ...มันเป็นระบบที่
พบกันครึ่งทางนั่นแล

ปชต. เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เผ่าพันธุ์ที่มีนิสัยแบบฝรั่งอยู่รอดได้ เป็นการประนีประนอ เหตุ
และปัจจัยโดยธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับการอยู่รอดของฝูงหมาป่า เสือ กวาง ผึ้ง ปลวก ที่ต่าง
ก็มีวิธีเฉพาะแห่งตนทั้งสิ้น

เช่นเสือหากินเดี่ยว  หมาไนหากินหมู่  มดหากินเป็นรัง นกกระเรียนสมสู่คู่เดียว ส่วนแพะภูเขา
สมสู่ด้วยหัวหน้าฝูงตัวเดียวกับตัวเมียทั้งฝูง ....ทั้งหลายทั่งปวง ก็เพื่อความอยู่รอดแห่งเผ่าพันธุ์


แต่อนิจจา..วันนี้คนไทยเรากำลังโง่กว่าปลวก หมาใน และเดรัจฉานทั้งหลาย  ที่ไปลอกระบบ
การเมืองฝรั่งมาใช้ทั้งดุ้น แล้วนิยมบูชากันหนักหนา ว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ...ที่ต้อง
มีสส. สว. มาจากการเลือกตั้งแบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง (มีสิทธิ์เลือกตั้งแบบปัจเจกที่เท่าเทียม
แบบฝรั่ง)

ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันแบบฝรั่ง โดยดักดานไม่ศึกษาประวัติศาสตร์บ้างเลยว่า ผู้หญิง
ฝรั่งนั้น แม้เมื่อสัก 70 ปีมานี้ยังไม่มีสิทธิ์โหวตเลย เมื่อสัก 100 ปีมานี้ยังห้ามสูบบุหรี่ (เมียใคร
แอบสูบแล้วถูกจับได้ จะถูกลงโทษด้วยการเอามานั่งกลางเมือง หอนาฬิกา  แล้วถูกผู้ชายทั้ง
เมืองเอาน้ำเย็นมาราดรด ในหน้าหนาวที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศา โดยผัวตัวเองเป็นเจ้าภาพ)
ส่วนผู้หญิงที่เก่งกาจด้านศาสนา ก็ถูกจับเผาทั้งเป็นไปหลายหมื่นคน ทั้งในอเมริกาและยุโรป

ส่วนไทยเราเป็นปชต.ครั้งแรก หญิงก็โหวตได้เท่าชาย (ล้ำหน้าฝรั่ง usa เสียอีก) กินหมากพลู
บุหรี่ เหล้า ก็เท่าเทียมชายมาแต่กาลก่อนแล้ว  ถ้าเก่งศาสนาก็กลายเป็นเจ้าแม่ มีศาลให้เห็น
อยู่เต็มประเทศ แทนที่จะถูกประณามว่าเป็นแม่มด (witch) จนถูกไล่ล่าจับมาเผาทั้งเป็นนับ
หมื่นแสน

อย่างนี้แล้วยังจะเห่อ ปชต. ตต. ฝรั่งอีกต่อไปหรือ

เฮ้อ...เหนื่อยโว้ย (เอ้อ..ครับ)  เอาแค่นี้ก่อน ที่เหลือคิดเอาเองบ้างได้ไหม ต้องให้ด๊อกเตอร์
รากหญ้า บอกสอน ไปหมดทุกถ้อยกระทงความเลยหรือ

...สองชาติ ใจเต็ม (๑ พย. ๕๓)



Tag: การเมืองใหม่, ฝรั่งเจริญกว่าไทย

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-01 20:38:19 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

ค่าทางด่วนแพง...ผลพวงจากรัฐบาลโง่ที่ไม่สนใจทุกข์ยากประชาชน

 

 

ค่าโง่ทางด่วน (ในมุมมองของผม)

 

 

ผมจำได้ว่าทางด่วนสายแรกของเราคือดินแดงไปบางนา เปิดตอนแรกเมื่อประมาณ พศ. ๒๕๒๓ เห็นจะได้ ค่าทางด่วน 15 บาทถ้าจำไม่ผิด พอเปิดครั้งแรกก็มีลูกค้าเกินพิกัดเรื่อยมาจนบัดนี้  พวกนักธุรกิจคงเห็นช่องทางทำกำไรมหาศาลเลยลงทุนสร้างทางด่วนกันมากขึ้นอีกหลายสาย ซึ่งก็แน่นทุกสายจนรถติดบนทางด่วน กลายเป็นที่มาของคำว่า ลานจอดรถลอยฟ้า

