คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ขอม คือ สยาม

August21

…ไม่เชื่อ อย่าลบตู่…

 

 

 

.

เสียมเรียบที่นครวัดคำท้าต่อนักประวัติศาสตร์ ไทย 

 

 

คำวา คามผู้จา ซึ่งชาวเขมรนิยมเรียกตัวเองด้วยภาษาอันสูงส่งนั้น มีนัยที่แปลกประหลาด เพราะหากทำการผวนเสียงก็กลายเป็น ข้าผู้จาม ซึ่งหมายความว่า  พวกข้าเป็นคนจาม 

 

ชาวจาม เคยครองดินแดนอาณาจักร จำปา ที่อยู่ทางตอนใต้ของเวียตนามในปัจจุบัน ที่เกิดเป็นอยู่ในยุคเดียวกับ ขอม ที่มีเมืองใหญ่ๆอยู่ในอาณาเขตของตน เช่น กำปง จาม  และ  จำปา ศักดิ์  เป็นต้น

 

 

หลักฐานและบริบทแวดล้อมต่างๆทางประวัติศาสตร์ (ซึ่งสำคัญกว่าข้อมูลจำเพาะทางประวัติศาสตร์มาก เพราะกาลเวลากัดกร่อน ทำให้ความคมมันทู่ไปมาก) ทำให้น่าเชื่อได้ว่า ชาวจาม (เขมรในวันนี้) เข้ามาปล้นเอาเมืองนครวัดไปจากชาว เสียม  (คนไทยในวันนี้)  แล้วปล่อยทิ้งร้างไว้ 300 ปี จนชาว ฝรั่ง (เศส) มาเจอเข้า ก็เลยสมอ้างบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้เป็นของ ข้าผู้จาม มาจนทุกวันนี้

 

ฝรั่งเศส (และเจ้าอาณานิคมทั้งหลายสมัยโน้น) นอกจากจะทำความระยำไว้มากหลายโดยตรงแล้ว ยัง วางไข่ ความระยำไว้มากจนถึงวันนี้ เช่นความรุนแรง ยากจน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในอาฟริกาในวันนี้ก็มีที่มาจากความระยำของเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสและไอ้ผู้ดีแปดสาแหรกอังกฤษที่เรานิยมชมชื่นกันหนักหนานี่แหละ ที่พวกมันไปแบ่งเขตแดนประเทศกันตามที่มันอยากได้ โดยไม่คำนึงถึงหลักเชื้อชาติ ศาสนา ดั้งเดิมของพวกชนเผ่าดั้งเดิม  จนเกิดปัญหาแย่งดินแดนกันมาจนวันนี้

 

 

จากประเทศ รวันด้า ในอาฟริกา ที่ฆ่ากันตายหลายล้าน มาถึง ภูมิซรอล  ริมเขาพระวิหาร  กรือเซะ ตากใบ  ท่าสองยาง (จ.ตาก)  มันก็ผลพวงของไอ้เศสฝรั่งและไอ้สถุลอังกฤษทั้งนั้นไม่ใช่หรือ อีกทั้งในพม่าที่ฆ่ากันตายหลายแสนก็เพราะไอ้สถุลอังกฤษ (ที่เราไปนับถือว่ามันเป็นผู้ดี ทั้งที่แมร่งผู้ร้ายร้อยปูเซ็ง)

 

คนไทยเราลืมง่ายเสมอ อังกฤษผู้ร้ายกลายเป็นผู้ดี ฝรั่งเศสแสนเหม็นกลายเป็นเมืองน้ำหอม  ส่วนพวกเขมรเขาลืมยาก ทุกวันนี้เขายังไม่ลืมว่า ฝรั่งเศสมันเฉือนดินแดนเวียตนามตอนใต้ ซึ่งเป็นพวก แขกจาม ที่เป็นพวกเดียวกับเขมร ไปให้เวียตนาม จนเป็นปัญหากันมาจนทุกวันนี้

