คนถางทาง

จะบุกฝ่า.ป่าหนาม.คมความคิด เพื่อนิมิต.เมืองใหม่.ที่หมายมั่น

ขอมนครวัดคือสยาม..ไม่ใช่เขมร (หลักฐานเพิ่มเติมครั้งที่ ๔)

February24

.

ขอมนครวัดคือสยาม..ไม่ใช่เขมร (หลักฐานเพิ่มเติมครั้งที่ ๔)

 

สองวันก่อนเพื่อนผมได้ชักนำให้ไปทานข้าวเย็นกับนักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์นามอุโฆษซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  ท่านผู้นี้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนครวัดไว้หลายเล่ม ซึ่งมักถูกอ้างอิงเชิงวิชาการเสมอ

 

ผมได้นำเสนอทฤษฎีคนสยามสร้างนครวัด พระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด และเขมรไม่ใช่ขอมต่อท่าน พร้อมชี้แจงแสดงเหตุผลตามที่ผมได้นำเสนอมาในบทความก่อนหน้านี้

 

ท่านรับว่ามันสมเหตุผลทีเดียว และอยากให้ผมนำเสนอทฤษฎีต่อที่ประชุมวิชาการด้านโบราณคดี  แต่ผมท้วงไว้ว่าถ้าผมไปพูดคงมีน้ำหนักน้อย จึงอยากให้ท่านร่วมเป็นผู้แต่งร่วมกับผมด้วย  โดยผมได้ยกร่างบทความเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้ท่านแล้ว

 

ซึ่งถ้าท่านยอมเป็นผู้แต่งร่วมก็คงเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วโลกแน่ แต่แม้ท่านไม่ยอมร่วมด้วย ผมก็คงนำเสนอเดี่ยวๆอยู่ดี  ดีเสียอีกจะได้ไม่มีใครมาเฉลี่ยความดัง อิอิ

 

การยอมรับในเบื้องต้นของท่านยังความลิงโลดใจให้ผมมาก เพราะท่านเป็นนักวิชาการผู้ที่เข้าใจนครวัดลึกซึ้งที่สุดในโลกคนหนึ่งก็ว่าได้  ทั้งในแง่โบราณคดีและแง่ประวัติศาสตร์  อีกทั้งท่านเป็นคนตรงไปตรงมาแบบฝรั่งชั้นดี ไอ้ที่จะปากอย่างใจอย่างนั้นยาก เช่น ขณะกินข้าวกันมีอาหารพิเศษจานหนึ่งที่เจ้าของร้านทำมาให้เป็นบรรณาการกับแขกพิเศษโดยเอามาเสริฟเองถึงโต๊ะ พร้อมยืนรอคำชม ท่านลองชิมครึ่งคำ แล้วทำหน้าเบ้ พร้อมอุทานว่า ไม่อร่อย และไม่กินอีกเลย ขนาดฝรั่งที่ว่าเถรตรงแล้วส่วนใหญ่ถ้าไม่อร่อยเขาจะบอกอ้อมๆว่า อึม มันแตกต่างนะ  (hmm..it’s different)  หมายความว่า มันแตกต่างไปจากรสชาติเดิมๆที่เขาเคยชินน่ะ

 

หวนกลับมาเรื่องหลักฐานต่อ ในบทความนี้ผมขอเสนออีกสองหลักฐาน หลักฐานแรกคือ การที่เขมรทิ้งนครวัดไปหลังจากโดนกองทัพสยามตามไปล้างแค้นครั้งที่สอง โดยการทิ้งนั้นเป็นการอพยพทิ้งให้เป็นเมืองร้างไปเลย  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะการทิ้งเมืองที่ทั้งใหญ่และยิ่งใหญ่ขนาดนี้เพียงเพราะศึกสงครามนั้นไม่เคยมีมาก่อน  มันจะต้องเกิดการเสียดายอาลัยอาวรณ์เป็นที่สุด  เมื่อก่อนโดนพวกแขกจามบุกหนักกว่านั้นมากนักก็ไม่เห็นทิ้งเมือง ก็ซุ่มรอจังหวะกู้บ้านกู้เมือง  ซึ่งทั่วโลกก็ทำกันแบบนี้ แม้สยามทิ้งอยุธยาก็ไม่ได้ทิ้งเพราะกลัวพม่า และก็ไม่ได้ทิ้งให้ร้างแต่ยังมีคนอยู่ตลอดมา

 