 

 

ที่สำคัญคือทางด่วนนี้ขึ้นราคามาโดยตลอด ในพศ.  ๒๕๕๓ นี้ราคาจาก  15 บาท กลายเป็น 50-80 บาทได้แล้วกระมัง (ผมไม่ทราบแน่เพราะนานๆเข้ากทม. สักที) ซึ่งผมว่ามันผิดปกติมากมหาศาล  แต่คนไทยใจดี มีอะไรก็อดทนอดกลั้นกันไป  ไม่เคยเห็นข่าวเชิงวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นนี้กันเสียที

 

 

ขึ้นราคาทุกครั้งบริษัทอ้างว่าขาดทุนบ้าง มีภาระหนี้สินสูงบ้าง หรือ เป็นไปตามสัญญาบ้าง (ซึ่งถ้าสัญญาว่าไว้อย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าฝ่ายคู่สัญญา (รัฐบาล) งี่เง่ามาก หรือไม่ก็ถูกเงินยัด) 

 

 

การขาดทุนนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะลูกค้าแน่นเอียดมาโดยตลอดเกินคาดแต่แรก  แต่บริษัทมีภาระหนี้สินสูงนั้นเป็นไปได้ เพราะบริษัทพวกนี้มันเอากำไรจากทางด่วนไปลงทุนร้อยแปดเรื่องไปหมด แล้วมันผลักภาระหนี้เรื่องอื่นที่มันไปทำโง่ไว้มาให้คนขับรถตาดำๆอย่างนั้นหรือ

 

 

ในการลงทุนระดับนี้บริษัทต้องทำการประเมินไว้แล้วว่าจะมีลูกค้าเท่าไรต่อปี  จึงได้ตั้งราคาไว้ที่ระดับที่คาดว่าได้กำไรแน่นอน และใช้คืนเงินกู้ได้หมดแน่นอนภายในระยะเวลากู้ ซึ่งผมไม่ทราบว่ากู้กี่ปี่ (น่าจะราวๆ 20-30 ปี)

 

 

อย่าลืมว่าเมื่อเรากู้เงินนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราต้องจ่ายค่างวดเท่าเดิมทุกช่วงเวลาที่ตกลงกัน (เช่นทุกเดือน)  ตลอดช่วงการกู้ ผมเน้นที่ว่า ค่างวดเท่าเดิมไม่ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นลงอย่างไร (ยกเว้นตกลงกันเป็น variable rate)  หรือเงินจะเฟ้ออย่างไรก็ตาม   ดังนั้นถ้าเก็บ 15 บาทแต่แรก แล้วลูกค้ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็แสดงว่ามีกำไรแต่แรกมากกว่าที่คาดเสียอีก  และมีเงินจ่ายค่างวดมาตลอด

 

 

ดังนั้นบริษัทไม่จำเป็นต้องขึ้นค่าด่านเลยแต่ประการใดเลย ก็จะยังมีกำไรงามทุกปี  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นทุกปี (คนซื้อรถมากขึ้น) กำไรก็ยิ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมทุกปี   การขึ้นค่าด่านแล้วอ้างว่าขาดทุนนั้นมันฟังไม่ขึ้นจริงๆ  โกหกซื่งหน้า นอกเสียจากว่ามีการโกงกันภายใน ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของคุณ อย่ามาโยนภาระให้พวกผมสิ

 

 

สมมติว่าระยะเวลาใช้คืนเงินกู้  ๒๐ ปี แต่บัดนี้ผ่านมา ๓๐ ปีแล้ว ก็น่าจะใช้เงินต้นหมดไปนานแล้ว  นอกจากขึ้นราคามาตลอดอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว  พอปีที่  ๒๑  ถึง ๓๐ หมดภาระเงินกู้แล้วก็ยิ่งกำไรกระฉูดกว่าเดิม 100 เท่าสิ  แทนที่จะลดค่าผ่านทาง กลับเพิ่มกว่าเดิมเสียอีก ???