 

ไทยเรามีปัญหาใต้ที่คนมาลายูประมาณ 2 ล้านคนล้นเข้ามาประเทศไทยเนื่องจากเวรกรรมที่อังกฤษทำไว้ แต่ที่เวียตนามใต้  คนเขมร (แขกจาม) ประมาณ 15 ล้านคนล้นเข้าไป ทั้งที่คนเขมรในดินแดน ข้าผู้จาม มีเพียง 13 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า จาม ในดินแดน ญวน เสียอีก ……แต่เขมรก็ไม่กล้าหืออะไรกับเวียตนาม โห…แสดงว่าเวียตนามมันเดินเกมส์การเมืองเก่งจริงๆ  จนบัดนี้เขมรเขาส่งเรื่องให้เวียตนาม (ประธานอาเซียน) ช่วยเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนที่เขาพระวิหารไปแล้ว ..ไอ้โจรจามนี้มันก็แน่จริงๆ ยอมรับว่ามันเล่นเกมส์เก่งกว่าเรา

 

 

พวกเขมร (จาม) นี้มีลิ้นที่ต่างจากขอม (สยาม) คือ ถ้าเราออกเสียง อา เขาต้องออกเสียง เอีย เช่น พระวิหาร์ ก็เป็น เพรียะวิเหียร์  นิพพาน ก็เป็น นิพเพียน  ดังนั้น สยาม ก็กลายเป็น เสยียม และกลายเป็น เสียมในที่สุด

 

พวกจามน่าจะเรียกพวกคนโบราณที่ครองดินแดนขวานทองแบบรวมๆว่า  พวกเสียม แล้วส่งต่อสำเนียงนี้ไปให้พวกจีน ที่เดินทางผ่านจำปามาค้าขายกับเรา  จนจีนก็เลยเรียกเราว่า ตือเซียม มาแต่บัดนั้น  (หมูสยาม)

 

ในตอนโน้นมันไม่มีเขตแดนอะไรที่แน่นอนหรอก  ดังนั้น พวกเสียมกับขอมโบราณคือพวกเดียวกัน เป็นการผสมผสานชนเผ่า ภาษา ศาสนา อารยธรรมที่หลากหลายเข้าเป็น อารยธรรมขอม ที่สืบต่อเนื่องจากอารยธรรม  เจนละ ศรีวิชัย ทวารวาดี ลพบุรี พิมาย  นี่เอง

 

ในช่วงสมัยนครวัดรุ่งเรือง จึงมีชนเผ่าในดินแดนอินโดจีนเพียงสามเท่านั้น คือ ขอม (เสียม) จาม และ ไดเวียต (เวียตนาม) โดยขอมนั้นมีความหลากหลายทางเชื้อชาติมากที่สุด  ส่วนหนึ่งเป็นพวกไดหรือไท (ที่ผสมกับเวียต) ส่วนหนึ่งเป็นพวกละว้า ส่วนหนึ่งเป็นพวก มอญ และส่วนหนึ่งก็เป็นพวก จาม (หรือเขมร) นี่แหละ รวมๆแล้วเรียกว่า ขอม หรือ สะหอม หรือ สะยาม หรือ เสียม นี่เอง

 

คำว่า ขอม (อ่านว่า ขะอม)  หรือ สยม (สะหยม สะหยาม)  นี้น่าจะหมายถึง ผสม นี่เอง  เพราะมีหลายเชื้อชาติผสมกันเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกินนี่เอง

 

 

ดังจะเห็นว่า ภาษาไทย ก็เป็นภาษาผสมจาก มอญ เขมร(จาม) ลาว และ ได(เวียต) นี่เอง รวมทั้งผสมกับชนเผ่าสยามดั้งเดิมที่ครองแผ่นดินนี้มาแต่สมัยเก่าก่อน นานนมกว่านครวัดหลายพันปี ดังหลักฐานการขุดค้นที่บ้านเชียง บ้านโนนวัด บ้านธารปราสาท พนัสนิคม กาญจนบุรี ลพบุรี และ ฯลฯ ทั่วแคว้นแดนสยาม

