คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ถึง ชาญวิทย์ และนิธิ ในวันแห่งความรัก(ชาติ)

February15

.

ถึง ชาญวิทย์ และนิธิ ในวันแห่งความรัก(ชาติ)

 

วันนี้ ๑๔ กพ. ๕๔ วันแห่งความรักตามคตินิยมชาวคริสต์ กลายเป็นวันที่ผมต้องแผ่เมตตาต่อ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ (รวมถึงนาย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ด้วย) ซึ่งทั้งสองท่านนี้ สมัยผมยังเด็ก ยกย่อง รักและบูชามากด้วย (เพราะอินทรีย์เรายังด้อยนัก..ยังโง่อยู่)  

 

ในวันแห่งความรักนี้ ผมไม่รักทั้งสองท่านแล้ว  แต่จะให้เกลียดก็กระไรอยู่เพราะต่างเป็นพุทธพลด้วยกัน ..ก็ได้แต่แผ่เมตตาอย่างเดียวเท่านั้น…ที่ต้องแผ่เมตตาเพราะได้อ่านบทความของสองท่านนี้มามากหลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่นบทความสดๆร้อนๆดังที่แนบมาด้านหลังนี้…ที่ล้วนแต่ส่อให้เห็นความน่าเกลียดของทั้งสองท่านด้วยกันทั้งคู่

 

 

1) บทความของสองท่านนี้มีอะไรเหมือนกันมาก เช่น เขียนภาษาไทยไปสองคำก็วงเล็บภาษาอังกฤษไปสามคำอยู่นั่นแหละ แม้คำพื้นๆ เช่น สนามรบ ก็ต้องวงเล็บว่า (battle field)  สันติภาพ ก็ต้องวงเล็บว่า (peace)  โอย..อะไรมันจะเหมือนพี่ตักคี่เช่นนั้น ..สมองมีระดับเพียงคิดได้แค่เอาอังกิดตื้นๆมาข่มขู่แสดงความเก่งให้เสื้อแดงสยบและยอมรับเท่านี้เองหรือ ..นิสัยเดิมๆเหมือนกันทั้งลูกพี่ลูกน้องเลยนะ เกทับบลัฟแหลกแหกตาควายกันอยู่นั่นแหละ ..พี่น้องเอ๊ย

 

2) ทำเป็นกระแดะ ทำทีเป็น จิตสากล ไม่คลั่งชาติ แต่รักมนุษยชาติ รักไทย เขมร พม่า ขมุ ข่า เท่าเทียมกันหมด ทำเป็นอ้างคำสอนพระพุทธเจ้า  ก่นด่าคนอื่นว่าเป็นพวก อวิชชา อะไรไปโน่น ทั้งที่ไม่เคยสำเหนียกหลักการคำสอนของพุทธศาสนาเลยว่า ความรักตนนั้นสำคัญกว่าความรัก คนอื่น หรือ ชาติอื่น ดังที่ทรงสอนโดยปริยายอยู่เสมอว่า..การทำอะไรนั้น ต้องได้ประโยชน์ตนแลประโยชน์ท่าน เสมอ… อ่านให้ดี ประโยชน์ตนมาก่อน ..ไอ้อีตนใดที่ไม่รักแม้ตัวเอง แล้วทำกระแดะไปรักชาติอื่น และมนุษยชาติในภาพรวมนั้น มันพวก กรรมมารอ ทั้งนั้น …เชื่อผมสิ เห็นมามากแล้ว ที่สร้างภาพว่าเสียสละอย่างโน้นอย่างนี้ สุดท้าย แมร่งรับเละคนเดียว ..เช่น 7 ล้านกว่าๆ เพียงแค่ทำงานจัดประชุมขายน้ำลายสองสามครั้ง..

 