 

 

หรือนี่มันสัญญาทาส ที่รัฐบาลไทยไปทำผูกมัดคนไทยไว้

 

 

ตั้งแต่ปีที่ ๒๑ มาจนวันนี้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่การบำรุงรักษาถนน และค่าจ้างลูกจ้างเท่านั้น ไม่ต้องเสียค่างวดอีกแล้ว (ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด)  แต่ทำไมค่าผ่านทางแพงกว่าตอนต้องเสียค่างวดเสียอีก หรือว่ากำไรส่วนเกินตั้งแต่ปีที่  ๒๑ ส่งให้รัฐบาลหมดก็ว่ามา ถ้าเป็นอย่างนี้ก็พอฟังขึ้น

 

 

การที่รัฐบาลไปทำสัญญาให้เขาขึ้นค่าผ่านทางได้เป็นระยะๆ นั้น ผมเห็นว่าเป็นการเสียค่าโง่ที่ให้อภัยไม่ได้จริงๆ  ที่ถูกที่ควรมันน่าจะกำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมพิจารณาผลประกอบการแต่ละปี ถ้าขาดทุนรัฐจ่ายให้เพิ่มจนเท่าทุน ถ้ากำไรมากก็ต้องเข้ารัฐมาก และมีการให้โบนัสด้วย อย่างนี้ถึงจะยุติธรรม

 

 

ที่สำคัญคือพอใช้เงินกู้หมดแล้ว บริษัทไม่สมควรได้รับกำไรด้วยซ้ำไป  ถ้าจะมีกำไรก็ในฐานะลูกจ้างผู้รับเหมาช่วงบริหารต่อเท่านั้นเอง ไม่ใช่กำไรในอัตราของผู้ลงทุน 

 

 

ในต่างประเทศเขามักนิยมใช้วิธี built-operate-transfer คือบริษัทสร้าง (กู้เงินมาโดยรัฐค้ำประกันเงินกู้)  บริษัทบริหารงานในช่วงเงินกู้ พอใช้เงินกู้หมด ก็ส่งมอบให้รัฐ ซึ่งรัฐอาจจ้างให้บริษัทเดิมบริหารต่อก็ได้  แต่คราวนี้คุณเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนเรานะ กำไรทั้งหมดเข้ารัฐ ซึ่งรัฐอาจเก็บค่าผ่านทางเท่าเดิม หรือ อาจลดราคาลงมาก็ได้ หรือแม้แต่เปิดเป็นถนนสาธารณะที่วิ่งฟรีไปเลยก็ได้ (โดยรัฐเก็บค่าผ่านทางโดยอ้อมอยู่แล้ว คือภาษีน้ำมัน และภาษีรถยนต์นั่งไง)

 

 

แต่ผมเสนอว่าในช่วงจ่ายเงินกู้นั้นควรทำอย่างผมว่า  คือถ้าขาดทุน รัฐจ่ายชดเชยให้จนเท่าทุน  แต่ถ้ากำไรมากเกินไปก็ต้องเข้ารัฐนะ   เพราะการสร้างทางนั้นมันมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน คนอาจใช้น้อยจนขาดทุนได้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของบริษัท เพราะรัฐเป็นผู้มอบนโยบายและสัมปทานให้สร้างทาง (เช่นสายเมืองทอง-เชียงรากนั้นรถวิ่งน้อยมาก น่าจะขาดทุนนะ)

 

 

การที่บริษัทอ้างว่าขาดทุนนั้นผมว่ามันตีขลุม ตีกิน เสียมากกว่า เพราะมันเอาเงินไปลงทุนหลากหลายเรื่อง เรื่อทางด่วนมันกำไรมหาศาล แต่ไปขาดทุนเรื่องอื่น ก็เหมาว่าบริษัทขาดทุน ทั้งที่มันต้องแยกบัญชีกันสิ อย่าเอาไปปนกัน

 

 

เขียนมาจนเหนื่อย รับรองได้ว่า จะมีคนอ่านหลายคนสรุปว่า ก็อย่าไปขึ้นทางมันสิ ก็ขับถนนฟรีที่รัฐบาลจัดให้สิ ก็ไม่ต่างอะไรกับเวลาปวดอึกลางตลาดแล้วให้ทนอดหดพุงไว้ไปเข้าห้องน้ำฟรีของหลวง อย่าไปเข้าห้องน้ำเอกชนขูดรีด ราคาตั้ง 5 บาทแน่ะ

 

 

ผมสรุปว่าไอ้พวกนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกหากินกับคนปวดขี้นั่นแหละ เพราะส้วมสาธารณรัฐบาลมันเหม็นเหลือเกินจนไม่มีใครกล้าเข้า

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑ พย. ๕๓) 

 

 

 

 

 

 




