คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว..อาจได้ผลดี…แต่เฮ้อ..เราลอกฝรั่งแบบจาดง่าวอีกแล้ว

November18

.

 

ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว..อาจได้ผลดีแต่เฮ้อ..เราลอกฝรั่งแบบจาดง่าวอีกแล้ว

 

นับพันปีแต่เดิมมา..ไทยเราปลูกข้าวแบบกอละ 3-5 ต้นกล้า ใช้วิธียกคันนาเพื่อให้น้ำท่วมนา เพื่อกำจัดหญ้าซึ่งเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญ เพราะแย่งอาหาร ทำให้ต้นข้าวไม่โต …เทคโนโลยีนี้ เลี้ยงดูเรามาจนเติบใหญ่ จนใจบ้า กล้าโง่มาได้ถึงขนาดนี้  นับว่าเหลือเชื่อ

 

 แต่ขณะนี้กำลังมีวิธีการปลูกข้าวแบบใหม่ ทีนักวิชาการไทยกำลังนิยม (เห่อ)  ริเริ่มมาจากประเทศมาดากัสการ์ (ภายใต้การนำวิจัยของคนฝรั่งเศษ) วิธีนี้อ้างว่าใช้ข้าวเพียงต้นเดียวเท่านั้น แต่ได้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเดิมมาก

 

พอคนไทยเราได้ยิน ก็ลอกเลียนเขามาทดลอง ต่างก็อ้างกันว่าให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าวิธีไทยดั้งเดิมตั้ง 2-3 เท่า (วาว และ โอ้โฮ)    โดยบางคนก็รับเงิน รับกล่องในการวิจัย ทดลองกันไปมากหลายรายแล้ว

 

แต่ผมเชื่อว่านี่มันเป็นการอ้างแบบไทยๆ เรา ตั้งแต่นักวิชาการยันรากหญ้า  คือต่างคนต่างอ้าง โดยมักอ้างเอาจุดที่ดีที่สุดที่ตัวเองทำได้แบบฟลุกๆ   นอกจากนี้ยังมีการเสริมเทคโนโลยีพิเศษอัดฉีดมากกว่าระบบปกติอีกด้วย   (โดยไม่เปิดเผย เท่ากับเป็นการโกงทางวิชาการ เลวยิ่งกว่าโกงแบบบูรณาการเสียอีก)

 

เรื่องนี้ ผมร้อนใจมาก เพราะตัวเองก็คิดเรื่องการปลูกข้าวมานานนับสิบปีแล้ว  (ทั้งที่จบปริญญาเอกมาด้วยวิทยานิพนธ์ด้านการออกแบบเครื่องยนต์ยานอวกาศ)

 

ผมจึงไปสำรวจงานวิจัยที่ตีพิมพ์อย่างเป็นระบบในวารสารวิชาการฝรั่ง  พบว่าการปลูกข้าววิธีนี้มันอ่อนไหวต่อปัจจัยข้างเคียงมากทีเดียว  ถ้าทำเพี้ยนไปนิดเดียวอาจให้ผลต่ำกว่าปกติด้วยซ้ำไป (แล้วเชื่อหรือว่าชาวนาไทยจะไม่ทำเพี้ยนไป นิดเดียว” (เช่นระดับความเป็นกรดด่าง PH ผิดไป นิดเดียว” ) )

 

งานวิจัยหนึ่งระบุว่า  ถ้าปลูกแบบต้นกล้าเดี่ยว ที่ทำให้น้ำท่วมนาเป็นจังหวะ (นาต้นเดี่ยวที่ฝรั่งเศสนำเสนอ …จากนี้ไปจะเรียกว่าแบบ ๑ฝ)  เทียบกับปลูกแบบสามต้นในสภาพน้ำท่วม (นาไทยปกติจากนี้ไปจะเรียกว่า ๓ท)  พบว่า  ๑ฝ ที่ปลูกห่าง 30 ซม. ให้ผลผลิตน้อยกว่า ๓ท ที่ปลูกห่าง 20 ซม. เสียอีก…นี่คือความอ่อนไหว อย่างมากๆ ที่นักวิชาการไทย ไม่เคยบอกให้เรารู้  (หรือบางทีพวกเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไป แต่เห่อเทคโนฝรั่ง ก็เอามา บอกต่อแบบง่ายๆ )