 

 

ชนเผ่านี้จึงมีลักษณะพิเศษคือ เป็นของผสม ยิ่งในตอนหลังมีพวก จีน มาผสมเข้าอีก ก็เลยกลายเป็นพันธุ์เผ่าพิเศษ ที่ขาดอัตตลักษณ์ที่เด่นชัดแน่นอนมาจนถึงวันนี้ ที่ทำให้ คนไทย ในวันนี้ขาดความเข้มข้น จนทำอะไรก็สะเปะสะปะไปหมด ขนาดว่าเป็นชาติใหญ่ ที่มีเศรษฐกิจใหญ่กว่าเขมร (จาม) 20 เท่า  แต่กลับปล่อยให้เขาสอยร่วงในเวทีโลก จนกลายเป็นเบี้ยล่างเขามาตลอด

 

แม้นักประวัติศาสตร์ไทย ส่วนใหญ่ก็เป็นของผสมจนหน่อมแน้ม ที่ขาดความเด่นชัด มั่นใจ และขาดความรักชาติ อึกอักอะไรไปเห็นของเราเหมือนใครคนอื่น ก็เป็นต้องสรุปว่า เราไปรับอิทธิพลเขามา ผมยังไม่เคยเห็นมีใครสักคนกล้าสรุปว่า เขาเหล่านั้นรับอิทธิพลไปจาก ไทย เราต่างหาก

 

อย่างนี้ก็ยิ่งเข้าทางฝรั่งเศสมันสิ เพราะนักวิชาการมันจ้องหาจุดอ่อนเพื่อทำงานรับใช้ชาติมันอยู่แล้ว

 

เกริ่นความมาเสียยาวยืด ก็เพื่อปูทางไปสู่การสรุปว่า ปี คศ.  1336  พระนามกษัตริย์แห่งนครวัด ที่เคยต่อท้ายด้วยคำว่า วรมัน มานาน 500 ปีก็หายไปเสียเฉยๆ  กษัตริย์นครวัดสามองค์ต่อจากนั้นมามีนามว่า trosok pream, nippean bat และ lompong racha  (อ้างอิง…วิกิพีเดีย “kings of Cambodia”)  

 

ยังไม่เคยมีนักประวัติศาสตร์หรั่งหรือไทยฉุกใจในประเด็นนี้  ซึ่งผมว่ามันสำคัญมาก เพราะจู่ๆวัฒนธรรมการตั้งชื่อ (ที่แสนศักดิ์สิทธิ์) ที่ดำเนินมา 500 ปี ถูกเปลี่ยนไปเช่นนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะเกิดการเปลี่ยนชนเผ่าผู้ปกครองอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

 

ดังนั้นผมสรุปว่าที่มันผันเพี้ยนเช่นนี้เป็นเพราะพวก จาม เข้ามาฆ่าพวก เสียม จนหมดนครวัด แล้วสถาปนาพวกจามขึ้นเป็นกษัตริย์ครองนครวัด พร้อมกันนั้นก็ตั้งชื่อเมืองเสียใหม่ว่า เสียมเรียบ ซึ่งแปลว่า พวกชนเผ่าสยามตายเรียบนั่นเอง ….