3) ทำเป็นอ้างประชาชนตาดำๆ ที่ไร้อำนาจ แล้วด่าอำมาตย์ กษัตริย์  (โดยอ้อม โดยใช้นัยแห่งภาษา และบริบท) …ทั้งที่เป็น ปรมาจารย์ ทางประวัติศาสตร์ แต่กลับโง่มองไม่เห็นว่า สถาบันกษัตริย์นั้นเป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจบอกได้ว่าใครผิดใครถูกหรอก เพราะทั้งกษัตริย์และไพร่ฟ้าต่างเอื้ออาศัยซึ่งกันและกัน  …สมัยก่อนนั้นไพร่ฟ้าต้องพึ่งพระบารมีของธรรมราชาเพื่อไม่ให้ถูกอธรรมราชารอบข้างมากวาดต้อนไปเป็นทาสเสมอ แควันใดมีธรรมกษัตริย์ก็เป็นที่พึ่งของประชาชนได้เสมอ ..อยากรู้ว่าท่านดร.ทั้งสองนี้ถ้าเกิดในสมัยพระนเรศวร และถ้าเลือกได้อยากมาเป็นไพร่ใต้แผ่นดินใด ก) พระยาละแวก ข) บุเรงนอง  ) พระนเรศวร  (บอกใบ้ เขาคงตะแบง ไม่วงสักข้อ แต่ในใจคิดว่า อยากไปเป็นไพร่พระเจ้ากรุงปารีสมากกว่า  จะได้ถูกขูดรีดภาษีหนักเพื่อเอาไปสร้างวังหรูที่ใหญ่กว่าวังพระนเรศวรหมื่นเท่า แถมถูกเกณฑ์ไปรบกับอังกฤษในสงครามสามร้อยปีอีกด้วย จนตายกันเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่หมดตายสักที .. ส่วนไพร่ไทย ส่วนใหญ่ ไพร่ฟ้าหน้าใสกันเป็นส่วนใหญ่) พวกนักประวัติศาสตร์ กรรมมารอ พวกนี้ เสียแรงเสียภาษีส่งมันไปเรียนเมืองนอก แต่มันคิดไม่ออกหรอกว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นวิวัฒนาการสังคม ที่ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูกหรอก เอ็งมองประวัติศาสตร์จากมุมมองที่ได้เปรียบในอนาคต แล้วเอ็งก็สรุปโดยไม่คำนึงถึงบริบทในอดีต (เอาดีเข้าตัวเอาชั่วให้ประวัติศาสตร์ สันดานโง่พวกนี้ไม่เคยเปลี่ยน)  ..และแล้วสรุปก็มาก่นด่าระบบกษัตริย์ไทย ที่หากบูรพกษัตริย์ท่านไม่ทรงธรรมค้ำจุนชาติไว้ ป่านนี้วิญญาณของนักประวัติศาสตร์กรรมมารอพวกนี้อาจไปเกิดเป็นไปอะไรในดินแดนไหนก็ไม่รู้ ไม่ได้มาชูคอเป็น ศ.ดร. ให้คนปัญญานิ่มหลายคนกราบไหว้บูชาสรรเสริญกันเหลือเกินอยู่จนทุกวันนี้หรอก สิบอกให่

 

 

…เฮ้อ..เหนื่อย มีอีกร้อยประเด็นที่ต้องตามฉะสองท่านนี้  แต่วันนี้ วันแห่งความรัก เมตตา กรุณา อุเบกขา ..ก็ขอลงจากธรรมมาสแต่เพียงเท่านี้แหละ…เจริญกรรมนำพร

 

…สองชาติ ใจเต็ม (๑๔ กพ. ๒๕๕๔)

 

 

ปล. ผมบอกแล้วว่า ผมไม่ซ้าย ไม่ขวา และไม่กลาง ..ผมไม่ได้บูชาราชวงศ์จนตาบอดดังที่ ดร.ทั้งสองอาจคิด แต่ผมมองอะไรด้วยจิตใจที่เป็นธรรมเสมอ อย่ามองแต่ต้นไม้ ต้องมองป่าด้วย อย่ามองแต่ป่า ต้องมองสภาพภูมิอากาศด้วย อย่ามองแต่สภาพภูมิอากาศต้อง…ด้วย

 

 

….บทความข้างล่างนี้ ตัดมาจาก มติชน ออนไลน์ ..ขอขอบคุณมติชนฯที่ได้เสนอบทความที่แสดงตัวตนของนักวิชาการ กรรมมารอ ให้ไพร่และฟ้าและประชาและชี ได้ทราบโดยทั่วกัน

 

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

 

14 February 2011

 



ถึง คุณหญิง และกัลยาณมิตร

 



(1) Happy Valentine’s Day และขอส่งความปรารถนาดีเนื่องในวันแห่ง ความรักขอ สันติภาพจงบังเกิดต่อพี่น้องร่วมชาติของเราใน สยามประเทศไทยกับมนุษยชาติข้ามพรมแดนใน เขมรกัมพูชาในลาว ในอุษาคเนย์ และใน ประชาคมอาเซียน

 