การทิ้งเมืองอันยิ่งใหญ่ไปได้ง่ายๆ นี้แสดงว่าเขมรไม่ได้สร้างนครวัดมากับมือ แต่ได้มาฟรีๆ จากการลุกฮือของพวกตนในสมัยพระเจ้าแตงหวาน ดังนั้นก็เลยไม่คิดเสียดายอะไรกะอีแค่เมืองที่เต็มไปด้วยหิน แถมยังอาจคิดกลัวผีเสียอีกด้วย เพราะเมืองนี้เต็มไปด้วยภูตผีเทวดาเทพเจ้าหลากหลายที่เล่ากันมาเป็นตำนาน  ส่วนสยามนั้นแม้สร้างเมืองนี้มาด้วยมือ แต่บัดนั้นก็ไปตั้งรกรากใหม่ที่อยุธยาแล้ว ก็คงไม่คิดหวนคืนกลับมาใหม่ อีกทั้งศาสนาก็เปลี่ยนเป็นพุทธเต็มตัวแล้วด้วย ก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับปราสาทเหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่ (ยกเว้นบายน) เป็นปราสาททางคติพราห์มณ์

 

 

หลักฐานชิ้นที่สองคือ ชื่อของปราสาททั้งหลายที่นครวัดและนครธม ส่วนใหญ่เป็นชื่อที่มีสำเนียงสยาม ส่อให้เห็นว่ากษัตริย์ผู้สร้างปราสาทเหล่านี้น่าเป็นคนเชื้อสายสยาม ขอยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ดังนี้

1)      นครวัด (อังกอร์วัด):  คำว่า วัด นั้นเป็นคำสยามโบราณ ไม่ใช่เขมรแน่ๆ

2)      นครธม: ประเด็นนี้ผมได้เฉลยไว้แล้วว่า ธม คือ ธัม ธมฺ หรือ ธรรม ไม่ใช่ภาษาเขมรที่แปลว่า ใหญ่ อย่างที่เชื่อกันมานาน (ตามฝรั่ง)   แต่ทำไมใช้ ธมฺ (บาลี) ไม่ใช่  ธรรม (สันสกฤต) นี่แสดงว่าได้รับอิทธิพลจากสยามซึ่งนิยมบาลีมากกว่าสันสกฤต

3)      ปราสาทนาคพัน: นี่มันภาษาสยามชัดๆ คำว่า นาค หดมาจาก นาคา (สันสกฤต) ซึ่งหลักการหดพยางค์แบบนี้มันหลักสยามแท้ๆ ส่วน พัน นั้น ก็คือกิริยาการพันของนาคนั่นเอง ก็ภาษาสยามอีก

4)      ปราสาทปักษีจำกรง: คำว่า จำกรง ก็ภาษาสยามแท้ๆ คือถูก (จอง)จำ(อยู่ใน)กรง นั่นเอง

5)      ปราสาทพระขรรค์ ..พระวิหาร พระรูป: คำว่า พระ นี้ถือเป็นคำสำคัญที่สุดในภาษาสยาม มาจาก วร (วะระ) ในสันสกฤต การผัน ว ให้เป็น พ นี้ คือนิสัยแท้ๆของสยาม เช่น วิมาน=พิมาน วิษณุ=พิษณุ วิจิตร=พิจิตร วิชัย=พิชัย ภาษาเขมรไม่น่ามีพฤติกรรมนี้

6)      ปราสาทพิมานอากาศ: คำว่าพิมาน ก็บาลี (สันกฤตคือ วิมาน) อากาศ ก็หดมาจากสันสกฤต ทั้งสองคำก็เป็นสำเนียงสยามชัดๆ

7)      ปราสาทตาพรหม ตาแก้ว: คำว่า ตา นี้ ฝรั่งส่วนใหญ่แปลไปจากภาษาสยามหมายความว่า พ่อของแม่  แต่ผมว่าหมายถึง อวัยวะใต้คิ้ว เสียมากกว่า (แต่ทั้งสองก็เป็นภาษาสยาม)  ตาพรหม น่าหมายถึง ดวงตาแห่งพระพรหม ส่วนตาแก้วนั้นมีตำนานหนึ่งว่าเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต ถ้าจริงคำว่าตาแก้วก็คือ ดวงตาแห่งพระแก้ว นั่นแล

8)      แม้แต่ปราสาทบายน ก็อาจเป็นคำสยาม เพราะ บา แปลว่าครู (เช่น ครูบา)  ยน (ยล) คือมอง ก็คือ ปราสาทครูมอง ครูในที่นี้คือครูใหญ่ หมายถึงพระพุทธเจ้านั่นเอง ทรงมองด้วยพระพักตร์หินมหึมาถึง 216 พักตร์

 

วันนี้เอาแค่นี้ก่อนครับ

 

by posted under Uncategorized | No Comments »    

You must be logged in to post a comment.