 

 

ดังนั้นการที่ เขมรจาม ในวันนี้ (พศ. ๒๕๕๓)  คุยโวว่าได้ฆ่าพวกเสียมตายเรียบที่เมืองนี้นั้น ถ้าเรารู้จักน้อมรับ ยอมรับคำโวของเขา มันกลับกลายเป็นข้อได้เปรียบของเรา ว่าเรานี่แหละคือผู้ครอง และผู้สร้างนครวัด ตัวจริง  แต่โจรจาม (เขมร) มันมาปล้นฆ่าพวกเราเสียตาย เรียบ หมด

 

 

เรื่องนี้สอดคล้องกับจิกซอว์ที่ผมได้ลองต่อไว้ให้เป็นข้อพิพาทอันสำคัญแล้วว่า พระเจ้าสุริยวรมัน 1-2 นั้น คือคนจากลพบุรี ส่วนพระเจ้าชัยวรมันนั้น คือ คนจากพิมาย  (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่  ผมมีหลักฐานมัดแน่น ไม่ได้ว่าลอยๆ หรือตามขี้ปากฝรั่งแบบนักประวัติศาสตร์ไทยที่น่าเชื่อถืออีกหลายคน)

 

แท้จริงแล้ว ผมก็สกัดเอาหลักฐานมาจากการวิจัยของไอ้นักวิชาการเศสฝรั่งที่มันหวังจะมาฮุบเรานี่แหละ เพียงแต่ผม หนามยอกเอาหนามบ่ง ไม่ละเมอไปตามที่พวกมันพ่นฝอยเท่านั้นเอง  ถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดในสิ่งที่ฝรั่งมันพ่น เราก็ได้อะไรมากทีเดียว  ก็ต้องขอบคุณไอ้เศสฝรั่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่ช่วยหาข้อมูลให้

 

 

คศ. 1350 14 ปีหลังนครวัดล่มโดยน้ำมือของพวก โจรจาม พวก เสียม ที่หนีตายแตกสานซ่านเซ็นจากนครวัดก็รวมพลกันได้ ก็มาก่อตั้ง กรุงอโยธยา หรือกรุงศรีอยุธยา ข้างๆลพบุรีนี่เอง ..นี่เป็น ทฤษฎีใหม่ ที่ผมขอฝากไว้ให้คิด เพราะช่วงเวลาและบริบทต่างๆมันช่างสอดคล้องกันแบบเหลือเชื่อ

 

จนวันนี้นักประวัติศาสตร์ไทย (ที่เชื่อตามที่นักวิชาการฝรั่งชี้นำ) ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า พระเจ้าอู่ทอง พระผู้สร้างกรุงศรีอยุธยา คือใคร มาจากไหน

 

บ้างก็ว่ามาจากเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เพื่อหนีโรคระบาด แต่บ้างก็ว่าเป็นบุตรขุนบรมจากเชียงแสน บ้า

งก็ว่า เป็นชาวจีนที่ร่ำรวยมาจากเมืองเพชรบุรี (ตามบันทึกของแวนวลิท …พ่อค้าชาวฮอลันดา) บ้างก็ว่าเป็นราชบุตรพระราเมศวรจากสุโขทัย บ้างก็ว่าเป็นสุลต่านมุสลิม ที่พระศพยังฝังอยู่ที่รัฐกลันตันของมาเลย์จนทุกวันนี้

 

 

แต่ข้าพเจ้าขอเสนอทฤษฎีใหม่ว่า ท่านมาจาก นครวัด ที่แตกพ่ายต่อพวกแขกจาม (เขมร) จน เสียมเรียบ นี่เอง

 

เหตุผล/หลักฐาน/ข้อคิด เพื่อสนับสนุนมีดังนี้คือ

 

1)      ประวัติความเป็นมาของ ขะอม สยม สยาม เสียม และ เสียมเรียบ ดังที่ได้นำเสนอ

2)      ช่วงปีที่ตรงกันมาก คือ อยุธยา (หรืออโยธยา…เมืองแห่งพระราม) ตั้งขึ้นคศ. 1350 ภายใน 14 ปีที่นครวัดถูกพวกจามปล้นไปใน คศ. 1336

