คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

สยำ ขอม ข้าเหม็น (ตอนจบ บทสรุป)

October2

 

 

 

 

ผมได้เขียนบันทึกแสดงความเห็นเรื่องความเป็นมาของสยาม ขอม เขมรไว้หลายบท โดยสรุปในที่สุดว่า สยามคือขอมตัวจริง  ส่วนเขมรนั้นไม่ใช่ขอมแน่นอน

 

 

.

สยาม ขอม ข้าเหม็น (ตอนจบ บทสรุป)

 

 

ผมได้เขียนบันทึกแสดงความเห็นเรื่องความเป็นมาของสยาม ขอม เขมรไว้หลายบท โดยสรุปสารสำคัญไว้สามประการคือ 1) สยามคือขอมตัวจริง  2) เขมรนั้นไม่ใช่ขอมแต่เป็นผู้ฆ่าขอมตายเรียบต่างหาก และ 3) พระเจ้าอู่ทองเป็นขอมมาจากนครวัด  

 

 

บัดนี้เป็นการเหมาะที่จะสรุปสำนวน แสดงหลักฐาน เอาจิ๊กซอว์หลายตัวมาต่อโดยเรียงตามเวลาและสถานที่ พร้อมประเด็นเสริมต่างๆ

 

 

สภาพภูมิประวัติศาสตร์ในภาพรวมก่อนนครวัด 3000-200 ปี คือ ดินแดนที่ผมขอเรียกว่า เส้นพระธรรม (The dhamma belt) ได้ต่อแนวกันจากนครปฐม มาลพบุรี  ไปเมืองเสมา (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ไปพิมาย โดยมีติ่งที่ศรีมโหสถ (อ.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี) แนวเส้นพระธรรมนี้เจริญผ่านยุคสำริดและยุคเหล็กมาอย่างโชกโชน (5000-2000 ปีก่อน พศ. 2500) ดังหลักฐานหลายร้อยหลุมขุดค้นที่พบโดยนักโบราณคดีทั้งไทยและเทศ  ในช่วงพุทธกาลอารยธรรมเส้นพระธรรมนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก โดยมีฮินดูปนบ้างเล็กน้อย ในช่วงหลังกลายมาเป็นอารยธรรมที่เราเรียกกันว่า ทวาราวดี

 

 

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ดินแดนรอบๆนครวัดล้าหลังกว่าเส้นพระธรรมมาก มีการขุดค้นพบอารยธรรมยุคเหล็กประปรายเบาบางกว่าเส้นพระธรรมมาก  นี่เป็นพื้นฐานที่ชัดเจนว่านครวัดนั้นเกิดจากแพร่ของอารยธรรมจากเส้นพระธรรมเข้าไป โดยเฉพาะจาก ลพบุรี และ พิมาย เมื่อประมาณ คศ. 1000 หรือประมาณ 1000 ปีมาแล้วนี่เอง ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์การแพร่นั้นย่อมแพร่จากที่เข้มข้นสูงไปสู่ที่เข้มข้นต่ำเสมอ

 

 

กษัตริย์องค์แรกแห่งนครวัดคือ ชัยวรมันที่ ๒ ที่มีบันทึกจากปราสาทหินสด๊กก๊กธม (อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว) เมื่อ 200 ปีให้หลังว่ามาจาก ชวา นั้น (และนักวิชาการไทยก็เชื่อตามกันเป็นตุตะ) แต่มีนักวิชาการฝรั่งที่โดดเด่นเช่น charles higham เห็นว่าน่ามาจาก จาม หรือ ชามา (ไม่ใช่ชาวา) เสียมากกว่า  แต่กระผม (ขยม) เห็นว่าน่ามาจาก ลาวา หรือ ลวะ หรือ ลพะ หรือ ลพบุรีนี่เอง เสียมากกว่า เพราะมันมีความเป็นไปได้มากกว่ากันถ้ามองในเชิงภูมิประวัติศาสตร์  (แต่การที่ higham เองซึ่งขุดไทยเขมรเสียพรุนไปหมด ยังเชื่อว่าเป็น ชามา ก็คงเพราะว่าเขมรปัจจุบันนี้เป็นเชื้อสายพวกจามนั่นเอง..ซึ่งตรงกับข้อสรุปของผม)

 

 

ชัยวรมันที่ 2 อาจเป็นลูกเจ้าท้าวเธอ คิดกบฏ หรือผิดใจกันอะไรสักอย่าง เลยถูกเณรเทศออกมาจาก ลว  ให้มาตั้งเมืองใหม่ที่นี่ โดยให้เป็นเมืองขึ้นของลว  จารึกที่สด๊กก๊กธมเล่าต่อว่า ชย. 2 ได้ไปเชิญพราหมณ์มาจาก จานาปาดา (janapada) เพื่อมาทำพิธีปัดรังควานให้นครวัดพ้นจากอำนาจของ ลว  

 

 