 

เอกสารวิจัยดังกล่าว ยังเสนอต่อไปว่า ในกรณีที่ดีที่สุดของ ๑ฝ คือ การปลูกห่าง 20 ซม. ก็ดีกว่า ๓ท (นาปกติไทย) เพียง 32% เท่านั้นเอง ….หรือประมาณ 1 ส่วน 3 เท่า….ไม่ได้ดีกว่าเป็น 2-3 เท่าอย่างที่กลุ่มทดลอง/วิจัย ต่างๆในประเทศไทยมักอ้างกันเสมอ (แสดงว่าเราอาจโก่งราคาเกินจริงไป 3 ถึง 9 เท่า…ซึ่งน่ากลัวอันตรายเป็นอย่างยิ่ง) 

 

แล้วถามว่า 32% (หรือ 1 ใน 3 ) ที่เพิ่มขึ้นมานี้มันคุ้มค่ากับการลงทุนลงแรงที่เพิ่มขึ้นไหม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงแรง ที่ต้องทำแบบหยุมหยิมมาก (แต่นักปั้นคำไทยเรามาเรียกกันเสียดูดีว่าเป็น การทำนา แบบประณีต”)

 

ข้อมูลในพื้นที่บ้านนอกขณะนี้คือ ชาวนาไทยขาดแคลนแรงงานมาก เพราะมีแต่คนเฒ่าคนแก่ทำนา คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงหนีไปเรียนมหาลัยกันหมด พอจบแล้วก็เข้าไปเป็นขี้ข้าโรงงานต่างชาติที่ริมทะเลกันหมด  ดังนั้นคนไทยเราส่วนใหญ่คงไม่สามารถทำนาแบบนี้ได้หรอกครับ…เพราะไม่มีแรงงานมาทำ ประณีตได้

 

เวลาผมด่าใคร นิสัยผมไม่ด่าเปล่า ที่ด่าเอามันแบบใครบางคน  แต่ผมด่าแล้วต้องมีทางเลือกใหม่มาเสนอให้เสมอ เรียกว่าด่านำร่อง ด่าให้สนใจในคำสอนที่จะตามมา ทำนองว่า ด่าเพราะมีดีจะอวด ไม่ใช่ด่าเพราะอวดดี (ส่วนบางคนมันด่าเพราะต้องการอวดชั่ว อวดโง่ก็รับกรรมกันไปแบบตัวใครตัวมันก็แล้วกัน)

 

ผมมีแนวคิดใหม่มานำเสนอ เชื่อว่าจะทำให้ได้ผลผลิตดีขึ้นกว่าไทยเดิม เหนื่อยน้อยลง และไม่เหนื่อยยากสาหัสที่หยุมหยิมแบบนาต้นกล้าเดี่ยว 

 

ก่อนอื่นขอเดินสายกลาง คือ มันมีระบบหนึ่งต้นห่าง 20 ซม. และสามต้นห่าง 30 ซม. น้ำท่วมเป็นระยะ ถึงน้ำท่วมตลอดเวลา ดังนั้นผมขอเสนอสายกลาง คือ  2 ต้นห่าง 25 ซม.  น้ำท่วมตลอดเวลา แต่ท่วมไม่มากนัก  เอาพอสัก 10 ซม. ก็พอแล้ว (น้ำท่วมน้อยเกินไปก็ไม่ดี เพราะทำให้เลี้ยงปลาซิวไม่ได้ แต่ท่วมมากไปก็ไม่ดีเพราะต้องการน้ำมาก และทำให้ออกซิเจน ไม่ซึมเข้ารากข้าว ผมสรุปว่า 10 ซม. น่าจะดีที่สุด หรืออย่างน้อยก็เลวน้อยที่สุด)

 

วิธีดังเสนอนี้นอกจะสายกลางแล้วมันยังมีเหตุผลอื่นอีกด้วย คือ มันสอดคล้องกับวิธีของผมที่จะใช้แบบ นาหยอดหล่น  (คืออะไรเดี๋ยวค่อยว่า )  

 