3)      ปริมาณคนที่มาก่อตั้งอยุธยาที่มีมากถึง สามแสน ถ้ามาจากอู่ทอง ไม่น่ามีได้มากขนาดนั้น แต่ถ้าหนีตายมาจาก นครวัด ก็พอเชื่อได้ เพราะนครวัดมีคนถึง 1 ล้านคน (ตามที่ฝรั่งมันว่ากัน)

4)      มีเมืองเก่าชื่อ อู่ทองมีชัย ที่นักประวัติศาสตร์ไทยเรียกกันแบบหน่อมแน้มว่า อุดงมีชัย ที่แม้นักประวัติศาสตร์ฝรั่งก็อ้างว่า ตั้งชื่อตามพระเจ้าอู่ทอง ของไทย โดยบ้างก็ว่า ตั้งชื่อตามพระเจ้าอู่ทองของไทยหลังจากหนีภัยโรคระบาด จาก นครวัด  (ถามว่าแล้วทำไม ต้อง มีชัย จากโรคระบาดด้วย น่าจะเป็นมีชัยจากพวกแขกจามมากกว่า จากนั้นก็ หนีภัย จาม มาตั้งกรุงศรีอโยธยา)

5)      ปี คศ. 1352 ฝรั่งบอกว่าสยามอุยธยา ไปตีนครวัด …ถามว่าเพิ่งกำลังสร้างเมืองที่เริ่มเมื่อ 1350 แล้วจะมีอารมณ์ไปทำสงครามหรือ น่าจะเฉลิมฉลองกันเสียมากกว่า แต่ถ้าจริงแสดงว่าไปตีด้วยความแค้น ที่พี่น้องถูกพวกจามมันฆ่าเสียตาย เรียบ มากกว่า

6)      ท้ายสุด แต่อาจสำคัญสุด คือ ชื่อ กษัตริย์ที่ครองนครวัด แต่ปี 1336 ไม่มีวรมันต่อท้าย  แสดงว่าเป็นพวกเชื้อสาย โจรจาม ที่เข้ามาปล้นฆ่าข่มขืนและเปลี่ยนวัฒนธรรม ขะหม สยม สยาม เสียหมดเรียบนั่นเอง

 

 

ถ้าไม่เชื่อตามนี้ ก็ควรแย้งด้วยเหตุผล/หลักฐาน ที่น่าเชื่อถือมากกว่า โดยมีข้อแม้ว่า ต้องไม่บูชาฝรั่ง 

 

..ทวิช จ. (๒๑ สค. ๕๓)

 

 

2 Comments to

“ขอม คือ สยาม”

  1. August 22nd, 2010 at 3:15 pm       withwit Says:

    ท่านbuadhram

    ใช่เลย …ผมต้องการกระทุ้ง นักวิชาการพวกนี้แหละ ที่เข้าข้างต่างชาติหมด อะไรของไทย เลวหมด คลั่งชาติหมด

    อะไรที่เป็นไทย ไม่มีของเราเลย ต้องไปลอก ขอม เขมร อินเดีย จีน หมดทุกอย่าง ต่างไปจากนี้คือ คลั่งชาติ ไอ้อิ๊บอ๋าย


  2. August 21st, 2010 at 7:17 pm       buadhram Says:

    อ่านแล้วชวนคิด และ ให้ติดตามต่อ ขอรับ ครู

    แต่ที่ครูท้าทาย วงวิชาการหนะ เดี๋ยว หากข้อความนี้
    นาย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แห่ง ท่าพระจันทร์ กับนาง
    พวงทอง แห่งคณะรัดสาด รัดเสื่อ แห่ง สามย่านได้อ่านแล้ว อาจหาว่า ครู คลั่งชาติ อย่าง สุดลิ่มเลยนะ ครู ขอบอก ฮาฮาฮา

    ป.ล. ทำให้อยากไปเรียนประวัติศาสต์ อย่างยิ่งยวด ขอร้บ

    ขอบพระคุณบทความที่ยั่วให้แย้ง ขอรับ ครู


You must be logged in to post a comment.