จานาปาดานี้ผมว่าน่าจะคือ  ชนบท(อ่านแบบแขกก็ได้ว่า ชานาบาทา) ซึ่งขณะนี้คืออำเภอชนบท จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นเมืองโบราณเก่าแก่บนเส้นพระธรรมอีกเมืองหนึ่ง นี่แสดงว่า ชย. 2 รู้เรื่องดินแดนในเส้นพระธรรมดีมาก ขนาดรู้ว่ามีฤาษีอยู่ที่ชนบท แสดงว่า ชย. เองก็มาจากดินแดนเส้นพระธรรมนี่แหละ ไม่ได้มาจาก ชวา หรอก

 

 

สรุปคือ ลพบุรีนี่แหละคือ พ่อขอม ส่วนนครวัดนั้นเป็นลูกขอม (แต่เป็นอภิชาตบุตร)   แล้วเขมรล่ะ (ผมจะสรุปตอนท้ายว่าเขมรนั้นมาจากพวก ข้าทาสขอม เป็นพวก ข้าเหม็น)

 

 

ประมาณ คศ 1000 เหตุการณ์เริ่มเข้มข้น พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 กษัติรย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งแห่งนครวัดนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามาจากที่ไหน จู่ๆก็เข้ามาเป็นกษัตริย์ แถมยังเป็นชาวพุทธเสียอีก ทั้งที่เขาเป็นฮินดูกันมาก่อนหน้านี้ เชื่อได้ว่าน่าจะมาจากลพบุรีโดยลพบุรีเอากำลังมาแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์และเป็นพุทธไปเสียเลย (แต่ปชช.ส่วนใหญ่ยังเป็นพราหมณ์อยู่)  ไม่เช่นนั้นจู่ๆ จะมา ยึดอำนาจ แล้วเป็นพุทธได้อย่างไร ยิ่งสมัยก่อนศาสนาคือทุกสิ่งทุกอย่างของสังคมก็ว่าได้ สย. ๑ นี้เชื่อว่าเป็นผู้สร้างปราสาทพระวิหาร ที่ทำให้เขมรกับไทยบาดหมางกันมาถึงวันนี้ บ้างก็ว่าเป็นผู้เริ่มก่อสร้างปราสาทหินพิมายด้วย (เป็นปราสาทพุทธ)

 

 

80 ปีต่อมา สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีสลักในแผ่นหินบอกว่าท่านมาจากพิมาย โคราชเรานี่แหละ มีบิดาชื่อ กัมพู สวายามภูวา  (ชื่อ สวายาม นี้น่าพิศวงมาก เพราะมันช่างพ้องกับคำว่า สยาม เสียเหลือเกิน หรือว่าสยาม มาจากคำนี้จริงๆ ) นักวิชาการฝรั่งสันนิษฐานว่า ชว 6 มาจากการยึดอำนาจ อาจเป็นว่าพิมายส่งทหารเข้ามาช่วยยึดแล้วบรรดาทหารและครอบครัวที่อพยพมาอยู่ด้วยก็เลยถูกเรียกว่าพวก สวายาม มาแต่บัดนั้น ส่วนคำว่ากัมพูนั้น เขมรอ้างเอาไปเป็นชื่อประเทศไปแล้ว ชย. 6 นี้ถือว่าเป็นผู้สร้างปราสาทหินพิมาย  (ราว คศ. 1100 ก่อนสร้างปราสาทนครวัดสัก 50 ปี)   รวมทั้งสร้างทางด่วนยาว 200 กว่ากม. เชื่อมพิมายกับนครวัดด้วย  หลักฐานยังมีให้เห็นจนทุกวันนี้

 

 

 

(ถ้าคิดแบบ ปรองดอง อาจเป็นว่า เขมรกับไทยเป็นพี่น้องกัน คือเขมรเอาชื่อต้นของ ชย. 6 ไป คือ กำพู ส่วนไทย เอาชื่อท้าย คือ สวายาม มาใช้ ..ดังนั้นเขาพระวิหารก็แบ่งกันใช้แบบพี่น้องก็แล้วกันนะ)  

 

 

คศ. 1115 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้สร้างปราสาทนครวัด) ก็มีจารึกว่าไปจากลพบุรีอีกแล้ว (แต่ครองราชย์ห่างจาก สย. 1 70 ปี) ทำสงครามกับพวกจามมากที่สุด และคงจับเอาพวกจามมาเป็นทาสมาก เอาแรงงานมาสร้างปราสาทหินนี่เอง  แต่ตอนหลังพวกทาสนี่แหละที่จะกลายมาเป็นหอกข้างแคร่ และกลายมาเป็นเขมรในที่สุด

 