นิยามของ นาหยอดหล่น  คือ เราจะไม่ปักดำแบบนาดำ  และไม่หว่านแบบนาหว่าน รวมถึงไม่ปักดำแบบนาต้นกล้าเดี่ยว (ที่กำลังเห่อกัน) แต่จะเตรียมเมล็ดพันธุ์ที่เพาะด้วยการคลุกเมล็ดข้าวกับดินปลูก แฉะๆ แล้วปั้นให้เป็นเม็ดด้วยเบ้า (แบบเบ้าน้ำตาล) ที่ออกแรงรูดครืดเดียวก็ได้ร้อยเม็ด ทำให้ทุ่นแรง จากนั้นเคาะออกจากเบ้า แล้วบ่มไว้หนึ่งคืน จนงอกตุ่มราก จากนั้นนำไปหยอดลงนาที่เตรียม เทือกไว้แล้ว โดยหยอดเป็นระยะที่ห่างกัน 25 ซม.

 

วิธีหยอดคือ เอาก้อนดินปลูกที่เคาะออกมาจากเบ้า ใส่ถาดห้อยไว้กับบ่า สัก 200 ก้อน มีแท่งไม้ยาว 1 เมตรมัดปมไว้เป็นระยะห่าง 25 ซม. วางขวางอยู่ด้านหน้าถาด  ปมมัดจะเป็นตำแหน่งที่เราหยอดข้าวลงไป   เราเดินถอยหลัง หยิบก้อนดินหยอดไปที่ปมเชือก ได้ครั้งละ 4 ก้อน (4 แถว)  ก็ห่างกัน 25 ซม. พอดี  โดยแรงตกของก้อนดินจะทำให้เม็ดข้าวตกจมลงไปใต้ผิวดินประมาณ  1 ซม. (ก็ลึกกำลังดี) จะเห็นว่าเป็นการหยอดที่มีผลเหมือนการดำนา แต่ดีกว่าเพราะคนหัดใหม่ หรือคนเก่งก็ดำได้ลึกเท่ากัน ไม่ลึกหรือตื้นเกินไป (ซึ่งมีผลต่อผลผลิต) นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเตรียมกล้า ไม่ต้องถอนกล้า ไม่ต้องก้มหน้าดำนาให้เหนื่อยยาก เสียอีก

 

วิธีหยอดหล่นนี้ จะมีเมล็ดข้าวสองเมล็ดในหนึ่งหลุมหยอด  (ทำได้ไม่ยาก โดยต้องคำนวณปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับปริมาณดินที่เอามาผสมทำเป็นก้อน)   เพราะถ้าใช้เมล็ดเดียวถ้ามันไม่งอกก็แย่ แต่ถ้าใช้ระบบสองเมล็ด  และถ้าอัตราการงอก 80%  มันก็มีความเป็นไปได้คือ 1) หลุมหยอดที่จะไม่งอกเลยทั้งสองต้นน้อยมาก (ประมาณ 4%)  2)  งอกทั้งสองต้น 64%  และ 3) งอกต้นเดียว  32%

 

 

วีธีนี้จะดีกว่าวิธีต้นกล้าเดี่ยวเสียอีก ในแง่ที่ว่ารากข้าวไม่ถูกกระทบกระเทือน (แม้ด้วยการถอนและการปักดำแบบประณีตสุดๆ เพราะเวลาเราถอนรากมันจะพันกันแล้วขาดวิ่นเสมอ)   ทำให้รากกล้าแข็งแรง เพราะมันงอกในนาด้วยตัวของมันเอง ที่ระดับความลึก 1 ซม.  ยังไม่ต้องมีการย้ายกล้าให้ช้ำ หรือปักดำให้ช้ำ นอกจากนี้ยังดีกว่าการหว่านเพราะการหว่านนั้นรากจะไม่ลงลึก เพราะเม็ดข้าวอยู่ที่ผิวดิน และระยะต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ผลผลิตไม่ดี

 

จากนี้ไปก็ให้ทำให้ดีที่สุดเหมือนกับนาหว่าน ทั่วไป แต่อาจมีอะไรแปลกๆ ที่นักวิจัยกรมวิชาการเกษตรไทยไม่เคยคิด (ทั้งที่มี ดร. เต็มกรม …แต่แทนที่จะทำนาดันไปตีกอล์ฟกันเสียหมด)   เช่น ก่อนไขน้ำเข้านา ควรรอให้มันแตกกอก่อนไหม หญ้าจะขึ้นก็ช่างหัวมัน เพราะเดี๋ยวเราไขน้ำเข้าหญ้ามันก็ตาย ส่วนกอข้าวอยู่ได้เพราะทนน้ำ เรื่องทำนองนี้มันทำวิจัยได้หลายร้อยเรื่อง แต่เรามักไม่ทำวิจัยในรายละเอียดกันหรอก สู้ลอกฝรั่งแล้วเอาเวลาที่ควรทำวิจัยไปตีกอล์ฟกับนายดีกว่า เพราะปสภ.การ งอกมันดีกว่ากันเยอะเลย  ทำให้อยู่ในตำแหน่งจน งอกรากไปจนเกษียณ

