คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

พลิกวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาส (ตอน ๒)

November11

.

พลิกวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาส  (๒)

 

ผมได้เขียนตอน ๑ ไปแล้ว สรุปคือ ให้ลดการทำนาไร่ เอาเพียงพอกินในประเทศ ไม่เน้นส่งออก แล้วเอาพื้นที่มาปลูกป่า สำรวจหาแอ่งน้ำธรรมชาติแล้วขุดรอกเป็นอ่างแก้มลิง  (ลักษณะภูมิประเทศแบบนี้ผมไปเจอมาแล้วที่อ.ประทาย จ.โคราช ที่ซึ่งมีอ่างลักษณะนี้อยู่ แต่อ่างมันแห้งน้ำยามหน้าแล้งเสมอ เพราะลำธารขาดน้ำ ซึ่งอาจเป็นเพราะถนนมันกั้นเปลี่ยนเส้นทางน้ำ นอกจากนี้อ่างห้วยยางริมม.ผมเองก็มีลักษณะแบบนี้)  โดยขุดคลองใหม่ หรือขุดลอกคลองเก่าเชื่อมจากลำน้ำหลักมาเข้าแก้มลิง  จากนั้นพัฒนาพื้นที่รอบแก้มลิงเป็น นิคมอุตสาหกรรม

 

ผมค่อนข้างมาแปลกที่เสนอให้สร้างนิคมอุตสาหกรรมรอบแก้มลิง แทนการทำนาทำไร่ เพราะส่วนใหญ่พอมีน้ำเราคิดกันแต่จะให้ทำนา เพื่อให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาจะได้ตกต่ำ จากนั้นก็แข่งกันตัดราคาให้ต่ำลงไปอีกระดับด้วยการแข่งกันตัดราคากับเวียตนาม (ที่ผลผลิตล้นเหมือนกัน)  ดังนั้นยิ่งทำนามากเท่าไรเราก็ยิ่งจนมากเท่านั้น

 

แต่ถ้าเราเอาพื้นที่รอบๆมาทำอุตสาหกรรม มันจะได้ผลดีหลายสถาน เช่น 1) ประชาชนมีรายได้มากขึ้น  2) ปชช. รอบๆอ่างจะไม่ต่อต้านการสร้างอ่างเพราะจะทำให้ที่ดินของพวกเขามีราคาสูงขึ้น 10 เท่า 3) ปชช. ไม่ทิ้งท้องถิ่นไปอยู่นิคมอุตฯริมทะเล ทำให้ลูกเต้ามีพ่อแม่ดูแล ไม่เป็นปัญหาสังคม 4)  กทม. และปริมณฑล แออัดน้อยลง  5) ฯลฯ

 

เรื่อง ปชช. รอบอ่างต่อต้านทั้งก่อนและภายหลังการสร้างอ่างนี้เป็นปัญหาสังคมการเมือง ที่น่าพะอืดดพะอมมาก เพราะบางคนสูญเสียที่นาริมอ่าง บางคนที่นาเก่าถูกน้ำท่วม เพราะคันดินรอบอ่างกั้นน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงอ่าง  ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้เสียคะแนนเสียง

 

แต่ถ้าเราเอามาทำเป็นนิคมอุตฯ เราสามารถเรียกชาวบ้านมาประชุม แล้วออกเป็นข้อบังคับเฉพาะกาลของชุมชนว่า ผู้ที่เสียที่ดินไปจะได้รับการชดเชยอย่างเป็นธรรม และมีกำไรด้วย ไม่ใช่จากรัฐบาล แต่จากปชช.ด้วยกันเองที่ได้กำไรจากการขายที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน โดยรัฐบาลจะเป็นคนกลางในการจัดสรรผลประโยชน์นี้ แบบนี้มันก็วินวินทั้งสองฝ่าย  (ลืมวินอีกฝ่ายคือฝ่ายอุตสาหกรรม ที่มีแรงงานที่บ้านอยู่ใกล้ คนงานมีความสุขก็ทำงานอย่างมีปสภ. อ้อ..อีกฝ่ายคือ รัฐบาลที่เก็บภาษีได้มากขึ้น ก็มีงบเอาไว้งาบได้มากขึ้นด้วย)

 

 