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (ผู้ยิ่งใหญ่ที่สองรองจาก สย 2) ก็ไม่รู้ว่ามาจากไหนอีกแล้ว รู้แต่ว่ามาจากที่อื่น แต่การที่เป็นพุทธเต็มตัวยิ่งกว่า สย ๑ เสียอีก แสดงว่าต้องมาจากดินแดนเส้นพระธรรมแน่นอน  แล้วยังมาต่อเป็น ชย. 7 ก็ใช่เลย แสดงว่ามาจากพิมาย ซึ่ง ชย. 6 ได้มาก่อตั้งสายกษัตริย์นี้ไว้ ชย. 7 เป็นผู้มาสร้างปราสาทนครวัดให้สมบูรณ์ ก็คงด้วยแรงงานทาสจากพวกจามอีกนั่นแหละ เพราะไปรบกับพวกนี้มาก แล้วยังสร้างนครธมอีกด้วย และทำให้นครวัดเป็นพุทธไปหมดอย่างถาวรตลอดมาจนวันนี้ อีกทั้งมาบำรุงเส้นพิมายนครวัดให้สมบูรณ์ มีอโรคยาศาล (ที่พักริมทาง) เต็มไปหมด ยิ่งเป็นหลักฐานว่าเป็นพี่น้องกับพิมาย

 

 

ที่กล่าวมานั้นว่ากันตามลำดับเวลา ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยกันมาต่อภาพเต็มขึ้นเรื่อยๆ ก็ขอฝากไว้ให้นักโบราณคดีไทยและนักประวัติศาสตร์ไทยช่วยเอาไปคิดต่อด้วยครับ อย่าเชื่อฝรั่งไปเสียหมด โดยเฉพาะพวกฝรั่งเศสที่มีวาระซ่อนเร้นและใจไม่เป็นกลาง

 

 

สรุปได้ว่าการปกครองนครวัดนั้นเป็นการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างอำนาจจากลพบุรี และ พิมาย โดยลพบุรีมีสายสุริยวรมัน ส่วนพิมาย มีสาย ชัยวรมัน สองสายหลักที่ครองอำนาจนครวัดสลับกัน ส่วนลพบุรีและพิมายก็เป็นพวก สวายาม กัมพู ด้วยกัน (เพราะลพบุรีนั้นมีชื่อที่รู้จักกันดีอีกชื่อคือ กัมพุช นั่นเอง  กำพู กำพูชาติ ตัดออกให้สั้นก็เป็น กัมพุช กัมพูชา)

 

 

ต้องไม่ลืมบริบทในอดีตด้วยที่บ้านพี่เมืองน้องสายเลือดเดียวกันนั้นเมื่อเมืองใดไร้กษัตริย์ปกครองขึ้นมา (แย่งกันจนฆ่ากันตายหมด) ปชช.มักจะไปขอหน่อเนื้อจากอีกเมืองหนึ่งให้ส่งกษัตริย์มาสืบสันตติวงศ์ต่อ เช่นลำพูนขอพระนางจามเทวีจากลพบุรีเป็นต้น ดังนั้น สย. ๑-๒ ชย.๖๗ ที่ว่ามาจากลพบุรีและพิมายนั้นก็อาจมาด้วยเหตุดังกล่าวนั่นเอง อีกทั้งยังมีหลักฐานว่านครวัดเองก็เคยส่งกษัตริย์มาครองลพบุรี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็ด่วนสรุปว่าเป็นเพราะชนะสงคราม ซึ่งผมว่าไม่มีใครเข้ากล้าทำแบบนั้นหรอก เป็นคนละเผ่ามาปกครองก็ถูกฆ่าตายหมด ไม่รอดหรอก สมัยก่อนรบชนะมีแต่กวาดต้อนปชช. และ ให้ส่งเครื่องราชบรรณาการเสียมากกว่า

 

 

จากนี้ไปจะเสนอกำเนิดเขมร  เริ่มที่คศ. 1336 (15 ปีก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา) ที่ซึ่งกษัตริย์สาย วรมัน ที่ครองนครวัดมาเกือบ 500 ปีก็มีอันอันตรธานสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย กษัตริย์องค์ต่อมามีนามว่า ตรอสอกเปรแอม (แปลเป็นไทยว่า แตงหวาน) มีบุตรต่อมานามว่า นิพพานบท (หรือ นิวารณบทก็เรียก)

 

 

ผมได้วิเคราะห์ไว้ว่า ตรอซอกเปรแอมนี้ยึดอำนาจมาจาก วรมัน แต่เนื่องจากตนไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อพันธุ์เดียวกับพวกวรมัน แต่เป็นเชื้อชาติอื่น ก็เลยยกเลิกธรรมเนียมการตั้งชื่อเป็นวรมันไปเสียเลย บริบทมัดแน่นว่าโตรสกนี้ต้องเป็นพวกเดียวกันพวกทาสจามเป็นแน่ ที่ถูกจับมาเป็นเชลย เป็นทาสรับใช้ในการสร้างปราสาท จนมีจำนวนมากกว่าพวกนายทาสที่เป็นพวกวรมันเสียอีก อยู่มาวันหนึ่งพวกนายทาสอ่อนกำลังลง ก็เลยถือโอกาสยึดอำนาจ แล้วฆ่าพวกนายทาสตายเรียบหมด แล้วตั้งชื่อเมืองนี้ใหม่ว่าเมือง สยำเรียบ เพราะพวกนายทาสนี้เป็นพวก สยำ นั่นเอง  ซึ่งคำว่าสยำนี้ตอนหลังเพี้ยนมาเป็นเสยียมแล้ว เสียมเรียบ ในที่สุด (สำเนียงเขมร สระอาของเรามักเป็นสระเอียของเขา เช่น นางนาค ก็เป็นเนียงเนียก พระวิหาร ก็เป็นเพรียะวิเหียร์)  