 

นอกจากนี้การทำให้น้ำขังในนาตลอดเวลาแบบไทยเดิม ยังดีกว่าระบบมาดากัสการ์ (หรือที่เรียกกันว่า SRI = system of rice intensification หรือ ทำนาประณีต = เหนื่อยยาก)  ในข้อที่ว่า ของเขาส่วนใหญ่น้ำแห้ง จะปล่อยน้ำเข้าเป็นระยะๆ เท่านั้น ซึ่งนอกจากเหนื่อยในการบริหารน้ำ แล้ว ยังไม่สามารถเลี้ยงพืช และสัตว์น้ำในนาได้อีกด้วย  เพราะไม่มีน้ำขังตลอดเวลา

 

ซึ่งพืชและสัตว์ที่จะเลี้ยงในน้ำของนานี้ ถ้าทำให้ดี ๆ อาจสร้างรายได้มากกว่าการทำนาเสียอีก เช่น….

 

เลี้ยงปลาซิว ที่กินไรน้ำเป็นอาหาร (ซึ่งทำให้ต้องหาทางเลี้ยงไรน้ำให้เป็นอาหารของปลาด้วย) ซึ่งสามารถขายปลาซิวทำรายได้ ส่วนอึปลาซิว ก็ตกตะกอน กลายเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าว อีกทั้งสามารถเลี้ยงกบเล็ก (เช่น เขียดขาคำ) ที่ช่วยกำจัดแมลง เพลี้ยต่างๆ ซึ่งเป็นศัตรูพืช อึของเขียดก็เป็นปุ๋ยให้ไรน้ำ ไรน้ำเป็นอาหารให้ปลา อึปลาเป็นอาหารให้ต้นข้าว เป็นวงจรที่เกื้อหนุนกัน ไม่ต้องใช้สารเคมี หรือ ชีวะ ใดๆ ให้เหนื่อยยาก และเปลืองเงิน

 

 

ยิ่งถ้ามีพืชน้ำอะไรที่สามารถเป็น เพื่อน  ที่ดีของต้นข้าวได้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ เช่น อาจเป็นผักบุ้งนาที่เรารู้จักกันดี  (ซึ่งมีหลายร้อยพันธุ์ แต่กรมวิชาการเกษตรไม่เคยทำวิจัย) ผักบุ้งนี้มันมหัศจรรย์มาก เพราะขึ้นได้ทั้งในดินแล้งแตกระแหงถึงกลางน้ำ ดอกก็สวยอีกต่างหาก จึงน่าวิจัยมากกว่า เราสามารถปลูกผักบุ้งในนาได้ไหม แล้วมันอาจตรึงสารอาหารลงไปให้เป็นอาหารให้ต้นข้าวอีกต่างหาก   หากผักบุ้งไม่ดี ก็หาพืชอื่น เช่น กระเฉด กระจอง สันตะวา และอื่นๆ  แล้วยังเม็ด ผำที่อาจสามารถเลี้ยงในนาที่ปลาชอบกินมาก (คนกินก็อร่อยอีกต่างหาก แถมเบตาแคโรทีนเพียบ)

 

สรุปคือ ระดับน้ำที่ดีที่สุดในนาคืออะไรแน่ 5 10  15 หรือ 7.5 ซม. ไม่มีใครรู้แน่ ทั้งที่ทำนากันมาหลายพันปี และส่งคนไปเรียนนอกกันมานับร้อยปี (จนตีกอล์ฟกันเก่งเหลือเกิน แต่ทำนากลับถดถอย ทั้งที่มันไปเรียนด้วยเงินไทยจากการทำนา)

 

