คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

เมื่อดอกเบี้ยใส่เสื้อแดง

October15

.

เมื่อดอกเบี้ยใส่เสื้อแดง

 

ดอกเบี้ยเงินฝาก คือความฝันอันบรรเจิดของคนรากหญ้าเสมอมา ตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆที่ยากจนในโรงเรียนบ้านนอก ที่อุตส่าห์อดค่าขนมวันละครึ่งสลึง เอาไปฝากธนาคารออมสิน ที่มารับฝากถึงโรงเรียนบ้านนอก

 

(ซึ่งนับเป็นการหลอกเด็กอย่างไร้จริยธรรมที่สุด เพราะส่วนใหญ่แล้วเงินออมสินพวกนี้ เด็กๆฝากแล้วหายหมดสิ้น เพราะไม่ไปอัพเดทสมุดภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่นตัวผมเอง และพี่น้องอีก 5 คน ต่างถุกหลอกมาหมดทุกคน  ผมจำได้ว่าอดขนมเป็นปี ฝากไว้ตั้ง 10 กว่าบาท เมื่อ 45 ปีที่แล้ว บัดนี้หายสูญไปหมดแล้ว เด็กไทยหลายล้านคนก็คงประสบชะตากรรมเดียวกัน นี่ถ้าเป็นใน usa จะมีทนายมาฟ้องคดีแทนแล้ว ..เรียกค่าเสียหายรวมทั้งหมดนับแสนล้าน (พร้อมดอกเบี้ย) )

 

คนบ้านนอกไทยในวันนี้มีอะไรเหมือนกันมาก จากเด็กเล็กๆ ใส่กางเกงตูดขาด กระโปรงเก่าซีด มาเป็นคนฐานรากในวันนี้ สถานการณ์ยังคงเดิม หาเช้ากินค่ำ กระเหม็ดกระแหม่ อดออมเอาไปฝากออมสินเพื่อเอาไว้กินยามแก่เฒ่า เนื่องจากไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญอะไรกะใครเขา  อีกทั้งจะเอาไปลงทุน เล่นหุ้น แบบคนเมืองเขา ก็ทำไม่เป็น และไม่กล้า  (ซึ่งเหมือนกับที่ไม่กล้าเถียงข้าราชการชั่ว และตำรวจเลวนั่นแหละ  แถมกราบไหว้เสียอีก)

 

พอมีใครฉลาดแกมโกง รู้แกวในจุดอ่อนของพวกเขา แล้วเอามาหาประโยชน์ทางการเมือง พวกเขาก็เฮโลเข้าเป็นพวกด้วย  จนพัฒนามาเป็นกลุ่มเสื้อแดงในวันนี้ จนระบายความเก็บกดมาเป็นความรุนแรงทางสังคมได้

 

นับสิบกว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่ปีต้มยำกุ้ง (พศ. ๒๕๔๐) ดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารมีอัตราต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เท่ากับว่ายิ่งฝากเงินในธนาคารเท่าไร เงินก็ยิ่งหายมากไปเท่านั้น เพราะถ้าถอนเงินออกมาจะซื้อของสินค้าได้น้อยลงเรื่อยๆ  เช่น สิบปีก่อนฝากไว้ 100 บาทซื้อข้าวแกงได้  8 จาน วันนี้ถอนออกมา ได้ 120 บาท จริงอยู่เงินเพิ่มขึ้น แต่พอเอาไปซื้อข้าวแกง กลับซื้อได้เพียง  5 จานเท่านั้น (แต่ซื้อระเบิดได้มากขึ้น เพราะระเบิดนั้นราคามันถูกลงเรื่อยๆ)

 

ถ้าสถานการณ์ดอกเบี้ยยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ไม่แน่ว่า อีก 30 ปีจากนี้ไป พอคนฐานรากเสื้อแดงถึงแก่บุญ จะมีเงินในธนาคารที่ฝากไว้เหลือพอซื้อโลงบรรจุศพของตัวเองหรือไม่

 

ส่วนรัฐบาลเอง รวมทั้งนักวิชาการ  นักวิจารณ์ทั้งหลาย  ก็กางตำราเศรษฐศาสตร์ฝรั่งแสดงวิสัยทัศน์กันไป โดยไม่คำนึงถึงบริบทของสังคมไทยบ้างเลย

 

