คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ที่มาของคำว่า “ขอม” และ “เขมร” (แบบย้อนเกร็ด"นัก"ประวัติศาสตร์)

August26

…รับใช้เจ้านายทั้งวันจนเหงื่อย้อยเหม็นคลุ้ง ดังนั้น คนเสียมก็เลยเรียกพวกนี้ว่า “ข้าเหม็น

 

 

.

 

ที่มาของคำว่า ขอมและ เขมร(แบบย้อนเกร็ดประวัติศาสตร์)

 

 

ปรมาจารย์ทางประวัติศาสตร์เช่น ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้ขอร้องคนไทยเลิกคิดว่า ขอมไม่ใช่เขมรเสียที โดยท่านให้เหตุผลว่ามันมีหลักฐานมัดแน่นว่า เขมรคือขอม  อีกทั้งมันยังทำให้เกิดความบาดหมางกับเพื่อนบ้าน

 

 

ดูเหมือนว่าหลักฐานสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ ดร.ชาญวิทย์ ใช้ในการยืนยันแบบ มัดแน่นว่า ขอมคือเขมรคือหลักฐานทางภาษาศาสตร์ที่ท่านบอกว่า  สมัยก่อนนี้เรียกกันว่า เขมรกรอมจนเพี้ยนกลายมาเป็น ขอม

 

 

สำหรับคำว่าเขมรกรอมนั้นแปลว่า เขมรต่ำหมายถึงชาวเขมรที่อยู่ในที่ราบต่ำ (คือประเทศเขมรในปัจจุบันนี้)  ซึ่งต่างจากเขมรสูงที่อยู่ในไทยแถวบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ภาษาของทั้งสองเขมรนี้ก็ต่างกันด้วย

 

 

ท่านว่าจากเขมรกรอม ก็เพื้ยนมาเป็น เขมรกร๋อม (ไม่มีหลักฐาน หรือหลักการ ..ท่านคงคิดเอาเอง) จากนั้น เขมรหดไป เหลือแค่ กร๋อม จากนั้นก็ ขรอม และ เป็น ขอม ในที่สุด อะไรประมาณนี้ สรุปคือท่านคิดเข้าข้างเขมรเสียเหลือเกิน หาทางทั้งเพิ่ม (ไม้จัตวา ) และ ตัดคำ หดพยัญชนะ  จะยัดเยียดความเป็นขอมให้เขมรให้ได้ ว่างั้นเถอะ

 

 

ทั้งนี้โดยไม่ได้สำรวจเลยว่า คำว่า เขมรกรอม มีการใช้มานานเท่าไร ก่อนหรือหลังคำว่า ขอม ถ้ามาภายหลังคำว่า ขอม ทฤษฎีของท่านก็เป็นไปไม่ได้ แต่ท่านไม่เคยสำรวจ คิดแต่จะยกประโยชน์ให้เขมรฝ่ายเดียว แม้แต่คำว่า เขมร มายังไง เมื่อไร ก็ไม่รู้ แล้วท่านก็สรุปรวบยอด ยก เขมรกรอมให้กลายเป็นขอม อย่างไม่ยี่หระต่อขมองของคนคลั่งชาติอย่างผมบ้างเลย

 

 

ถ้าอย่างนั้นผมใช้หลักการเดียวกัน แต่ของผมยังมีทฤษฎีภาษาศาสตร์มารองรับมากว่าทฤษฎีของท่านเสียอีก  เช่น  ผมบอกบ้างว่า คำว่า ขอม มาจากคำว่า สยาม  ดังนี้   จากสยาม กลายเป็น ขยาม กลายมาเป็น ขยอม กลายมาเป็น ขอม  (ทฤษฎีคือ ส กับ ข ผันกันได้หลายคำในภาษาไทย เช่น สยาย-ขยาย  สมอง-ขมอง สมาโทษ-ขมาโทษ ส่วย-ข่วย หรือ ส อาจ กลายเป็น ข ผ่าน ก ก็ได้ เช่น สยาย-กระจาย-ขจาย สะเทือน-กระเทือน สะดือ-กะดือ ดังนั้น สยามก็กลายเป็น สยาม-กะหยาม-ขยาม ก็เป็นไปได้) จากนั้น ขยอม ขอม ก็ลองคิดมั่วกันต่อก็แล้วกัน ผมว่ามันมีความเป็นไปได้ทางภาษาศาสตร์กว่าที่ เขมรกรอม กลายเป็นขอม ตั้งร้อยเท่า  ทำไมท่านไม่รู้จักคิดแนวนี้บ้างเลย

 

 

หรือไม่ก็ อาหม ขะหม ขะอม (คำว่า ขอม นั้น อาจอ่านว่า ขะอม ก็ยังได้)  ตามที่จิตร ภูมิศักดิ์ เคยเสนอทฤษฎีว่า สยามมาจากอาหม