(2) ต่อสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ทำให้ผมนึกถึงข้อคิดข้อเขียนของ อ. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเป็นที่รักเคารพของเรา จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” (From Womb to Tomb) ที่กล่าวไว้ว่า

 



เมื่อจะตาย ก็ขออย่าให้ตายอย่างโง่ ๆ อย่างบ้า ๆ

คือตายในสงครามที่คนอื่นก่อให้เกิดขึ้น

ตายในสงครามกลางเมือง

ตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์

ตายเพราะน้ำหรืออากาศเป็นพิษ

หรือตายเพราะการเมืองเป็นพิษ

 



(3) ผมเชื่อว่า การเมือง (ที่) เป็นพิษในการเมืองภายในของบ้านเมืองเรา ที่ลามปามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน จาก สันติภาพ” (Peace) กำลังกลายเป็น สงคราม” (War) จาก สนามการค้า” (Market Place) กลับเปลี่ยนเป็น สนามรบ” (Battlefield) นั้น ด้านหนึ่ง มาจากกิเลศและตัณหา จาก โลภ-โกรธ-หลงและอีกด้านหนึ่งมาจากอวิชชาจาก อประวัติศาสตร์ขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ บรรพชน-บรรพกษัตริย์ของเราได้ทำเอาไว้  และขาดการเคารพกติการะเบียบของสังคมโลกที่เป็น สากลและเป็นอารยะ

 



(4) ปัญหาที่มาจากกิเลศและตัณหา ว่าด้วย โลภ-โกรธ-หลงนั้น ก็คือ

 

โลภ เพราะอยากได้ ปราสาทกับ พื้นที่

โกรธ เพราะไม่ได้ ปราสาทกับ พื้นที่

หลง เพราะคิดว่าอาจจะได้ ปราสาทกับพื้นที่

 



(5) ส่วนปัญหาที่เกิดจาก อวิชชาจาก อประวัติศาสตร์และจากการขาดความเคารพนับถือในสิ่งที่ บรรพชน-บรรพกษัตริย์ของเราได้ทำไว้ ก็คือเรื่อง หนังสือสัญญาฉบับต่างๆ และแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น)

 



ที่ สยาม” Siam ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 กับ เสนาบดีพระหัตถ์ซ้าย-ขวาของท่าน คือ คือ สมเด็จกรมเทววงศ์ (การต่างประเทศ) และสมเด็จกรมดำรงฯ (มหาดไทย) จำต้องทำและให้สัตยาบันไว้กับฝรั่งเศสไม่ว่าจะเป็นฉบับ ค.ศ. 1893-1904-1907 (ตรงกับ ร.ศ. 112, 122, 125 และตรงกับ พ.ศ. 2436, 2447, 2450 ตามลำดับ)

 



(6) รวมทั้งแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น ที่มักจะรู้จักกันในนามของ 1: 200,000) ที่ขีดเส้นพรมแดนครอบคลุมดินแดนจากแม่น้ำโขงตอนบน (แม่กบ-เชียงล้อม)-น่าน-เทือกพนมดงรัก-ตลอดลงมาจนถึงเมืองตราด  อันเป็นผลงานของคณะกรรมการเขตแดนผสมอินโดจีนและสยาม” (Commission de Delimitation entre l’Indochine et Le Siam)  และอัครราชทูตสยามประจำกรุงปารีส (หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร) ที่ทรงรับมาเป็นจำนวน 50 ชุด และส่งกลับมากรุงเทพฯ ถวายให้กับเสนาบดีการต่างประเทศ คือ สมเด็จกรมฯ เทววงศ์ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2451 (1908)

 



(7) การที่ต้องทำหนังสือสัญญาต่างๆ ข้างต้น การที่ต้องให้สัตยาบัน และการที่ต้อง รับแผนที่ 11 ระวาง (แผ่น) นั้นมา  ก็เป็นไปตามปรัชญาความเชื่อว่าด้วย ชาติของ ราชาชาตินิยมหรือ Royal Nationalism ที่จะต้องรักษา เอกราช-อธิปไตยของสยาม/Siam เอาไว้  ต้องยอมรับว่าสยามมีพื้นที่หรือดินแดน จำกัด” (limited land) เป็นเพียงรูปขวานทองและต้องยอมสละ ส่วนเกินหรือส่วนที่เป็น ประเทศราช-เมืองขึ้นที่ไป ได้ดินแดน” (ของ คนอื่นของ เขมร-ลาว-มลายู”) มา ไม่ว่าจะเป็นเสียมราฐ-พระตะบอง-ศรีโสภณ-จำปาศักดิ์-หลวงพระบาง-เชียงตุง-เมืองพานตลอดจนเคดะห์-ปลิส-กลันตัน-ตรังกานู” (ที่ต้องยอมยกและแลกเปลี่ยนไปกับอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2452 หรือ ค.ศ. 1909 ปลายรัชสมัย เสด็จพ่อ ร. 5”)