Tag: ค่าทางด่วน, ค่าโง่ทางด่วน

เขียนโดย withwit ที่ 2010-11-01 16:48:12 น. general,การเมือง,ชีวิต-สังคม,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

น้ำท่วมโลก...บ้าเอ๊ย

น้ำท่วมโลก...บ้าเอ๊ย

 

สองสามปีมานี้ได้ยินข่าวน้ำท่วมโลกบ่อยมาก บ้างว่ามาจากสภาวะโลกร้อน บ้างว่ามาจากอุกาบาตยักษ์ ( แหล่งข่าวจากมนุษย์ต่างดาว ที่แสนฉลาดล้ำ ผ่านผู้สื่อสาร (messenger) ชาวไทยที่อ้างว่าทำงานกับเอ็นเอเอ็สเอมานาน (nasa) )

 

ยิ่งน้ำท่วมโคราช ดินแดนที่ราบสูงหนักหนาปานนั้น ประดากระต่ายก็ยิ่งตระหนก จนลูกตาลยังรู้สึกสังเวชในระดับขมอง

 

เพราะพวกนี้ไม่ตระหนักบ้างหรือว่า ในบางปี แม้ธิเบต หลังคาโลกแท้ๆ ก็มีน้ำท่วม ในขณะที่เนเดอร์ลันด์ แล้งแห้ง

 

สำหรับผม นอนคิดสิบนาทีเมื่อคืนวาน สรุปได้ว่า น้ำจะท่วมโลกได้ในสองกรณีเท่านั้นคือหนึ่ง โลกร้อนเกินไป และสอง โลกเย็นเกินไป ส่วนใหญ่วันนี้เราคิดกันได้เพียงตามฝรั่งตาน้ำข้าว  ก็ไปติดกรอบโลกร้อนกันเป็นแถว

 

เอ้า..ผมต่อให้โลกร้อนจนน้ำแข็งขั้วโลกระลายหมดสิ้นไปเลย ตามที่อัล กอร์ และนักวิชาการฝรั่งว่ากันมานาน ผมถามต่อว่า  แล้วระดับน้ำในมะหาสะหมุดมันจะสูงขื้นสักเท่าใด

 

 

เอ้า...นักฟิสิกส์ ลองดิฟ อินติกะเหรดกันดูถี แต่จริงๆแล้วเด็กมอสี่ ตอ. สวนกุหลาบ หรือราดสีมาวิดยาลัย (ห้องคิงส์) ก็พอคำนวณได้อยู่หรอก

 

สำหรับผม ด๊อกรากหญ้า ถ้าให้คำนวณด้วยข้อมูลและความจำสะสมแบบนกขุนทอง ก็พอได้อยู่หรอก แต่แก่แล้ว คงไม่มีเวลาพอ เลยฟันธงแบบคณิตคิดในจิตว่า  ไม่น่าท่วมเกิน 10 เมตร ไปได้หรอก  (หลักเรขา ฟิสิกส์ พื้นๆ ที่จำมาจากครู ที่จำมาจากปากฝรั่งอีกต่อ)

 

หมายความว่าสำหรับประเทศไทย ก็จะท่วมไปถึงประมาณ รัศมี  100  กม. จาก กทม. ก็ประมาณ สิงห์บุรี เพชรบุรีนี่แหละ เป็นอย่างมาก  เพราะความลาดชันพื้นที่ในที่ราบภาคกลางนั้นมันประมาณ 1 ต่อ 10,000 ครับ หมายความว่าระยะ 10 กม. สูงกว่าเขาเพียงแค่ 1 เมตรเท่านั้น

 

 

ส่วนโคราช ที่สูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 300 เมตรนั้น รอดแน่นอน  แม้สองวันก่อนจะท่วมขนาดลอยคอก็ตาม   เอ้า....เศรษฐีปั่นหุ้นอย่าเพิ่งถอดใจนะครับ  รีบมากว้านซื้อพื้นที่ริมเขาใหญ่ให้โกร๋นเลยนะ 

 

นักเศรษฐศาสตร์ที่พอมันมันสมอง จะเข้าใจน้ำท่วมได้ดีกว่าคนอื่น ว่า อย่าเอามาโคร ไปปนกับไมโครเป็นอันขาด เพราะทฤษฎีมันคนละระดับ  น้ำท่วมโคราชวันนี้มันเป็นเพียงไมโครฟลัดเท่านั้น อย่าโง่ไปหาว่าที่ราบสูงแท้ๆยังท่วม ตามที่ไอ้พวกสมองดำที่ใส่เสื้อแดงบางตัวมันเอามาพล่าม เพื่อหวังผลทางการเมืองตามประสาพวกมันเลย

