คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

พระเจ้าอู่ทองเป็นขอม..มาจากนครวัด..หนีตายจากพวกข้าเหม็น

September5

จารึกข้างกองทหารที่กำแพงนครวัดนั้นเขียนว่า สยำกุก น่าจะหมายความว่า ขยำคลุก ก็เป็นได้

.

 

 

พระเจ้าอู่ทองเป็นขอม..มาจากนครวัด

โดย ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

 

จนบัดนี้เรายังเถียงกันไม่ลงตัวว่าพระเจ้าอู่ทอง ผู้ให้กำเนิดรัฐสยาม เป็นใคร มาจากไหน ทฤษฎีเดิมที่ว่ามาจากเมืองอู่ทองก็ถูกพิสูจน์แล้วว่าใช้ไม่ได้

 

 

จึงขอตั้งทฤษฎีใหม่ว่าพระเจ้าอู่ทองนั้นมาจาก นครวัด มีหลักฐาน เหตุผลสนับสนุนดังนี้

 

1)      จากการบันทึกของโจ้วต้ากวน (ทูตการค้าชาวจีน) เมืองนครวัดในพศ. 1838 นั้นมีชาวเสียมอยู่ด้วย (คงมากพอดูไม่งั้นคงไม่บันทึกไว้) เป็นคนมีฐานะดี มีอาชีพค้าขาย ทอผ้า ผู้ชายสวมเสื้อกางเกง  ส่วนชาวพื้นเมือง มีฐานะยากจน ผิวคล้ำ ไม่ใส่เสื้อ รองเท้า ใส่ผ้าเตี่ยวผืนเดียว อยู่บ้านหลังคามุงหญ้า ใช้กะลาแทนจานชาม และ กินแกงจากกระทงใบไม้ ..ผมเห็นว่าชาวเสียมนี้น่าจะเป็นเผ่าพวกเดียวกันกับนักปกครอง ส่วนชาวพื้นเมืองนั้นส่วนใหญ่น่าจะเป็นพวกเชื้อสายจามที่ถูกจับมาเป็นทาสจากสงครามและที่อพยพเข้ามาอยู่เอง ทำงานรับใช้นายทาสทั้งวันจนตัวเหม็น จนอาจกลายมาเป็นคำเรียกแบบเหยียดหยามว่า ข้าเหม็น  (เขมร) มาแต่บัดนั้น

 

2)      มีหลักฐานในจารึกว่า สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของนครวัดคือพระเจ้าสุรยิวรมันที่ ๒ และ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มาจากลพบุรีและพิมายตามลำดับ แสดงว่าขอมนครวัดและลพบุรี พิมาย เป็นเครือญาติกัน เป็นชาวเสียมด้วยกันนั่นเอง จนกระทั่งยังมีกองทัพสยำกุก (เสียมกุก) ไปช่วยรบกับพวกจามสลักไว้เป็นหลักฐานที่กำแพงนครวัด

 

3)      ปีพศ. 1879 (14 ปีก่อนตั้งอยุธยา) สายกษัตริย์ขอมที่มีพระนามลงท้ายด้วย วรมัน มานาน 500 ปีก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยกษัตริย์องค์ต่อมาใช้นามว่า โตรสกเปรียม เป็นพ่อของนิเพียนบท ซึ่งตรงกับพงศาวดารเขมรที่เขียนโดยกษัตริย์นักองค์เอง (ในสมัยร. ๑ รัตนโกสินทร์) ที่ระบุว่าต้นกำเนิดชาวเขมรมาจาก นิเพียนบท นี่เอง  ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เขมรยอมรับว่า ไม่ใช่ขอม แต่คือ ผู้กำจัดขอม วรมัน ให้หมดสิ้นไปต่างหาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพวกตนมีประชากรมากกว่าพวกขอม (เสียม) ชนชั้นปกครองถึงสามเท่า  คือมีประมาณ 7 แสนคน ส่วนพวกเสียมอาจมีเพียง 3 แสน

 

4)      ในครานั้นชาวเสียม ( ที่ยังไม่ตาย เรียบ เสียหมด)  จึงหนีตาย โดยการนำของพระเจ้าอู่ทอง ออกมาตั้งเมืองที่อยุธยา  (ไม่เช่นนั้นจะเอาคน 2-3 แสนมาจากไหน)  ใช้เวลาก่อสร้างเมือง 14 ปี มาเสร็จเอาปี พศ. 1893  อีก 2 ปี พระเจ้าอู่ทองยกทัพไปตีนครวัด ทั้งที่เพิ่งสร้างเมืองเสร็จได้สองปี กำลังอยู่ช่วงเฉลิมฉลอง อีกทั้งยังเป็นประเทศใหม่  ทหารไม่ชำนาญการรบ  ปชช. ก็เหนื่อยล้าที่สร้างเมืองใหม่มานานปี แล้วจู่ๆจะยกทัพไปตีนครวัดอันแสนยิ่งใหญ่ มันจะไหวหรือ  นอกเสียจากว่า ไปล้างแค้น นั่นเอง