 



(8) แต่เมื่อเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (1932) พวก ผู้นำใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวก เสนาอำมาตย์หรือ ปีกขวานักการเมืองสายทหารของ คณะราษฎรก็เปลี่ยนปรัชญาความเชื่อของตน เปลี่ยนและสร้างชาติตามแนวลัทธิ อำมาตยาเสนาชาตินิยมหรือ Military-Bureaucratic Nationalism (แทน ราชาชาตินิยม” Royal Nationalsim)

 



ลัทธิใหม่นี้ เปลี่ยนนามประเทศจาก ราชอาณาจักรสยามจาก Siam เป็นประเทศไทยเป็น Thailand  พ.ศ. 2482 (1939) รวมทั้งเปลี่ยนเนื้อร้อง เพลงชาติ” (แต่ไม่ได้เปลี่ยนทำนอง) จากประโยคขึ้นต้นว่า อันสยาม นามประเทืองว่าเมืองทอง…..เป็น ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย…..” 

 



แล้วก็ปลุกระดมความ รักชาติการ กู้ชาติดำเนินการขยายดินแดนด้วยการ เรียกร้องดินแดนเพื่อให้ ประเทศไทยเป็นมหาอานาจักรไทย” (สะกดด้วย น. หนู ตามตัวสะกดที่ถูกรัฐบาลให้เปลี่ยนในสมัยนั้น) ดังนั้น ประเทศไทยหรือ Thailand ก็มีสภาพเป็น expanded land หาใช่ limited land อย่างของ ราชอาณาจักรสยามหรือ Siam ไม่

 



(9) ในปี พ.ศ. 2484-85 หลังการเปลี่ยนชื่อประเทศเพียง 2 ปี ก็เกิดสงครามอินโดจีน”  รัฐบาลของหลวงพิบูลสงคราม  ก็ส่งกำลังของกองทัพบก-เรือ-อากาศ บุกเข้าไปยึดดินแดนต่างๆมาได้ อาทิ เมืองเสียมราฐ (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่าจังหวัดพิบูลสงคราม”)-ยึดพระตะบอง-ยึดศรีโสภณ-(และปราสาทพระวิหาร)-ยึดจำปาศักดิ์ (และปราสาทวัดพู)-ยึดไซยะบุรี (เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า จังหวัดลานช้างสะกดโดยไม่มีไม้โท)

 



รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาเมื่อ 25 มกราคม พ.ศ 2485 (1942) และด้วยความช่วยเหลือของพันธมิตรญี่ปุ่น ก็ทำการยึดเมืองพาน-เมืองเชียงตุง (ในพม่า  เอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า สหรัฐไทยเดิม”) แถมญี่ปุ่นยังมอบรัฐมลายู เช่นเคดะห์-ปะลิส-กลันตัน-ตรังกานูให้มาอีก รัฐบาลพิบูลสงครามเอามาเปลี่ยนชื่อเป็นไทยๆว่า สี่รัฐมาลัย

 



(10) นี่คือสภาพ อีรุงตุงนังและ มรดกทางประวัติศาสตร์ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศชาติของเราเกือบถูกยึดเป็น เมืองขึ้นและผู้นำของ อำมาตยาเสนาธิปไตยหลายคนเกือบกลายเป็น อาชญากรสงครามถูกจับประหารชีวิต  เมื่อมหามิตรญี่ปุ่นถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณูแพ้สงครามไป

 



โชคดีที่มี ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ปีกซ้ายของ คณะราษฎรตั้งขบวนการเสรีไทยทำการใต้ดินขึ้นมา กู้ชาติไว้ได้  ทำการ ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 (1945)  นี่คือผลงานของ บรรพชน-มหาบุรุษแต่ท่านปรีดี ก็ถูกกำจัดออกไปด้วย การเมืองทราม-การเมืองเป็นพิษ” (ถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีในกรณีสวรรคตอันมืดมนของในหลวงรัชกาลที่ 8 เมื่อ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489) มีการ รัฐประหาร พ.ศ. 2490” โดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ ที่นำอำมาตยาเสนาธิปไตยของจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมา  และสืบทอดกันต่อๆมาโดยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส  ฯลฯ และยังทรงอิทธิพลอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