 

เอาหละ...นั่นว่าตามประสาและตามกระแสโลกร้อน ที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายหมดเกลี้ยง แต่ไอ้หรั่งนักวิทยาศาสตร์มันลืมคิดไปว่า พอโลกร้อนจนน้ำแข็งละลายหมด  อากาศมันก็ร้อนขึ้นด้วย แล้วไม่รู้กันเลยหรือว่าอากาศที่ร้อนขึ้นนี้มันรองรับความชื้นที่น้ำระเหยได้มากขึ้น มันก็เลยทำให้น้ำผิวโลกลดระดับลงได้ด้วย จากการระเหยที่มากขึ้นเนื่องเพราะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น  ซึ่งเรื่องพวกนี้คำนวณหาได้ด้วยฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ระดับวิศวะป.ตรีปีสองทั้งสิ้น  เนื่องเพราะเรารู้กันดีว่าอากาศหนึ่งลูกบาศก์รองรับไอน้ำระเหยได้เท่าไร และบรรยากาศมันมีปริมาตรมากว่าน้ำทะเลกี่พันเท่า

 

 

 

เอาหละ...คราวนี้มาเรื่องโลกเย็น ที่ไม่ค่อยมีใครคิดถึงกันนัก ซึ่งผมว่าน่ากลัวกว่าโลกร้อนเสียอีก

 

 

ถ้าโลกเย็นลง เช่น จากการที่อุกาบาตรชนกันจนกลายเป็นม่านหมอกบังแสงอาทิตย์เป็นเวลาสิบปี เมืองไทยเราจะมีหิมะตกหนักกว่ายุโรปเสียอีก (เพราะเราชื้นกว่า) ดังนี้เราจะหนาวตายกันหมด ข้าวปลาก็ตายหมดอีกด้วย แล้วจะเอาอะไรกิน  คนโลกจะตายหลานยพันล้าน เพราะความหนาว และอดอยาก

 

โลกหนาว น่ากลัวกว่าโลกร้อน 100 เท่า แต่อจ. มหาประลัยไทยไม่เคยคิด  เพราะไส่สูต นุ่งกะโปรงกันก้นโป่ง ในห้องแอร์กันมานาน  ตามอย่างหัวหรั่ง  ...สักวันจะรู่ซึ๊ก

 

 

ไว้ว่างๆ จะมาเล่าต่อนะ อย่าเพิ่งเขม่น วันนี้ขอลาไปพามดที่เลี้ยงไว้ออกกำลังก่อนนะ

 

 

...สองชาติ ใจเต็ม

 

 

 




Tag: น้ำท่วมโลก

เขียนโดย withwit ที่ 2010-10-31 20:46:33 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

การเตรียมพร้อมแก้น้ำท่วมในอนาคต (ขอโทษที่อาจเสียดสีเล็กน้อย)

การเตรียมพร้อมแก้น้ำท่วมในอนาคต (ขอโทษที่อาจเสียดสีเล็กน้อย)  

 

(แบบทำใจว่ายังไงมันต้องท่วมแน่ๆ เพราะมันไม่สามารถแก้ทางอื่นที่ดีกว่า เหนื่อยน้อยกว่านี้ได้แล้ว เนื่องเพราะมันเน่าทั้งระบบ)   (ทั้งที่มันมีอยู่ )

 

 

 

-โต๊ะไม้ที่ใช้วางขายของ ของแม่ค้าในตลาดสด ต้องออกแบบให้สามารถใช้ในยามฉุกเฉิน เพื่อให้เป็นถนนคนเดินได้ โดยเอามาต่อกันเป็นสะพาน ขาโต๊ะถ่วงด้วยถุงทรายเพื่อกันลอยหรือน้ำพัดไป

 

-ออกแบบโต๊ะไม้ดังกล่าวให้สามารถวางตะแคงเป็นมุมเอียง แล้วทำเป็นแนวกั้นน้ำได้ (โดยไม่ต้อใช้ถุงทราย)  เรื่องนี้ยาว มีรายละเอียดด้านเทคนิคมากพอควร

 

 