นอกจากนี้เรากำหนดไปเลยว่าปชช.ริมอ่างจะได้สิทธิในการเข้าทำงานในโรงงานก่อนคนนอกรอบ ก็จะมีรายได้กันถ้วนหน้า แต่เพื่อกระจายรายได้ อาจกำหนดว่าให้แต่ละคนทำงานได้แค่สัปดาห์และ 3 วันเท่านั้น ก็จะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่ากว่าปกติ (แต่รายได้น้อยลงครึ่งหนึ่ง ซึ่ง 3 วันที่เหลือก็เอาไปทำนาไร่ ก็มีชีวิตที่สมดุลดีนะ)

 

สำหรับรัฐบาลมีหน้าที่ออกกฎหมาย และหรือ นโยบาย ให้โรงงานที่กระจุกตัวอยู่ตามริมทะเล ทั้งของไทยและเทศ ออกมาสร้างโรงงานในนิคมเหล่านี้ ซึ่งกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ  ก็เป็นการกระจายความเจริญ (และมลภาวะ) ออกไปทั่วประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้กระจุกอยู่แต่แถวริมทะเล

 

 

การที่จะผันน้ำเข้ามาสู่แอ่งเหล่านี้ได้นั้นคงต้องมีการกั้นเขื่อนในลำน้ำสายหลัก เพื่อยกระดับผิวน้ำบ้างไม่มากก็น้อย  ดังนั้นจะเกิดการเอ่อท่วมตลิ่งของลำน้ำบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งส่งผลเสียต่อปชช. โดยเฉพาะเกษตกรริมตลิ่งบ้าง ซึ่งอาจแก้ได้หลายวิธี เช่น พื้นที่สร้างเขื่อนควรเลือกเอาบริเวณที่ตลิ่งสูง ก็จะเกิดปัญหาน้อย แต่หากเกิดการท่วมเสียหาย ก็อาจมีกฎการชดเชยค่าเสียหายด้วยภาษีที่เก็บได้จากนิคมอุตสาหกรรมเป็นเวลา เช่น 20 ปี รวมทั้งให้สิทธิในการเข้าทำงานในโรงงานด้วย

 

น้ำในอ่างที่เหลือใช้จากอุตสาหกรรม เราก็ปล่อยไปเพิ่มผลผลิตเกษตรกรรมได้ 

 

อย่าลืมด้วยว่าพื้นที่ปลูกป่าที่มากขึ้น จะทำให้เรามีน้ำในลำน้ำมากขึ้นในหน้าแล้งด้วย เพราะป่าจะค่อยๆ ส่งน้ำออกมาตลอดปี ไม่ใช่ปล่อยมาโครมเดียวยามน้ำหลาก  จนท่วมเสียหายไปหมด

 

 

อุตสาหกรรมก็มีน้ำใช้พอเพียง และเหลือให้เกษตรกรใช้ตลอดปี

 

โดยที่อุตสาหกรรมที่รัฐจะส่งเสริมการลงทุนมากที่สุดก็คือ อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมจากป่าไม้อีกต่างหาก ก็ยิ่งเกื้อกูลกันแบบครบวงจร ทั่ง ป่า น้ำ อ่างเก็บน้ำ เกษตรกร และอุตสาหกรรม ชาวเมืองก็ยินดีที่น้ำจะท่วมเมืองน้อยลง ทั้งจากป่าและอ่าง

 

และการทำแบบนี้มันเป็นระดับเล็กที่กระจายไปทั่วประเทศ แม้ในบางกรณีมีผลกระทบบ้าง แต่ก็ไม่ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศในวงกว้าง  เป็นการได้ที่คุ้มเสียนับร้อยเท่า

 

พรรคการเมืองไหนคิดออกก่อน ช่วยกรุณาเอาไปหาเสียงด้วยครับ

 

 

….ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๑ พย. ๕๓)

 

One Comment to

“พลิกวิกฤตน้ำท่วมเป็นโอกาส (ตอน ๒)”

  1. November 12th, 2010 at 8:02 am       buadhram Says:

    ฮาฮาฮา….ผมว่า ที่อยู่ในรัฐสภานั่น
    คิดไม่เป็นหรอกครับ….ครู


You must be logged in to post a comment.