 

 

อีกทั้งคำว่า ขอมก็ไม่มีที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน มีเพียงหลักฐานภาษาศาสตร์เลือนลาง เช่น ขอมสบาดโขลญลำพง” (ที่ในสมัยนั้นอาจอ่านว่า ขะอมสะบาด ก็เป็นได้ )  และคำว่า ขอมดำดิน  แต่ในช่วงหลังๆ (ไม่รู้ว่าหลังขนาดไหน) คนสยามเรียกอารยธรรมแถวนครวัดว่า อารยธรรมขอม แล้วบังเอิญในช่วงนั้น ชาวเขมร ในปัจจุบันนี้ก็ อพยพมาอยู่บริเวณแถวๆนั้น พอดี ก็เลยโมเมกันไปมาว่าเขมร คือ ขอม

 

 

..ซึ่งผมได้ให้เหตุผล หลักฐานไว้ในหลายบทความแล้วว่า ไม่ใช่แต่เขมรคือ จามเสียมากกว่า ..เพราะแม้สรีระ และภาษาพูด ทุกวันนี้ชาวเขมร ๑๓ ล้านคน ยังเหมือนกับพวกจาม ๑๕ ล้านคนในเวียตนามใต้เลย ดังนั้นถ้าเขมรคือขอม ก็ต้องสรุปด้วยว่า จามคือขอม คือเป็นพวกเดียวกัน แต่อ้าว.. พวกเดียวกันทำไมรบกัน 400 ปีจนราบพนาสูรไปทั้งสองฝ่าย ซึ่งขอมและจาม หายไปแล้วทั้งสองอาณาจักร เหลือแต่เขมรและสยาม (หรือว่าแท้จริงแล้วก็ไม่ได้หายไปไหน เพราะจามกลายมาเป็นเขมร ส่วนขอมกลายมาเป็นสยามนั่นเอง)

 

 

คำว่า เขมรเล่ามาจากไหน ผมไม่เคยเห็นนักประวัติภาษาศาสตร์ท่านใดเอ่ยถึงเลย วันนี้ผมจะลองตั้งทฤษฎีดู ไม่ต้องกลัวเพื่อนบ้านโกรธหรอก เพราะพวกเขาตั้งเมืองชื่อ เสียมเรียบเย้ยหยันเราเขายังตั้งได้เลย  (ซึ่งผมได้วิเคราะห์ไว้แล้วว่า คำว่าเสียมเรียบนี้ก็เอามาเป็นจิ๊กซอว์เสริมได้ว่า ชาวเสียม อยู่นครวัดมาก่อนแต่มาโดนพวกเขมรฆ่าเสียตายเรียบ)

 

 

แต่ว่าอย่างเป็นกลางแล้ว เราไม่ควรเอาความเกรงใจเพื่อนบ้านมาประนีประนอมกับความจริง หรือ ความเป็นไปได้ทางประวัติศาสตร์นะครับ (เหมือนดังที่ดร.ชาญวิทย์เสนอ)

 

 

ผมเสนอทฤษฎีที่เข้ากับทฤษฎีก่อนๆของผมว่า ในสมัยที่ชาวเสียมอยู่และปกครองเมืองนครวัดนั้น พวกเขามีฐานะดีคงต้องมีข้าทาสที่เป็นพวกจามมาก (ดูบทความก่อนที่ผมวิเคราะห์บันทึกของทูตจีน โจ้วต้ากวน” )  ส่วนพวกจามนี้ยากจน ไม่ใส่เสื้อรองเท้า และคงต้องทำงานหนัก (ทำนาปีละ 4 ครั้ง) รับใช้เจ้านายทั้งวันจนเหงื่อย้อยเหม็นคลุ้ง ดังนั้น คนเสียมก็เลยเรียกพวกนี้ว่า ข้าเหม็น

 

 

..จนกลายมาเป็น ขะเหมน เขมร ได้ในที่สุด การที่สะกดว่า เขมร นั้นก็คงเพื่อทำให้มันดูดีในภายหลัง เพราะคนเขาคงประท้วงก็เลยทำทีเป็นว่าเป็นภาษาพิเศษ จนวันนี้พวกเขมรเขาถึงได้รู้สึกอับอายถ้าถูกเรียกว่า เขมร ซึ่งก็น่าสงสัยว่าทำไมคำนี้ถึงเป็นที่น่าอับอายไปได้  เพราะคำว่า เขมรถ้าสะกดแบบนี้มันไม่มีความหมายทั้งในภาษาไทยและภาษาเขมร

 

 

พอพระเจ้าอู่ทองพาชาวเสียมหนีออกจากนครวัด หลังการยึดอำนาจของพวก ข้าเหม็น  ก็เลยใช้คำเรียกนี้สืบมาจนถึงอยุธยา  พวก ข้าเหม็น ก็เลยผสมกลายเป็นขอมไปได้เมื่อเวลามันล่วงเลยลืมเลือนกันไป 