 

 

การวิเคราะห์ของผมไปตรงกับพงศาวดารเขมร ฉบับ นักองค์เอง เข้าอย่างจัง (นักองค์เองนี้มาพึ่งพระบารมี ร ๑ ของเรา จากนั้นส่งไปครองเขมร)  เพราะบันทึกว่าต้นตระกูลเขมรมาจาก ตรอซอกเปรแอม (พระเจ้าแตงหวาน) และ นิวารณบท นี่เอง ซึ่งในขณะนั้นนักองค์เองคงภูมิใจมาก ถ้าเขมรเป็นทายาทของขอมนครวัดเอง มีหรือที่นักองค์เองจะพลาดไม่ยอมพาดพิงไปถึง (อย่างน้อยก็ต้องถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอย่างต่ำ จะหาว่าไม่รู้ก็ไม่ได้เพราะมีสลักจารึกบอกไว้หมด)  แต่ด้วยความภูมิใจในเลือดเขมรที่ปลดแอกจากความเป็นทาสของพวก สวายาม ได้ ก็เลยระบุไปแบบพาซื่อและตามจริงว่าพวกตนเป็นหน่อเนื้อของ ตรอซอกเปรแอม ทาสเชื้อสายจามนี่เอง แม้รูปลักษณ์ของชาวเขมรในทุกวันนี้ก็ยังมีร่องรอยของ แขกจาม ให้เห็น คือ ผิวคล้ำ ผมหยิก จมูกรั้น เป็นส่วนใหญ่  จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาก็มายกความเป็นขอมให้เขมรไปเพื่อผลประโยชน์ในการล่าอาณานิคมนั่นแล

 

 

หลักฐานสำคัญที่สุดที่ระบุว่าเขมรไม่ใช่ขอมคือ เขมรปัจจุบันนี้ใช้เลขฐาน ๕ พอหกเจ็ดก็ขึ้นเป็น ๕๑ ๕๒ ส่วนขอมโบราณนั้นเขานับ   ..๕ ๖ ๗ เหมือนลพบุรีเลย  หลักฐานง่ายๆ ใต้จมูก ที่นักประวัติศาสตร์มองไม่เห็นนี้ มันหลอกกันไม่ได้ บิดเบือนไม่ได้  มันตีแสกหน้าบอกเราเลยว่าเขมรไม่ใช่ขอม แต่เขมรคือพวกที่มาฆ่าขอมตายเรียบต่างหาก จนเรียกเมืองนครวัดว่าเมือง เสียมเรียบ นั่นเอง

 

 

การนับเลขเขมรนั้นน่าสนใจมาก เพราะ พอถึง ๕๓ ๕๔ แล้ว แทนที่จะเป็น ๖๐ กลับเป็น สิบ  ยี่สิบ สามสิบ จนถึงร้อย ล้วนเป็นภาษาไทยหมดเลย แสดงว่าเขมรลอกการนับเลขไปจากไทย แต่ถ้าเขมรคือขอมก็น่าจะเก่งเลขมากกว่านี้

 

 

โจ้วต้ากวน (ทูตการค้าชาวจีน) ที่เข้ามาอยู่นครวัด ๒ ปีในสมัยช่วงปลายยุควรมัน ได้บันทึกไว้ (ถือเป็นบันทึกที่ทรงคุณค่ามาก) ว่ามีชาวเสียมอยู่ในนครวัด นุ่งกางเกง ใส่เสื้อ มีอาชีพทอผ้า ค้าขาย ส่วนชาวพื้นเมืองนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียว ตัวดำมาก และ ยากจนมาก กินแกงยังไม่มีชามต้องกินจากกระทงใบไม้ หรือนี่แสดงว่าพวกเสียมเป็นพวกเดียวกันชนชั้นปกครอง (ที่อพยพมาเป็นระลอก เช่น เป็นนายช่างสร้างปราสาท เป็นศิลปินแกะสลัก รวมทั้งเป็นทหารจากพิมาย ลพบุรีที่มาช่วยตั้งวงศ์กษัตริย์) ไม่เช่นนั้นจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าคนพื้นเมืองได้อย่างไร  ส่วนคนพื้นเมืองนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกสืบเชื้อสายมาจากทาส จึงยากจนปานนั้นทั้งที่นครวัดเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาก มีเทคโนโลยีสูงส่งขนาดทำนาได้ปีละ 3-4 ครั้ง โจ้วฯบันทึกด้วยว่าพวกคนชั้นสูงแต่ละคนมีทาสกันเป็นร้อยคน ซึ่งน่าคะเนได้ว่าทาสพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากเชลยศึกในการสงครามกับพวกจามนั่นเอง (ขอมกับจามทำสงครามกันหนักมาก และยาวนานมากนับสามร้อยปีเห็นจะได้  แต่ไม่ปรากฎว่าทำสงครามกับ สยำเลย แสดงว่าเป็นพี่น้องกันแน่นแฟ้นโดยสายเลือดนั่นเอง)