 

5)      มีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในเขมร อยู่เหนือพนมเป็ญออกมา 40 กม. ชื่อว่าเมือง อุดงมีชัย ซึ่งเชื่อว่าชื่อเดิมคือ อู่ทองมีชัย (นักวิเคราะห์ฝรั่งต่างระบุตรงกัน)  ทำให้เชื่อได้ว่าเมืองนี้อาจเป็นเมืองที่พระเจ้าอู่ทองหนีจากนครวัดมาตั้งหลักแหล่งเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องหนีไปอยุธยาในที่สุด อีกทางหนึ่งอาจเป็นเมืองที่ กษัตริย์เขมรหนีกองทัพพระเจ้าอู่ทองมาตั้งหลักสู้แล้วแพ้ พระเจ้าอู่ทองก็เลยตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า อู่ทองมีชัย เพื่อลบล้างคำว่า เสียมเรียบ ขณะนี้เขมรกำลังขอขึ้นทะเบียนเมืองนี้เป็นเมืองมรดกโลก ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเจดีย์แบบไทยเหมือนอยุธยา ไม่มีปราสาท ขอม อีกแล้ว

 

6)      ภาษาชาวอยุธยา ต่างจากชาว ไทย ที่สุโขทัย มาก แม้แต่ภาษาเขียน  พี่ชายของข้าพเจ้า (เชวง จิตรสมบูรณ์ ) ได้วิเคราะห์ว่าภาษาสุโขทัยเป็นแบบบรรทัดเดียว แต่ภาษาอยุธยามีสระอุอูอิอีเป็นสามบรรทัดแบบขอมนครวัด

 

7)      ภาษาพูดอยุธยาก็ต่างจากสุโขทัย โดยมีระบบขอมนครวัดเข้ามามาก เช่น เสด็จ เขนย จนกลายมาเป็นราชาศัพท์  ซึ่งภาษาขอมโบราณนี้พวกเขมรก็รับเอาไปด้วย หาใช่ว่าไทยเราลอกเขมร  แต่เขมรลอกจากขอมซึ่งคือสยามต่างหากเล่า

 

8)      ระบบเทวราชา (กษัตริย์เป็นสมมติเทพ) นั้นเล่า พระเจ้าอู่ทองก็ไม่ได้คิดใหม่ แต่เอามาจากนครวัดนั่นเอง  แต่ไม่ยอมใช้ วรมันให้ช้ำใจ หันมาใช้ ธิบดี แทน กลายเป็น รามาธิบดีที่ ๑ หมายถึง พระราม ที่ครองกรุง อโยธยา นั่นเอง

 

 

 

หลักฐานการขุดค้นทางภูมิประวัติศาสตร์ (Higham: Early cultures of mainland southeast asia) พบอารยธรรมสำริด เหล็ก มากมาย ในดินแดนไทย (ส่วนในดินแดนเขมรมีน้อยมาก) แสดงว่าอารยธรรม ขอม แผ่จากดินแดนไทยไปสู่ดินแดนเขมร ไม่ใช่จากเขมรมาไทยดังที่ (ถูกทำให้) เชื่อกัน  

 

ถ้าคิดเอาจุดศูนย์ถ่วงพื้นที่เป็นเกณฑ์จะพบว่าอารยธรรมขอมโบราณมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ประมาณลพบุรี แล้วแพร่ออกไปถึง ลำพูน อุบลราชธานี ซึ่งอารยธรรมนี้มีชนหลายเผ่าปะปนผสมกันอยู่คือ ไต มอญ ละว้า จาม (ต้นธารชาวเขมร)  

 

ชนชาติไทยนั้นเกิดจากการ ขยำ คลุกกันขึ้นมาจากหลายชนเผ่า ซึ่ง ข กับ ส ก็ผันกันได้เสมอ เช่น ขมอง เป็น สมอง ดังนั้น ขยำ ก็เป็น สยำ ได้ดังนี้แล จารึกข้างกองทหารที่กำแพงนครวัดนั้นเขียนว่า สยำกุก น่าจะหมายความว่า ขยำคลุก ก็เป็นได้

 

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๕ กย. ๕๓)

 

 

You must be logged in to post a comment.