ขนาดฝรั่งมันกินหนมปังเป็นหลัก มันยังมาสอนเราทำนาได้ ไอ้นาปลูกกล้าต้นเดียวก็มาจากนักคิดฝรั่งเศส  ส่วนไอ้ลุยเซียน่า มันก็ทำวิจัยออกข้าว jasman มาแข่งกัน จัสมินเราแล้ว

 

ส่วนนักวิชาการไทยเราก็ตีกอล์ฟ (ที่สนามกอล์ฟผันมาจากท้องนา)  และกินไวน์บอร์กโดซ์กันต่อไป เข้าคลับเฮาส์ก็ไปกินเสต็กเนื้อนิวซีแลนด์ โดยกินกับข้าวแจสแมนจากลุยเซียน่าอีกต่างหาก

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)

 

ปล. การปลูกข้าวต้นกล้าเดี่ยวไม่สอดคล้องกับภูมิศาสตร์ประเทศไทยอีกหลายรายการ เช่น

 

1)             เมืองไทยมีปูมาก ถ้าปูลงนา หนีบต้นข้าวขาดตายหมด ถ้ามีต้นเดียวก็ไม่เหลืออะไรเลย  แต่ถ้ามีสามต้นอาจเหลือรอดสักต้นหนึ่ง ก็ยิ่งกลายเป็นแบบปลูกต้นเดี่ยวไปเสียอีก

2)             ข้าวสามต้น มีเพื่อนคุยกัน ไม่เหงา ข้าวต้นเดียวมันว้าเหว่  (ไม่น่าแปลกว่าวิธีข้าวต้นเดี่ยวนี้มาจากแนวคิดของฝรั่ง (เศสอีกต่างหาก) ที่เป็น ปัจเจกนิยม )

 

3)             การปรับระดับน้ำเข้าๆออกๆในท้องนาตามวิธีฝรั่ง มันเปลืองแรงงาน หรือ พลังงาน  มันเป็นแนวคิดแบบฝรั่งที่ต้องการควบคุมธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ส่วนไทยเราลองผิดลองถูกมานานหลายพันปี เกิดสมดุล ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พอดี ซึ่งเราลูกหลานไทยต้องมาต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่าไปเฮโล ลอกฝรั่งเหมือนเดิมๆ  เหมือนที่ไปลอกระบบการเมือง การปกครอง วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี แต่งกาย การเสพกาม ไปจนถึงการทำนาหากิน เขามา …จะโง่บ้ากันไปถึงไหน (โง่ยังพอให้อภัย เพราะมันอยู่ในยีนส์  แต่บ้าเห่อฝรั่งไม่ให้ (โว้ย))

———————————————————————-

การ_คิด_ที่ดี คือการ_ทำ_ที่ยากที่สุด

http://mblog.manager.co.th/blog/blog.php?xmember=withwit

—————————————————-ทวิช จิตรสมบูรณ์

 

 

 

 

2 Comments to

“ทำนาแบบต้นกล้าเดี่ยว..อาจได้ผลดี…แต่เฮ้อ..เราลอกฝรั่งแบบจาดง่าวอีกแล้ว”

  1. November 19th, 2010 at 1:50 am       withwit Says:

    ท่านบัวธรรม ครับ

    ทรงสอนด้วยว่า ความหิว เป็นโรคที่ร้ายแรงที่สุด (ทำนองนี้แหละ …แก่แล้ว ชักจำไม่ได้เหมือนกัน)


  2. November 18th, 2010 at 9:54 pm       buadhram Says:

    ครูนี่ มีสรรพวิชา จากฟ้าจรดดิน จริงๆ ขอรับ

    แล้ว…จะติดตาม เรื่อง และ เทคนิค ของเทือกต่อ ขอรับ

    หาก ทำได้อย่างครูว่า ครูคิดจริง

    คงไม่ใช่ SRI แต่จะเป็น SRS = Sustainable Rice Simplification อย่างไม่ต้องสงสัย แหละ ขอรับ

    เคยได้ยิน เลาๆ มาว่า พาห์ม มหาศาล ได้ไปกราบทูลถาม
    สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า อะไรเป็นหนึ่งในโลก
    พระพุทธเจ้า ได้ตรัสตอบ แก่พาห์ม มหาศาลนั้นว่า

    อาหาร(ข้าวเปลื่อก)เป็นหนึ่งในโลก
    อะไรทำนองนี้และ ขอรับ ครู


You must be logged in to post a comment.