 

 

ผมเลยวิเคราะห์ต่อว่า เมื่อเกิดความเสื่อมในคนชั้นปกครอง (แย่งอำนาจกัน และ ไร้สมรรถนะ) พวกทาสที่มีจำนวนมากกว่า 3 เท่าก็เลยรวมหัวกันล้มอำนาจเสียเลย แล้วสถาปนา โตรสกเปรียม ขึ้นเป็นกษัตริย์ จนเป็นต้นตระกูลเขมรนั่นแล

 

 

กล่าวฝ่ายชาวเสียมเมื่อ คศ. 1336  ที่ถูกพวกตรอซอกเปรแอม ฆ่าไม่หมดเรียบเสียทีเดียว จะหนีไปไหนดี ก็หนีไปซบอกพ่อ พ่อขอม ที่ลพบุรี นั่นแล (นครวัดช่วงนั้นมีพลเมืองประมาณ ๑ ล้าน อาจเป็นพวกเสียมเสีย 5 แสนห้า พวกทาสจามเสีย 5 แสนก็เป็นได้ ถูกฆ่าตายเสีย 2 แสน ก็เหลือรอดไป 3 แสน) 

 

 

ผมเสนอประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่า หัวหน้าใหญ่ชาวขอม (เสียม) ที่พากันอพยพหนีตายจากนครวัดเมื่อ คศ. 1336 คราวนั้นก็คือ พระเจ้าอู่ทอง นี่เอง ที่พากันหนีตายมาตั้งเมืองใหม่ที่อยุธยานี่แหละ

 

 

ทฤษฎีเดิมที่กรมพระยาดำรงฯว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีนั้นบัดนี้ก็ว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเมืองอู่ทองนั้นเป็นเมืองร้างมาก่อนหน้านี้สองร้อยปีแล้ว (จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี)  บ้างก็ว่ามาจากเชียงแสน เป็นลูกขุนบรม บ้างก็ว่ามาจากสุโขทัยบุตรพระราเมศวร บ้างก็ว่าเป็นสุลต่านมุสลิมมาจากกลันตันมาลายู (ที่พระศพยังฝังอยู่ที่กลันตันจนวันนี้)  บ้างก็ว่าเป็นพ่อค้าชาวจีนมาจากเพชรบุรี (พงศาวดารฉบับวันวลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา)

 

 

พระเจ้าอู่ทองนำคนประมาณ 3 แสนมาสร้างเมืองใหม่ที่อโยธยา (อยุธยา) ถามว่า..เอาคนจำนวนมหาศาลมาจากไหน?  อู่ทอง สุโขทัย เชียงแสน เพชรบุรี กลันตัน ในสมัยโน้นรวมกันจะได้ถึงสามแสนไหมหนอ (ในขณะที่นครวัดมีหนึ่งล้าน ใหญ่กว่าปารีส ลอนดอน จู่ๆ ก็หายสาบสูญแบบ ตายเรียบเลยหรือ) แล้วทำไมต้องอพยพมาตั้งเมืองใหม่ด้วย การอพยพย้ายเมืองขนาด 3 แสนคน มันไม่ได้ง่ายๆเพียงแค่หนีโรคระบาดหรอกนะ

 

 

แล้วจู่ๆ แถวนี้เขาใช้ระบบการปกครองแบบธรรมราชาทั้งนั้น แล้วพระเจ้าอู่ทองเอาระบบ เทวราชามาจากไหน ? โดยสถาปนาพระองค์เองเป็น พระรามที่ ๑ (อวตารของพระกฤษณะ)  ครองกรุงอโยธยา ตามคติฮินดูนครวัดเป๊ะเลย เสียแต่ว่าไม่ยอมใช้วรมันเท่านั้นเอง (คำว่า วรมันนี้ ก็มีใช้ในชื่อกษัตริย์แถบเส้นพระธรรมเช่นที่อู่ทอง มาก่อนหน้าที่ใช้ในนครวัดเสียอีก เชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลจากกษัติรย์ปัลลวะในอินเดียตอนใต้ แต่ตอนหลังถูกศาสนาพุทธครอง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นธรรมราชากันหมด เลิกระบบวรมันไป )

 

 

