คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ทำไมเด็กไทยไอคิวต่ำ

November28

.ทำไมเด็กไทยไอคิวต่ำ

ได้ฟังอยู่เนืองๆว่าระดับความฉลาด (ไอคิว) เฉลี่ยของเด็กไทยในวันนี้ประมาณ  80 กว่าเท่า

นั้น ในขณะที่เด็กปกติควรอยู่ในช่วง 90-110  ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมได้ประสบมากับตนเอง

และจากการสอบถามจากเพื่อนคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าเด็กไทย

วันนี้ระดับความสามารถในการเรียนรู้ต่ำมากๆจนน่าตกใจ

สาเหตุของการโง่หรือฉลาดนั้นเราท่านต่างตระหนักกันดีอยู่เช่นคือ กรรมพันธุ์ การเลี้ยงดู สิ่ง

แวดล้อม การสอนของครูบาอาจารย์ และ อาหาร

เรื่องกรรมพันธุ์นั้นผมไม่ห่วงนัก เพราะผมมีหลักฐานให้เห็นอยู่ในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทย

โบราณที่ผมเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ที่แสดงให้เห็นว่าบรรพชนไทยเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ฉลาดที่สุดใน

โลก

การเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อมมีปัญหาพอควร เพราะในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานี้สังคมไทยเปลี่ยนไป

เร็วมาก ที่เดินตามวัฒนธรรมตะวันตกอย่าบ้าคลั่ง ทำให้องคาพยพเดิมไม่สามารถปรับตัวตาม

ได้ทัน จึงเกิดอาการฟั่นเฟือนซึ่งส่งแรงกระทบไปถึงพฤติกรรมของเยาวชนเป็นอย่างมากด้วย  

(บ้ายา บ้าเซ็กส์ บ้าดารา ไม่สนใจการเรียน)

ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนก็เปลี่ยนไปมาก ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากพฤติกรรมครูที่

เปลี่ยนไปตามกระแสโล”ภา”ภิวัฒน์ กล่าวคือครูส่วนหนึ่ง (ส่วนมากเสียด้วย) สอนหนังสือเป็น

งานรองแล้วทำงานอื่นเป็นงานหลักเช่น ค้าขาย นายหน้า  โดยอ้างว่าเงินเดือนไม่พอกิน ซึ่งก็

พอมีส่วนจริงอยู่ แต่ก็ต้องถามด้วยว่าครูกำลังใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือยเกินไปหรือเปล่า ในวันนี้ที่

เราตามกระแสโลภาภิวัฒน์ ทุกคนต่างอยากรวยด้วยกันทั้งนั้น แต่คนในบางอาชีพ ที่เป็นหลัก

ชัยให้สังคม ต้องมีจุดยืนว่าขอพอมีพอกินก็พอแล้ว เช่น พระ หมอ ครู ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลสาม

เหล่าของไทยเรา ในวันนี้พระหมอดีๆแทบไม่เหลือแล้ว ส่วนครูยังพอมีหวัง โดยเฉพาะถ้ามีแรง

ส่งจากรัฐ

เมื่อครูมีภาระงานด้านการหาเงิน ก็แน่นอนว่าประสิทธิภาพการสอน การพัฒนาวิชาชีพครู  และ

การอุทิศเวลาให้นักเรียนก็ต้องลดลง ส่งผลถึงไอคิวนักเรียนในที่สุด

วิธีการสอนก็มีส่วนสำคัญ โดยในวันนี้โรงเรียนทั้งหลายต้องปฏิบัติตามพรบ. การศึกษาแห่ง

ชาติ ที่กำหนดให้ใช้วิธีการสอนแบบ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” (นศก.)  ผมเข้าใจว่าข้อกำหนด

นี้นำมาสู่วิธีการสอนที่ใช้ “ใบงาน” เป็นหลัก ทุกวันนี้ครูเขาไม่สอนกันแล้ว แจกแต่ใบงานให้

เด็กไปค้นหาความรู้ “ด้วยตัวเอง” แล้วเอามากรอกในใบงาน เอามาส่งครู แล้วบอกว่านี่ไง

นศก.  ซึ่งผมว่านี่เป็นการทำลายชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

ผมเริ่มสังเกตเห็นความตกต่ำครั้งใหญ่ของการศึกษาในมหาวิทยาลัยเมื่อสามปีที่แล้ว (พศ.