 

 

พวกนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ (ยกเว้น อ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม) ส่วนใหญ่เข้าข้างเขมรกันหมด ถ้าในภาษาไทยมีคำเขมรอยู่บ้างเป็นต้องกระโจนใส่ว่า เห็นไหมเขมรเขาเป็นชาติเก่าแก่กว่าเรา  ไทยเรายังยืมภาษาเขามาใช้เลย  ทั้งที่ภาษาเขมรก็ยืมภาษาไทยไปใช้มากมาย แต่คนพวกนี้ไม่เคยมองเห็น 

 

 

ว่าไปแล้วการที่ราชาศัพท์ไทย (ที่ใช้มาแต่อยุธยา) ไปพ้องกับภาษาเขมรมากนักถ้ามองอย่างคลั่งชาติแบบผมก็ยิ่งสนับสนุนทฤษฎีว่า พระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด แล้ววันหลังผมจะมาต่อจิ๊กซอว์ให้ฟัง

 

 

อักษรไทยเขาก็หากันว่าลอกมาจากเขมร ซึ่งความจริงลอกมาจากขอมซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับเรามานานต่างหาก ซึ่งลอกมาจากสันสกฤตอีกต่อ หรือความจริงอักษรไทยอาจลอกมาจากปาลีสันสกฤตโดยตรง โดยไม่ผ่านขอมก็เป็นได้ เพราะศาสนาพุทธและคัมภีร์บาลีก็เข้ามาในดินแดนสยามนี้นานก่อนหน้าอาณาจักรขอมเสียอีก แต่คนพวกนี้เขาไม่เคยคิดเข้าข้างตัวเองเลย คิดแต่เข้าข้างเขมร …ช่างน่าชมเชยในความ ไม่เห็นแก่ตัวของพวกเขาจริงๆ

 

 

คิดถึงเพื่อนรุ่นพี่ผม เอ่ยชื่อคงไม่เสียหาย ว่า คือ ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์  ที่ท่านเสนอทฤษฎีว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นคนไทย วันนี้ถ้าท่านมาอ่านทฤษฎีที่ผมเสนอว่า ขอมคือสยาม ท่านคงผงกหัวยอมรับเป็นแน่ ว่าไปแล้ว ถ้าพระพุทธเจ้าทรงเป็นคนไทยจริงดังว่ามันก็ต่อจิ๊กซอว์ได้ว่า พพจ.ทรงให้บันทึกคำสอนของท่านเป็นบาลี (ไม่ใช่สันสกฤต) ก็คงเป็นเพราะว่าท่านต้องการใช้อักษร ไทยดั้งเดิมของท่านนั่นเอง 

 

 

เอ๊ะ…หรือนี่แสดงว่า ขอม ลอก อักขระไทยโบราณไปใช้

 

 

ผมเคยนำหลักฐานหนึ่งไปสนับสนุนทฤษฎีท่าน กล่าวคือ คนไทย คำตี่ ที่อยู่ริมน้ำโลหิต ในแคว้นอัสสัมนั้นนับถือพุทธนิกายเถรวาท นับว่าแปลกแท้ๆ  นี่แสดงว่า พพจ. ทรงตรัสรู้ในแผ่นดินไทยแล้วสอนคนไทยให้เป็นพุทธเถรวาทมาแต่แรก ขนาดคนไทยโบราณเช่นไทยคำตี่พลัดหลงพรรคพวกเข้าป่าหายไปนานยังดำรงศาสนาไว้ได้เลย 

 

 

ท่านได้ยินแล้วตบเข่าฉาด บอกว่าไม่ใช่ แท้จริงแล้ว คนไทยคำตี่ ไปส่งเสด็จพพจ. ให้ไปสอนพวกแขกอินดียต่างหาก เพราะพวกนี้ยังโง่นัก นับถือแต่ผีสางเทวรูป  พอส่งเสด็จถึงริมดินแดนแขกแล้ว ก็เลยปักหลักลงฐานอยู่นั่น เพราะขี้เกียจเดินทางกลับ ชมพูทวีป” (ซึ่งท่านหมายถึงดินแดนไทยที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าเมื่อก่อนเรียกว่า ชมพูทวีป)

 

 

ในบรรดาทฤษฎีประหลาดทั้งหลาย ผมยกให้ทฤษฎีดร.ชัยยงค์ ว่า ดีที่สุดเราต้องการคนไทยที่คิดประหลาดอย่างนี้ให้มาก ๆ  จะได้เจริญกะเขาเสียที

 

 

..คลั่งชาติวันละนิดจิตสะเบย (สำเนียงเขมร) 

 

 

…ทวิช  จิตรสมบูรณ์ (๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓)

 

 

You must be logged in to post a comment.