สำหรับราชาศัพท์ไทยเราที่มีคำพ้องกับภาษา เขมร มากนั้นก็ ใช่เลย ยิ่งเป็นหลักฐานมัดว่าขอมคือสยาม เพราะผู้สถาปนาราชาศัพท์ก็คือพระเจ้าอู่ทองนี่แหละ (สุโขทัยยังใช้ว่าพ่อกู ขุนศรี แม่กูนางเสืองอยู่เลย ไม่มีราชาศัพท์)  ก็ทรงเป็นเทวกษัตริย์ขอมมาจากนครวัด ก็ต้องใช้ภาษาขอมนี้แหละ จะให้ใช้ภาษาอะไรเล่า

 

 

ส่วนพวกเขมรเป็นทาสขอมมานานหลายร้อยปี ก็ซึมซับรับเอาภาษาขอมไปใช้ด้วย โดยก็มีการปนกับภาษาสยำมากทีเดียว (แต่เราไม่เคยคิด คิดแต่แบบปมด้อยว่าภาษาเราลอกเขมรมา)  เช่น นางนาค ก็เรียกว่า เนียงเนียก เป็นต้น พระวิหาร ก็เป็น เปรียวิเหียร์ ดังกล่าวแล้ว ยังการนับเลข (ที่เลยสิบขึ้นไป)

 

 

ดังนั้นราชาศัพท์ไทยเราเป็นภาษาขอม แต่ไม่ใช่ภาษาเขมรอย่างแน่นอน พึงเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกเถิดคนไทยเอ๋ย

 

 

อยุธยานั้นมีคนพูดไทยปนกับคนพูดขอมอยู่แล้วก่อนแต่พระเจ้าอู่ทองจะย้ายมา ภายหลังตั้งอยุธยาคนพูดไทย มอญ ลาว ก็อพยพเข้ามามากขึ้น จนเพิ่มขึ้นเป็นล้านคนในที่สุด (เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกพอๆกับ ลอนดอน และปารีส) ต่อมาคนพูดภาษาไทยก็เป็นใหญ่จนกลืนภาษาขอมเดิมเสียเกือบสิ้น ยกเว้นราชาศัพท์ ที่ยังเป็นภาษาขอมเป็นส่วนใหญ่ตามประเพณีเดิมแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง

 

 

คำว่า เขมร เล่ามาจากไหน ยิ่งยากกว่าคำว่า สยาม เสียอีก ผมเชื่อว่ามาจากสยำที่หนีตายมาจากนครวัดนี่เอง คือพวกเขาเรียกพวกทาสนี้ว่า ข้าเหม็น เพราะเป็นข้าทาส ทำงานทั้งวันจนตัวเหม็น ก็เลยเรียกว่า ข้าเหม็น แล้วเพี้ยนมาเขียนให้เป็น เขมร  ให้ดูเป็นภาษาแขก ที่ว่ามานี้ใช้ว่าจะเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ว่ากันตามความเป็นไปได้โดยบริสุทธิ์ใจ ในอนาคตชาวเสียมเราอาจตกเป็นขี้ข้าชาวเขมรบ้างก็ได้ ถ้าไม่รู้จักฉลาดเสียที เอาแต่เชื่อข้อมูลประวัติศาสตร์ตามฝรั่งกันตะพึดตะพือ ส่วนคนไทยเราด้วยกันเสนออะไรก็ไม่เชื่อ หาว่ามั่ว คลั่งชาติ

 

 

ดูปีคศ.ก็ตรงกัน คือ ตรอซอกเปรแอม ฆ่าเสียมตายเรียบเมื่อ คศ. 1336 พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรียอุยธยาเสร็จเมื่อ 1350 14 ปีหลังจากถูกไล่ฆ่า ก็เหมาะสมที่ใช้เวลา 14 ปีในการสร้างเมืองใหม่ จากนั้น 1352 ทรงยกทัพไปตีนครวัด ถามว่าเพิ่งสร้างเมืองเสร็จใหม่ ๆ กำลังพลอ่อนล้ามานาน น่าจะพักผ่อนและเฉลิมฉลองเสียมากกว่า อีกทั้งกองทหารก็ใหม่เอี่ยมถอดด้าม ไม่มีเวลาซ้อมรบ (เอาไปสร้างเมืองหมด)  จะไปรบกับใครเขาได้  แต่ถ้าคิดในเชิงจิตวิทยา การไปรบแบบนี้คือ การไปล้างแค้นนั่นเอง เพราะทนรอมา 16 ปีแล้ว แก่มากแล้วเดี๋ยวจะสวรรคตเสียก่อนได้ล้างแค้นพวกเขมร ที่มายึดนครวัดไป

 

 