-ควรยกเลิกการทำเกาะกลางถนนสวยงามได้แล้ว เช่น แถวสุพรรณบุรี (เพราะมันสิ้นเปลืองมาก) แต่หันมาทำแนวแผ่นปูนกั้นถนนดีกว่า เพราะไม่ต้องบำรุงรักษา (ตัดหญ้าใส่ปุ๋ย รดน้ำ)  เวลาน้ำท่วมก็สามารถยกแผ่นปูนนี้ไปเป็นแนวกั้นน้ำได้อีกด้วย โดยระหว่างรอยต่อปูนต้องมีเทคโนโลยีอุดรอยรั่วมารองรับด้วย เช่น ทำเป็นรอยต่อแบบตัว แอล หรือเป็นระบบรอยหยักสามเหลี่ยมสลับฟันปลา  อนึ่งแผ่นปูนนี้ต้องไม่ใหญ่มาก น้ำหนักไม่เกิน 100 กก. เพื่อที่ชายไทยสองคนจะช่วยกันหามด้วยแคร่ได้  หรือสามารถเอาใส่สองล้อเข็นไปได้ ดังนั้นต้องออกแบบให้กลวง เบาที่สุดเท่าที่ทำได้  (ต้องคำนวณให้เบาที่สุด โดยที่แผ่นปูนไม่ล้ม และไม่ลื่นไถลไปเพราะแรงดันน้ำ หลักการฟิสิกส์ระดับปีหนึ่งป.ตรี วิศวะ  ที่ดร. ยอดหญ้าหลายคนก็คำนวณไม่เป็น )

 

-ขวดน้ำพลาสติกขนาด 20 ลิตรนั้นสามารถเอามาทำเป็นทุ่นลอยแพได้ แต่ถ้าขวดบางเกินไปจะยวบเสียก่อน (เพราะแรงดันน้ำ) ดังนั้นควรมีกฎหมายกำหนดให้ขวดต้องมีความแข็งแรงพอที่จะรับแรงดันน้ำได้เมื่อเป็นขวดเปล่าที่จมปิ่มน้ำพอดี  ทั้งนี้เพื่อเอาไว้ใช้ในยามคับขัน  คงต้องมีมาตรฐาน มอก.  ออกมาใหม่

 

 

-ควรออกกฎหมายห้ามถมที่ แต่ให้ยกพื้นอาคารให้สูงแทน  เพราะการถมที่นั้นนอกจาก เปลืองเงินแล้ว ยังทำให้เสียระบบนีเวศ เพราะต้องไปขุดดินมาจากที่อื่น (ทำลายหน้าดินและป่า)  และยังทำให้บ้านเรือน ถนน สกปรก (รถบรรทุกดินทำหล่นเรี่ยราดทั่วประเทศ แต่ไม่เคยมีใครสนใจ เพราะมองไม่เห็น เนื่องเพราะตาบอดกันหมดประเทศ ตั้งแต่กรมควบคุมมลพิษ ยัน...เรือรบ ถึงเสือกระบาก)

 

-ระบบเตือนภัยล่วงหน้า (แบบสินามิ)   ซึ่งเรื่องนี้มันไม่เฉียบพลันแบบสินามิ แต่ว่าวิชาการในการทำนายล่วงหน้าต่างหาก ที่ยากยิ่งหย่อนไม่แพ้กัน (ซึ่งนักวิชาการไทยมันมีภูมิแพ้ด้านนี้ เนื่องจากเอาเวลาไปตีกอล์ฟเพื่อไต่เต้ากันเสียหมด)  มีอย่างที่ไหนที่คนทั้งจังหวัดเห็นฝนตกติดต่อกันทั้งพื้นที่มาสามวันเต็ม แต่วิทยุโทรทัศน์ก็ยังออกข่าวพยากรณ์อากาศหน้าตาเฉยว่า จะมีฝนฟ้าคะนองกระจายในพื้นที่ โอกาสฝนตกหนักประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ...อย่างนี้น่าฟ้องศาลปกครองไหมที่องค์กรของรัฐทำให้สูญเสียทรัพย์

 

 

-หันกลับมาหาวัฒนธรรมการสร้างบ้านแบบไทย ที่ไต้ถุนสูง แทนบ้านเห่อฝรั่งที่ตูดติดดิน (โสน้าหน้าว่าไปแล้ว  ที่เจือกเห่อหรั่ง ทรงเสปนกันนักหนา ร้อนก็แสนร้อน ต้องติดแอร์ ต่อไปก็ติดสูบด้วยนะ (สูบน้ำออกน่ะ) )

 




Tag: น้ำท่วม

เขียนโดย withwit ที่ 2010-10-31 19:54:28 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้

เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกอนาถาเพื่อช่วยชาวนาที่น้ำท่วม

เครื่องอบแห้งข้าวเปลือกอนาถาเพื่อช่วยชาวนาที่น้ำท่วม

 

น้ำท่วมนาเสียหายหลายแสนไร่ทั่วไทย  แต่ข้าวที่กำลังสุกนั้นไม่ได้เน่าตายเสียทีเดียว พอน้ำลดแล้ว ข้าวก็ยังอยู่ได้ระยะหนึ่งก่อนที่คอรวงและเมล็ดข้าวจะเน่าตายเสียก่อน ถ้าลอยคอไปเกี่ยวข้าวได้ทัน แล้วเอามาตากแห้งได้ทันก่อนที่จะเน่า ก็พอได้มีข้าวเอาไว้กินกันตายทีเดียวแหละ

 

ไม่ต้องลอยคอก็ได้ เอาแพขวดน้ำ หรือ แพท่อพีวิซีที่ผมได้เสนอไว้ ถ่อไปเกี่ยวข้าวก็ได้ สะดวกกว่ากันเยอะเลย

 

พอเกี่ยวมาได้แล้ว แทนที่จะเอาไปตากบนลานสนามบอลหน้าโรงเรียน ก็มาสร้างเครื่องอบแห้งพลังแดดแบบง่ายๆ ที่สามารถอบแห้งได้เร็วกว่าตากบนลาน 3-4 เท่า ลงทุนน้อยมาก ลงแรงก็ไม่มาก ดังนี้ครับ.....

 

ให้สร้างแคร่ไม้ขึ้นมา ยกพื้นสูงประมาณ 1 ฟุตก็พอแล้ว ใหญ่เล็กแล้วแต่จะชอบ (แนะนำว่ากว้างสัก 1.5 ม.  ยาวสักสี่เมตรน่าจะดี)  พื้นแคร่พาดด้วยไม้รวกเล็กๆ ห่างกันสัก 10 ซม. ตลอดแนว  ทำเป็นตารางสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบ 10 ซม x 10 ซม. โดยประมาณ  จากนั้นปูลาดด้วยตาข่ายในล่อน (ซึ่งตาข่ายนี้ชาวบ้านที่ตากข้าวก็ใช้ปูลาดในการตากบนพื้นดินอยู่แล้ว ใช้ตาข่ายตาห่างดีกว่าตาถี่)  ขึงตาข่ายให้ตึงโดยการเหน็บเย็บชายไว้ตามขอบแคร่ไม้

 

(ถ้าปูด้วยตาข่ายลวดกรงไก่แทนไม้รวกก็จะยิ่งดี  อากาศจะระบายได้ดีกว่า )

 

 

เอาข้าวเปลือกเปียกเทเกลี่ยลงไปบนตาข่ายในล่อนให้สม่ำเสมอ ความหนาประมาณ 10 ซม.

 

ที่ตรงกลางขอบด้านแคบของแคร่ ให้ยกเสาสูงขึ้นกว่าแนวพื้นแคร่ประมาณ 50 ซม. ขึงเสาทั้งสองด้วยเชือก (ทำเป็นราวตากผ้า) แล้วให้เอาพลาสติกดำคลุมไว้ ทำเป็นแบบหลังคาเต็นท์   ถ้าได้พลาสติกไสยิ่งดี ถ้าไม่มีใช้แผ่นสังกะสีก็ได้ ถ้าไม่มีจริงๆ แผ่นพลาสติกสีอะไรก็ได้ แม้แต่ทางมะพร้าว หลังคาจากก็พอไหว ดีกว่าไม่คลุมอะไรเลย  ผ้าดำก็ได้นะ 

 

แนวสันหลังคานั้นควรวางไว้ในแนวลมที่พัดผ่านจะดีที่สุด (ดีกว่าวางขวางลม)

 

จากนั้นก็นอนเฝ้า (กันขโมย ไอ้ขโมยเนี่ยมันเอี้ยขนาดนี้เลยหรือ ) หรือจ้างคนเฝ้าแล้วเดินทางไปอบต. ไปรับเงินช่วยเหลือจากนักการเมืองได้เลยครับ (ถูกหักค่าหัวคิวก็ไม่ว่ากัน)

 