 



(11) จะเห็นได้ว่า อำมาตยาเสนาชาตินิยมของสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีหลวงวิจิตรวาทการเป็น มันสมองมีทีมงานจากกรมศิลปากร (นายธนิต หรือ นายกี อยู่โพธิ์-นายมานิต วัลลิโภดม) หรือทีมงานของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกรมประชาสัมพันธ์) อย่างนายมั่น-นายคง (นายสังข์ พัธโนทัย) ก็ส่งมรดกตกทอดกันมายัง สฤษดิ์-ถนอม-ประภาสตลอดจนทางสายของนักการเมืองพลเรือนอย่าง เสนีย์-คึกฤทธิ์ ปราโมช-ควง อภัยวงศ์”  เรื่อยมาจนบัดนี้เป็นเวลากว่า 70 ปี จนถึงรุ่นของจำลอง-สนธิ-โพธิรักษ์-สมปอง-อดุล-ศรีศักร และรัฐบาลในปัจจุบัน

 



(12) นี่เป็น หลุมดำทางการเมือง” (Political Black Hole) หรือหีบพยนต์-ผะอบนางโมรา” (Pandora’s Box) ที่หากตกลงไปก็ยากที่จะปีนป่ายขึ้นมาได้  หรือถ้าเปิดออกมา (จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) ก็อาจถึงตายได้ คำถามของเรา ณ บัดนี้  ก็คือเรา (หมายถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ นอก กทม.) จะรอดจาก บ่วงกรรมนี้ไปได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรให้ การเมืองเป็นพิษหรือ การเมืองทรามกลายเป็นการเมืองดีทำให้ประเทศชาติของเรารุ่งเรือง มีศักดิ์มีศรี มีเกียรติภูมิในวงการระหว่างประเทศ เคารพกติการะเบียบและกฎหมายระหว่างประเทศ ดำเนินการที่เป็น สากลและเป็น อารยะ

 



กัลยาณมิตร และเพื่อนๆของผมในกลุ่ม สันติประชาธรรมขอเสนอมายังคุณหญิงอีกครั้งหนึ่ง และขอให้ช่วยนำความไปเรียนต่อบุคคลที่อยู่ใกล้ตัวคุณหญิง ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน หรือเป็นทหาร  ไม่ว่าจะอยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่บ้านก็ตาม 

 



ขอให้เรามาช่วยกัน ปฏิบัติธรรมละเสียซึ่งโลภ-โกรธ-หลง  ขจัดอวิชชาและ อประวัติศาสตร์”  ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยกันหลีกเลี่ยง สงครามช่วยกันแสวงหา สันติภาพ ช่วยกันทำให้ สนามรบกลับเป็น สนามการค้าอีกครั้ง

 



ขอให้เรามาช่วยกัน ทำดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอุษาคเนย์-อาเซียน ที่หลากหลายไปด้วยชาติพันธุ์ ระบบนิเวศ  ธรรมชาติและวัฒนธรรม จากดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ถึงพนมดงรัก จากปราสาทพนมรุ้ง ถึงปราสาทพระวิหาร และปราสาทวัดพู จรดแม่น้ำโขงตอนกลาง ณ คอนพะเพ็ง-แก่งหลี่ผีกลายเป็น มรดกโลกข้ามเขตแดนเพื่อความรัก-สันติภาพ-สันติสุข-และอหิงสาของ ประชาคมอาเซียนที่ ไร้พรมแดนให้จงได้ (Asean Trans-Boundary World Heritage Sites from Dong Phyayen-Khaoyai to Phnom Dangrek-Prasat Phnom Rung/Preah Vihear/Vat Phou to Khone Papeng/Li Phi Falls and the Middle Mekong Basin)

 



ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อ ชาติ และราษฎรไทยของเรา เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อพ่อแม่พี่น้องลูกหลาน หลายพันหลายหมื่นชีวิต ที่อยู่ตามแนวชายแดนกว่า 800 กิโลเมตร จากอุบลฯ ศรีสะเกษ จากสุรินทร์ บุรีรัมย์ จากสระแก้ว-จันทบุรี-ถึงตราด  ผู้คนที่เป็นเพียงชาวบ้าน แค่ชาวชนบท ด้อยการศึกษา (ไม่มีแม้แต่ประกาศนียบัตรมัธยม โดยไม่ต้องพูดถึงระดับปริญญาตรี อย่างเราๆท่านๆ ในเมืองหลวง)