๒๕๕๐)  ซึ่งเป็นปีที่เด็กนักเรียนม.๔  ที่เริ่มใช้การสอนแบบนศก. จบม. ๖ แล้วเข้า

มหาวิทยาลัยพอดี ปรากฎว่าเด็กชุดนี้และชุดถัดมาจนวันนี้มีอัตราตกออกมากกว่าในอดีตมาก

และผลการเรียนในชั้นเรียนก็ตกต่ำกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ผมจึงขอวิงวอนรัฐบาลให้สอบสวน และ ทบทวนการสอนแบบนศก. ด่วนที่สุด ก่อนที่มันจะทำ

ความเสียหายต่อชาติมากไปกว่านี้ หวนกลับไปสอนแบบ คศก. (ครูเป็นศูนย์กลาง) แบบเดิม

เถอะครับ เพราะนศก. นั้นมันเป็นการสอนแบบงูๆปลาๆแค่นั้นเอง เพราะแม่งูแม่ปลามันไม่สอน

ลูกหรอก มันปล่อยให้ลูกมันไปหาเรียนรู้เอาเอง ควายมันฉลาดขึ้นมาหน่อยที่ยังสอนลูกให้กิน

หญ้า นี่เราคนแท้ๆ จะไปเอาอย่างงูอย่างปลาเจียวหรือ   แล้วมันผู้ใดที่มากำหนดให้สอนด้วยวิธี

นี้ก็ช่วยกันเอามาประจานด้วย ที่ไปลอกฝรั่งมาใช้ แบบไม่ลืมหูลืมตาจนก่อความเสียหายไป

แล้วคิดเป็นตัวเงินผูกพันระยะยาวเท่าไรลองคิดกันดู

เรื่องอาหารการกินนั้นก็สำคัญมาก เพราะมันมีอาหารที่บำรุงสมอง และที่ทำลายสมอง

รัฐบาลไทย (อีกแล้ว) ก็ไปส่งเสริมให้เด็กนักเรียน ”กินนมวัว”  คิดกันไปได้โง่ๆว่ากินแล้วคงจะ

ฉลาดแบบพวกฝรั่ง และจะตัวใหญ่เหมือนฝรั่งด้วย กระดูกแข็งแรงอีกต่างหาก ผมว่ามันจะตรง

ข้ามเอาหมดนะ เพราะถ้ากินนมวัวแล้วฉลาดจริงป่านนี้ลูกวัวมันคงฉลาดกว่าคนไปแล้ว ไม่ต้อง

ถูกจับเอามาไถนา หรือมาเป็นเนื้อเสต็กหรอก ฝรั่งนั้นเขาถูกบังคับโดยธรรมชาติของภูมิอากาศ

ให้ต้องกินนมวัว (หิมะตกครึ่งปีไม่มีผักกิน ก็ต้องเอาฟางแห้งมาเลี้ยงวัวให้วัวกลั่นหญ้ามาเป็น

นมให้กินอีกต่อพอกันตาย)  ฝรั่งอาจจะฉลาดกว่านี้ด้วยซ้ำถ้ามีอาหารอื่นกินแทนนมวัวแบบเรา

เช่น กระถิน ใบแค  ใบยอ ขี้เหล็ก ข้าวซ้อมมือที่มีแคลเซียมสูงกว่านมวัวเสียอีก แถมวิตามิน

สำคัญเพียบแปล้ และไขมันน้อยกว่านมวัวมาก

แล้วธรรมชาติคนไทยเรานั้นต้องตัวเล็กจึงจะสอดคล้องกับภูมิอากาศร้อนชื้น ถ้าตัวใหญ่เกินไป

จะมีโรคมาก เนื่องเพราะร่างกายถ่ายเทความร้อนไม่ทัน ไม่เชื่อผมท้าให้ลองวิเคราะห์สถิตดู

20 ปีจากนี้ไปคนไทยตัวใหญ่จะมีโรคมากกว่าคนตัวเล็กอย่างชัดเจน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือเด็กเรากินอาหารปนสารพิษมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว สมอง

มันเลยถูกทำลายตั้งแต่เป็นตัวอ่อน  ทั้งนี้เป็นเพราะวิธีการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ของเราในช่วง

40 ปีที่ผ่านมานิยมใช้สารเคมีกันมาก (ถูกฝรั่งมาหลอกให้ใช้) จนมีสารตกค้างมาก และผ่าน

ซึมเข้าไปทำลายสมองของเด็กๆเราในที่สุด

เรื่องสารพิษในอาหารนี้กระทบไม่ใช่แต่สมองเด็ก สมองผู้ใหญ่ก็กระทบด้วย จนทำให้ผู้ใหญ่

ไทยวันนี้โดยเฉพาะนักการเมือง (เพราะพวกนี้”กิน”มากกว่าคนอื่น)  สมองฝ่อกันหมด คิดอะไร

ไม่ค่อยออก ต้องคอยแต่ตามก้นฝรั่งในทุกเรื่องตลอดไป  

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๘ พย. ๕๓)

You must be logged in to post a comment.