พอยกทัพไปพวก ข้าเหม็น นครวัดก็หนีไปตั้งหลักที่เมืองหนึ่งทางตอนใต้ของนครวัด  รบกันจนพระเจ้าอู่ทองชนะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเมืองนั้นเป็น อู่ทองมีชัย เพื่อเอาเคล็ดที่พวกเขาเรียกเมืองนครวัดว่า เสียม (ตาย) เรียบ  อีกทั้งยังให้สร้างเจดีย์แบบอยุธยาไว้เต็มเมือง เมืองนี้ต่อมาได้กลายเป็นเมืองหลวงของเขมรยาวนานกว่า 200 ปี (ต่อจากเมืองละแวกที่สมเด็จพระนเรศวรไปตัดหัวเจ้าเมือง) จนขณะนี้เขมรได้ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว เมืองมีลักษณะคล้ายอยุธยามาก นักวิชาการไทยมักเรียกให้เพี้ยนว่า อุดงมีไชย เพื่อช่วยให้เขมรมีศักดิ์ศรีว่าไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของไทย ส่วน เสียมเรียบ นั้นนักวิชาการไทยไม่เคยเรียกว่า เสียมราฐ เลย ..เข้าข้างเขมรทุกอย่าง  (คำว่าอุดงนี้เขมรบางส่วนพยามเลี่ยงว่ามาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า  สุดยอด …อ้าวแล้ว สุดยอดมีชัย เนี่ย มันฟังขึ้นมากเลยนะ ส่วนนักวิชาการฝรั่งส่วนใหญ่ยอมรับว่า คือเมืองที่ตั้งตามพระนาม อู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งอยุธยา บางคนก็อ้างว่าพระเจ้าอู่ทองมาสร้างให้เมื่อหนีภัยจากโรคระบาด อ้าว..ถ้างั้นทำไมต้องมีชัยด้วย หรือว่ามีชัยจากโรคห่า)

 

 

หลักฐานเสริมคือ บันทึกของบาดหลวงปอร์ตุเกสที่ไปพบซากนครวัดหลังจากถูกปล่อยทิ้งร้างสัก 200 ปี  ในหนังสือ  “Civilization of Angkor”  Charles Higham นักโบราณคดีชื่อก้อง ได้เขียนความตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการสำรวจนครวัดของชาวปอร์ตุเกศในปี คศ. 1601 (ประมาณสมัยกลางของอยุธยา ซึ่งขณะนั้นนครวัดเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยป่าปกคลุม)  สรุปสาระสำคัญได้ว่า

 

1)       นักสำรวจปอร์ตุเกสเหล่านั้นเชื่อว่า กษัตริย์ผู้สร้างสยาม (ศรีอยุธยา) มาจากนครวัด (ซึ่งตรงกับที่ผม..ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า พระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด)

 

2)       คนพื้นเมือง (ซึ่งคงยังมีหลงเหลืออยู่บ้างรอบป่านครวัด) ให้การว่านครวัดนี้สร้างโดย คนต่างชาติ 

 

 

อย่าดูถูกว่าสองเรื่องนี้เป็นเพียงฟุตโน้ตทางประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องเล็กๆที่ไม่ปรุงแต่งนี้แหละที่อาจสำคัญกว่าเรื่องใหญ่ๆที่ปรุงแต่ง (โดยฝรั่งเศส) เสียอีก  ผมขอสาธยายสองประเด็นดังนี้

 

 

1) การที่นักสำรวจชาวปอร์ตุเกสเชื่อเช่นนั้นคงเป็นเพราะว่า ได้ยินมาจากกษัตริย์สยามนั่นเองที่ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า ต้นปฐมกษัตริย์ไทย (พระเจ้าอู่ทอง) มาจาก เมืองใหญ่เมืองนี้   (The great city)  เพราะจู่ๆ จะให้พวกเขามาคิดจินตนาการเอาเองทำนองนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากศิลปะที่นครวัด ต่างจากที่ศรีอยุธยามาก

 

2) การที่คนพื้นเมือง บอกว่า คนต่างชาติ สร้างนครวัดนี้ คงหมายถึง คนสยาม นั่นเอง เพราะ คศ. 1600 นับว่าเป็นเพียง 150 ปีหลังจากที่นครวัดถูกปล่อยทิ้งร้าง คนพื้นเมืองที่หลงเหลืออยู่ริมๆป่าคงยังไม่ลืมหรอกว่าใครสร้างนครวัด เพราะก็เพียงแค่สองชั่วอายุคนเท่านั้นเอง คงยังพอจำกันได้จากปากของพ่อสู่ลูก  และคนพื้นเมืองนี้ก็คงเป็นคนจาม (เขมรปัจจุบันนั่นเอง) เนื่องเพราะพวกสยามตายเรียบหมดแล้ว ถ้าเป็นบรรพชนของคนพื้นเมืองสร้าง คนพื้นเมืองคงภูมิใจและคงไม่บอกหรอกว่า สร้างโดยคนต่างชาติ

 

 