 



และก็ด้อยซึ่งโอกาส ที่ต้องเผชิญต่อ สงครามและสภาพของบ้านแตกสาแหรกขาด  สูญเสียชีวิตและเลือดเนื้อ  ทำมาหากินไม่ได้  ที่อยู่ทางฝั่งตะเข็บชายแดนของสยามประเทศไทย”  ที่ร่วมชะตาและร่วมกรรมกับผู้คนที่ก็เหมือนๆ กัน เป็นญาติพี่น้องกัน ร่วมสายเลือดเดียว ทั้งยังร่วมวัฒนธรรม ร่วมภาษากันในฝั่งตะเข็บชายแดนของ เขมรกัมพูชาจากสตุงแตรง ถึงพระวิหาร จากอุดรมีชัย  ถึงบันทายมีชัย โพธิสัตว์ และเกาะกง ดังข้อเสนอต่อไปนี้

 



1. ขอให้กองกำลังของทั้งสองประเทศใช้ขันติธรรม และความอดกลั้น ยุติการสู้รบโดยทันที ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและกองทัพตามชายแดนของ ทั้งสองฝ่าย

 



2. ขอให้ถอนกำลังทหารของทั้งสองฝ่ายออกจากพื้นที่พิพาทอย่างเร่งด่วน เพื่อลดการเผชิญหน้าทางทหารตามชายแดนระหว่างกัน

 



3. ขอให้ยุติเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปยังจุดพิพาทอื่นๆ ที่ยังคงเป็นปัญหากันอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะมิให้ขยายตัวออกไปยังจุดอื่นๆตามแนวชายแดน

 



4. ขอให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีซึ่งมีอยู่แล้ว อันได้แก่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมซึ่งได้จัดตั้งตามบันทึกความเข้าใจแห่งราช อาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543

 



5. ขอให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักการแห่งอหิงสา ยุติการนำประเด็นความขัดแย้งเรื่องเขตแดนมาแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าการเมืองภายในประเทศ หรือการเมืองระหว่างประเทศ อันจะทำให้ปัญหาบานปลายกลายเป็นชนวนสงครามที่ยากจะหาทางยุติลงได้

 



ด้วยความระลึกถึง

เชิง แก่นแก้ว

สิงหะปุระ

 



PS:

Make Love not War

with ASEAN Neighbors,

especially Cambodia and Laos

 

 

2 Comments to

“ถึง ชาญวิทย์ และนิธิ ในวันแห่งความรัก(ชาติ)”

  1. February 16th, 2011 at 7:18 pm       withwit Says:

    ที่น่าสมเพชยิ่งกว่านั้น ท่าน buadhram ครับ คือ สองคนนี้เขาคิดว่าเขาฉลาดสุดๆ คนอื่นโง่หมด ที่คลั่งชาติ ส่วนเขาคลั่ง make love not war ..โหย เสรีนิยมเสียเหลือเกิน

    ผมเรียนตรงๆอย่างไม่เกรงใจว่า สองคนนี้ เสรีนิยม ไม่ได้ขี้ตีนผม ..อยากถามด้วยซ้ำไปว่า นิยามเสรีนิยมว่าอย่างไร แต่เสรีด้านเซ้กส์เท่านั้นเองหรือ


  2. February 15th, 2011 at 2:42 pm       buadhram Says:

    ครั้งแรก อ่านผ่านๆ นึกว่าครู เปลี่ยนไป
    แต่อ้าว นี่ มัน นักอิวชชา ที่ได้แท่น..
    เชลียร์ สุดสุด นี่น่า….เอิ๊ก เอ๊๊ก….

    ปัญญาเท่านี้ทำกระแดะ ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญนี่โน่น เนาะ
    เดี่ยวนี้ องค์ความรู้ มัน ล้นเกินๆ กัน ถ้วนทั่วแล้ว เนาะ ครู

    ว่าแต่ว่า พวกงั่ง คิดว่าตัวเอง เลิศกว่า ใครๆ
    แต่พฤติกรรม แล้ว โอ๊ย….ทั้ง เจ้า ชาญวอด และ หนี้ถิด…นั้นนะ ไม่มีราคา หรือคุณค่า ถึง เศษสวะ จริงๆ ขอรับ…ครู


You must be logged in to post a comment.