ตำราเศรษฐศาสตร์ฝรั่งที่ร่ำเรียนกันมานั้น เคยตรองกันบ้างไหมว่า มันตั้งอยู่บนสมมติฐานของเศรษฐศาสตร์แบบอุดมคติเสมอ เช่น กลไกของรัฐที่ยุติธรรม อัตราจ้างงานเต็มพิกัด โดยมีค่าแรงที่ยุติธรรม ประชาชนทุกคนมีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งสมมติฐานเหล่านี้ล้วนบกพร่องอย่างสิ้นเชิงในสังคมไทย แต่บรรดาเหล่านักวิชาการก็ตะบันใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ฝรั่งกับสังคมไทยเรื่อยมาจนบัดนี้ จนกำลังจะนำประเทศชาติสู่หายนะอย่างโง่เขลาที่สุด

 

ดังตัวอย่างง่ายๆ เช่นการบ้าคลั่งคิดคำนวณความมั่งคั่งของประเทศด้วยรายได้ประชาชาติ (GDP) โดยไม่คิดเลยว่ารายได้เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้ว (70% ) เป็นของนักลงทุนต่างชาติ และ อีก 15% เป็นของนายทุนชาติไม่กี่ตระกูล และอีก 10% เป็นของคนชั้นกลาง 5 ล้านคน ส่วนรากหญ้า 60 ล้านคน (90%) มีส่วนแบ่งรายได้เพียง 5% เท่านั้น

 

[หมายเหตุ…ตัวเลขรายได้ประชาชาติ 70% ตกอยู่ในมือนักลงทุนต่างชาตินี้ รัฐบาลไทยไม่เคยรู้เลย  ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นคนแรกที่นำตัวเลขนี้มาเผยเมื่อปีพศ. ๒๕๔๓ จากนั้น ๗ ปีต่อมา ดร. สมคิด จาตุรศรีพิทักษ์  อดีต รมว. คลัง ก็นำมาเปิดเผยเช่นกัน ]

 

 

คน 60 ล้านคน 60 ล้านเสียง มีรายได้เพียง  5%   ชีวิตแสนยากเข็ญ แต่ก็ยังอุตส่าห์อดออม เก็บออมสินเอาไว้กินยามแก่  แต่..อนิจจา พวกเขาไม่รู้เลยว่า ถ้าการเมืองยังเป็นอย่างนี้ อาจไม่พอเก็บเอาไว้ซื้อฟืนเผาศพตัวเองยามสิ้นบุญด้วยซ้ำ เพราะกำลังซื้อของเงินฝากมันลดลงทุกวัน …แต่ถ้าจะถอนออกมาสมทบทุนกองทุน แดงทั้งแผ่นดิน  ก็ยังอาจทันกาลอยู่นะ

 

 

ที่รัฐบาลเขาลดอัตราเงินฝากลงมากนั้น เขาอิงทฤษฎีฝรั่งว่า คนส่วนใหญ่จะได้ไม่ฝากเงิน แต่จะเอาเงินไปลงทุนในตลาดหุ้นแทน ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังทรุด (เช่น ในกรณีต้มยำกุ้ง หรือ กรณีอเมริกาในขณะนี้)

 

ส่วนคนรากหญ้าไทย 60 ล้านคนนั้น โหย…รายได้ทั้งหมดรวมกันแค่ 5% ของ GDP ไม่ต้องสนใจอะไรก็ได้  เพราะน้ำหนักมันน้อยมากจริงๆ  (ตามตำราฝรั่ง)

 

 

จนกระทั่ง คนฉลาดแกมโกงมันมองเห็นช่องโหว่นี้ มันบอกว่า เพียงแค่สร้างความหวังให้คนพวกนี้ด้วยการเอามาลงทะเบียนคนจน มันก็ไปโลดแล้ว

 

หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบไทยๆ ที่มองเห็นหัวอกคนจนบ้าง มันมีได้หลายพันรูปแบบ ที่สามารถช่วยได้ทั้งคนรวยและคนจนในเวลาเดียวกัน แต่ต้องข้ามพ้นตำราฝรั่งให้ได้เสียก่อน เลิกเอาจีดีพีบ้าบอเป็นตัวตั้งเสียก่อน

 

 

หนทางแก้นั้นมีอยู่…เพียงแต่จะทำอย่างไรให้คนฉลาดแกมดีที่ไม่บ้าตำราเศรษฐศาสตร์ฝรั่งได้เข้าไปมีอำนาจบริหารประเทศเท่านั้นเอง

 

 

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๕ ตค. ๕๓)

 

 

 

You must be logged in to post a comment.