นิทานปรัมปรานั้นบ่อยครั้งแน่นอนยิ่งกว่าบันทึกประวัติศาสตร์เสียอีก เพราะบันทึกประวัติศาสตร์นั้นบันทึกตามบริบทของผู้ชนะเสมอ จึงมีการบิดเบือนได้มาก ..ปรากฎว่านิทานต้นกำเนิดชาติเขมรนั้นช่างตรงกับนิทานของพวกจามยังกะแกะ คือ ต้นตระกูลมาจากนางนาค (เนียงเนียก) ชื่อโสมา สมสู่กับฤาษีตนหนึ่ง นี่ก็เสริมว่าเขมรคือพวกจามที่ถูกขอมจับมาเป็นทาส แล้วพาเอานิทานต้นกำเนิดนี้ติดตัวมาด้วย

 

 

พี่ชายของผมเชื่อเรื่องนี้เป็นตุตะตามผมไปด้วย  จึงได้ไปค้นอักขระพ่อขุนรามว่าต่างจากอักขระอยุธยามาก เพราะสุโขทัยเขียนบรรทัดเดียว ส่วนอุยธยาเขียนสามบรรทัด เหมือนภาษาขอมโบราณ แสดงว่าเสียมอยุธยามาจากขอมนครวัด ไม่ได้มาจากสุโขทัยเป็นแน่ ส่วนเขมรก็แน่ละ แค่นับเลขยังนับแค่ห้าแล้วจะมาสร้างอักษรอะไรได้ ดังนั้นอักษรเขมรก็ก๊อบมาจากขอมเช่นกัน กลายเป็นว่าเขมรลอกสยำ ไม่ใช่สยำลอกเขมรดังที่เข้าใจกันตลอดมา

 

 

เมื่อปราสาทหินพิมาย และ พระวิหาร สร้างก่อนนครวัด ดังนั้นนครวัดก็เลยได้เปรียบด้วยการมีแบบอย่างทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และ ศิลปศาสตร์ ลองคิดดู จู่ๆจะสร้างนครวัดโดยไม่มีฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อนได้หรือ จะตัดจะยกหินก้อนมหึมาได้อย่างไร จะแกะสลักได้อย่างไร มันต้องหัดเดินริมทางเส้นพระธรรมแถวพิมายเสียก่อนจึงจะมาวิ่งที่นครวัดได้ วิศวกรก็คนสยำ ศิลปินแกะสลักก็คนสยำทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นนางอัปสรจะมีการแต่งกาย เครื่องประดับหัวที่เหมือนกันได้หรือ

 

 

สุดท้าย คำว่า สยำกุก มาจากไหน  (สยำกุก คือชื่อกองทหารที่แกะไว้ที่ริมกำแพงนครวัด เชื่อว่าแกะในสมัยชัวรมัน 7) แต่ละคนก็ตีความกันไป ส่วนผมตีว่า เป็นกองทหารจาก พิมาย คำว่า สยำ น่าจะเพี้ยนเพราะกาลเวลา มาจากคำว่า สวายาม  (เชื้อเถาเหล่ากอของบิดาของ ชย. 6 ที่มาจากพิมาย)

 

 

ขอมกับสยามเป็นเชื้อสายเดียวกันมานาน ที่ขยำคลุกกันมาด้วยการอพยพย้ายถิ่น สงคราม และหนีสงคราม บัดนี้ขอมไม่ได้หายสาปสูญไปไหน แต่หลอมรวมกลับมาเป็นเชื้อเหล่าเผ่าไทยเรานี่เอง

 

 

แต่ฝรั่งเศส ในยุคล่าอาณานิคม ได้ยกความเป็นขอมไปให้เขมรเสียฉิบ เพื่อประโยชน์ต่อการล่าอาณานิคม เสริมด้วยการทูตแบบเรือปืน (gunboat diplomacy) ส่วนเราได้แต่ทำตาปริบๆ

 

 

…เสริมด้วยความอ่อนแอของนักวิชาการมหาวิทยาลัยไทย ที่เสียแรงเสียภาษีส่งไปร่ำเรียนกันมาจนเป็นดร.กันเต็มประเทศ กลับดันไปช่วยเสริมทฤษฎีต่างชาติ เหยียดหยามคนไทยด้วยกันเสียอีก เช่นส่วนใหญ่ลงคะแนนกันว่า เขมรคือขอม และสยำเป็นทาสขอม  ถ้าจะมีใครมาคิดปลดแอกทางวิชาการจากฝรั่งอย่างขยม ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคลั่งชาติทันที

 

 

สุดท้ายขอคะเนว่าคำว่า ขอม ที่เราคนไทยใช้เรียก คนแถวลพบุรียันนครวัดนั้น น่าจะมาจากคำว่า ขำ คล้ำ (แปลว่าดำ เพราะคนกลุ่มนี้มีผิวคล้ำกว่าคนทางเหนือ) หรือไม่ก็มาจากคำว่า ขะยม (ที่มาของคำว่ากระผม) เพราะคนพวกนี้ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า ขยม  ส่วนพวกเขมรนั้นเขาเรียกขอมว่า เสียม ครับ (ซึ่งคือสยามนั่นเอง)

 

—————–ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๒ ตค. ๕๓)

 

You must be logged in to post a comment.