 ประมาณ สองสามวัน ข้าวที่เปียกโชกน่าจะแห้งสนิท ระดับ 15% มาตรฐานเปียกเลยเจียวนะ (ศัพท์เต๊กหนิกเล็กน้อย อย่าเพิ่งหมั่นไส้นะ เพราะความชื้นระดับนี้จะทำให้เก็บรักษาได้ไปอีกนาน ไม่เน่าเสียก่อน)

 

ถ้าตากบนพื้นดินที่ความหนาข้าวเปลือกขนาดนี้ ท่านจะต้องใช้เวลา 5-6 วัน และยังต้องคอยพลิกกลับข้าวตลอดเวลา ทุกๆ ชั่วโมง  แต่แบบที่เสนอนี้ท่านไม่ต้องพลิกข้าวให้เหนื่อยยากเลยครับ แถมเร็วกว่าสอง (ผมทดลองมาแล้วกับพริกขี้หนู แต่ยังไม่เคยทดลองกับข้าวเปลือก เชื่อว่าแนวโน้มน่าจะเหมือนกัน)

 

อีกอย่างที่ยังไม่เคยทดลอง แต่คิดว่าน่าจะช่วยเร่งเวลาการอบแห้งอีกสองเท่า คือ การก่อไฟใต้แคร่  ...เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น เพราะกลางวันเรามีพระอาทิตย์แล้ว

 

 

โดยต้องขุดดินลงเป็นร่องสามเหลี่ยม กว้าง 20 ซม. ลึกประมาณ 10 ซม.  แล้วเอาฟืนเผาไฟ (ดุ้นยาว เช่นไม้ไผ่ ไม้กระถิน) ไปวางไว้ตลอดแนว ตามความยาวของแคร่ จากนั้นเอาแผ่นสังกะสีไปปิดไว้ให้กว้างเท่าความกว้างของแคร่   ต้องมีแผ่นนี้นะครับ ไม่งั้นจะร้อนเกินไปจนข้าวตรงกลางแคร่ไหม้เสียหมด  ความร้อนจากไฟจะแผ่ไปสู่แผ่นสังกะสี แล้วแผ่ไปยังอากาศ เฉลี่ยความร้อนไปทั่ว  ทำให้อากาศใต้แคร่อุ่นลอยตัวเข้าไปในเนื้อข้าว ไปไล่ความชื้นออก   (ต้องปิดรอบแคร่ด้านยาวด้วย กันความร้อนออก แต่เปิดด้านแคบไว้ให้อากาศเข้ามา)

 

 

ถ้าทำแบบนี้ช่วย อาจเพียงวันเดียวก็แห้งสนิทแล้ว ช่วยเปิดพื้นสนามบอลรร. ให้ชาวนาคนอื่นได้มาใช้บริการพื้นที่อบแห้งของโรงเรียนบ้าง

 

หลักการทำงานของเครื่องอบแห้งนี้คือ ความร้อนจากแสงแดดจะส่งผ่านมาสู่อากาศภายใน ด้วยหลักการของเรือนกระจก (greenhouse effect) ทำให้อากาศร้อน ซึ่งช่วยให้เกิดการระเหยน้ำได้ดีกว่าปกติ เพราะความชื้นสัมพัทธ์อากาศลดลง  ส่วนอากาศเย็นใต้ถุนของแคร่จะถูกเหนี่ยวนำให้ไหลขึ้นผ่านชั้นข้าวเปลือกออกสู่ด้านบน ก็ช่วยทำให้ข้าวเปลือกตลอดทั้งชั้นแห้งเร็วกว่าการกองบินดินมาก ทั้งนี้โดยไม่ต้องพลิกกลับกองข้าวให้เหนื่อยยาก  อีกทั้งลมที่พัดผ่านตามแนวยาวของหลังคา ผ่านช่องเปิดที่หน้าจั่วของหลังคา ก็จะยิ่งช่วยพาความชื้นอออกไปได้เร็วขึ้นกว่าปกติ

 

โชคดีชาวนาไทย ขอให้รวยๆ  แล้วอย่าลืมไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคราวหน้าโดยไม่รับเงินด้วยเด๊อ  เป็นศักดิ์ศรีของชาวอีสานบ้านเฮากันถ้วนหน้า

 

...ทวิช จ. (๓๐ ตค. ๕๓)

 




Tag: น้ำท่วม, อบแห้งข้าว

เขียนโดย withwit ที่ 2010-10-31 19:17:32 น. general,ชีวิต-สังคม,วิทยาศาสตร์,เศรษฐกิจ 0 ความคิดเห็น ลิงก์ไปยังบทความนี้